แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลุ่มสนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลุ่มสนใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2564

1.ป้ายชื่อต้องระบุตำแหน่งไหม, 2.การทำลายข้อสอบ, 3.ระเบียบที่ว่า กลุ่มสนใจ-วิชาชีพ ให้สอนไม่เกินวันละ 3, 5 ชม. ยกเลิกหรือยัง, 4.จ้างพิมพ์หนังสือเรียนจำนวนน้อย ราคาสูงกว่าราคาอ้างอิงได้หรือเปล่า, 5.ไม่เคยอบรมลูกเสือแต่ต้องสอนลูกเสือ แต่งเครื่องแบบยังไง, 6.ทำไมเงิน ชพค.สมัยก่อนจ่ายน้อยกว่า แต่ตายได้มากกว่าสมัยนี้, 7.จนท.จังหวัดบอกว่า การจัดกลุ่มสนใจและชั้นเรียน ต้องเขียนโครงการด้วยทุกครั้ง. (ถูกต้องหรือไม่?)

 สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. คืนวันอาทิตย์ที่ 3 ม.ค.64 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  หนูพึ่งสอบพนักงานราชการครูกศน.ตำบลได้ ขอรบกวนสอบถามการแต่งกายชุดกากีที่ถูกระเบียบหน่อยนะคะ
             ป้ายชื่อต้องระบุตำแหน่งไหมคะ

             ผมตอบว่า   ตามประกาศฯข้อ 2.8 ป้ายชื่อให้ระบุชื่อและตำแหน่ง ฉะนั้น ที่ถูกต้อง ต้องระบุตำแหน่งด้วย
             ( แต่บางคนเขาอาจจะยังไม่พอใจตำแหน่งปัจจุบันของตัวเอง จึงอาจไม่ระบุตำแหน่ง และยังบอกคนอื่นว่าไม่ต้องระบุตำแหน่งก็ได้ )
             ดูประกาศฯได้ที่ https://bit.ly/35xPQi3

         2. คืนวันที่ 13 ม.ค.64 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  การทำลายข้อสอบปลายภาค และ n-net เราต้องดำเนินการยังไง

             ผมตอบว่า
             1)  การทำลายข้อสอบ N-NET
                  ในคู่มือการจัดสอบ N-NET ของ สทศ.ฉบับปีการศึกษา 2563 ระบุว่า
                  “3.6  เมื่อเสร็จสิ้นกำรสอบ หัวหน้าสนามสอบต้องรวบรวมกล่องบรรจุซองกระดาษคำตอบกับกล่องบรรจุแบบทดสอบและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอบ ส่งมอบให้กับตัวแทนศูนย์สอบ(ผอ.กศน.อำเภอ) เพื่อนำส่งศูนย์สอบ(กศน.จังหวัด)ทันที
                   4.3  แบบทดสอบ ให้ศูนย์สอบ(กศน.จังหวัด)ดำเนินการทำลายภายใน 30 วัน หลังประกาศผลสอบ แล้วรายงานผลการทาลายแบบทดสอบให้ สทศ. ทราบ ตามแบบ N-NET 12”

                  การทำลายข้อสอบ ให้ดำเนินการตามระเบียบสารบรรณ ส่วนถ้ามีค่าใช้จ่ายในการจ้างทำลายให้จ้างตามระเบียบพัสดุ ( แต่การทำลายในปัจจุบัน จะมีรายได้ ไม่ใช่มีค่าใช้จ่าย ) เช่นเดียวกับการทำลายข้อสอบปลายภาคที่ตอบในข้อ 2)

             2)  การทำลายข้อสอบปลายภาค
                  ทั้งกระดาษคำถามและกระดาษคำตอบ ทั้งข้อสอบที่มาจากส่วนกลางและข้อสอบวิชาเลือกเสรีของจังหวัดเอง ใช้ระเบียบการทำลายหนังสือ ตามระเบียบสารบรรณ
                  ซึ่งตามระเบียบสารบรรณกำหนดเรื่องการทำลายหนังสือให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรม แต่ของ กศน.ระดับอธิบดีกรมคือปลัดกระทรวง และปลัดกระทรวง ศธ.มอบอำนาจเรื่องนี้ให้ ผอ.กศน.จังหวัด ตามคำสั่งมอบอำนาจที่ 531/51 ข้อ 7 ซึ่ง ผอ.กศน.จังหวัดจะมอบอำนาจต่อช่วงอีกไม่ได้ ต้องออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการเอง โดยถ้าจะทำลายหนังสือหรือข้อสอบที่อยู่ที่อำเภอ จังหวัดอาจแต่งตั้งบุคลากรของอำเภอเป็นคณะกรรมการ
                  อนึ่งเรื่องการทำลายข้อสอบนี้ ในคู่มือของกลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ(ชื่อเดิม) ระบุว่าทำลายตามระเบียบพัสดุ ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้อง เพื่อความแน่ใจ วันที่ 2 ต.ค.61 ผมถามอดีตหัวหน้ากลุ่มงานพัสดุ กลุ่มการคลัง กศน. ( เกษียณแล้ว ) ว่า
                  การทำลายข้อสอบปลายภาค ที่สอบเสร็จแล้ว ( กระดาษคำถาม และ กระดาษคำตอบ ) ทำลายตามระเบียบสารบรรณ หรือ ระเบียบพัสดุ
                  ท่านตอบว่า  ทำลายตามระเบียบสารบรรณ ( แต่ในส่วนของ ถ้ามีค่าใช้จ่ายเช่นค่าจ้างทำลาย ให้จ้างตามระเบียบพัสดุ )

                  ในทางปฏิบัติ เคยมีหนังสือแจ้งเมื่อปี 2551 เรื่องการทำลายข้อสอบ ( ชุดคำถาม ) ให้จังหวัดเป็นผู้ทำลาย เมื่อสอบเสร็จต้องขนส่งไปจังหวัด ไม่ได้อยู่ที่อำเภอ โดยอาจทำลายด้วยการเผา หรือให้เอกชนทำการย่อยเป็นเส้น ๆ ให้ไม่สามารถอ่านได้ เมื่อย่อยแล้วก็ ให้ หรือ ขาย เอกชนไป ( แทนที่จะมีค่าใช้จ่าย กลับมีรายได้ถ้าใช้วิธีทำให้ไม่สามารถอ่านได้แล้วขาย ซึ่งปัจจุบันมักใช้วิธีนี้ เอกชนมีเครื่องมือทำลายต่อหน้ากรรมการ ส่วนการเผากระดาษจำนวนมากนั้นไม่ง่ายและการเผาจะเกิดควันเป็นมลภาวะซึ่งอาจผิดกฎหมาย )
             ส่วนกระดาษคำตอบ ก็เป็นอำนาจของจังหวัดเหมือนกัน เพียงแต่เอกสารถ้าอยู่ที่อำเภอ จังหวัดมักจะออกคำสั่งแต่งตั้งคนอำเภอเป็นกรรมการทำลายอยู่ที่อำเภอ
             ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ( ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2560 กำหนดว่า “คณะกรรมการทำลายหนังสือประกอบด้วยประธานและกรรมการอีกอย่างน้อย 2 คน โดย ปกติ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการ”
             ถ้า กศน.อำเภอมีข้าราชการไม่ครบ 3 คน อาจให้ข้าราชการอำเภออื่นร่วมเป็นกรรมการ หรืออาจอนุโลมให้เป็นข้าราชการเฉพาะประธาน ส่วนกรรมการอาจเป็นลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการ

         3. วันที่ 17 ก.พ.63 มี ผอ.กศน.อ. โทร.ถามผมเรื่อง  ระเบียบที่ว่า กลุ่มสนใจ-วิชาชีพ ให้สอนไม่เกินวันละ 3, 5 ชม. ยกเลิกหรือยัง

             ผมตอบว่า   ระเบียบหลักเกณฑ์ที่ว่า “ให้สอนกลุ่มสนใจวันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง, วิชาชีพวันละ 3 ชั่วโมง ถ้าเกินต้องขออนุมัติ แต่ต้องไม่เกินวันละ 5 ชั่วโมง และไม่เกินสัปดาห์ละ 30 ชั่วโมง” นั้น เป็นระเบียบสมัยเก่า ถูกยกเลิกไปแล้ว ยกเลิกโดย ระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษานอกโรงเรียนหลักสูตรระยะสั้น พ.ศ. 2549 ประกาศ ณ วันที่ 27 มี.ค.49 ( ข้อแรก ๆ ของระเบียบปี 49 นี้ ระบุว่าให้ยกเลิกระเบียบสมัยเก่าดังกล่าว ) ซึ่งระเบียบปี 49 ไม่กำหนดจำกัดจำนวนชั่วโมงต่อวันแล้ว
             และปัจจุบัน ระเบียบ สป.ศธ.ว่าด้วยการจัด กศน.หลักสูตรระยะสั้น 2549 นี้ ก็ถูกยกเลิกไปอีกแล้ว ยกเลิกโดย ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาต่อเนื่อง พ.ศ.2554
             ปัจจุบันให้ยึดระเบียบปี 54 นี้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้กำหนดจำกัดจำนวนชั่วโมงต่อวัน จึงอยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารระดับจังหวัด/อำเภอสามารถกำหนดอย่างไรหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้บริหารเห็นว่าเนื้อหาวิชาและวัยผู้เรียนนั้น เรียน 6 ชั่วโมงไม่มาก ก็ 6 ชั่วโมงได้ ไม่มีระเบียบห้ามแล้ว  ถ้าผู้บริหารเห็นว่า เนื้อหาวิชานั้นหนักมาก ผู้เรียนเป็นผู้สูงอายุ ไม่ควรเรียนเกินวันละ 3 ชั่วโมง ก็กำหนดให้เรียนวันละ 3 ชั่วโมงก็ได้  ซึ่งถ้าให้เรียนเกินวันละ 5 ชั่วโมง ก็ย่อมเบิกจ่ายค่าสอนเกินวันละ 5 ชั่วโมงได้
             ทั้งนี้ มีเล่ม “แนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาต่อเนื่อง (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2561)” อยู่ที่  https://www.dropbox.com/s/pk5gscjnx5delb0/manualEdContineu61.pdf?dl=1  และมีไฟล์แบบฟอร์มต่างๆที่ใช้ในการจัด กศ.ต่อเนื่อง อยู่ที่  https://bit.ly/2DghZQ5  
             อนึ่ง ในแนวทางเล่มนี้ กำหนดให้มีการจัดกลุ่มสนใจ ประเภทจัดตามภารกิจ เช่น อำเภอ/จังหวัดเคลื่อนที่/ร่วมกิจกรรมกับหน่วยงานอื่น ผู้สนใจมาสมัครเรียน ณ สถานที่จัดกิจกรรม หลักสูตรไม่เกิน 5 ชั่วโมง  ซึ่งประเภทนี้ ถ้าจัดวันละไม่เกิน 3 ชม. ก็ต้องจัด 2 วัน ไม่สอดคล้องกับลักษณะภารกิจอำเภอ/จังหวัดเคลื่อนที่ ซึ่งเคลื่อนที่ไปเพียงวันเดียว และผู้มาร่วมกิจกรรมแต่ละคนมักจะมางานวันเดียว  นั่นคือ ระเบียบปัจจุบัน ไม่ได้ห้ามสอนกลุ่มสนใจเกินวันละ 3 ชั่วโมง

         4. เช้าวันที่ 4 ก.พ.64 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  ในการสั่งจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนรายวิชาเลือกบังคับ เราสามารถสั่งจ้างพิมพ์ในราคาที่สูงกว่า ราคาอ้างอิงหรือราคากลางที่สำนักฯ กำหนดได้หรือเปล่า. เพราะเราสั่งพิมพ์จำนวนน้อย
             ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราสั่งจ้างพิมพ์ จำนวน 500 เล่ม ราคาเล่มละ 100 บาท ไม่เกินราคาอ้างอิงหรือราคากลาง  แต่ถ้าเราสั่งจ้างพิมพ์ จำนวนน้อย คือ 150 เล่ม ราคาเล่มละ 120 บาท จะเกินราคาอ้างอิงหรือราคากลาง ที่สำนักฯ กำหนดทันที  เราจะดำเนินการสั่งจ้างพิมพ์ได้หรือไม่ อย่างไรบ้าง.. เพราะจะต้องสั่งจ้างพิมพ์ ในราคาที่เกินราคาอ้างอิงหรือราคากลางที่สำนักฯ กำหนดไว้

             ผมตอบว่า
             1)  ตามหลักการแล้ว สำนักงาน กศน.ให้กำหนดราคากลางตามสเป็ค( รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ ) โดย "ไม่เกิน" ราคาอ้างอิงของสำนักงาน กศน.ส่วนกลาง
             2)  การกำหนดราคาอ้างอิงนั้น จะพิจารณาจำนวนเล่มที่จ้างพิมพ์ด้วยอยู่แล้ว เช่นราคาอ้างอิงปี งปม.61 หนังสือเรียนวิชาภาษาไทยระดับประถม
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 500 เล่ม ๆ ละ 103.55 บาท
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 600 เล่ม ๆ ละ 90.45 บาท
                  ...
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 3,000 เล่มๆละ 41.32 บาท

                  โดยจ้างพิมพ์ถูกกว่าราคาอ้างอิงได้ แต่ไม่ให้แพงกว่า  เช่น
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ไม่เกิน 500 เล่ม ( 1-500 เล่ม ) เล่มละ 103.55 บาท
                  - ถ้าจ้างพิมพ์เกิน 500 แต่ไม่เกิน 600 เล่ม ( 501-600 เล่ม ) เล่มละ 90.45 บาท
             ทั้งนี้ ในการกำหนดราคาอ้างอิง ถ้าเห็นว่า การจ้างพิมพ์ต่ำกว่า 500 เล่ม เช่น 150 เล่ม ควรจะราคาแพงกว่าการจ้างพิมพ์ 500 เล่ม ก็จะกำหนดราคาอ้างอิงสำหรับการจ้างพิมพ์ 150 เล่มไว้อีกราคาหนึ่ง ถ้าไม่กำหนดไว้ก็หมายถึง 1-500 เล่ม ใช้ราคาของ 500 เล่ม

 

             5. วันเสาร์ที่ 3 ก.พ.64 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์เก่าของผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ไม่เคยอบรมทางด้านลูกเสือเลย แต่ต้องลงสอนลูกเสือ ต้องแต่งเครื่องแบบยังไงคะ

             ผมตอบว่า   แต่งเครื่องแบบลูกเสือแบบที่นักเรียนแต่งชุดลูกเสือนั่นแหละ คือชุดลูกเสือสีกากีใส่ผ้าผูกคอสีประจำจังหวัด ใส่วอคเกิ้ลหน้าเสือธรรมดา
             แต่ถ้าจะสอนเพียงบางเนื้อหาที่เรามีความรู้ในเนื้อหานั้น สอนได้โดยไม่ต้องแต่งเครื่องแบบลูกเสือ  แม้แต่ พระสงฆ์ หมอ ชาวไร่ชาวนา รวมทั้งนักเรียนรุ่นพี่ ก็สอนลูกเสือได้โดยไม่ต้องแต่งเครื่องแบบลูกเสือ


 

         6. คืนวันที่ 22 ก.พ.64 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  เงินชพค.ที่จะได้รับประโยชน์เมื่อปี2555 ทำไมยอดเงินล้านกว่าจ่ายแค่สี่ร้อยกว่าบาทแต่สมัยนี้ยอดที่ได้รับแค่เก้าแสนกว่าบาท และจ่ายเเพงกว่า ไม่คงที่

             ผมตอบว่า
             - จำนวนเงินที่สมาชิกจ่ายแต่ละเดือน เป็นไปตาม "จำนวนสมาชิกที่เสียชีวิต"ในแต่ละเดือน รายละ 1 บาท เช่นเดือนใดมีสมาชิกเสียชวิต 500 ราย สมาชิกที่ยังมีชีวิตก็จ่าย 500 บาท
             - จำนวนเงินที่ทายาทผู้เสียชีวิตจะได้รับ เป็นไปตาม "จำนวนสมาชิกที่ยังมีชีวิต"ในเดือนนั้น รายละ 0.96 บาท ( สมาชิกจ่ายรายละ 1 บาท หักไว้เป็นค่าบริหารจัดการเช่นค่าจ้างเจ้าหน้าที่ ชพค.จังหวัด 0.04 บาท อัตราหักไว้ 4% นี้เป็นอัตราต่ำสุดที่กฎหมายกำหนด ถ้าเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ระดับตำบลจะหักไว้เป็นค่าจ้างเจ้าหน้าที่ได้มากถึง 9% )
                เช่น เดือนใดมีจำนวนสมาชิกที่ยังมีชีวิต 1 ล้านคน ทายาทก็จะได้เงิน 960,000 บาท
             - ปัจจุบัน จำนวนสมาชิกลดลงเรื่อยๆ เพราะ สมาชิกเข้าใหม่แต่ละเดือน น้อยกว่าสมาชิกเก่าที่เสียชีวิตในแต่ละเดือน เนื่องจาก ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเก่า สมัครเป็นสมาชิกไปเกือบหมดแล้ว จะมีผู้สมัครใหม่ในแต่ละเดือนก็ต่อเมื่อมีการสอบบรรจุเข้ามาใหม่ ซึ่งยุคหลังรัฐคุมกำเนิดข้าราชการ อัตรามีจำกัด บรรจุใหม่แต่ละปีน้อย ต่างจากสมัยก่อนที่จำนวนสมาชิกมากและอายุยังไม่มากยังไม่ค่อยเสียชีวิต แต่ปัจจุบันจำนวนสมาชิกเก่าที่มีมากนั้นทยอยกันชราและเสียชีวิตในแต่ละเดือนมาก บางเดือนเสียชีวิตถึง 700 ราย
             - ยิ่งมีสมาชิกเสียชีวิตมาก สมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จ่ายเงินมาก แต่ยิ่งมีจำนวนสมาชิกน้อยลง ทายาทของสมาชิกที่เสียชีวิตก็ยิ่งได้เงินน้อยลง ด้วยเหตุนี้จึงมีการพยายามเพิ่มจำนวนสมาชิก เช่น ให้ผู้ที่อายุเกินเกณฑ์สมัครเป็นสมาชิกได้ เป็นต้น
             ( สกสค.ประกาศจำนวนสมาชิกเข้าออกคงเหลือ และชื่อ-สกุล-จังหวัดที่เสียชีวิต ทุกเดือน ทุกคนตรวจสอบทางออนไลน์ก็ได้ )

             7. วันเสาร์ที่ 10 เม.ย.64 มีผู้โพสต์ในเฟซบุ๊ก กลุ่มครูนอกระบบ ว่า  ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการจัดการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างความรู้และความเข้าใจที่ชัดเจนว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่
             ตามคู่มือแนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาต่อเนื่อง(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการดำเนินงาน การศึกษาต่อเนื่องรูปแบบกลุ่มสนใจ และ ชั้นเรียนวิชาชีพ ดังนี้
             1)การศึกษาต่อเนื่อง รูปแบบกลุ่มสนใจ หลักสูตรระยะสั้นไม่เกิน 30 ชั่วโมง  มีผังการดำเนินงานในคู่มือหน้าที่ 7 โดยมีขั้นตอนดังนี้
                -ประชาสัมพันธ์
                -ผู้เรียนรวมกลุ่ม
                -จัดหาหรือจัดทำหลักสูตร และจัดหาวิทยากร
                -ขออนุญาตจัด/แต่งตั้งวิทยากร และจัดหาวัสดุ
                -แจ้งการจัดกิจกรรมต่อสำนักงาน กศน.จังหวัด
                -จัดการเรียนรู้และประเมินผล
                -จัดทำหลักฐานการจบหลักสูตร
                -เบิกค่าใช้จ่ายและรายงานผลการดำเนินงาน
                ครูจะต้องจัดทำเอกสารในการขอจัดการศึกษาต่อเนื่องกลุ่มสนใจ ตามแบบ กศ.ตน.ที่ระบุในคู่มือหน้า 9-12
             2)การศึกษาต่อเนื่อง รูปแบบชั้นเรียนวิชาชีพ หลักสูตร 31 ชั่วโมงขึ้นไป  มีผังการดำเนินงานในคู่มือหน้าที่ 23 โดยมีขั้นตอนดังนี้
                -การสำรวจความต้องการ/ประชาสัมพันธ์/รับสมัครผู้เรียน
                -วิทยากร/การจัดหาหรือจัดทำหลักสูตร
                -แต่งตั้งวิทยากร/ขอจัดตั้งกลุ่ม/จัดหาวัสดุ
                -จัดการเรียนรู้และวัดผลประเมินผล
                -การจบหลักสูตรและการออกหลักฐาน
                -การรายงานผลการดำเนินงาน
                -เบิกค่าใช้จ่าย
                -ติดตามผลการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
                ครูจะต้องจัดทำเอกสารในการขอจัดการศึกษาต่อเนื่องชั้นเรียนวิชาชีพ ตามแบบ กศ.ตน.ที่ระบุในคู่มือหน้า 24-27
             ดังนั้นการดำเนินการจัดการศึกษาต่อเนื่องทั้ง 2 กิจกรรม ไม่ต้องเขียนโครงการผมเข้าใจถูกต้องใช่หรือไม่   เพียงแต่ระบุว่าให้จัดทำแบบขอจัดตั้งกลุ่ม ตามแบบ กศ.ตน ที่ระบุ
             การจัดทำโครงการนั้นจะปรากฏในการดำเนินงานการฝึกอบรมประชาชน ซึ่งใช้กับการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน การจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งต้องเขียนโครงการตามผังขั้นตอนการอบรมประชาชนในคู่มือหน้า 33 โดยใช้แบบ กศ.ตน 23(1) และ กศ.ตน. 23(2)
             จึงเป็นข้อสงสัยว่าการขอจัดกลุ่มการศึกษาต่อเนื่องรูปแบบกลุ่มสนใจ และ ชั้นเรียนวิชาชีพ จะต้องเขียนโครงการด้วยหรือไม่เพราะเจ้าหน้าที่จังหวัดบอกว่าต้องเขียนโครงการด้วยทุกครั้งเช่น ถ้าเปิดหลักสูตรสานตะกร้าพลาสติก 10 ชั่วโมง ต้องมีโครงการสานตะกร้าพลาสติกมาแนบด้วย  เป็นต้น   ขออนุญาตเรียนถามความคิดเห็นจากผู้รู้หรือผู้ปฎิบัติในจังหวัดอื่น ๆ ช่วยแสดงความคิดเห็นและแนะนำด้วย

             ผมตอบว่า   ใช่ครับ ผมเคยโพสต์ในข้อ 5.4 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2016/03/moenet.html  เรื่องการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ว่า ทุกประเภทต้องมีหลักสูตร แบ่งรูปแบบการจัดได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ
             1)  รูปแบบกลุ่มสนใจและชั้นเรียน ( ไม่ต้องทำโครงการ ) ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน.
             2)  รูปแบบอบรมประชาชน ( ต้องทำโครงการ ) เป็นหลักสูตรที่ใช้กระบวนการฝึกอบรมให้กับประชาชน ไม่ต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน.

 

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2562

1.ค่าตอบแทนวิทยากร ชั่วโมงละเท่าไรแน่, 2.ทำไม กศน.บังคับให้เรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์, 3.ต้องอบรมลูกเสือใหม่ใช่ไหม, 4.กลุ่มสนใจยังคงสอนได้ไม่เกินวันละ 3 ชั่วโมง หรือเปล่า, 5.เทียบโอนมาจากในระบบ จะจบ กศน.ในเทอมเดียวได้ไหม, 6.พนักงานราชการเกษียณ มีเงินขวัญถุงให้จริงไหม, 7.แฟ้มประวัติข้าราชการบรรณารักษ์ เรียกว่าอะไร กพ.7 หรือ กคศ.16


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. มีผู้สับสน/สงสัย ว่าค่าตอบแทนวิทยากรการศึกษาต่อเนื่อง ชั่วโมงละเท่าไรแน่

             สรุปดังนี้
             ค่าตอบแทนวิทยากรการศึกษาต่อเนื่อง กศน.
             - รูปแบบการฝึกอบรมประชาชน ไม่เกินชั่วโมงละ 400 บาท
             - รูปแบบกลุ่มสนใจ และรูปแบบชั้นเรียนวิชาชีพ ไม่เกินชั่วโมงละ 200 บาท

         2. บางคนวิจารณ์ว่า หลักสูตร กศ.ขั้นพื้นฐาน ( ประถม-ม.ปลาย ) กศน. ไม่ใช่โรงเรียนในระบบ จึงไม่ควรบังคับให้เรียนพวกวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไม่มีประโยชน์ในการดำรงชีวิตของชาวบ้าน

             ตอบ
             - ถ้าเป็น กศ.ที่มี “วุฒิการศึกษา” ระดับ ประถม - ม.ปลาย จะเป็นการศึกษา “ขั้นพื้นฐาน” ต้องเรียน “วิชาพื้นฐาน” ซึ่งเป็นพื้นฐานทั้งสำหรับ การดำรงชีวิต และพื้นฐานสำหรับ การศึกษาต่อ
                คนที่บอกว่า วิชาเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ในการดำรงชีวิตนั้น เข้าใจผิด/ไม่เข้าใจ  ( ที่ถูกต้อง วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ มีประโยชน์ในการดำรงชีวิตมาก )
             - ผู้ที่ได้วุฒิ กศ.ขั้นพื้นฐาน มีสิทธิในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ซึ่ง กศ.ขั้นพื้นฐานของ กศน. ก็มีศักดิ์และสิทธิเท่าผู้จบ กศ.ขั้นพื้นฐานในระบบ ต้องสามารถศึกษาต่อได้ หลักสูตรจึงต้อง “เทียบเท่า” กัน
             - กศ.ขั้นพื้นฐานนี้ ผู้เรียนยังไม่ได้สรุปแน่นอนว่าจะศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้นในสาขาใด จึงต้องเรียนวิชาพื้นฐานหลายวิชา เพื่อให้สามารถเลือกเรียนต่อได้หลายสาขา สามารถเปลี่ยนใจเปลี่ยนสาขาในอนาคต และวิชาพื้นฐานที่เป็นวิชาบังคับเหล่านี้ก็เป็นพื้นฐานของทุกสาชา
             - บางคนบอกว่า รับรองว่าจะไม่ศึกษาต่อระดับสูงขึ้นแน่นอน ต้องการเพียงใบวุฒิสำหรับเข้าทำงานที่ ..... นั้น .. การที่เขากำหนดว่าผู้จะเข้าทำงานที่นั้นต้องมีวุฒิใด ก็คือ เขาต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรวุฒินั้น ไม่ใช่ขอเพียงมีใบวุฒินั้น
             - บางคนบอกว่า รับรองว่าจะไม่ศึกษาต่อระดับสูงขึ้นแน่นอน ต้องการเรียนแต่วิชาที่ถูกใจ อยากให้มีแต่วิชาเลือกเสรีที่ทันสมัย นำไปใช้ได้เลย ไม่ต้องมีวิชาบังคับ ..
                ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่ต้องเรียน กศ.ขั้นพื้นฐาน ..
                กศน. มีการจัดการศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย ที่ “ทันสมัย นำไปใช้ได้เลย เลือกได้ตามใจ”
                ( ธรรมชาติของ กศ.ขั้นพื้นฐาน กับ กศ.ต่อเนื่อง/กศ.ตามอัธยาศัย แตกต่างกัน ต้องเลือกให้ถูกทาง )
             - วิชาต่าง ๆ ของ กศ.ต่อเนื่อง และ กศ.ตามอัธยาศัย สามารถปรับเปลี่ยน ยกเลิก พัฒนาวิชาใหม่ ๆ ให้ทันสมัย ได้ตลอดเวลา
                ดูตัวอย่างวิชา กศ.ต่อเนื่อง รูปแบบกลุ่มสนใจ ของ กศน.อ.พระนครศรีอยุธยา ตามภาพประกอบ





         3. คืนวันที่ 19 ธ.ค.61 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ของผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ฉันเรียน กศน.ได้รับการอบรมในหลักสูตรผู้กำกับลูกเสือวิสามัญขั้นความรู้เบื้องต้นมาแล้ว.. ได้วุฒิบัตรมาแล้ว แต่ครูที่ กศน.บอกว่าต้องอบรมหลักสูตรผู้กำกับลูกเสือวิสามัญขั้นความรู้เบื้องต้นใหม่เพราะว่าแต่ละปีจะสอนแตกต่างกัน สรุปฉันต้องไปอบรมใหม่ใช่ไหม

             ผมตอบว่า   ถามครูให้ชัดอีกทีว่า ที่จะให้ไปอบรมใหม่นั้น เป็นหลักสูตรผู้กำกับลูกเสืออะไร เช่น ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ใช่ไหม ถ้าเป็นลูกเสือวิสามัญเหมือนเดิม ขั้นความรู้เบื้องต้นเหมือนเดิม ก็ไม่ต้องอบรมใหม่
             ( ครูอาจขอเพียงหากลุ่มเป้าหมายเข้าอบรมให้ครบ เป็นสำคัญ )
             อนึ่ง จะใช้งบประมาณ เช่นเงินอุดหนุน จัดอบรม "นักเรียนนักศึกษา" ในหลักสูตร "ผู้กำกับ" ลูกเสือ ไม่ได้

         4. วันที่ 20 ธ.ค.61 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ของผมบนไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ว่า  “กลุ่มสนใจเปิดได้วันละกี่ชั่วโมง”

             และวันที่ 19 ธ.ค.61 ก็มีผู้ถามผมในกลุ่มไลน์ ITw NFE ว่า “ตอนนี้กลุ่มสนใจ จัดสอนได้วันละกี่ชั่วโมง ยังคงวันละไม่เกิน 3 ชั่วโมงอยู่หรือเปล่า”

             เรื่องนี้  เจ้าหน้าที่ กป.กศน.ซึ่งเป็น จนท.ใหม่ ยังไม่กล้าฟันธงในขณะนี้ ( ถามเมื่อ 23 ธ.ค.61 ) เพราะกลัวพลาด
             ส่วนผม คิดว่า อยู่ในดุลยพินิจของ ผอ.กศน.อำเภอ/จังหวัด เพราะ
             - ระเบียบปัจจุบัน ไม่ได้กำหนดห้ามเปิดสอนกลุ่มสนใจเกินวันละ 3 ชั่วโมง และ
             - ตามคู่มือปัจจุบัน แบ่งกลุ่มสนใจเป็น 2 ประเภท คือ
                ประเภทจัดตามความต้องการ/ความสนใจที่มีการรวมกลุ่มของผู้เรียน หลักสูตรไม่เกิน 30 ชม. กับ
                ประเภทจัดตามภารกิจ เช่น อำเภอ/จังหวัดเคลื่อนที่/ร่วมกิจกรรมกับหน่วยงานอื่น ผู้สนใจมาสมัครเรียน ณ สถานที่จัดกิจกรรม หลักสูตรไม่เกิน 5 ชั่วโมง
                ซึ่งประเภทหลังนี้ ถ้าจัดวันละไม่เกิน 3 ชม. ก็ต้องจัด 2 วัน ไม่สอดคล้องกับลักษณะภารกิจอำเภอ/จังหวัดเคลื่อนที่ ซึ่งเคลื่อนที่ไปเพียงวันเดียว

         5. นที่ 3 ม.ค.62 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  การเทียบโอนผลการเรียนจากในระบบมากศน. สามารถจบในเทอมเดียวได้หรือไม่

             ผมตอบว่า   ได้.. ถ้าเทียบโอนได้มาก
             แต่ กพช. เทียบโอนจากในระบบไม่ได้ เพราะคนละหลักสูตร
             สามารถใช้กิจกรรมพัฒนาตนเองชุมชนสังคมและกิจกรรมจิตอาสา ที่ นศ.ทำเอง ก่อนขึ้นทะเบียนเป็น นศ.กศน. เทียบโอนเป็น กพช.ได้ไม่เกิน 150 ชม. หรือทำ กพช.ใหม่ 200 ชม.ในเทอมเดียว ( ทำแบบทำ กพช.คนเดียวก็ได้  ถ้าใครไม่สามารถทำได้ 200 ชม.ก็ไม่จบในเทอมเดียว )

         6. คืนวันที่ 7 ม.ค.62 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เมื่อครูอาสาฯเกษียณอายุราชการแล้ว กศน.มีเงินขวัญถุงให้ จริงเท็จประการใดช่วยช่วยตอบด้วย(ไม่เกี่ยวประกันสังคม) ฉันถามนิติกร กศน.เมื่อสิงหาคม61ว่ามีให้ บอกฉันว่าขอให้อยู่ครบเกษียณได้แน่นอน วันนั้น ผอ.ศฝช.ได้รับฟังกันหลายคน ช่วยตอบให้กระจ่างด้วย ถ้าได้รับจะรับได้ที่ไหน อย่างไร หรือพูดแค่เป็นยาหอมให้เราดีใจ ขอบคุณ

             ผมตอบว่า   เงินขวัญถุงไม่มีในระเบียบกฎหมาย ถ้ามีก็เป็นเรื่องภายในหน่วยงานโดยใช้เงินสวัสดิการ เช่นเงินที่ได้จากการขายไดอารี่ ขายเสื้อ  ตอนนี้มีครูอาสาฯ พนักงานราชการ เกษียณไปมากหลายคนแล้ว ( พนักงานราชการ ไม่ได้ใช้คำว่า เกษียณ ) ก็ไม่ได้เงินขวัญถุงกันไม่ใช่หรือ ( แม้แต่พนักงานราชการเสียชีวิต ทายาทหลายคนก็ไม่ได้เงินสวัสดิการนี้ในการร่วมจัดพิธีศพ )

         7. เย็นวันเดียวกัน ( 7 ม.ค.) มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า
             1) แฟ้มประวัติข้าราชการบรรณารักษ์(แฟ้มสีเหลือง) เรียกว่าอะไร กพ.7 หรือ กคศ.16
             2) ตอนนี้ฉันข้าราชการ บรรณารักษ์ และ เป็นครูประจำกลุ่มด้วย ต้องการใส่ข้อมูลการเป็นครูประจำกลุ่มลงในแฟ้มประวัติข้าราชการ เพื่อขอรับใบประกอบผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคต ( ประสบการณ์ สอน 5 ปี) ฉันจะไปขอเพิ่มข้อมูลใส่แฟ้มประวัติ ที่ กจ.กศน. ได้หรือไม่

             ผมตอบว่า
             1)  แฟ้มประวัติข้าราชการ ก็เรียกว่า แฟ้มประวัติข้าราชการ คนละอย่างกับ ก.พ.7 หรือ ก.ค.ศ.16 โดย
                  - ก.พ.7 หรือ ก.ค.ศ.16 คือ บันทึกประวัติย่อ เป็นแผ่นบัตรหนาสีขาวขนาด A4
                  - แฟ้มประวัติข้าราชการ(แฟ้มสีเหลือง) คือ แฟ้มรวบรวมเอกสารหลักฐานที่สำคัญของข้าราชการ
                  - ก.พ.7 ใช้กับ “ข้าราชการพลเรือน” ส่วน “ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” ก.ค.ศ.กำหนดให้ใช้ ก.ค.ศ.16 แทน ก.พ.7 ตั้งแตปี 55  ซึ่งบรรณารักษ์ของ กศน.เป็นบุคลากรทางการศึกษา ที่ถูกต้องจึงต้องใช้ ก.ค.ศ.16
             2)  ก.ค.ศ.16 ใช้บันทึกประวัติที่สำคัญ และแฟ้มประวัติใช้รวบรวมเอกสารหลักฐานที่สำคัญ เช่น ตำแหน่งจริงหรือตำแหน่งหลัก ในที่นี้ตำแหน่งจริงหรือตำแหน่งหลักคือ ตำแหน่งบรรณารักษ์ ส่วนข้อมูลหลักฐานการเป็นครูประจำกลุ่มไม่ต้องบันทึกใน ก.ค.ศ.16 และไม่ต้องรวบรวมในแฟ้มประวัติข้าราชการ
                  ( ข้อมูลสำคัญที่ต้องให้ กจ.กศน.เพิ่มใส่แฟ้มประวัติ เช่น คุณวุฒิที่สูงขึ้น ต้องส่งพร้อมหลักฐานผ่าน กศน.อำเภอ/จังหวัด )
             3)  การจะขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหาร ต้องขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ก่อน และการจะขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู “ปัจจุบัน”คุรุสภาจะตรวจสอบว่าตำแหน่งหลักเป็นตำแหน่งครูผู้สอนหรือไม่ ถ้าตำแหน่งหลักเป็นบรรณารักษ์ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งครูผู้สอน จะขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไม่ได้แล้ว แม้จะสอนตามตำแหน่งครูประจำกลุ่มก็ตาม
             4)  ตำแหน่งครูผู้สอนที่ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จะใช้คำสั่งแต่งตั้ง/สัญญาจ้างตำแหน่งหลัก เป็นหลักฐาน  ไม่ได้ดู ก.ค.ศ.16/แฟ้มประวัติฯ


วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

1.การทำวิทยฐานะ, 2.ต้องสอนวิชาชีพเดียวกันทุกตำบลในอำเภอหรือ? (1 อำเภอ 1 อาชีพ ), 3.ครูที่ไม่ใช่หัวหน้า กศน.ตำบล ลงนามในบันทึกข้อความได้ไหม, 4.แก้ไข การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ., 5.ทำไม DMIS ไม่ให้ลงสอนเกินวันละ 3 ชั่วโมง, 6.การเงินจังหวัดให้ยืมเงินสอบปลายภาค แยกวิชาบังคับกับวิชาเลือก, 7.นศ.ไม่สามารถมาประเมินการรู้หนังสือ มีผลต่อการจบไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 20 ก.พ.60 ผมถาม ก.ค.ศ. เรื่องการทำวิทยฐานะ ได้คำตอบดังนี้

             - ถ้าจะยื่นขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะในตอนนี้ ให้ยื่นแบบดั้งเดิมเท่านั้น ( แบบทำผลงานวิชาการ ) ตาม ว 17 ลว.30 ก.ย.52 ( ทั่วไป ) หรือ ว 10 ลว.29 ก.ค.54 ( ชายแดนใต้ )
             - แบบ ว 13 ลว.1 ส.ค.56 ( ประเมินผลงานเชิงประจักษ์ สำหรับผู้ได้รับรางวัลระดับชาติ ) นั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ยื่น ยื่นไม่ได้แล้ว ยกเลิกแล้ว
             - แบบ ว 7 ลว.11 พ.ค.58 ( P.A. : Performance Agreement ประเมินตามข้อตกลงในการพัฒนางาน ) ยังไม่เคยนำมาใช้ปฏิบัติ และจะไม่นำมาใช้ ( เลิกแล้ว )
             - ขณะนี้กำลังจัดทำแบบใหม่ คาดว่าจะประกาศใช้ในเดือน ก.ค.60 ( ถ้าไม่เปลี่ยน รมว.ใหม่อีกเสียก่อน )  แบบใหม่นี้ ระดับชำนาญการพิเศษคงจะไม่ต้องทำผลงานทางวิชาการ ทำเฉพาะระดับเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ

         2. วันที่ 21 ก.พ.60 ไออุ่น สุดน่ารัก ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  โครงการ หนึ่งอำเภอ หนึ่งอาชีพ ตามที่ได้รับจัดสรรมานั้น มีผู้ให้ข้อมูลมาว่า ในอำเภอ ไม่ว่าจะกี่ตำบลก็ตาม ทุกตำบลจะต้องจัดกิจกรรมอาชีพเดียวกันทั้งหมด หากจะทอผ้า ทุกตำบลจะต้องทอผ้า
             ขอความความกระจ่างด้วย

             ผมตอบว่า   งบฯ 1 อำเภอ 1 อาชีพ เป็นงบฯที่แยกต่างห่างจากงบฯที่จัดสรรให้ระดับตำบล แต่เป็นงบฯที่ให้ กศน.อำเภอเป็นผู้ดำเนินงานในระดับอำเภอ จัดสรรให้อำเภอละ 30,000 บาท/ครึ่งปี
             งบฯ 30,000 บาทนี้อำเภอก็ใช้จัด 1 อาชีพ ไม่เกี่ยวกับงบอื่น

         3. วันเดียวกัน ( 21 ก.พ.) Boykung Biw ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบล ที่ไม่ใช่หัวหน้า กศน.ตำบล. สามารถลงนามในบันทึกข้อความได้หรือป่าว เช่น เบิกวัสดุ โครงการต่างๆ ส่งสรุปผลการดำเนินงานโครงการต่างๆ ที่เราจัดขึ้น  ( ฉันจัดโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนเพื่อการมีงานทำ ดำเนินการและทำสรุปผลการดำเนินงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำบันทึกข้อความนำส่งเพื่อที่จะส่งสรุปผลให้ กศน. อำเภอ )  ฉันสามารถที่จะลงนามในบันทึกข้อความได้หรือไม่ หรือต้องให้หัวหน้า กศน.ตำบลมีสิทธิ์ลงนามเท่านั้น

             ผมตอบว่า   โดยปกติในการปฏิบัติงานนั้น บันทึกข้อความระหว่าง กศน.ตำบลกับ กศน.อำเภอ ไม่ใช่หนังสือภายนอก บุคลากรทุกคนลงนามในบันทึกข้อความได้
             แต่ก็ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในการบริหารจัดการของ ผอ.กศน.อำเภอ แต่ละราย ว่า ถ้าเป็นงานประจำตามสายงานปกติ จะให้บุคลากรแต่ละรายบันทึกเสนอโดยตรง หรือจะให้เสนอผ่านการลงความเห็น/ลงนามผ่านเรื่องของ หัวหน้า กศน.ตำบล / หัวหน้ากลุ่มงาน/ฝ่าย อย่างไรหรือไม่ หรือจะให้หัวหน้า กศน.ตำบลเป็นผู้บันทึกเสนอตั้งต้น ก็ได้
             กรณีที่ถามนี้ ถือเป็นงานประจำตามสายงานปกติ ลงนามได้ แต่ควรให้หัวหน้า กศน.ตำบล ลงนาม(และความเห็น ถ้ามี)ต่อท้ายที่เราลงนาม หรือด้านริมซ้ายของบันทึก ด้วย  ( หรือ ผอ.กศน.อำเภอ จะกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้ )

         4. คืนวันที่ 22 ก.พ.60 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก เรื่องแก้ไขการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. ว่า

             ให้ กศน.อำเภอ สำรวจข้อมูลและประสานงาน เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อนำโรงเรียนขนาดเล็กที่เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าสู่กระบวนการส่งคืนกรมธนารักษ์ เสร็จแล้ว กศน.ขอใช้ที่ราชพัสดุเพื่อประโยชน์ในราชการสำนักงาน กศน. กับกรมธนารักษ์
             - ถ้า เขตพื้นที่ฯส่งคืนโรงเรียนขนาดเล็กให้แก่กรมธนารักษ์ และ กศน.ขอใช้ที่ราชพัสดุเพื่อประโยชน์ในราชการสำนักงาน กศน. กับ กรมธนารักษ์ เรียบร้อยแล้ว
                ให้ กศน.อำเภอดำเนินงานโครงการศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตชุมชน และรายงานผลการดำเนินงานโครงการฯ

             - ถ้า เขตพื้นที่ฯไม่มีแผนที่จะส่งคืนโรงเรียนขนาดเล็กให้แก่กรมธนารักษ์ และ/หรือ เขตพื้นที่ฯมีแผนที่จะยังใช้ประโยชน์โรงเรียนขนาดเล็กที่เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
                ให้ กศน.อำเภอ ทำหนังสือชี้แจงส่งผ่านจังหวัดไปยังสำนักงาน กศน.
                และไม่ต้องดำเนินงานโครงการศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตชุมชน รวมทั้งไม่ต้องรายงานผลการดำเนินงานโครงการฯ
             ดูรายละเอียดในหนังสือแจ้ง ที่
            
https://www.dropbox.com/s/1nelthku6t1khm1/smallschooledit.zip?dl=1

         5. วันที่ 24 ก.พ.60 มี ผอ.กศน.อำเภอ โทร.มาถามผม ว่า  ทำไมระบบ DMIS ไม่สามารถบันทึกว่าสอนมากกว่าวันละ 3 ชั่วโมง

             ผมตอบว่า   ถ้า จัดในรูปแบบ “กลุ่มสนใจ” มีข้อสั่งการ-นโยบาย ปี 60  ( ดาวน์โหลดได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/briefPolicy60.pdf )  กำหนดว่า
             กลุ่มสนใจวันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง

         6. เช้าวันเสาร์ที่ 25 ก.พ.60 Nana Veo ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  เรื่องวัดผลประเมินผลปลายภาคเรียน
             1)  ควรทำโครงการและยืมเงินแยกวิชาบังคับและวิชาเลือกหรือไม่ เพราะเคยทำรวมทั้งโครงการและยืมเงินทีเดียวทั้งสอบวิชาบังคับและวิชาเลือก แต่การเงินจังหวัดบอกว่าควรทำแยกบังคับกับเลือก
             2)  ค่าตอบแทนคนงาน/นักการภารโรง สอบปลายภาค ให้เท่าไหร่  ดูระเบียบที่ อ.เคยโพสต์ไว้แล้ว ไม่ได้ระบุจำนวนเงินว่าให้เท่าไหร่
             ขอความกระจ่างเพื่อจะได้ทำให้ถูกต้อง

             ผมตอบว่า
             1)  หลักการยืมเงินคือ “การจ่ายเงินต้องจ่ายหลังทำงานเสร็จ จะจ่ายก่อนสอบไม่ได้ และจะยืมเงินมาเก็บไว้ก่อนถึงเวลาจ่ายนานไม่ได้”

                  ฉะนั้น ถ้าการสอบวิชาบังคับและวิชาเลือก แยกห่างกันมาก ถ้ายืมเงินมาพร้อมกันจะต้องเก็บเงินไว้หลายวันกว่าจะจ่ายเงินหมดทั้งสองอย่าง จึงต้องแยกการยิมเงิน  ถ้าห่างกันไม่มาก ให้อยู่ในดุลยพินิจของ ผอ.จังหวัดว่าควรให้แยกยืมหรือไม่ แต่ถ้าสอบพร้อมกันควรยืมรวมกัน

             2)  ตามระเบียบระบุว่า “ค่าตอบแทนกรรมการ เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบ อัตราต่อคน ไม่เกิน 300 บาทต่อครึ่งวัน, ไม่เกิน 600 บาทต่อวัน”
                  ( ดูระเบียบได้ในข้อ 1 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/481090 )
                  นั่นคือ ไม่ว่าจะเป็นนักการภารโรงหรือ ผอ. ถ้าเป็น “กรรมการ เจ้าหน้าที่” จำนวนคนตามระเบียบ ก็เบิกจ่ายเท่ากันได้  ( ตอนนี้ค่าเบี้ยเลี้ยง ก็ยังเท่ากันตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 8 เพราะแต่ละคนก็ต้องทานอาหารให้อิ่มพอ ๆ กัน ไม่ว่าจะระดับตำแหน่งอะไร )
                  การอ่านระเบียบ หรือจะทำอะไรก็ตาม ต้องใช้การ “คิดวิเคราะห์” ซึ่ง “ความรู้พื้นฐาน” จะช่วยให้คิดวิเคราะห์ได้ดี

         7. วันอาทิตย์ที่ 26 ก.พ.60 Watcharayut Man ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  นักศึกษาที่จะต้องเข้าทดสอบการประเมินการรู้หนังสือ ถ้าไม่สามารถมาทดสอบได้ จะมีผลต่อการจบของนักศึกษาหรือเปล่า เป็นเกณฑ์การจบเพิ่มมาอีกข้อใช่มั้ย

             เรื่องนี้  กลุ่มพัฒนา กศน. บอกว่า ไม่ใช่เกณฑ์การจบ ไม่มีผลต่อการจบของ นศ. แต่นโยบายให้ประเมินทุกคน และรายงานระดับการรู้หนังสือแต่ละราย
             ( ถ้ารายใดมีเหตุผลแจ้งได้ว่า มีเหตุจำเป็นอะไรตลอดเวลา 2 เดือนเต็ม แล้วยังมีสิทธิสอบปลายภาค ก็จบได้ )