แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาชีพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาชีพ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2564

1.ป้ายชื่อต้องระบุตำแหน่งไหม, 2.การทำลายข้อสอบ, 3.ระเบียบที่ว่า กลุ่มสนใจ-วิชาชีพ ให้สอนไม่เกินวันละ 3, 5 ชม. ยกเลิกหรือยัง, 4.จ้างพิมพ์หนังสือเรียนจำนวนน้อย ราคาสูงกว่าราคาอ้างอิงได้หรือเปล่า, 5.ไม่เคยอบรมลูกเสือแต่ต้องสอนลูกเสือ แต่งเครื่องแบบยังไง, 6.ทำไมเงิน ชพค.สมัยก่อนจ่ายน้อยกว่า แต่ตายได้มากกว่าสมัยนี้, 7.จนท.จังหวัดบอกว่า การจัดกลุ่มสนใจและชั้นเรียน ต้องเขียนโครงการด้วยทุกครั้ง. (ถูกต้องหรือไม่?)

 สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. คืนวันอาทิตย์ที่ 3 ม.ค.64 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  หนูพึ่งสอบพนักงานราชการครูกศน.ตำบลได้ ขอรบกวนสอบถามการแต่งกายชุดกากีที่ถูกระเบียบหน่อยนะคะ
             ป้ายชื่อต้องระบุตำแหน่งไหมคะ

             ผมตอบว่า   ตามประกาศฯข้อ 2.8 ป้ายชื่อให้ระบุชื่อและตำแหน่ง ฉะนั้น ที่ถูกต้อง ต้องระบุตำแหน่งด้วย
             ( แต่บางคนเขาอาจจะยังไม่พอใจตำแหน่งปัจจุบันของตัวเอง จึงอาจไม่ระบุตำแหน่ง และยังบอกคนอื่นว่าไม่ต้องระบุตำแหน่งก็ได้ )
             ดูประกาศฯได้ที่ https://bit.ly/35xPQi3

         2. คืนวันที่ 13 ม.ค.64 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  การทำลายข้อสอบปลายภาค และ n-net เราต้องดำเนินการยังไง

             ผมตอบว่า
             1)  การทำลายข้อสอบ N-NET
                  ในคู่มือการจัดสอบ N-NET ของ สทศ.ฉบับปีการศึกษา 2563 ระบุว่า
                  “3.6  เมื่อเสร็จสิ้นกำรสอบ หัวหน้าสนามสอบต้องรวบรวมกล่องบรรจุซองกระดาษคำตอบกับกล่องบรรจุแบบทดสอบและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอบ ส่งมอบให้กับตัวแทนศูนย์สอบ(ผอ.กศน.อำเภอ) เพื่อนำส่งศูนย์สอบ(กศน.จังหวัด)ทันที
                   4.3  แบบทดสอบ ให้ศูนย์สอบ(กศน.จังหวัด)ดำเนินการทำลายภายใน 30 วัน หลังประกาศผลสอบ แล้วรายงานผลการทาลายแบบทดสอบให้ สทศ. ทราบ ตามแบบ N-NET 12”

                  การทำลายข้อสอบ ให้ดำเนินการตามระเบียบสารบรรณ ส่วนถ้ามีค่าใช้จ่ายในการจ้างทำลายให้จ้างตามระเบียบพัสดุ ( แต่การทำลายในปัจจุบัน จะมีรายได้ ไม่ใช่มีค่าใช้จ่าย ) เช่นเดียวกับการทำลายข้อสอบปลายภาคที่ตอบในข้อ 2)

             2)  การทำลายข้อสอบปลายภาค
                  ทั้งกระดาษคำถามและกระดาษคำตอบ ทั้งข้อสอบที่มาจากส่วนกลางและข้อสอบวิชาเลือกเสรีของจังหวัดเอง ใช้ระเบียบการทำลายหนังสือ ตามระเบียบสารบรรณ
                  ซึ่งตามระเบียบสารบรรณกำหนดเรื่องการทำลายหนังสือให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรม แต่ของ กศน.ระดับอธิบดีกรมคือปลัดกระทรวง และปลัดกระทรวง ศธ.มอบอำนาจเรื่องนี้ให้ ผอ.กศน.จังหวัด ตามคำสั่งมอบอำนาจที่ 531/51 ข้อ 7 ซึ่ง ผอ.กศน.จังหวัดจะมอบอำนาจต่อช่วงอีกไม่ได้ ต้องออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการเอง โดยถ้าจะทำลายหนังสือหรือข้อสอบที่อยู่ที่อำเภอ จังหวัดอาจแต่งตั้งบุคลากรของอำเภอเป็นคณะกรรมการ
                  อนึ่งเรื่องการทำลายข้อสอบนี้ ในคู่มือของกลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ(ชื่อเดิม) ระบุว่าทำลายตามระเบียบพัสดุ ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้อง เพื่อความแน่ใจ วันที่ 2 ต.ค.61 ผมถามอดีตหัวหน้ากลุ่มงานพัสดุ กลุ่มการคลัง กศน. ( เกษียณแล้ว ) ว่า
                  การทำลายข้อสอบปลายภาค ที่สอบเสร็จแล้ว ( กระดาษคำถาม และ กระดาษคำตอบ ) ทำลายตามระเบียบสารบรรณ หรือ ระเบียบพัสดุ
                  ท่านตอบว่า  ทำลายตามระเบียบสารบรรณ ( แต่ในส่วนของ ถ้ามีค่าใช้จ่ายเช่นค่าจ้างทำลาย ให้จ้างตามระเบียบพัสดุ )

                  ในทางปฏิบัติ เคยมีหนังสือแจ้งเมื่อปี 2551 เรื่องการทำลายข้อสอบ ( ชุดคำถาม ) ให้จังหวัดเป็นผู้ทำลาย เมื่อสอบเสร็จต้องขนส่งไปจังหวัด ไม่ได้อยู่ที่อำเภอ โดยอาจทำลายด้วยการเผา หรือให้เอกชนทำการย่อยเป็นเส้น ๆ ให้ไม่สามารถอ่านได้ เมื่อย่อยแล้วก็ ให้ หรือ ขาย เอกชนไป ( แทนที่จะมีค่าใช้จ่าย กลับมีรายได้ถ้าใช้วิธีทำให้ไม่สามารถอ่านได้แล้วขาย ซึ่งปัจจุบันมักใช้วิธีนี้ เอกชนมีเครื่องมือทำลายต่อหน้ากรรมการ ส่วนการเผากระดาษจำนวนมากนั้นไม่ง่ายและการเผาจะเกิดควันเป็นมลภาวะซึ่งอาจผิดกฎหมาย )
             ส่วนกระดาษคำตอบ ก็เป็นอำนาจของจังหวัดเหมือนกัน เพียงแต่เอกสารถ้าอยู่ที่อำเภอ จังหวัดมักจะออกคำสั่งแต่งตั้งคนอำเภอเป็นกรรมการทำลายอยู่ที่อำเภอ
             ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ( ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2560 กำหนดว่า “คณะกรรมการทำลายหนังสือประกอบด้วยประธานและกรรมการอีกอย่างน้อย 2 คน โดย ปกติ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการ”
             ถ้า กศน.อำเภอมีข้าราชการไม่ครบ 3 คน อาจให้ข้าราชการอำเภออื่นร่วมเป็นกรรมการ หรืออาจอนุโลมให้เป็นข้าราชการเฉพาะประธาน ส่วนกรรมการอาจเป็นลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการ

         3. วันที่ 17 ก.พ.63 มี ผอ.กศน.อ. โทร.ถามผมเรื่อง  ระเบียบที่ว่า กลุ่มสนใจ-วิชาชีพ ให้สอนไม่เกินวันละ 3, 5 ชม. ยกเลิกหรือยัง

             ผมตอบว่า   ระเบียบหลักเกณฑ์ที่ว่า “ให้สอนกลุ่มสนใจวันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง, วิชาชีพวันละ 3 ชั่วโมง ถ้าเกินต้องขออนุมัติ แต่ต้องไม่เกินวันละ 5 ชั่วโมง และไม่เกินสัปดาห์ละ 30 ชั่วโมง” นั้น เป็นระเบียบสมัยเก่า ถูกยกเลิกไปแล้ว ยกเลิกโดย ระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษานอกโรงเรียนหลักสูตรระยะสั้น พ.ศ. 2549 ประกาศ ณ วันที่ 27 มี.ค.49 ( ข้อแรก ๆ ของระเบียบปี 49 นี้ ระบุว่าให้ยกเลิกระเบียบสมัยเก่าดังกล่าว ) ซึ่งระเบียบปี 49 ไม่กำหนดจำกัดจำนวนชั่วโมงต่อวันแล้ว
             และปัจจุบัน ระเบียบ สป.ศธ.ว่าด้วยการจัด กศน.หลักสูตรระยะสั้น 2549 นี้ ก็ถูกยกเลิกไปอีกแล้ว ยกเลิกโดย ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาต่อเนื่อง พ.ศ.2554
             ปัจจุบันให้ยึดระเบียบปี 54 นี้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้กำหนดจำกัดจำนวนชั่วโมงต่อวัน จึงอยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารระดับจังหวัด/อำเภอสามารถกำหนดอย่างไรหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้บริหารเห็นว่าเนื้อหาวิชาและวัยผู้เรียนนั้น เรียน 6 ชั่วโมงไม่มาก ก็ 6 ชั่วโมงได้ ไม่มีระเบียบห้ามแล้ว  ถ้าผู้บริหารเห็นว่า เนื้อหาวิชานั้นหนักมาก ผู้เรียนเป็นผู้สูงอายุ ไม่ควรเรียนเกินวันละ 3 ชั่วโมง ก็กำหนดให้เรียนวันละ 3 ชั่วโมงก็ได้  ซึ่งถ้าให้เรียนเกินวันละ 5 ชั่วโมง ก็ย่อมเบิกจ่ายค่าสอนเกินวันละ 5 ชั่วโมงได้
             ทั้งนี้ มีเล่ม “แนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาต่อเนื่อง (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2561)” อยู่ที่  https://www.dropbox.com/s/pk5gscjnx5delb0/manualEdContineu61.pdf?dl=1  และมีไฟล์แบบฟอร์มต่างๆที่ใช้ในการจัด กศ.ต่อเนื่อง อยู่ที่  https://bit.ly/2DghZQ5  
             อนึ่ง ในแนวทางเล่มนี้ กำหนดให้มีการจัดกลุ่มสนใจ ประเภทจัดตามภารกิจ เช่น อำเภอ/จังหวัดเคลื่อนที่/ร่วมกิจกรรมกับหน่วยงานอื่น ผู้สนใจมาสมัครเรียน ณ สถานที่จัดกิจกรรม หลักสูตรไม่เกิน 5 ชั่วโมง  ซึ่งประเภทนี้ ถ้าจัดวันละไม่เกิน 3 ชม. ก็ต้องจัด 2 วัน ไม่สอดคล้องกับลักษณะภารกิจอำเภอ/จังหวัดเคลื่อนที่ ซึ่งเคลื่อนที่ไปเพียงวันเดียว และผู้มาร่วมกิจกรรมแต่ละคนมักจะมางานวันเดียว  นั่นคือ ระเบียบปัจจุบัน ไม่ได้ห้ามสอนกลุ่มสนใจเกินวันละ 3 ชั่วโมง

         4. เช้าวันที่ 4 ก.พ.64 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  ในการสั่งจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนรายวิชาเลือกบังคับ เราสามารถสั่งจ้างพิมพ์ในราคาที่สูงกว่า ราคาอ้างอิงหรือราคากลางที่สำนักฯ กำหนดได้หรือเปล่า. เพราะเราสั่งพิมพ์จำนวนน้อย
             ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราสั่งจ้างพิมพ์ จำนวน 500 เล่ม ราคาเล่มละ 100 บาท ไม่เกินราคาอ้างอิงหรือราคากลาง  แต่ถ้าเราสั่งจ้างพิมพ์ จำนวนน้อย คือ 150 เล่ม ราคาเล่มละ 120 บาท จะเกินราคาอ้างอิงหรือราคากลาง ที่สำนักฯ กำหนดทันที  เราจะดำเนินการสั่งจ้างพิมพ์ได้หรือไม่ อย่างไรบ้าง.. เพราะจะต้องสั่งจ้างพิมพ์ ในราคาที่เกินราคาอ้างอิงหรือราคากลางที่สำนักฯ กำหนดไว้

             ผมตอบว่า
             1)  ตามหลักการแล้ว สำนักงาน กศน.ให้กำหนดราคากลางตามสเป็ค( รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ ) โดย "ไม่เกิน" ราคาอ้างอิงของสำนักงาน กศน.ส่วนกลาง
             2)  การกำหนดราคาอ้างอิงนั้น จะพิจารณาจำนวนเล่มที่จ้างพิมพ์ด้วยอยู่แล้ว เช่นราคาอ้างอิงปี งปม.61 หนังสือเรียนวิชาภาษาไทยระดับประถม
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 500 เล่ม ๆ ละ 103.55 บาท
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 600 เล่ม ๆ ละ 90.45 บาท
                  ...
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 3,000 เล่มๆละ 41.32 บาท

                  โดยจ้างพิมพ์ถูกกว่าราคาอ้างอิงได้ แต่ไม่ให้แพงกว่า  เช่น
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ไม่เกิน 500 เล่ม ( 1-500 เล่ม ) เล่มละ 103.55 บาท
                  - ถ้าจ้างพิมพ์เกิน 500 แต่ไม่เกิน 600 เล่ม ( 501-600 เล่ม ) เล่มละ 90.45 บาท
             ทั้งนี้ ในการกำหนดราคาอ้างอิง ถ้าเห็นว่า การจ้างพิมพ์ต่ำกว่า 500 เล่ม เช่น 150 เล่ม ควรจะราคาแพงกว่าการจ้างพิมพ์ 500 เล่ม ก็จะกำหนดราคาอ้างอิงสำหรับการจ้างพิมพ์ 150 เล่มไว้อีกราคาหนึ่ง ถ้าไม่กำหนดไว้ก็หมายถึง 1-500 เล่ม ใช้ราคาของ 500 เล่ม

 

             5. วันเสาร์ที่ 3 ก.พ.64 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์เก่าของผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ไม่เคยอบรมทางด้านลูกเสือเลย แต่ต้องลงสอนลูกเสือ ต้องแต่งเครื่องแบบยังไงคะ

             ผมตอบว่า   แต่งเครื่องแบบลูกเสือแบบที่นักเรียนแต่งชุดลูกเสือนั่นแหละ คือชุดลูกเสือสีกากีใส่ผ้าผูกคอสีประจำจังหวัด ใส่วอคเกิ้ลหน้าเสือธรรมดา
             แต่ถ้าจะสอนเพียงบางเนื้อหาที่เรามีความรู้ในเนื้อหานั้น สอนได้โดยไม่ต้องแต่งเครื่องแบบลูกเสือ  แม้แต่ พระสงฆ์ หมอ ชาวไร่ชาวนา รวมทั้งนักเรียนรุ่นพี่ ก็สอนลูกเสือได้โดยไม่ต้องแต่งเครื่องแบบลูกเสือ


 

         6. คืนวันที่ 22 ก.พ.64 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  เงินชพค.ที่จะได้รับประโยชน์เมื่อปี2555 ทำไมยอดเงินล้านกว่าจ่ายแค่สี่ร้อยกว่าบาทแต่สมัยนี้ยอดที่ได้รับแค่เก้าแสนกว่าบาท และจ่ายเเพงกว่า ไม่คงที่

             ผมตอบว่า
             - จำนวนเงินที่สมาชิกจ่ายแต่ละเดือน เป็นไปตาม "จำนวนสมาชิกที่เสียชีวิต"ในแต่ละเดือน รายละ 1 บาท เช่นเดือนใดมีสมาชิกเสียชวิต 500 ราย สมาชิกที่ยังมีชีวิตก็จ่าย 500 บาท
             - จำนวนเงินที่ทายาทผู้เสียชีวิตจะได้รับ เป็นไปตาม "จำนวนสมาชิกที่ยังมีชีวิต"ในเดือนนั้น รายละ 0.96 บาท ( สมาชิกจ่ายรายละ 1 บาท หักไว้เป็นค่าบริหารจัดการเช่นค่าจ้างเจ้าหน้าที่ ชพค.จังหวัด 0.04 บาท อัตราหักไว้ 4% นี้เป็นอัตราต่ำสุดที่กฎหมายกำหนด ถ้าเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ระดับตำบลจะหักไว้เป็นค่าจ้างเจ้าหน้าที่ได้มากถึง 9% )
                เช่น เดือนใดมีจำนวนสมาชิกที่ยังมีชีวิต 1 ล้านคน ทายาทก็จะได้เงิน 960,000 บาท
             - ปัจจุบัน จำนวนสมาชิกลดลงเรื่อยๆ เพราะ สมาชิกเข้าใหม่แต่ละเดือน น้อยกว่าสมาชิกเก่าที่เสียชีวิตในแต่ละเดือน เนื่องจาก ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเก่า สมัครเป็นสมาชิกไปเกือบหมดแล้ว จะมีผู้สมัครใหม่ในแต่ละเดือนก็ต่อเมื่อมีการสอบบรรจุเข้ามาใหม่ ซึ่งยุคหลังรัฐคุมกำเนิดข้าราชการ อัตรามีจำกัด บรรจุใหม่แต่ละปีน้อย ต่างจากสมัยก่อนที่จำนวนสมาชิกมากและอายุยังไม่มากยังไม่ค่อยเสียชีวิต แต่ปัจจุบันจำนวนสมาชิกเก่าที่มีมากนั้นทยอยกันชราและเสียชีวิตในแต่ละเดือนมาก บางเดือนเสียชีวิตถึง 700 ราย
             - ยิ่งมีสมาชิกเสียชีวิตมาก สมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จ่ายเงินมาก แต่ยิ่งมีจำนวนสมาชิกน้อยลง ทายาทของสมาชิกที่เสียชีวิตก็ยิ่งได้เงินน้อยลง ด้วยเหตุนี้จึงมีการพยายามเพิ่มจำนวนสมาชิก เช่น ให้ผู้ที่อายุเกินเกณฑ์สมัครเป็นสมาชิกได้ เป็นต้น
             ( สกสค.ประกาศจำนวนสมาชิกเข้าออกคงเหลือ และชื่อ-สกุล-จังหวัดที่เสียชีวิต ทุกเดือน ทุกคนตรวจสอบทางออนไลน์ก็ได้ )

             7. วันเสาร์ที่ 10 เม.ย.64 มีผู้โพสต์ในเฟซบุ๊ก กลุ่มครูนอกระบบ ว่า  ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการจัดการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างความรู้และความเข้าใจที่ชัดเจนว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่
             ตามคู่มือแนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาต่อเนื่อง(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการดำเนินงาน การศึกษาต่อเนื่องรูปแบบกลุ่มสนใจ และ ชั้นเรียนวิชาชีพ ดังนี้
             1)การศึกษาต่อเนื่อง รูปแบบกลุ่มสนใจ หลักสูตรระยะสั้นไม่เกิน 30 ชั่วโมง  มีผังการดำเนินงานในคู่มือหน้าที่ 7 โดยมีขั้นตอนดังนี้
                -ประชาสัมพันธ์
                -ผู้เรียนรวมกลุ่ม
                -จัดหาหรือจัดทำหลักสูตร และจัดหาวิทยากร
                -ขออนุญาตจัด/แต่งตั้งวิทยากร และจัดหาวัสดุ
                -แจ้งการจัดกิจกรรมต่อสำนักงาน กศน.จังหวัด
                -จัดการเรียนรู้และประเมินผล
                -จัดทำหลักฐานการจบหลักสูตร
                -เบิกค่าใช้จ่ายและรายงานผลการดำเนินงาน
                ครูจะต้องจัดทำเอกสารในการขอจัดการศึกษาต่อเนื่องกลุ่มสนใจ ตามแบบ กศ.ตน.ที่ระบุในคู่มือหน้า 9-12
             2)การศึกษาต่อเนื่อง รูปแบบชั้นเรียนวิชาชีพ หลักสูตร 31 ชั่วโมงขึ้นไป  มีผังการดำเนินงานในคู่มือหน้าที่ 23 โดยมีขั้นตอนดังนี้
                -การสำรวจความต้องการ/ประชาสัมพันธ์/รับสมัครผู้เรียน
                -วิทยากร/การจัดหาหรือจัดทำหลักสูตร
                -แต่งตั้งวิทยากร/ขอจัดตั้งกลุ่ม/จัดหาวัสดุ
                -จัดการเรียนรู้และวัดผลประเมินผล
                -การจบหลักสูตรและการออกหลักฐาน
                -การรายงานผลการดำเนินงาน
                -เบิกค่าใช้จ่าย
                -ติดตามผลการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
                ครูจะต้องจัดทำเอกสารในการขอจัดการศึกษาต่อเนื่องชั้นเรียนวิชาชีพ ตามแบบ กศ.ตน.ที่ระบุในคู่มือหน้า 24-27
             ดังนั้นการดำเนินการจัดการศึกษาต่อเนื่องทั้ง 2 กิจกรรม ไม่ต้องเขียนโครงการผมเข้าใจถูกต้องใช่หรือไม่   เพียงแต่ระบุว่าให้จัดทำแบบขอจัดตั้งกลุ่ม ตามแบบ กศ.ตน ที่ระบุ
             การจัดทำโครงการนั้นจะปรากฏในการดำเนินงานการฝึกอบรมประชาชน ซึ่งใช้กับการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน การจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งต้องเขียนโครงการตามผังขั้นตอนการอบรมประชาชนในคู่มือหน้า 33 โดยใช้แบบ กศ.ตน 23(1) และ กศ.ตน. 23(2)
             จึงเป็นข้อสงสัยว่าการขอจัดกลุ่มการศึกษาต่อเนื่องรูปแบบกลุ่มสนใจ และ ชั้นเรียนวิชาชีพ จะต้องเขียนโครงการด้วยหรือไม่เพราะเจ้าหน้าที่จังหวัดบอกว่าต้องเขียนโครงการด้วยทุกครั้งเช่น ถ้าเปิดหลักสูตรสานตะกร้าพลาสติก 10 ชั่วโมง ต้องมีโครงการสานตะกร้าพลาสติกมาแนบด้วย  เป็นต้น   ขออนุญาตเรียนถามความคิดเห็นจากผู้รู้หรือผู้ปฎิบัติในจังหวัดอื่น ๆ ช่วยแสดงความคิดเห็นและแนะนำด้วย

             ผมตอบว่า   ใช่ครับ ผมเคยโพสต์ในข้อ 5.4 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2016/03/moenet.html  เรื่องการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ว่า ทุกประเภทต้องมีหลักสูตร แบ่งรูปแบบการจัดได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ
             1)  รูปแบบกลุ่มสนใจและชั้นเรียน ( ไม่ต้องทำโครงการ ) ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน.
             2)  รูปแบบอบรมประชาชน ( ต้องทำโครงการ ) เป็นหลักสูตรที่ใช้กระบวนการฝึกอบรมให้กับประชาชน ไม่ต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน.

 

วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

1.เรื่อง เรียกบรรณารักษ์คืนตำแหน่ง ยกเลิกแล้วหรือ, 2.แผนจุลภาค กับ แผนปฏิบัติการ กศน.ตำบล ใช่แผนเดียวกันไหม, 3.วิชาชีพ จ้างถ่ายเอกสารได้เท่าไร ซื้อวัสดุอุปกรณ์ช่างได้ไหม, 4.สาขาวิชาเอกใดจะสมัครสอบบรรจุในกลุ่มวิชาเอกใด, 5.การติดป้ายที่หน้าอก กรรมการคุมสอบ, 6.ผอ.บอกว่าออกใบรับรองไม่ได้, 7.นับปีทำชำนาญการจากวันที่เป็นครู คศ.1 ไม่ใช่นับจากวันที่เป็นครูผู้ช่วย



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 20 มี.ค.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ฉันเป็นบรรณารักษ์ รับงานประกัน กับงานบุคลากรมาสามปีแล้ว และงานแผนงานเพิ่งทำได้ 1 ภาคเรียน งานห้องสมุดแทบไม่ได้ทำเลย แต่ผู้บริหารอำเภอและรอง ผอ.จังหวัด ออกคำสั่งให้รับงานการเงินอีก ฉันทำไม่ไหว ไม่ถนัดงานการเงินเลย จะปฏิเสธอย่างไรดี เจ้านายไม่รับฟังเหตุผลเลย บอกว่าเป็นข้าราชการต้องรับงานให้มากกว่าพนักงานราชการ
             ไม่ทราบว่าคำสั่งเรื่องเรียกบรรณารักษ์คืนตำแหน่ง ของท่านอภิชาติ จีระวุฒิ เมื่อปี 2554 ยกเลิกแล้วหรือ

             ผมตอบในตอนเย็นวันเดียวกัน ว่า  หนังสือที่ว่าเรียกบรรณารักษ์คืนตำแหน่ง ( ตามภาพประกอบโพสต์นี้ ) ยังไม่ยกเลิก แต่หนังสือฉบับนี้หมายถึง ห้ามสั่งให้บรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ห้องสมุด ไปช่วยปฏิบัติงานในหน้าที่ต่าง ๆ ที่ กศน.จังหวัด หรือ กศน.อำเภอ ( นอกห้องสมุด )
             แต่ ถ้า ให้ช่วยปฏิบัติงานในหน้าที่ต่าง ๆ โดยปฏิบัติงานอยู่ภายในห้องสมุด ก็จะผิดนโยบาย/ข้อสังการนี้ ครึ่งหนึ่ง ...
             ซึ่ง กศน.จังหวัด/อำเภอ ก็ไม่ควรสั่งอย่างนี้ โดยเฉพาะถ้ามีบรรณารักษ์และหรือ จนท.ห้องสมุดฯคนเดียว แม้บุคลากร กศน.อำเภอไม่พอก็ไม่น่าจะให้บรรณารักษ์ดูแลงานอื่นมากนัก
             ( ผมตอบอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ เพราะนโยบายให้ครูออกไปอยู่ กศน.ตำบลหมด แล้วงานต่าง ๆ เหล่านี้ใครจะทำไหว )





         2. เช้าวันที่ 21 มี.ค.60 koikunyarat  ถามผมทางไลน์ ว่า  แผนจุลภาค กับ แผนปฏิบัติการ กศน.ตำบล ใช่แผนเดียวกันไหม

             ผมตอบว่า   ให้จัดทำแผนปฏิบัติการ กศน.ตำบล เป็นแผนประเภท แผนจุลภาค
             คำว่า “แผนปฏิบัติการ กศน.ตำบล” เป็นชื่อแผน  ส่วนคำว่า “แผนจุลภาค” เป็นประเภทหรือลักษณะของแผนประเภทหนึ่ง
             แผนจุลภาค (Micro Planning) คือ แผนปฏิบัติการประจำปี ที่ ใช้ข้อมูลสารสนเทศในระดับตำบล/หมู่บ้าน ที่จำเป็น ครบถ้วนทันสมัย ข้อมูลเป็นปัจจุบัน สามารถตรวจสอบได้ โดยใช้ข้อมูลทั้งทางด้านกายภาพ ข้อมูลประชากร ข้อมูลด้านสังคม อาชีพ การศึกษา วัฒนธรรม ฯลฯ  มากำหนดแผน


         3. เย็นวันอาทิตย์ที่ 19 มี.ค.60 กศน.ตำบลน้ำขุม ศรีนครซีสตี้ ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  วิชาชีพช่างซ่อมรถจักรยานยนต์พื้นฐาน สามารถจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ช่างได้หรือไม่ จ้างถ่ายเอกสารเกี่ยวกับวิชาชีพช่าง ได้ไม่เกินเท่าไหร่

             ผมตอบว่า   กศ.ต่อเนื่อง รูปแบบชั้นเรียนวิชาชีพ ทั้งค่าถ่ายเอกสาร/ค่าสื่อหนังสือเรียน วัสดุอุปกรณ์ช่าง ก็รวมเป็นวัสดุฝึกทั้งหมด ซึ่งจ่ายค่าวัสดุฝึกได้ตามเกณฑ์ปกติ คือ
             หลักสูตร 31-50 ชม. จ่ายค่าวัสดุฝึกได้ไม่เกิน 3,000 บาท, หลักสูตร 51-70 ชม. ไม่เกิน 4,000 บาท, 71 ชม.ขึ้นไป ไม่เกิน 5,000 บาท
             ดูรายละเอียดได้ที่  https://db.tt/zDLTGTrC
             แต่ วัสดุฝึกนี้ จะเป็น "ครุภัณฑ์" ไม่ได้ ( งบดำเนินงาน งบอุดหนุนรายหัว ซื้อครุภัณฑ์ไม่ได้ )


         4. มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค เรื่องเดียวกัน 2 คน คือ
             1)  คืนวันที่ 23 มี.ค.60 หญิง จันทร์ธณา ถามว่า ลูกจบวิศวะ เอกวัสดุศาสตร์ จะสอบครู ถ้าเรานับหน่วยกิตที่เรียนคณิตศาสตร์แล้วสามารถสอบได้ไหม
             2)  เช้าวันที่ 24 มี.ค.60 Saowalak Poonperm ถามว่า หนูจบนิติศาสตร์ ปกติถ้าจะสอบครู เทียบได้กับครูสังคม แต่ประกาศรับสมัครสอบของ คศจ. ไม่มีบอกว่าจบนิติศาสตร์เลย มีแต่รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ .... หนูมีทางอื่นไหม หนูรู้คร่าวๆว่ามีการนับหน่วยกิตได้ แต่ไม่รู้จะนับหน่วยกิตยังไง

             ผมตอบว่า   ดูในใบทรานสคริปต์ ถ้านับรายวิชานั้น ๆ เช่น คณิตศาสตร์ หรือ รัฐศาสตร์ ที่เรียน ได้ครบ 30 หน่วยกิต ก็สมัครสอบเอกนั้น ๆ ได้  ( เอาใบทรานสคริปไปให้หน่วยรับสมัครเขานับ เท่าที่ทราบ วิศวะจะเรียนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มาไม่ครบ 30 หน่วยกิต อาจสมัครสอบได้ในเอกอุตสาหกรรมศิลป์ )
             มีลิ้งค์สำหรับตรวจสอบว่าสาขาวิชาเอกใดจะสมัครสอบบรรจุในสาขาวิชาเอกหรือกลุ่มวิชาเอกใดได้ อยู่ในข้อ 4 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2015/08/pa_29.html  ( ตอนท้ายของไฟล์นี้มีหนังสือแจ้งเรื่องการนับหน่วยกิตด้วย )
             แต่ข้อมูลในลิ้งค์นี้ก็ยังไม่ค่อยครบถ้วน ต้องดูในบัญชีแนบท้ายประกาศรับสมัครของแต่ละจังหวัดด้วย

         5. คืนวันที่ 24 มี.ค.60 ผมตอบคำถามที่มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ขอความรู้ ไม่แน่ใจว่าในการจัดสอบ ของ กศน. มีส่วนไหนระบุเรื่องป้ายติดอกให้กรรมการคุมห้องสอบ กรรมการกลาง หรือไม่ เพราะอยู่ส่วนของ จ. ออกนิเทศสนามสอบ ปรากฏว่าทักกรรมการคุมสอบเป็นนักศึกษา เขิลเลย อีกอย่าง สมัยเคยไปหาสอบบรรจุเป็นข้าราชการ เห็นเขามีบัตรติดหน้าอก รบกวนขอความรู้และประสบการณ์

             ผมตอบว่า   การจัดสอบปลายภาค ไม่มีกำหนด ติดก็ได้ ไม่ติดก็ได้


         6. เช้าวันเสาร์ที่ 25 มี.ค.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  การออกใบรับรองให้นักศึกษา เขาเรียนภาคเรียนสุดท้าย ขณะนี้รอผลคะแนนสอบปลายภาค เขาจะไปสมัครไม่ทันเวลา เขาขอใบรับรองว่า "กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนสุดท้าย" เพื่อจะไปสมัครสอบ เราออกใบรับรองให้เขาได้ไหม ผอ.บอกว่าออกให้ไม่ได้ใช่ไหม

             ผมตอบว่า   ออกใบรับรองได้ในเรื่องที่เป็นความจริงและอยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของหน่วยงาน/สถานศึกษา เช่น ถ้าเขากำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนสุดท้าย แล้วเขาให้รับรองว่ากำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนสุดท้าย ก็รับรองได้
             โดยถ้าในโปรแกรม ITw ไม่มีแบบหนังสือรับรองที่ตรงตามความต้องการ ก็พิมพ์หนังสือรับรองขึ้นมาเองได้


         7. คืนวันเสาร์ที่ 25 มี.ค.60 ผมตอบคำถามที่มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  หนูบรรจุครูผู้ช่วย 12 ก.ย.54 สามารถส่งชำนาญการได้หรือยัง จบ ป.โทแล้ว สำนักงาน กศน.ปรับคุณวุฒิ ป.โทให้ปี 58 แล้ว

             ผมตอบว่า   ไม่ได้นับตั้งแต่วันบรรจุเป็นครูผู้ช่วย แต่นับตั้งแต่วันที่เป็น ครู คศ.1 ให้ครบ 4 ปี ( ป.โท ) ก็ส่งชำนาญการได้
             ( ดูที่เคยตอบในข้อ 3.1.1 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/476995 )


วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

1.การทำวิทยฐานะ, 2.ต้องสอนวิชาชีพเดียวกันทุกตำบลในอำเภอหรือ? (1 อำเภอ 1 อาชีพ ), 3.ครูที่ไม่ใช่หัวหน้า กศน.ตำบล ลงนามในบันทึกข้อความได้ไหม, 4.แก้ไข การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ., 5.ทำไม DMIS ไม่ให้ลงสอนเกินวันละ 3 ชั่วโมง, 6.การเงินจังหวัดให้ยืมเงินสอบปลายภาค แยกวิชาบังคับกับวิชาเลือก, 7.นศ.ไม่สามารถมาประเมินการรู้หนังสือ มีผลต่อการจบไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 20 ก.พ.60 ผมถาม ก.ค.ศ. เรื่องการทำวิทยฐานะ ได้คำตอบดังนี้

             - ถ้าจะยื่นขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะในตอนนี้ ให้ยื่นแบบดั้งเดิมเท่านั้น ( แบบทำผลงานวิชาการ ) ตาม ว 17 ลว.30 ก.ย.52 ( ทั่วไป ) หรือ ว 10 ลว.29 ก.ค.54 ( ชายแดนใต้ )
             - แบบ ว 13 ลว.1 ส.ค.56 ( ประเมินผลงานเชิงประจักษ์ สำหรับผู้ได้รับรางวัลระดับชาติ ) นั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ยื่น ยื่นไม่ได้แล้ว ยกเลิกแล้ว
             - แบบ ว 7 ลว.11 พ.ค.58 ( P.A. : Performance Agreement ประเมินตามข้อตกลงในการพัฒนางาน ) ยังไม่เคยนำมาใช้ปฏิบัติ และจะไม่นำมาใช้ ( เลิกแล้ว )
             - ขณะนี้กำลังจัดทำแบบใหม่ คาดว่าจะประกาศใช้ในเดือน ก.ค.60 ( ถ้าไม่เปลี่ยน รมว.ใหม่อีกเสียก่อน )  แบบใหม่นี้ ระดับชำนาญการพิเศษคงจะไม่ต้องทำผลงานทางวิชาการ ทำเฉพาะระดับเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ

         2. วันที่ 21 ก.พ.60 ไออุ่น สุดน่ารัก ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  โครงการ หนึ่งอำเภอ หนึ่งอาชีพ ตามที่ได้รับจัดสรรมานั้น มีผู้ให้ข้อมูลมาว่า ในอำเภอ ไม่ว่าจะกี่ตำบลก็ตาม ทุกตำบลจะต้องจัดกิจกรรมอาชีพเดียวกันทั้งหมด หากจะทอผ้า ทุกตำบลจะต้องทอผ้า
             ขอความความกระจ่างด้วย

             ผมตอบว่า   งบฯ 1 อำเภอ 1 อาชีพ เป็นงบฯที่แยกต่างห่างจากงบฯที่จัดสรรให้ระดับตำบล แต่เป็นงบฯที่ให้ กศน.อำเภอเป็นผู้ดำเนินงานในระดับอำเภอ จัดสรรให้อำเภอละ 30,000 บาท/ครึ่งปี
             งบฯ 30,000 บาทนี้อำเภอก็ใช้จัด 1 อาชีพ ไม่เกี่ยวกับงบอื่น

         3. วันเดียวกัน ( 21 ก.พ.) Boykung Biw ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบล ที่ไม่ใช่หัวหน้า กศน.ตำบล. สามารถลงนามในบันทึกข้อความได้หรือป่าว เช่น เบิกวัสดุ โครงการต่างๆ ส่งสรุปผลการดำเนินงานโครงการต่างๆ ที่เราจัดขึ้น  ( ฉันจัดโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนเพื่อการมีงานทำ ดำเนินการและทำสรุปผลการดำเนินงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำบันทึกข้อความนำส่งเพื่อที่จะส่งสรุปผลให้ กศน. อำเภอ )  ฉันสามารถที่จะลงนามในบันทึกข้อความได้หรือไม่ หรือต้องให้หัวหน้า กศน.ตำบลมีสิทธิ์ลงนามเท่านั้น

             ผมตอบว่า   โดยปกติในการปฏิบัติงานนั้น บันทึกข้อความระหว่าง กศน.ตำบลกับ กศน.อำเภอ ไม่ใช่หนังสือภายนอก บุคลากรทุกคนลงนามในบันทึกข้อความได้
             แต่ก็ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในการบริหารจัดการของ ผอ.กศน.อำเภอ แต่ละราย ว่า ถ้าเป็นงานประจำตามสายงานปกติ จะให้บุคลากรแต่ละรายบันทึกเสนอโดยตรง หรือจะให้เสนอผ่านการลงความเห็น/ลงนามผ่านเรื่องของ หัวหน้า กศน.ตำบล / หัวหน้ากลุ่มงาน/ฝ่าย อย่างไรหรือไม่ หรือจะให้หัวหน้า กศน.ตำบลเป็นผู้บันทึกเสนอตั้งต้น ก็ได้
             กรณีที่ถามนี้ ถือเป็นงานประจำตามสายงานปกติ ลงนามได้ แต่ควรให้หัวหน้า กศน.ตำบล ลงนาม(และความเห็น ถ้ามี)ต่อท้ายที่เราลงนาม หรือด้านริมซ้ายของบันทึก ด้วย  ( หรือ ผอ.กศน.อำเภอ จะกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้ )

         4. คืนวันที่ 22 ก.พ.60 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก เรื่องแก้ไขการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. ว่า

             ให้ กศน.อำเภอ สำรวจข้อมูลและประสานงาน เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อนำโรงเรียนขนาดเล็กที่เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าสู่กระบวนการส่งคืนกรมธนารักษ์ เสร็จแล้ว กศน.ขอใช้ที่ราชพัสดุเพื่อประโยชน์ในราชการสำนักงาน กศน. กับกรมธนารักษ์
             - ถ้า เขตพื้นที่ฯส่งคืนโรงเรียนขนาดเล็กให้แก่กรมธนารักษ์ และ กศน.ขอใช้ที่ราชพัสดุเพื่อประโยชน์ในราชการสำนักงาน กศน. กับ กรมธนารักษ์ เรียบร้อยแล้ว
                ให้ กศน.อำเภอดำเนินงานโครงการศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตชุมชน และรายงานผลการดำเนินงานโครงการฯ

             - ถ้า เขตพื้นที่ฯไม่มีแผนที่จะส่งคืนโรงเรียนขนาดเล็กให้แก่กรมธนารักษ์ และ/หรือ เขตพื้นที่ฯมีแผนที่จะยังใช้ประโยชน์โรงเรียนขนาดเล็กที่เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
                ให้ กศน.อำเภอ ทำหนังสือชี้แจงส่งผ่านจังหวัดไปยังสำนักงาน กศน.
                และไม่ต้องดำเนินงานโครงการศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตชุมชน รวมทั้งไม่ต้องรายงานผลการดำเนินงานโครงการฯ
             ดูรายละเอียดในหนังสือแจ้ง ที่
            
https://www.dropbox.com/s/1nelthku6t1khm1/smallschooledit.zip?dl=1

         5. วันที่ 24 ก.พ.60 มี ผอ.กศน.อำเภอ โทร.มาถามผม ว่า  ทำไมระบบ DMIS ไม่สามารถบันทึกว่าสอนมากกว่าวันละ 3 ชั่วโมง

             ผมตอบว่า   ถ้า จัดในรูปแบบ “กลุ่มสนใจ” มีข้อสั่งการ-นโยบาย ปี 60  ( ดาวน์โหลดได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/briefPolicy60.pdf )  กำหนดว่า
             กลุ่มสนใจวันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง

         6. เช้าวันเสาร์ที่ 25 ก.พ.60 Nana Veo ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  เรื่องวัดผลประเมินผลปลายภาคเรียน
             1)  ควรทำโครงการและยืมเงินแยกวิชาบังคับและวิชาเลือกหรือไม่ เพราะเคยทำรวมทั้งโครงการและยืมเงินทีเดียวทั้งสอบวิชาบังคับและวิชาเลือก แต่การเงินจังหวัดบอกว่าควรทำแยกบังคับกับเลือก
             2)  ค่าตอบแทนคนงาน/นักการภารโรง สอบปลายภาค ให้เท่าไหร่  ดูระเบียบที่ อ.เคยโพสต์ไว้แล้ว ไม่ได้ระบุจำนวนเงินว่าให้เท่าไหร่
             ขอความกระจ่างเพื่อจะได้ทำให้ถูกต้อง

             ผมตอบว่า
             1)  หลักการยืมเงินคือ “การจ่ายเงินต้องจ่ายหลังทำงานเสร็จ จะจ่ายก่อนสอบไม่ได้ และจะยืมเงินมาเก็บไว้ก่อนถึงเวลาจ่ายนานไม่ได้”

                  ฉะนั้น ถ้าการสอบวิชาบังคับและวิชาเลือก แยกห่างกันมาก ถ้ายืมเงินมาพร้อมกันจะต้องเก็บเงินไว้หลายวันกว่าจะจ่ายเงินหมดทั้งสองอย่าง จึงต้องแยกการยิมเงิน  ถ้าห่างกันไม่มาก ให้อยู่ในดุลยพินิจของ ผอ.จังหวัดว่าควรให้แยกยืมหรือไม่ แต่ถ้าสอบพร้อมกันควรยืมรวมกัน

             2)  ตามระเบียบระบุว่า “ค่าตอบแทนกรรมการ เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบ อัตราต่อคน ไม่เกิน 300 บาทต่อครึ่งวัน, ไม่เกิน 600 บาทต่อวัน”
                  ( ดูระเบียบได้ในข้อ 1 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/481090 )
                  นั่นคือ ไม่ว่าจะเป็นนักการภารโรงหรือ ผอ. ถ้าเป็น “กรรมการ เจ้าหน้าที่” จำนวนคนตามระเบียบ ก็เบิกจ่ายเท่ากันได้  ( ตอนนี้ค่าเบี้ยเลี้ยง ก็ยังเท่ากันตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 8 เพราะแต่ละคนก็ต้องทานอาหารให้อิ่มพอ ๆ กัน ไม่ว่าจะระดับตำแหน่งอะไร )
                  การอ่านระเบียบ หรือจะทำอะไรก็ตาม ต้องใช้การ “คิดวิเคราะห์” ซึ่ง “ความรู้พื้นฐาน” จะช่วยให้คิดวิเคราะห์ได้ดี

         7. วันอาทิตย์ที่ 26 ก.พ.60 Watcharayut Man ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  นักศึกษาที่จะต้องเข้าทดสอบการประเมินการรู้หนังสือ ถ้าไม่สามารถมาทดสอบได้ จะมีผลต่อการจบของนักศึกษาหรือเปล่า เป็นเกณฑ์การจบเพิ่มมาอีกข้อใช่มั้ย

             เรื่องนี้  กลุ่มพัฒนา กศน. บอกว่า ไม่ใช่เกณฑ์การจบ ไม่มีผลต่อการจบของ นศ. แต่นโยบายให้ประเมินทุกคน และรายงานระดับการรู้หนังสือแต่ละราย
             ( ถ้ารายใดมีเหตุผลแจ้งได้ว่า มีเหตุจำเป็นอะไรตลอดเวลา 2 เดือนเต็ม แล้วยังมีสิทธิสอบปลายภาค ก็จบได้ )


วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

1.การติดเข็มพระเทพฯและการแต่งกายปฏิบัติราชการ, 2.บางจังหวัดไม่จ่ายเงินเดือนพนักงานราชการลาคลอด, 3.จัดวิชาชีพ 40 หรือ 50 ชั่วโมง, 4.ครู กศน.ไปเรียน ป.บัณฑิต จ้างวานครูในระบบมาสอนแทนตนได้ไหม, 5.นักธรรมชั้นตรี เทียบเท่าระดับใด, 6.รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปี 57, 7.ลาออกแล้ว จะได้เงินเพิ่มย้อนหลัง 4 % (1 ขั้น) ไหม-บรรจุวันที่ 1 ธ.ค.57 ได้เงินเพิ่มไหม-ถ้าออกคำสั่งแล้วเบิกจ่ายเงินเพิ่มให้เลยไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันนี้ ( 24 มิ.ย.58 ) สนง.กศน.จ.ขอนแก่น ทำหนังสือแจ้ง กศน.อำเภอทุกแห่งในจังหวัดขอนแก่น เรื่องซักซ้อมความเข้าใจในการแต่งกายปฏิบัติราชการ
             แจ้งเรื่องการแต่งกายประจำวันจันทร์ถึงศุกร์  และมีประเด็นที่น่าสนใจอื่น เช่น
             1)  การติดเข็มพระเทพฯ
                  - เครื่องแบบปฏิบัติราชการ ( ชุดสีกากี ) ติดเหนือป้ายชื่อ
                  - เสื้อสูท ติดบนปกเสื้อ
                  - ชุดซาฟารีหรือชุดไทย ติดขอบกระเป๋าเสื้อ
             2)  ไม่อนุญาตให้ครู ศรช. ครู ปวช. ครูประจำกลุ่ม อัตราจ้าง ทุกตำแหน่ง แต่งกายด้วยชุดกากี เนื่องจากไม่มีระเบียบให้ลูกจ้างชั่วคราวแต่งกายด้วยชุดกากี


         2. คืนวันที่ 24 มิ.ย.58 Mam Panida กศน.อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  หนูเป็นพนักงานราชการ ลาคลอด 45 วัน ได้รับเงินจากประกันสังคมชดเชย 45 วันแล้ว แต่ไม่ได้เงินเดือนจาก กศน.  เค้าบอกว่าเป็นระเบียบของ กศน. ที่ไม่จ่ายเงินเดือนให้ระหว่างลาค่ะ

             ผมตอบว่า   พนักงานราชการลาคลอดแค่ 45 วัน ต้องได้เงินเดือน ( ค่าตอบแทน ) จาก กศน.ตามปกติครับ  ส่วนของประกันสังคม จะจ่ายให้เดือนครึ่งอีกต่างหากไม่ว่าจะลากี่วันหรือไม่ลาก็ตาม  คนละส่วนกัน  ( ส่วนของทางราชการถ้าพนักงานราชการลาคลอดเกิน 45 วัน จึงจะไม่จ่ายเงินเดือนเฉพาะวันที่เกินจาก 45 วัน )
             ควรรีบขอให้ “เค้า” ศึกษาระเบียบใหม่ หรือให้เค้า โทร.ถาม กจ.กศน.


         3. คืนวันเดียวกัน ( 24 มิ.ย.) ไออุ่น สุดน่ารัก ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  สงสัยเรื่องจำนวนชั่วโมงงานการศึกษาต่อเนื่อง อาชีพระยะสั้น เคยอ่านเจอว่ามีคำสั่งให้เป็น 50 ชม. แต่ก็ไม่แน่ใจ เพราะที่ทำอยู่ก็ 40 ชม.

             ผมตอบว่า
             การจัดการศึกษาต่อเนื่อง ( งบดำเนินงานปกติ ) ไม่ว่าจะอาชีพระยะสั้น หรืออะไร จะจัดกี่ชั่วโมงก็แล้วแต่ความเหมาะสมของเนื้อหานั้น ตามปริมาณเนื้อหา ความยากง่าย และสภาพอื่น ๆ เช่น เนื้อหาเดียวกันแต่จัดกับคนพิการก็ใช้เวลามากกว่า  บางเนื้อหาจัดต่ำกว่า 40 ชม.ก็ได้  เพียงแต่
             1)  ถ้าจัดต่ำกว่า 40 ชั่วโมง  ในการประเมินฯภายนอกของ สมศ. จะไม่นำมาประเมินด้วย การไม่นำมาประเมินนี้ไม่ได้หมายความว่า ห้ามจัดต่ำกว่า 40 ชั่วโมง ( หลายคนเข้าใจผิดประเด็นนี้ ) หรือจัดต่ำกว่า 40 ชั่วโมงไม่ดี ( ที่จริงก็คงไม่ดีจริง ๆ เพราะคำว่า "อาชีพ" น่าจะต้องเรียนไม่ต่ำกว่า 40 ชั่วโมง )
             แต่หมายความว่า  ผู้ที่เรียนไม่ถึง 40 ชั่วโมง จะไม่มีเวลาเพียงพอให้สถานศึกษาสอดแทรกปลูกฝังให้เขาเกิดอัตลักษณ์-เอกลักษณ์  จึงไม่ต้องประเมินฯผู้เรียนที่เรียนต่ำกว่า 40 ชั่วโมง เท่านั้นเอง  ( นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ สมศ.ไม่ให้ความสำคัญกับการประเมิน กศ.ตามอัธยาศัย โดยถือว่า กศ.ตามอัธยาศัยเป็นเพียงสื่อการเรียนสื่อหนึ่งของการศึกษานอกระบบ  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามเราจัด กศ.ตามอัธยาศัย )
             2)  แต่ถ้าเป็นงบการฝึกอาชีพชุมชน ของศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน  กศน.เคยแจ้งแล้วว่า ให้จัดไม่ต่ำกว่า 50 ชั่วโมง และให้สอน "การจัดการ" ( Mini MBA ) ด้วย เหตุผลเดียวกัน คือถ้าเรียนต่ำกว่า 50 ชั่วโมง ไม่น่าจะเป็นวิชาที่นำไปประกอบอาชีพหลักได้


         4. เย็นวันที่ 26 มิ.ย.58 มนูญ ฮับ ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  ครู กศน.ตำบล ลาเรียน ป.บัณฑิต เสาร์-อาทิตย์ แล้วจ้างหรือวานครูในระบบมาสอนแทนตัวเองได้หรือไม่อย่างไร

             ผมตอบว่า   ควรใช้วิธีอื่นก่อน เช่น
             - เปลี่ยนไปจัดการเรียนการสอนวันธรรมดา  ( อาจจะเปลี่ยนไม่ได้ถ้า นศ.จำนวนมากไม่สามารถมาเรียนวันธรรมดา  แต่ที่ กศน.อ.ผักไห่ ครูใช้วิธีนี้กันนะ )
             - ถ้าจำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนในวันเสาร์-อาทิตย์ ควรจ้างวานเพื่อนครู กศน.ด้วยกันมาสอนแทนคนนอก  แต่ถ้ามีครูทั้งหมดตำบลละคนเดียว ครูคนอื่นอาจมาช่วยสอนตำบลนี้ไม่ได้เพราะต้องสอนที่ตำบลตนเอง ก็อาจรวม นศ. 2 กลุ่มมาเรียนด้วยกัน   ผู้บริหารอาจช่วยบริหารจัดการเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ เป็นการสนับสนุนส่งเสริมบุคลากรให้ได้ยกระดับความรู้เพื่อมาจัดการศึกษาในสถานศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น
             - ถ้า นศ. 2 กลุ่มมาเรียนด้วยกันไม่ได้เพราะอยู่ห่างกันมาก และแก้ปัญหาวิธีอื่นไม่ได้ ก็ใช้วิธีที่ถาม คือจ้างวานครูในระบบมาสอนแทนตัวเองได้ ถ้า ผอ.อนุญาต

         5. คืนวันเดียวกัน ( 26 มิ.ย.) ครูน้อย ตัวน้อย น้อย ถามบนไทม์ไลน์เฟซบุ๊คผม ว่า  นักธรรมชั้นตรี เทียบเท่ากับระดับใดในการศึกษาขั้นพื้นฐาน

             ผมตอบว่า
             - นักธรรมชั้นตรี ไม่เทียบเท่าระดับประถม ให้สมัครเรียนระดับประถม
             - นักธรรมชั้นเอก เทียบเท่าระดับประถม ( ป.6 ) ให้สมัครเรียนต่อ ม.ต้น
             - เปรียญธรรม 3 ประโยค ( ป.ธ.3 ) เทียบเท่า ม.ต้น ( ม.3 ) ให้สมัครเรียนต่อ ม.ปลาย

             ระบบการศึกษาความรู้ทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม มี 2 แผนก คือ แผนกธรรม กับ แผนกบาลี
             ก. แผนกธรรม แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
                 1)  นักธรรม  เป็นหลักสูตรสำหรับพระภิกษุสามเณร มี 3 ระดับ คือ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก
                 2)  ธรรมศึกษา  เช่นเดียวกับนักธรรม แต่เป็นหลักสูตรสำหรับให้คฤหัสถ์ทั้งชายและหญิงได้ศึกษา มี 3 ระดับ คือ ธรรมศึกษาตรี ธรรมศึกษาโท ธรรมศึกษาเอก
                      นักธรรมชั้นเอก เทียบเท่าระดับประถม ( ป.6 )
                      ในอดีต สำนักงานทดสอบทางการศึกษา กรมวิชาการ บันทึกไว้ว่า พ.ศ.2487 ครม. เทียบให้นักธรรมตรีเท่าประโยคประถมศึกษาตอนต้น ( ป.4 ) ตามหนังสือเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ น.ว. 83/2487 ลงวันที่ 17 มี.ค.87 ( ปัจจุบันหาหนังสือฉบับนี้ไม่พบ )
                 กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ประกาศให้ ธรรมศึกษา เทียบเท่านักธรรม แต่ กศน.กำหนดให้ทั้งนักธรรมเอกและธรรมศึกษาเอก เป็นคุณสมบัติในการสมัครเข้าเรียนระดับ ม.ต้น

             ข. แผนกบาลี ( เปรียญธรรม )  มี 8 ชั้น
                 ชั้นที่ 1 เรียกว่า ประโยค 1-2
                 ชั้นที่ 2 ถึง 8 เรียกว่า เปรียญธรรม 3 ประโยค ถึง เปรียญธรรม 9 ประโยค
                 พ.ศ.2518 กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้ เปรียญธรรม 4 ประโยค เทียบเท่าประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น และเปรียญธรรม 6 ประโยค เทียบเท่าประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย
                 แต่ต่อมา พ.ศ.2526 หลังจากที่มีการเปลี่ยนหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นและหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายใหม่ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศเทียบความรู้วุฒิเปรียญธรรมกับหลักสูตรใหม่ เป็นดังนี้
                 - เปรียญธรรม 3 ประโยค ( ป.ธ.3 ) เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนต้น ( ม.3 )
                 - เปรียญธรรม 5 ประโยค ( ป.ธ.5 ) + ได้รับแต่งตั้งให้สอนวิชาพระปริยัติธรรมในโรงเรียนพระปริยัติธรรมไม่น้อยกว่า 1 ปี และทำการสอนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 300 ชั่วโมง เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลาย ( ม.6 )
                 สรุปว่า ปัจจุบัน เปรียญธรรม 3 ประโยค เทียบเท่า ม.3 ส่วนเปรียญธรรม 5 ประโยค จะเทียบเท่า ม.6 ได้ต่อเมื่อมีประสบการณ์การสอน  แต่ถ้าเปรียญธรรม 6 ประโยค จะเทียบเท่า ม.6 โดยไม่ต้องมีประสบการณ์การสอน
                 นอกจากนี้ พระราชบัญญัติผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ.2527 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2540 ได้เทียบ เปรียญธรรม 9 ประโยค เท่าวุฒิปริญญาตรี

              ( กระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีประกาศเทียบวุฒิ นักธรรมชั้นโท ประโยค 1-2 และ เปรียญธรรม 4-7-8 ประโยค )

         6. เช้าวันที่ 29 มิ.ย.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค ว่า  บางคนทราบแล้วว่า ขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์ประจำปี 2557 ให้ใครบ้าง แต่เพิ่งจะประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาในเดือนนี้  ( ตามระเบียบ จะประดับเครื่องราชฯนั้นได้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษานี้ หรือเมื่อรับพระราชทานจากพระหัตถ์ แล้ว )
             ควรจด “ปี ฉบับ เล่ม ตอนที่ หน้า” ไว้เป็นหลักฐาน  ( เจ้าหน้าที่งานบุคลากรต้องบันทึก “ปี ฉบับ เล่ม ตอนที่ หน้า” ไว้ในทะเบียนประวัติบุคลากรทุกคน )
             - ข้าราชการ ดูได้ที่  http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/B/017/008/2.PDF
             - ลูกจ้างประจำ ดูได้ที่  http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/B/017/012_1/2.PDF  
             - พนักงานราชการ ดูได้ที่  http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/B/017/014_5/118_2.PDF
             - เหรียญจักรพรรดิมาลา ดูได้ที่  http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/B/017/015_2/2.PDF

 

         7. ช่วง 15-26 มิ.ย.58 มีอย่างน้อย 3 คน ถามผมในเฟซบุ๊ค ว่า ที่จะมีการเพิ่มเงินเดือน 4 % หรือ 1 ขั้น ย้อนหลังตั้งแต่ 1 ธ.ค.57 นั้น

             7.1  ถ้าลาออกแล้ว จะได้เพิ่มย้อนหลังด้วยไหม
                   ผมตอบไปแล้วว่า  ได้  ถ้าบรรจุไม่เกินวันที่ 30 พ.ย.57 และลาออกหลังวันที่ 30 พ.ย.57 ก็จะได้เงินเพิ่มย้อนหลังด้วย  ถ้าเป็นพนักงานราชการ จังหวัดจะต้องออกคำสั่งให้ด้วยถึงแม้วันนี้จะลาออกไปแล้ว ในคำสั่งยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องจะลาออก แต่เวลาเบิกจ่ายเงินให้ จะเบิกจ่ายให้ได้ถึงวันที่ลาออกเท่านั้น
                   วันที่ 29 มิ.ย.58 ผมเรียนถาม กจ.กศน.ในประเด็นนี้อีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ได้รับคำตอบที่สรุปว่าผมตอบถูกแล้ว

             7.2  ถ้าได้รับการบรรจุแต่ตั้งในวัน ที่ 1 ธ.ค.57 จะได้เพิ่มด้วยไหม
                   ผมตอบไปแล้วว่า  ไม่ได้  แต่ประเด็นนี้ จนท.กจ.กศน.บอกผมว่า หนังสือ คพร.ไม่ชัด จึงจะตีความเพื่อประโยชน์ของบุคลากร คือ บรรจุวันที่
1 ธ.ค.ได้เพิ่ม แต่บรรจุวันที่ 2 ธ.ค.57 ไม่ได้เพิ่ม

                   เรื่องนี้ผมถามต่อไปที่ คพร. ได้รับคำตอบว่า บรรจุหลังวันที่ 30 พ.ย.57 ไม่ได้เพิ่ม โดย จนท.คพร.บอกว่า ถ้า จนท.กจ.กศน.โทร.ถามฝ่ายเลขานุการ คพร. 02-5471000 ต่อ 6625 6626 หรือ 6629 ทุกคนจะตอบเหมือนกันหมดได้ทันทีว่า บรรจุวันที่ 1 ธ.ค.57 ไม่ได้เพิ่ม  เป็นมติ ครม.เดียวกัน แต่ละกระทรวงจะตีความและเบิกจ่ายให้ต่างกันไม่ได้  สังกัดใดเบิกจ่ายให้ผิดก็ต้องเรียกเงินคืน  ( ผมแจ้งประเด็นนี้ให้ กจ.กศน.ทราบแล้ว )

             7.3  ถ้าจังหวัดส่งข้อมูลการเพิ่มค่าตอบแทนย้อนหลัง 4 % ของพนักงานราชการให้ กจ.กศน.ตรวจทาน และจังหวัดออกคำสั่งเสร็จแล้ว จะเบิกจ่ายเงินเพิ่มย้อนหลังให้พนักงานราชการได้เลยไหม
                   จนท.กจ.กศน.ตอบว่า  เหมือนกับปีที่ผ่านมา คือให้อยู่ในดุลยพินิจของแต่ละจังหวัด บางจังหวัดแม้เห็นว่าเงินที่มีอยู่จะเบิกจ่ายให้ได้ไม่ถึงเดือน ก.ย.58 แต่ก็เบิกจ่ายให้เลยได้ โดยทำแผนขอเงินมาเพิ่มเติมภายหลังก็ได้  แต่บางจังหวัดอาจจะคอยขอเงินมาเพิ่มเติมให้พอจ่ายถึงเดือน ก.ย.58 ก่อนแล้วจึงเบิกจ่ายให้พนักงานราชการก็ได้