แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2562

1.หลักฐานการรับเงิน ส่งทางไลน์ได้ไหม, 2.ทั้งครูและ นศ.กศน.ยังเข้าใจไม่ชัดเจน, 3.สงสัย ชพค.เสียชีวิตมาตรฐาน 5-600 ทุกเดือน, 4.ขาดสอบ N-NET ต้องไปลงทะเบียนสอบ E-Exam เทอมหน้า ?!, 5.เกษียณแล้ว แต่งชุด กศน.สีกรมท่าได้ไหม, 6.ออกหนังสือรับรองการจบหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษ ต้องเก็บค่าธรรมเนียมไหม, 7.พนักงานราชการ ขอพระราชทานเพลิงศพบิดามารดาได้ไหม


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้



         1. วันเสาร์ที่ 24 ส.ค.62 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  ฉันเป็น จนท.การเงินศฝช...... อยากสอบถามเรื่องเอกสารการเบิกจ่ายค่าตอบแทนวิทยากรจัดการศึกษาต่อเนื่อง/ค่าใช้จ่ายฝึกอบรมบุคคลภายนอก(ค่าอาหาร, อาหารว่าง, สถานที่)ค่าวัสดุจัดการศึกษาต่อเนื่องที่เป็นอาหารสดเล็กน้อยทั่วไป การรับเงินดังกล่าวข้่างต้นผู้มีสิทธิจะเซ็นรับเงินในใบสำคัญรับเงินพร้อมแนบสำเนาบัตร ปชช., บช.ธนาคาร จึงอยากถามว่าสามารถใช้สำเนาเอกสาร บัตร ปชช., หน้า บช.ธนาคาร ที่ ผู้มีสิทธิ์ส่งไลน์ให้คณะครูได้รึไม่ เนื่องจากพื้นที่รับผิดชอบของครูอาสาสมัครอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารระยะทางไกลทำให้ไม่เกิดความคล่องตัวในการปฎิบัติงาน
ในการปฎิบัติงานด้านการเงินจะใช้เป็นเอกสารที่ถ่ายจากตัวจริงเพื่อให้เกิดความชัดเจนและลดความเสี่ยงในการเบิกจ่าย จึงเกิดข้อสงสัยว่าสามารถใช้เอกสารปริ้นเอาท์จากไลน์ได้หรือไม่หากใช้ได้หรือไม่ได้มี นส.ตัวใดสามารถใช้อ้างอิงได้บ้างเพื่อให้เกิดความชัดเจนและความคล่องตัวของผู้ปฏิบัติและถูกระเบียบ



             ผมตอบว่า   จะใช้ได้หรือไม่ เป็นไปตามระเบียบกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “การยืนยันตัวตน” ว่ากระทำ/รับรู้ โดยเจ้าตัว จริง ซึ่ง หลักฐานที่สำคัญในการยืนยันตัวตนคือ “ลายมือชื่อ”
             หลักฐานสำคัญการยืนยันตัวตนในการรับเงินของ “บุคคลภายนอก” คือ ลายมือชื่อผู้รับเงินประกอบกับบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนหน้าบัญชีธนาคารเป็นเอกสารที่ช่วยให้โอนเงินไม่ผิดคนไม่ผิดบัญชี
             1)  ในใบสำคัญรับเงิน  ผู้รับเงิน หรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้รับเงินโดยมีหลักฐานการมอบอำนาจ จะต้องลงลายมือชื่อรับเงิน ด้วยตนเองจริง คือใน “เอกสารที่หน่วยผู้จ่ายเงินเก็บไว้เป็นหลักฐาน ต้องเป็นลายเซ็นจริง”
             การเซ็นจริงแล้วส่งผ่านไลน์ เอกสารที่ปริ้นท์ต่อจากไลน์ก็จะเหมือนถ่ายเอกสาร ไม่ใช่ลายเซ็นจริง จึงใช้ไม่ได้
             2)  ส่วนบัตรประชาชน ใช้ประกอบว่าผู้ที่ลงนามรับเงินนั้น คือตัวจริง ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายไม่ให้เรียก “สำเนา” บัตรฯจากประชาชน โดยหน่วยงานมหาดไทยและเครือข่ายจะเรียกบัตรฯได้จากระบบออนไลน์ของมหาดไทย แต่สถานศึกษาของเราไม่ได้เชื่อมโยงระบบออนไลน์นี้โดยตรง ต้องใช้เครื่องอ่านบัตร ซึ่งแม้ผู้รับเงินไม่ต้องถ่ายสำเนาบัตรฯมาให้แต่ก็ต้องนำบัตรฯจริงมาให้เราอ่านด้วยเครื่องอ่านบัตร
                  ถ้าครูอาสาฯได้ตรวจบัตรฯฉบับจริง แล้วลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัตร ก็อาจอนุโลมได้ ( ผู้รับรองคือเจ้าตัว หรือเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการ ) แต่ลายเซ็นรับรองสำเนาบัตรนั้นก็ต้องเป็นลายเซ็นจริง ผู้เซ็นรับรองเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ถ้ารับรองแล้วส่งผ่านไลน์ ก็ใช้ไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน
                  เว้นแต่ “ผู้จ่ายเงิน” จะเป็นผู้ปริ้นท์สำเนาบัตรออกมาจากบัตรจริงหรือออกมาจากระบบออนไลน์ด้วยตนเอง
                  ถ้าปริ้นท์จากไลน์ได้ภาพที่ชัดเจน แล้วครูอาสาฯลงนามรับรองสำเนาหลังปริ้นท์ จากนั้นส่ง จนท.การเงินโดยตรง ก็ใช้ได้ ไม่ใช่ลงนามรับรองแล้วจึงส่งให้ จนท.การเงินผ่านไลน์
                  ( ถ้าถ่ายด้วยมือถือปกติจะไม่ชัดเจนพอ ถ้าสแกนหรือถ่ายด้วยแอพฯสำหรับถ่ายเอกสาร จะได้ภาพที่ชัดเจนพอ )
             3)  ในส่วนของหน้าบัญชีธนาคาร ก็เช่นเดียวกับบัตร แม้เป็นเพียงเอกสารที่ช่วยให้โอนเงินไม่ผิดคนไม่ผิดบัญชี ก็ต้องมีลายมือชื่อผู้รับรองที่เป็นลายเซ็นจริง อาจอนุโลมให้ครูอาสาฯลงลายมือชื่อรับรองและรับผิดชอบให้ได้ แต่ถ้าเซ็นรับรองแล้วจึงส่งต่อทางไลน์อีก ต้นฉบับที่ใช้ในการส่งไลน์ก็อาจจะไม่ใช่ลายเซ็นจริงด้วยก็ได้ เจ้าของลายเซ็นอาจอ้างว่าตนไม่ได้เซ็นก็ได้
                  ถ้าเกิดปัญหาจ่ายเงินผิดตัว โดยถ้าหลักฐานการยืนยันตัวตนใช้ในศาลหรือใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ ผู้รับรอง ผู้จ่ายเงินและหน่วยจ่ายเงิน ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

             ถ้าต้องการเอกสารอ้างอิงที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางปฎิบัติ คงต้องทำหนังสือหารือให้สำนักงาน กศน.ส่วนกลางตอบเป็นลายลักษณ์อักษร

         2. คืนวันที่ 28 ส.ค.62 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  อยากปรึกษา ครับ คือผม เรียน กศน อยู่ จังหวัดเชียงราย ผม สอบมาทั้ง หมด 4 รอบ ครับ พลาดสอบ N-NET ในปีที่แล้วครับ และ ปีนี้ ผมว่าจะสอบเอ็กแซม แต่ไม่มีชื่อใน ระบบ ผมต้องทำยังไง ครับ คือ ผมพลาดสอบ เทอม ที่ 2 ด้วย ครับ แต่ก็ได้สอบซ่อมไปแล้วในเทอมที่ 5 ครับ

             ผมตอบว่า   ยังมีความเข้าใจผิดอย่างน้อย 2 เรื่องนะ
             1)  การสอบซ่อมของ กศน. ต้องทำปลายภาคเรียนนั้นๆ ไม่ใช่เรียนเทอม 2 แต่ข้ามไปสอบซ่อมเทอม 5
                  เข้าใจว่าในเทอม 5 เขาให้คุณเรียนวิชาที่เรียนในเทอม 2 ใหม่ เป็นการ “เรียนใหม่” ไม่ใช่ “สอบซ่อม” แต่คุณคงไม่ได้ไปพบกลุ่มในเทอม 5 เลย ไปสอบอย่างเดียว คุณจึงเข้าใจว่าเป็นการสอบซ่อม ( ใบลงทะเบียนที่ นศ.ต้อง ลงชื่อด้วยตนเอง ก็คงไม่ได้อ่านว่าเป็นใบลงทะเบียนเรียนหรือลงทะเบียนสอบซ่อม หรือครูลงชื่อแทนให้ซึ่งผิด อันเป็นเหตุหนึ่งของ นศ.ผี )
             2)  เนื่องจากมีการไม่เข้าสอบ N-NET แต่คอยสอบ E-Exam แทน จำนวนมาก จนห้องสอบ E-Exam รับไม่ไหว ส่วนกลาง กศน.จึงกำหนดขั้นตอนการจะขอลงทะเบียนสอบ E-Exam เพิ่ม แต่ครูและ กศน.อำเภอ/เขต หลายแห่งยังไม่เข้าใจ ไม่ดำเนินการตามขั้นตอน พอถึงเวลาก็ลงทะเบียนสอบ E-Exam ให้ไม่ได้
                  ขอแนะนำให้คุณไปติดต่อครูและ กศน.อำเภอที่คุณเรียน ขอร้องให้ช่วยศึกษาและดำเนินการให้คุณได้เข้าสอบ อย่างรอบคอบ เพราะถ้าไม่รอบคอบ การดำเนินการไม่ครบขั้นตอน ก็อาจจะแก้ปัญหาไม่ทัน ต้องคอยไปเทอมต่อไปอีก โดยคุณควรให้เวลาติดตามสอบถามความคืบหน้าเป็นระยะ ๆ จนกว่าจะรู้กำหนดวันสอบ

         3. วันที่ 27 ส.ค.62 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ผมในเฟซบุ๊ก ว่า  ทำไมยอดเสียชีวิตถึงมาตรฐานทุกเดือน ห้าร้อย หกร้อย ทุกเดือน แต่เวลาขอตำแหน่งบรรจุครูทำไมน้อยจังเลย

             ผมตอบว่า   ถ้าสมาชิก ช.พ.ค.เสียชีวิตเป็นผู้เกษียณไปก่อนแล้ว ก็จะไม่มีผลต่ออัตราบรรจุครูใหม่ เพราะคืนอัตราไปตั้งแต่ตอนเกษียณแล้ว
             จำนวนผู้เสียชีวิตนี้รวมทุกสังกัดนะ ส่วนใหญ่สังกัด สพฐ. ซึ่งแต่ละปี สพฐ.สอบบรจุครูใหม่ทั้งกรณีรับคนในสังกัดและกรณีรับคนทั่วไป จำนวนมากนะ ถ้าเอาผู้เสียชีวิต 700 คน คูณ 12 เดือน ปีนึงแค่ 8,400 คนเอง สพฐ.สอบบรรจุปีนึงเยอะ
              ( บางคนบอกว่า ข้องใจ ทำไมจำนวนผู้เสียชีวิตเท่ากันทุกเดือน ผมก็ไม่เห็นเท่ากันนะ
               ชื่อ-สกุล-จังหวัด ผู้เสียชีวิต ก็ตรวจสอบได้ตลอดเวลา
               บางคนสมัครเป็นสมาชิก ชพค.เพื่อกู้เงิน พอกู้ได้เรียบร้อยก็มีปัญหานู่นนี่นั่น )

         4. หลังจากผมโพสต์เรื่องสอบ E-Exam แทนการสอบ N-NET ไปแล้ว วันเดียวกัน 29 ส.ค.62 มี ผอ.กศน.อำเภอท่านหนึ่งเขียนถึงผมทางไลน์กลุ่มหนึ่ง ว่า  ตอนนี้การสอบ E-exam เปลี่ยนไป..นศ.ที่ขาดสอบN-NETภาคเรียนนี้ก็ไม่สามารถลงทะเบียนสอบE-examได้เลย.. ต้องไปลงทะเบียนสอบอีกภาคเรียนนึง..

             ผมตอบว่า   เหรอครับ คงเป็นเพราะกำหนดวันลงทะเบียนสอบ E-Exam อยู่ใกล้กับวันสอบ N-Net และเห็นว่าต้องส่งเรื่องถึงส่วนกลางก่อนจึงจะลงทะเบียนสอบได้ด้วย ทำให้ไม่ทัน ( หรืออาจจะแก้พวกที่จงใจไม่เข้าสอบ N-NET คอยสอบ E-Exam )
             ที่จริงกลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ กำหนดวันกระชั้นชิดตามความจำเป็นของเขาฝ่ายเดียวมากไป
             เช่นกำหนดวันแจ้งจำนวนข้อสอบที่ให้แจ้งโดยเร็วหลังลงทะเบียนเรียนเสร็จ แล้ว กศน.อำเภอ/เขตจะสำรวจผู้มีสิทธิสอบทันได้อย่างไร จะแจ้งตามจำนวนผู้สมัครเรียนทั้งหมดก็จะมีจำนวนผู้ขาดสอบมากในวันสอบปลายภาค เป็นปัญหาต่าง ๆ อีก เราจึงต้องใช้วิธีการประมาณคาดเดา

         5. วันที่ 29 ส.ค.62 มีผู้ถามผมทางกลุ่มไลน์กลุ่มหนึ่ง ว่า  มีสิทธิ์แต่งชุดนี้ ( ชุดสีกรมท่าติดตรา กศน.) ไปงานโน่นนั่นนี่ หลังเกษียณได้ไหม

             ผมตอบว่า   แต่งได้
             - ถ้าว่ากันตามกฎหมายก็ไม่ผิดกฏหมาย เพราะเครื่องแบบนี้ไม่ได้ออกเป็นระเบียบกฎหมาย
                ถ้าเป็นเครื่องแบบข้าราชการ จะมีระเบียบกฎหมายกำหนดให้ไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนเล็กน้อย เกษียณแล้วติดเข็มสังกัด ( เสมาธรรมจักร ) เข็มเดียว
             - ถ้าว่ากันทางสังคม เกษียณแล้วก็ยังเป็นเครือข่ายใกล้ชิดส่วนหนึ่งของ กศน. แต่งด้วยเจตนาทางบวก ( ภาคภูมิใจ-ศรัทธาใน กศน.) เป็นเรื่องดี

         6. วันที่ 2 ก.ย.62 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ของผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  การออกหนังสือรับรองการจบหลักสูตร เป็นภาษาอังกฤษนะคะ จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมไหมคะ

             ผมตอบว่า   ไม่ต้องจ่าย ( ไม่มีระเบียบให้เก็บค่าธรรมเนียมการออกหนังสือรับรองการจบหลักสูตร )
             ผู้ถาม เขียนต่อ ว่า  ขอบคุณอาจารย์คะ อ.คะ หนูอยากได้ระเบียบอัตราการจ่ายค่าธรรมเนียม การขอเอกสารการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ หนูหาได้จากที่ไหนคะ
             ผมตอบว่า  ในคู่มือการดำเนินงานหลักสูตร กศน.ขั้นพื้นฐาน ฉบับปรับปรุง 55 ปกสีเลือดหมู หน้า 89 ระบุเรื่อง
             “ค่าธรรมเนียมที่กระทรวงศึกษาธิการเรียกเก็บในเรื่องการออกหลักฐานการศึกษา
              - การออกหลักฐานแสดงผลการเรียน ชุดที่ 2
              - การแปลหลักฐานแสดงผลการเรียนเป็นภาษาอังกฤษ  ( คนละอย่างกับหนังสือรับรองการจบหลักสูตร ภาษาอังกฤษ )
              - การออกใบแทนประกาศนียบัตร
              - การขอรับใบประกาศนียบัตรพ้นกำหนด 10 ปี
              สำหรับอัตราการเรียกเก็บให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลัง”

             แต่ ก็ไม่เห็นมีอัตราการเรียกเก็บที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลัง ออกมา
             เห็นแต่ในคู่มือหลักสูตร กศน.44 มั้ง ระบุว่า "การออกหลักฐานแสดงผลการเรียน ( Transcript ) ชุดแรกไม่เรียกเก็บ ชุดต่อไปเก็บฉบับละ 20 บาท"
             ( หลักฐานแสดงผลการเรียนของเราคือ ใบ รบ. คนละอย่างกับ หนังสือรับรองการจบหลักสูตร )
             ทั้งนี้ เมื่อเดือน เม.ย.2556 อ.เบญจวรรณ กลุ่มพัฒนา กศน. บอกว่า ยังใช้อัตรา 20 บาทอยู่
             ดูข้อมูลอื่นในคำตอบเดิมของผมในข้อ 4 ที่
             https://www.gotoknow.org/posts/534315
             ถ้าเป็น "หนังสือรับรองการจบหลักสูตร” ( หนังสือนี้มีแต่ภาษาอังกฤษ ) ไม่มีระเบียบให้เก็บค่าธรรมเนียม
             ถ้าเป็นใบ รบ. ออกครั้งแรกไม่เก็บ ไม่ว่าจะภาษาอะไร หลักสูตรไหน ถ้าสูญหายขอใหม่เก็บ 20 บาท ( ถ้าไม่มีหลักฐาน ต้องใช้วิธีสืบสอบแทน เก็บ 100 บาท )

         7. คืนวันที่ 9 ก.ย.62 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  พนักงานราชการ ของ กศน จะขอพระราชฐานเพลิงศพให้พ่อแม่ได้ไหมค่ะ ถ้าได้ต้องทำอย่างไรบ้าง

             ผมตอบว่า   การขอพระราชทานเพลิงศพบิดามารดา ต้องเข้า “หลักเกณฑ์การขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ” ข้อ 7-10 ( ดูหลักเกณฑ์ในภาพประกอบโพสต์นี้ ) ซึ่งพนักงานราชการจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อ 7-10 นี้ ( ในข้อ 8 เรื่องเครื่องราชฯ พนักงานราชการกลุ่มงานบริหารทั่วไป ขอพระราชทานเครื่องราชฯได้ถึง ต.ม. ไม่ถึง ต.ช.)
             พนักงานราชการจึงขอพระราชทานเพลิงศพบิดามารดาไม่ได้
             เว้นแต่ บิดามารดาที่เสียชีวิตนั้น จะมีคุณสมบัติของตัวเองตาม “หลักเกณฑ์ในการขอพระราชทานเพลิงศพ” ข้อ 1-12 หรือ “หลักเกณฑ์ในการขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ” ข้อ 1-6
             ( ดูรายละเอียดที่ http://bit.ly/2kqrzad)




วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

1.ขอข้อมูลท้องที่ที่ประกาศการศึกษาภาคบังคับในแต่ละปี, 2.สมาชิก ชพค.เสียชีวิตเดือนละ 400-500 คน อีกไม่กี่ปีครูจะหมดละ, 3.นำบุคลากรไปศึกษาดูงาน ค่าที่พัก-ค่าอาหาร หัวละเท่าไร, 4.นำใบรับรองของศูนย์การเรียน กศน.ในต่างประเทศ มาเทียบโอน, 5.เกณฑ์วิทยฐานะใหม่, 6.ชำนาญการพิเศษ ย้ายไปตำแหน่งว่างที่เป็นชำนาญการ ได้ไหม, 7.ไม่ให้ จนท.การเงินเป็นกรรมการตรวจรับหรือ ?




สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 5 ก.ค.60 ปลัดอำเภอผักไห่ อยุธยา ประสานมายัง กศน.อ.ผักไห่ ขอเอกสารข้อมูลท้องที่ที่ประกาศการศึกษาภาคบังคับในแต่ละปี เพื่อจะใช้ประกอบการพิจารณารับสมัครผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งระเบียบกำหนดคุณสมบัติให้ผู้สมัครต้อง “มีพื้นความรู้ไม่ต่ำกว่าการศึกษาภาคบังคับ”

             เรื่องนี้  ผมเคยตอบในข้อ 3 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2013/11/library.html ว่า
             การจะดูว่าผู้ใดจบการศึกษาภาคบังคับหรือไม่ ให้ดูจากปีที่จบการศึกษา ไม่ใช่ดูปีที่เกิด และ ถ้าจบตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 ระหว่างปี พ.ศ. 2506-2521 ยังต้องพิจารณาว่าจบในท้องที่ใดกำหนดการศึกษาภาคบังคับเป็นชั้นใดด้วย ซึ่ง
             1)  แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2479 ( ... - พ.ศ.2502) ประกาศใช้วันที่ 17 มี.ค.2479  การศึกษาภาคบังคับ คือ ป.4
             2)  แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 ( .... - พ.ศ.2519) ประกาศใช้วันที่ 20 ต.ค.03  การศึกษาภาคบังคับ คือ ป 7  แต่ ในระหว่างปี 2505-2521 ได้ทยอยประกาศให้แต่ละปี ท้องที่ใดภาคบังคับเป็น ป.7 ไม่ใช่ภาคบังคับเป็น ป.7 พร้อมกันทั่วประเทศ
             3)  แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2520 ประกาศใช้วันที่ 31 มี.ค.20  การศึกษาภาคบังคับ คือ ป.6
             4)  พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 ประกาศ ณ วันที่ 31 ธ.ค.45 บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.46  การศึกษาภาคบังคับ คือ ม.3

             ปัญหาอยู่ที่ แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 ไม่ได้บังคับเต็มพื้นที่พร้อมกันทั่วประเทศ ในแต่ละปีบางท้องที่ภาคบังคับคือ ป.4 บางท้องที่ภาคบังคับคือ ป.7

             ดูปี และท้องที่ ที่ทยอยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ระหว่างปี 2506-2521 จำนวน 25 จาก 27 ฉบับ ( 313 หน้า ) ที่เพิ่มการศึกษาภาคบังครับเป็น ป.7 ได้ที่
             https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/educationForce2503.pdf
              ( ไฟล์รวมนี้ ยังขาดอยู่ 2 ฉบับ ที่หาไม่พบ เพราะไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ
             - ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 14 เม.ย.13 ใช้ในท้องที่รวม 83 ตำบล
             - ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 มิ.ย.13 ใช้ในท้องที่รวม 35 ตำบล )

             ( ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://www.gotoknow.org/posts/329844 )



         2. คืนวันที่ 10 ก.ค.60 Nuttapol Marayart เขียนต่อท้ายโพสต์ผมบนไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ว่า· อ.ครับ ดูรายชื่อสมาชิก ชพค.ที่เสียชีวิต แต่ละเดือนเดือนละ 400-500 ท่าน อีกไม่กี่ปีครูจะหมดละ

             ผมตอบว่า   จะเสียชีวิตเดือนละกี่ร้อยกี่พัน ก็สอบบบรรจุคนใหม่แทนหมดครับ ( ถ้าออกก่อนเกษียณไม่ว่าจะออกเพราะเสียชีวิตหรือเหตุอื่น ๆ จะเกิดอัตราว่างที่สามารถบรรจุคนใหม่แทนได้ทันที่  ถ้าเกษียณ กระทรวงศึกษาฯจะได้อัตราข้าราชการครูเกษียณคืนภายหลังครบ 100 % )

             เพื่อเป็นข้อมูลช่วยให้คิดวิเคราะห์ได้ใกล้เคียง ผมขอนำเสนอสถิติจากการบรรยายของ รมว.ศธ. เมื่อ 27 ก.ค.59 ดังนี้
            
1)  แผนการบรรจุ ขรก.ครูใหม่ ระหว่างปี 2557-2562 เฉพาะ สพฐ.+สอศ. เฉลี่ย
                 
- สพฐ. 18,208 คน/ปี
                 
- สอศ. 305 คน/ปี
            
2)  จำนวนครูเกษียณ ระหว่างปี 2556-2570 = 7,566 - 28,246 คน/ปี เฉลี่ย 15 ปีนี้ เกษียณ 19,216 คน/ปี
            
3)  จำนวนอัตราข้าราชการครู ปี 59 เฉพาะที่มีอัตราเงินเดือน ( ถ้าอัตราตาม “กรอบอัตรา” จะมากกว่านี้ )
                 
- กศน. 770 คน
                 
- สอศ. 13,562 คน
                 
- สพฐ. 426,129 คน
            
 ( สถาบันการศึกษา รวมทุกแห่งผลิตครูเกินจำนวนครูที่ถึงแก่กรรม มาก  รวมทุกสถาบันเฉลี่ยผลิตครูปริญญาตรีปีละ 60,000 คน ยังไม่รวม ป.บัณฑิต อีกปีละ 7,000 คน )

             ส่วนสถิติ ข้อมูล ชพค. ชพส. ต่าง ๆ ( ผมเคยโพสต์ประเด็นนี้ 3 ครั้งแล้ว ) สามารถดูทางเว็บไซต์ได้ที่  http://www.otep-cpks.go.th  เช่น
            
1)  จำนวนสมาชิก ชพค.บางเดือนลดลงบางเดือนเพิ่มขึ้น โดยเดือน มิ.ย.60 = 956,335 คน มากกว่า ธ.ค.53 ซึ่งมี 853,397 คน เพราะโดยเฉลี่ย สมาชิกเข้าใหม่ มากกว่า จำหน่ายออก ( จำหน่ายออกเพราะ ถึงแก่กรรม+ลาออก+ให้ออกเช่นเพราะขาดการชำระค่าสงเคราะห์รายศพเป็นเวลานาน )
                  ดูข้อมูลจำนวนสมาชิกเข้าใหม่-จำหน่าย ในแต่ละเดือน ได้ที่
                 
http://www.otep-cpks.go.th/otepcpks/cpk-member-8/

             2)  สมาชิก ช.พ.ค. ไม่ได้มีแต่ข้าราชการครู และไม่ได้มีแต่ผู้ที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
                 
2.1  ผู้มีสิทธิสมัคร ช.พ.ค. จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาในสังกัดต่อไปนี้
                       
- กระทรวงศึกษาธิการ
                        
- องค์การมหาชน หรือองค์กรในกำกับ ของกระทรวงศึกษาธิการ
                       
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กทม., เทศบาล, เมืองพัทยา ฯลฯ)
                       
- กระทรวงอื่นที่โอนจากกระทรวงศึกษาธิการ
                       
- สหกรณ์ออมทรัพย์ครู
                 
2.2  ผู้สมัครจะต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์นับถึงวันสมัคร และต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
                       
- ครู
                       
- คณาจารย์
                       
- ผู้บริหารสถานศึกษา
                       
- ผู้บริหารการศึกษา
                       
- บุคลากรทางการศึกษาอื่น
                       
- ผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา  หรือ

                        - สมาชิกคุรุสภาสังกัดกระทรวงอื่น ที่เป็นสมาชิกก่อนวันที่ 12 มิ.ย.46


         3. ดึกวันที่ 10 ก.ค.60 Prapai Thongtip ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  กรณีนำบุคลากรในสถานศึกษาไปศึกษาดูงาน 4-5 วัน อัตราค่าที่พัก ค่าอาหาร หัวละเท่าใด หรือต้องดูระเบียบตัวไหน



             ผมตอบว่า   ผมเคยตอบเรื่องนี้แล้ว เช่น ในข้อ 5 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2015/09/51-55.html  เรื่องที่พัก-เบี้ยเลี้ยงนี้ มีระเบียบ 2 ฉบับ ที่แตกต่างกัน ( เราต้องรู้ว่าเป็นการเดินทางไปราชการ หรือ ไปฝึกอบรม )  คือ
             1)  พระราชกฤษฎีกา และ ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ 
             2)  มาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2556 ประกอบกับ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ.2555 ( ดาวน์โหลดได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/moneytrain55-56.pdf )

             กรณีที่ถามนี้ เป็นการ “นำบุคลากรในสถานศึกษาไปศึกษาดูงาน” จะเป็น การฝึกอบรมฯ ต้องดูระเบียบตามข้อ 2) ครับ

              ( การฝึกอบรมฯ ค่าที่พักเหมาจ่ายไม่ได้ ต้องเบิกจ่ายตามที่จ่ายจริง แนบใบเสร็จรับเงิน ) ไม่เกินอัตราที่กำหนด ถ้าไม่มีใบเสร็จรับเงินค่าที่พักก็เบิกไม่ได้
             บุคลากรที่เป็นจ้างเหมาบริการ ถือเป็นบุคคลภายนอก ซึ่งอัตราค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมจะไม่เท่ากับการฝึกอบรมข้าราชการประเภท ก. และตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมฯ ข้อ
18.- 19. กำหนดว่า การจัดฝึกอบรมบุคคลภายนอก ผู้จัดอบรมจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าอาหาร-ที่พัก-พาหนะ ทั้งหมด  ในกรณีที่สถานศึกษาหรือ กศน.จังหวัด ไม่ได้เป็นผู้จัดอบรมเอง ผู้รับจ้างเหมาบริการจะเบิกจากต้นสังกัดไม่ได้




         4. วันที่ 13 ก.ค.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  นักศึกษาจาก ซาอุดิอารเบีย เรียนที่ศูนย์การเรียน กศน.เจดดาห์ มาสมัครเรียนและนำผลการเรียนมาเทียบโอน แต่เอกสารที่ได้มา ( ตามภาพประกอบ ) คล้ายๆกับใบรับรอง ไม่ทราบว่าจะต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างไรบ้าง

             เรื่องนี้  ผมเห็นว่าใบรับรองมีลักษณะแปลก ๆ จึงถามต่อไปที่คุณกิตติพงษ์ กลุ่มพัฒนา กศน. ได้รับคำตอบว่า
             ใบนี้เป็นเอกสารรับรองภายในของศูนย์การเรียนต่างประเทศ นำมาใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ ต้องใช้ฉบับที่ ศกพ.กศน.ในไทย ( ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ) เป็นผู้ออกให้ จึงจะนำมาเป็นหลักฐานได้... ให้น้องเขาไปติดต่อ อ.กัญญา โทร 02-628-5329 ที่ ศกพ.กศน.





         5. สรุปเกณฑ์วิทยฐานะใหม่

             เกณฑ์วิทยฐานะใหม่มี 5 ข้อ
             1)  มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/วิทยฐานะ ในแต่ละระดับ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
             2)  มีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย้อนหลัง 5 ปีการศึกษา โดยต้องมีผลการประเมินที่ผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่า 3 ปีการศึกษา ( ประเมินผลงานที่ทำเป็นปกติ เป็นประจำทุกปีการศึกษา เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาโดยผู้อำนวยการสถานศึกษา )  ซึ่งจะมีการประเมิน 3 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการบริหารจัดการชั้นเรียน และด้านการพัฒนาตนเองและพัฒนาวิชาชีพ PLC ( Professional learning community : การมีส่วนร่วมหรือเป็นผู้นำในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ )
                  - ชำนาญการ/ชำนาญการพิเศษ ไม่ต้องมีผลงานวิชาการ
                  - เชี่ยวชาญ/เชี่ยวชาญพิเศษ เพิ่ม ผลงานวิชาการอย่างน้อย 2 รายการ โดย เชี่ยวชาญ ให้มีผลงานวิจัยในชั้นเรียนอย่างน้อย 1 รายการ ส่วนเชี่ยวชาญพิเศษ ให้มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาอย่างน้อย 1 รายการ
             3)  มีชั่วโมงการปฏิบัติงานครูในแต่ละปี ไม่น้อยกว่า 800 ชั่วโมง สำหรับขอวิทยฐานะครูชำนาญการและวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ, ไม่น้อยกว่า 900 ชั่วโมง สำหรับขอวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญและวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ
                  โดยในชั่วโมงการปฏิบัติงานนี้ต้องมีชั่วโมง PLC ในแต่ละปีรวมอยู่ด้วยไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง
                  ทั้งนี้ ต้องมีชั่วโมงการปฏิบัติงานครูขั้นต่ำตามที่ ก.ค.ศ.กำหนดแต่ละสังกัด รวมแล้วต้องมีชั่วโมงปฏิบัติงานในหน้าที่ครูผู้สอนเท่ากับ 4,000 ชั่วโมง รวมกับรายงาน Logbook ย้อนหลัง 5 ปี
             4)  คุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพ ( ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยหรือจรรยาบรรณวิชาชีพในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถ้าปีใดถูกลงโทษ ให้เริ่มนับ 1 ใหม่ )

             5)  ต้องผ่านการพัฒนาตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด คือ
                  5.1 การพัฒนาตนเอง
                       – เลือกอบรมหลักสูตรคูปองครู ที่สถาบันคุรุพัฒนารับรอง ตามความสนใจ โดย ผอ.อนุมัติให้อบรม ปีละไม่น้อยกว่า 12 ชม. แต่ไม่เกิน 20 ชม. ให้ครอบคลุม 3 องค์ประกอบ คือ ความรู้ ทักษะ และความเป็นครู ( อบรมในวันเสาร์อาทิตย์หรือช่วงปิดเทอม พัฒนาวิชาชีพ PLC ระหว่างการปฏิงานในหน้าที่ครูผู้สอน ) ควรเลือกหลักสูตรที่มีการติดตามผลออนไลน์ที่ให้ชั่วโมง PLC ที่ตรงกับบทบาทหน้าที่ด้วย และเลือกให้ครอบคลุม 3 องค์ประกอบ
                       – มีชั่วโมงการพัฒนาใน 5 ปี ไม่น้อยกว่า 100 ชม. หากไม่ครบ 100 ชั่วโมง สามารถนำชั่วโมง PLC ส่วน ที่เกิน 50 ชั่วโมงในแต่ละปีมานับรวมได้
                  5.2 จัดสรรเงินคูปองครูให้เฉพาะครูที่ลงทะเบียนอบรมแล้ว คนละ 10,000 บาท/ปีงบประมาณ ถ้าใช้เกินให้จ่ายเองถือว่าพัฒนาตนเอง ถ้าใช้ไม่หมดไม่สะสมไปปีต่อไป
                   ( ถ้าได้รับการพัฒนาในแต่ละปีครบตามเงื่อนไขที่กำหนด ถือว่าผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตามมาตรา 80 ด้วย ไม่ต้องอบรมก่อนแต่งตั้งอีก )

         6. เช้าวันเสาร์ที่ 15 ก.ค.60 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  ชำนาญการพิเศษ สามารถย้ายไปแทนตำแหน่งว่างชำนาญการได้มั้ย บางคนก็บอกได้บางคนก็ว่าไม่ได้

             ผมถามกลับว่า  ครู หรือ บรรณารักษ์ หรืออะไร  ผู้ถามบอกว่า ครู
             ผมตอบไปก่อนว่า  ครู ย้ายไปตำแหน่งวิทยฐานะที่ต่างกันได้
             หลังจากผมตอบไปแล้ว เพื่อความแน่ใจและมีรายละเอียด ผมจึงเรียนถามจากท่านสัจจา ผู้ทรงคุณวุฒิ กจ.กศน. อีกครั้ง ท่านบอกว่า
             การย้ายของ ขรก.ครู ไม่เกี่ยวกับวิทยฐานะ ย้ายไปได้
             แต่การย้ายของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) จะย้ายไปลงตำแหน่งที่วิทยฐานะต่างกลุ่มไม่ได้ ( ปฎิบัติการกับชำนาญการ ถือว่าอยู่ในกลุ่มอัตราเดียวกัน ปฏิบัติการย้ายไปลงตำแหน่งชำนาญการได้ ชำนาญการย้ายไปลงตำแหน่งปฏิบัติการได้  แต่ชำนาญการพิเศษเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ชำนาญการพิเศษจะย้ายไปลงตำแหน่งชำนาญการไม่ได้ และชำนาญการก็จะย้ายไปลงตำแหน่งชำนาญการพิเศษไม่ได้ )

         7. วันอาทิตย์ที่ 16 ก.ค.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ถ้าเป็นข้าราชการ และเป็นเจ้าหน้าที่การเงิน.. ในการตรวจรับพัสดุ ถ้าวงเงินเกิน 10,000 บาทจะต้องเป็นประธานตรวจรับทุกรายการหรือไม่... หลายแห่งเขาไม่ให้เจ้าหน้าที่การเงินเป็นกรรมการตรวจรับ(เพราะป้องกันการส่อเจตนา) แต่บางแห่งก็ถือบังคับว่าถ้าเป็นข้าราชการ แม้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินต้องตรวจรับพัสดุ พอจะมีแนวทางข้อเสนอแนะบ้างหรือไม่

             ผมตอบว่า  เคยตอบ 3-4 ครั้ง ว่า  แต่งตั้ง จนท.การเงิน เป็นกรรมการตรวจรับพัสดุได้  มีเพียงบอกว่าวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าตั้งผู้ตรวจรับคนเดียว ไม่ให้แต่งตั้ง ผู้มีหน้าที่จัดซื้อ/จัดจ้าง เป็นผู้ตรวจรับ  และไม่ให้ตั้งคนเดียวกันเป็นกรรมการที่ทำหน้าที่ต่อเนื่องกัน
             โดยเฉพาะถ้าหน่วยงาน/สถานศึกษานั้นมีข้าราชการ ต้องให้ข้าราชการเป็นประธานกรรมการ ฉะนั้นถ้ามีข้าราชการคนเดียวและเป็น จนท.การเงิน ก็ต้องให้ จนท.การเงินเป็นประธานกรรมการตรวจรับพัสดุทุกครั้ง  ( ผู้ตรวจรับ ถือเป็น ผู้ตรวจสอบ เมื่อผู้ตรวจรับไม่ใช่ผู้จัดซื้อ/จัดจ้าง ก็ไม่ส่อเจตนาทุจริต )
             แต่ถ้ามีข้าราชการหลายคน จะตั้ง จนท.การเงินเป็นกรรมการหรือไม่ก็ได้
             ดูคำตอบเดิม เช่นใน
             - ข้อ 6 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/548337
             - ข้อ 1 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/547851
             - ข้อ 5 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2016/02/v13-5.html
             - ข้อ 6 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2015/01/stopday.html
              ( ตามระเบียบกำหนดว่า
                - ในการซื้อหรือจ้างครั้งเดียวกัน ห้ามแต่งตั้งผู้ที่เป็นกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคา เป็นกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา  หรือแต่งตั้งผู้ที่เป็นกรรมการเปิดซองสอบราคาหรือกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา เป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ
                - การซื้อหรือจ้างในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท จะแต่งตั้งข้าราชการหรือลูกจ้างประจำคนเดียว ซึ่งมิใช่ผู้จัดซื้อหรือจัดจ้าง เป็นผู้ตรวจรับพัสดุหรืองานจ้างนั้น ก็ได้ )