แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ETV แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ETV แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558

1.“วันรักการอ่าน” เขียนเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร, 2.ภาค 1/58 ดู ETV 3 วิชาเหมือนเดิม, 3.ทำโครงการเดียว เป็นทั้งกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต(กพช.) และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน(กพผ.) ไม่ได้ !, 4.ให้ หาระเบียบว่า นศ.เทียบโอน ก็ต้องทำ กพช. 200 ชม. – สอบ N-NET วิชาเดียว ทำไมโปรแกรมให้จบ, 5.ต้องการให้ผู้สอบซ่อม จบ พร้อม/ไม่พร้อม รุ่น, 6.สอบซ่อมได้ 0 ก็ผ่าน !?, 7.คุณสมบัติสอบครูผู้ช่วย กศน.



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 30 มี.ค.58 Prachit Wisoungrea ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  คำแปลของ "วันรักการอ่าน" เป็นภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นทางการ คืออะไร

             เรื่องนี้  อ.ต้อม รุ่งอรุณ กลุ่มงานวิเทศสัมพันธ์ กลุ่มแผนงาน กศน. บอกว่า  โดยทั่วไป-โดยสากล จะใช้คำว่า Reading Day ก็ได้  แต่ถ้าต้องการระบุเฉพาะเจาะจงว่าวันที่ 2 เม.ย. เป็นวันรักการอ่าน ให้ใช้คำว่า The Love of Reading Day
             เช่น  2,April: The Love of Reading Day


         2. วันที่ 31 มี.ค.58 Etv Channel ตอบในเฟซบุ๊ค Etv Channel ว่า  ในภาคเรียนหน้า ( 1/58 ) จะมีการให้เรียน กศ.ขั้นพื้นฐาน ทาง ETV  3 วิชาเหมือนเดิม ( สำหรับ นศ.ที่ลงทะเบียนเรียน คณิต-วิทย์-อังกฤษ ม.ปลาย ในภาคเรียนที่ 1/58 )

             ครู กศน.ต้องทำแผนการสอนระดับ ม.ปลาย ใน 3 วิชานี้ ( ถ้าวิชาใด กศน.ตำบลนั้นไม่มี นศ.ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนนั้น ก็ไม่ต้องทำแผนฯวิชานั้น ไม่ต้องดู ETV ในช่วงเวลานั้น ใช้ช่วงเวลานั้นเรียนเรื่องอื่น ) วิชาละประมาณ 1 ชั่วโมง ให้สอดคล้องกับ ETV  คือ เป็นแผนการสอนรายวิชา ไม่ใช่แผนการสอนแบบบูรณาการ  และไม่ใช่สอนด้วยวิธีอื่น แต่เป็นการสอนด้วย “วิธีสอนแบบใช้สื่อโทรทัศน์”  ซึ่งมีขั้นตอนการสอนใหญ่ ๆ 3 ขั้นตอน คือ
             ขั้นที่ 1  นำเข้าสู่บทเรียน ดึงความสนใจ เตรียมผู้เรียนก่อนการรับชมสื่อโทรทัศน์ ( 7-15 นาที )
             ขั้นที่ 2  ชมสื่อโทรทัศน์ ( 30 นาที )
             ขั้นที่ 3  อธิบายเพิ่มในส่วนที่สังเกตเห็นว่านักศึกษาไม่เข้าใจ-ทำกิจกรรม-และวัดผลประเมินผลหลังการรับชมสื่อโทรทัศน์ ( 7-15 นาที )
             ดูรายละเอียดแต่ละขั้นที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/ETVteacherRole.pdf

             การจะทำแผนการสอนนี้ได้ ต้องรู้เนื้อหา ซึ่งเนื้อหาแต่ละครั้งจะเหมือนกับภาคเรียนที่ผ่านมา  ดูได้ที่
             https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/Compressrd/ETVmanual.rar

         3. เช้าวันที่ 3 เม.ย.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค ว่า  กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต(กพช.) กับ กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน(กพผ.) เป็นคนละอย่างกัน  สำนักงาน กศน. ( โดย กป. ) กำหนดกรอบการจัดกิจกรรมคนละกรอบ
             กรอบการจัด กพช. ฉบับล่าสุดเป็นปี
2555 ตอนนี้ยังไม่ได้กำหนดใหม่ ดูข้อมูลได้ในข้อ 7 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/550293  ในกรอบนี้ยังให้ทำ กพช. 100 ชั่วโมง ยังไม่ได้แก้กรอบตามหนังสือแจ้งที่ให้เพิ่มเป็น 200 ชั่วโมง   ส่วนกรอบการจัด กพผ. เดิมเป็นฉบับปี 2556 ตอนนี้กำหนดใหม่เป็นฉบับปี 2558 ดูได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/DOC/fameqoalitystudent58.doc

             กพช. กับ กพผ. มีข้อแตกต่างกันดังนี้

             1)  กพช. ให้เสนอโครงการโดย นศ. แต่ กพผ. สถานศึกษาเป็นผู้จัดทำแผน

             2)  กรอบกิจกรรมที่ให้ทำได้ ของ กพช. กับ กพผ. เป็นคนละกรอบกัน  ( แต่กิจกรรมต่าง ๆ นี้ ก็มีบางกิจกรรมที่เป็นได้ทั้ง กพช. และ กพผ. )

             3)  กพช. กำหนดเป้าหมายเป็นจำนวนชั่วโมงของ นศ.แต่ละคน ๆ ละ 200 ชั่วโมง ( มีนโยบายให้ นศ.ทยอยทำ กพช.ภาคเรียนละ 50 ชั่วโมง แต่ไม่บังคับว่าต้อง 50 ชั่วโมงพอดี )  แต่ กพผ. กำหนดเป้าหมายเป็นจำนวนเงินจัดสรร เงินอุดหนุนงบพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามจำนวน นศ.ที่ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนนั้น โดยให้จัดแล้วเสร็จภายในแต่ละภาคเรียน

             4)  กพช. ใช้งบเงินอุดหนุนรายหัว(ที่ไม่ใช่งบพัฒนาผู้เรียน)ได้ โดยในกรณีเข้าค่ายคุณธรรม ถ้าเงินอุดหนุนรายหัวไม่เพียงพอ ให้เก็บจากนักศึกษาที่สมัครใจเข้าค่ายได้อย่างประหยัด  ถ้านักศึกษารายใดไม่สมัครใจ ให้นักศึกษารายนั้นทำกิจกรรมแบบศึกษาด้วยตนเอง  แต่ กพผ. ไม่ให้เก็บเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้เรียนอีก ให้ใช้เฉพาะงบ กพผ.

             วันที่ 18 มี.ค.58 ผมถาม กป.กศน. ว่า จัดโครงการ ( เลือกกิจกรรมที่มีทั้งในกรอบ กพช. และกรอบ กพผ. ) โดยให้โครงการเดียวเป็นทั้ง กพช. และ กพผ. ได้หรือไม่  อ.เอื้อมพร กป.ตอบว่า คงจะไม่ได้ เพราะ กพช.กับ กพผ.แตกต่างกัน  ผมบอกว่า ในทางปฏิบัติ แค่ กพช. 200 ชม.ก็ทำกันไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ถ้าต้องทำ กพผ.ต่างหากอีก ในทางปฏิบัติจะทำจริงไม่ได้  อ.เอื้อมพรบอกว่า จะหารือกลุ่มงานคลังอีกครั้ง

             วันที่ 2 เม.ย.58 ผมติดตามถาม กป.กศน.อีกครั้ง  อ.วรัตน์ กป. ยืนยันว่า ทำโครงการเดียวจะให้เป็นทั้ง กพผ.และ กพช.ด้วย ไม่ได้ เพราะ กพช.กับ กพผ.เป็นคนละอย่างกัน

             นอกจากนี้ อ.วรัตน์ ยังบอกว่า ที่ กพช.ให้เก็บเงินสมทบจากนักศึกษาสมัครใจได้อย่างประหยัดนั้น เก็บได้เฉพาะกรณีเข้าค่ายคุณธรรมเท่านั้น ( เจตนาหมายถึงเข้าค่ายคุณธรรมร่วมกับเครือข่ายวัดพระธรรมกาย )  ถ้าเป็นโครงการอื่นจะเก็บเงินจากนักศึกษาไม่ได้

         4. เย็นวันที่ 10 เม.ย.58 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  เรื่อง กพช 200 ชม. ใช้กับ นศ. ที่สมัครเรียนตั้งแต่ภาค 2/56 ซึ่งบังคับใช้กับ นศ.ทุกคนไม่ว่าจะเป็น นศ.ปกติหรือเทียบโอนใช่ไหม .. ครูไม่ยอม เถียงฉันซึ่งเป็นนายทะเบียน หัวชนฝา อยากจะให้เด็กจบอย่างเดียว อยากได้แต่ นศ. อ้างว่าเทียบโอนแล้ว ท้าให้ฉันหาระเบียบมาให้ดู  ฉันค้นไม่เจอ เจอแต่ประกาศที่ให้เริ่ม กพช. 200 และฉันเอาคู่มือหลักสูตร 51 ให้ดูเรื่องการทำ กพช. ในคู่มือบอกว่า กพช.ไม่สามารถเทียบโอนได้ แต่มันไม่ชัดเจนว่าครอบคลุม นศ.เทียบโอนหรือไม่  ทำอย่างไรดี จะอ้างระเบียบหรือคำสั่งอะไร

             ผมตอบว่า
             1)  ประเด็นที่ ในคู่มือบอกว่า กพช.ไม่สามารถเทียบโอนได้ นั้น คือ กพช.เทียบโอนต่างหลักสูตรไม่ได้ ต้องมาทำ กพช.ใหม่ทั้งหมด แม้แต่หลักสูตร กศน.ด้วยกัน เช่น ทำ กพช.ตอนเรียนหลักสูตร กศน.ปี 44 ถ้าเรียนไม่จบ เมื่อเทียบโอนมาเรียนต่อในหลักสูตร กศน.ปี 51 ต้องมาทำ กพช.ใหม่ทั้งหมด เพราะถือเป็นคนละหลักสูตร  แต่ถ้าเป็นหลักสูตรเดียวกัน เช่น ทำ กพช.ในหลักสูตร กศน.ปี 51 แล้วย้ายไปเรียนที่ กศน.อำเภออื่นในหลักสูตร 51 เช่นกัน อย่างนี้โอน กพช.ไปได้ ( หลักสูตรเดียวกัน จะเป็นการ “โอน” ไม่ใช่ “เทียบโอน” )
             2)  ประเด็น นศ.เทียบโอน ถึงจะเทียบโอนแล้วเรียนภาคเรี ยนเดียวจบ ก็ต้องทำ กพช. 200 ชั่วโมง  ถ้าไม่สามารถทำ กพช.ได้ครบ 200 ชั่วโมง ก็เรียนภาคเรียนเดียวไม่จบ ภาคเรียนต่อไปทำแต่ กพช.อย่างเดียว
                   ที่ให้หาระเบียบว่า กพช. 200 ชม. ครอบคลุม นศ.เทียบโอนด้วย นั้น  ตามหลักสูตร กำหนดเงื่อนไขการจบหลักสูตรไว้ 4 ข้อ โดยข้อ 2 คือ ผ่าน กพช. ไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมง โดยไม่ได้ระบุว่ายกเว้นเทียบโอนหรือยกเว้นใคร  ซึ่ง นศ.ทุกคนต้องผ่านเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อนี้จึงจะจบ  ต้องบอกให้เขาเป็นฝ่ายหาระเบียบว่า เทียบโอนแล้วไม่ต้องทำ กพช. หรือเทียบโอนแล้วให้ทำ กพช.กี่ชั่วโมง มีระเบียบอะไรตรงไหนที่บอกว่าเงื่อนไขการจบยกเว้นกรณีเทียบโอน
                   ( ถ้าเขาบอกให้หาระเบียบว่า ผู้หญิงต้องทำ กพช. เท่ากับผู้ชาย เราต้องบอกให้เขาเป็นฝ่ายหาระเบียบว่าผู้หญิงไม่ต้องทำ กพช.เท่ากับผู้ชาย เพราะ เงื่อนไขในหลักสูตรไม่ได้ยกเว้นผู้หญิงไว้  ไม่ใช่ให้เราเป็นฝ่ายหาระเบียบที่ระบุว่าผู้หญิงต้องทำ กพช.เท่ากับผู้ชาย )
                   โปรแกรม ITw จะไม่รับรู้การพูด/การเถียง ถ้าระบุเงื่อนไขในตารางระบบว่า กพช. 200 ชั่วโมง แล้วถ้า นศ.รายใดยังมี กพช.ไม่ครบ 200 ชั่วโมง โปรแกรมก็ไม่สามารถออกใบ รบ.ว่าจบ ให้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเทียบโอนมากแค่ไหน ไม่ต้องเถียงกันให้เสียเวลาหรอก

             ผู้ถาม ถามต่ออีกเรื่อง ว่า  นศ. สอบ n net เพียง 1 สาระ เมื่อเราเอาคะแนนเข้าเครื่อง IT และประมวลผลผู้จบหลักสูตรทำไมมีรายชื่อจบทั้งๆที่สอบไม่ครบ 2 สาระ  เคยได้ยินว่าต้องสอบครบทั้ง 2 สาระ
             ผมตอบว่า  การสอบ N-NET มี 2 วิชา หรือ 2 ฉบับ เมื่อสอบครบ 2 วิชา/ฉบับ ในภาคเรียนใด จึงจะบันทึกในโปรแกรม ITw ที่เมนู 1-5-1 ( ขั้นตอนการดำเนินงาน - บันทึกการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ - บันทึกการประเมิน ) ว่า "เข้ารับการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติในภาคเรียน .../..." ( ที่บรรทัดสุดท้าย )
             ถ้ายังสอบไม่ครบ 2 วิชา หรือ 2 ฉบับ ก็ยังไม่ต้องระบุภาคเรียนตรงบรรทัดสุดท้ายนี้
             ถ้าระบุภาคเรียนตรงบรรทัดสุดท้ายนี้ โปรแกรม ITw จะถือว่าผ่านเงื่อนไขการเข้ารับการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติแล้ว  ส่วนคะแนนแต่ละวิชา/ฉบับ แม้ยังไม่ใส่คะแนนเลยซักวิชา โปรแกรมก็ให้จบ เพราะเงื่อนไขอยู่ตรงที่ว่าเข้าสอบแล้วในภาคเรียนใด คะแนนจะได้ 0 หรือได้เท่าไรก็ไม่เกี่ยว
             เช่น ภาคเรียนที่ 57/1 เข้าสอบวิชาเดียว ยังไม่ครบ 2 วิชา ก็ยังไม่ต้องระบุภาคเรียนในช่องบรรทัดสุดท้ายนี้ ส่วนคะแนน 1 วิชานั้น จะกรอกไว้เลยก็ได้  ต่อมาภาคเรียนที่ 57/2 มาสอบเพิ่มอีก 1 วิชา ทำให้ครบ 2 วิชาในภาคเรียนที่ 57/2 ก็ระบุในช่องบรรทัดสุดท้ายนี้ว่า 57/2 โปรแกรมก็จะไม่ยอมให้จบก่อนภาค 57/2
             โปรแกรมจะดูที่ตรงนี้ที่เดียว ไม่ได้สนใจตรงคะแนนแต่ละวิชาเลย ไม่กรอกคะแนน N-NET เลยก็จบถ้ากรอกภาคเรียนในช่องบรรทัดสุดท้ายนี้ช่องเดียว ( ถ้าต้องกรอกคะแนนจึงจะจบ จะออกใบ รบ.ให้ นศ.ล่าช้า เพราะสอบ N-NET ไปแล้ว กว่าจะรู้คะแนนก็เป็นเดือน ประเด็นนี้เคยตอบแล้ว เช่นในข้อ 1 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/481848 )


         5. วันอาทิตย์ที่ 12 เม.ย.58 Hataigan Chumpram กศน.อ.โคกโพธิ์ ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  การอนุมัติผู้จบหลักสูตร หลักสูตร 51 จำเป็นไหมที่นักศึกษาจะต้องจบ 2 ครั้ง ครั้งแรกจบก่อนสอบซ่อม ครั้งที่ 2 จบหลังสอบซ่อม ของปัตตานี ส่งรายงานวันที่ 20 เมษายน 58 แต่สอบซ่อมเสร็จไปแล้วเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ประมวลผลจบรอบแรกแต่คนที่สอบซ่อมก็มีชื่อมาปะปนด้วย

             ผมตอบว่า   ไม่จำเป็นต้องแยกจบ 2 ครั้ง โดยในแต่ละภาคเรียน จะจบ 1 ครั้ง 2 ครั้ง 8 ครั้ง ก็ได้ ( นศ.บางคนภาคเรียนก่อนไม่จบ เพราะขาด กพช.อย่างเดียว ภาคเรียนนี้ เปิดภาคเรียนมาทำ กพช.ครบภายในเดือนแรก ก็จบเป็นพิเศษคนเดียวในครั้งนั้นตั้งแต่เดือนแรกก็ได้ คือใครครบเงื่อนไขการจบหลักสูตร 4 เงื่อนไขเมื่อใด ก็อนุมัติให้จบได้ตลอดเวลา )
             ถึงแม้จะมีการสอบซ่อม ถ้าสามารถจัดสอบซ่อม ( หรือจัดให้สอบ e-Exam หรือทำ กพช.ครบ ) ก่อนที่จะประมวลผลผู้จบหลักสูตรเพื่อรายงาน GPA ส่งกลุ่มแผนงาน ก็รวมเป็นจบพร้อมกันได้
             แต่ถ้าหลังจากประมวลผลส่งผู้จบหลักสูตรให้กลุ่มแผนงานไปแล้ว ยังมีผู้จบหลังจากนั้น ( ก่อนเปิดภาคเรียนถัดไป ) เพิ่มเติมอีก เช่นบางแห่งจัดสอบซ่อมช้า บางคนเพิ่งสอบ e-Exam ในเดือน เม.ย. คนกลุ่มนี้ก็จะ "จบไม่พร้อมรุ่น"

             ผู้ถาม ถามต่อ ว่า  ผอ.จะให้จบ 2 ครั้ง แต่พอประมวลผล คนที่สอบซ่อมก้อจบด้วย
              ผมตอบว่า  ทำไมต้องแยกให้จบ 2 ครั้งด้วย  แต่ถ้าจะแยก ก็ต้องประมวลผลครั้งแรกโดยยังไม่ลงคะแนนการสอบซ่อม เมื่อประมวลผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงบันทึกคะแนนผลการสอบซ่อม แล้วประมวลผลอีกครั้ง จึงจะทำให้ผู้ที่สอบซ่อม จบไม่พร้อมรุ่น
             ผู้ถาม บอกต่อ ว่า  เข้าใจแล้ว เป็นเพราะลงทะเบียนสอบซ่อมก่อนประมวลผล
              ผมตอบว่า  ลงทะเบียนสอบซ่อม กับ บันทึกคะแนนสอบซ่อม คนละอย่างกันนะ แค่ลงทะเบียนสอบซ่อม ยังไม่ทำให้จบ  แต่ถ้าลงคะแนนสอบซ่อมไปแล้ว และมาประมวลผลภายหลังไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องแก้เป็นจบ 2 ครั้ง  แต่ถ้าจะแก้เป็นจบ 2 ครั้งก็ทำได้ โดยต้องแก้วันจบของผู้สอบซ่อมเป็นราย ๆ ไป ดูวิธีแก้ในข้อ 1 (1) ที่ https://www.gotoknow.org/posts/484069

         6. วันที่ 17 เม.ย.58 อ.เอมอร นายทะเบียน กศน.อ.พระนครศรีอยุธยา ถามผมทางโทรศัพท์ ว่า  ภาคเรียนนี้พบว่า นักศึกษาไม่ตั้งใจสอบซ่อม คงเพราะรู้แล้วว่า สอบซ่อมได้ 0 ก็ผ่านถ้าคะแนนระหว่างภาคได้ถึง 50 จากคะแนนเต็ม 60 แล้ว  ( เกณฑ์การตัดสินคะแนนปลายภาค 30 % นั้น ใช้กับคะแนนปลายภาควิชาบังคับเท่านั้น  เมื่อคะแนนปลายภาครวมกับคะแนนระหว่างภาคไม่ถึง 50 จากคะแนนรวม 100 หรือ คะแนนปลายภาควิชาบังคับไม่ถึง 12 คะแนน ก็จะตัดคะแนนปลายภาคทิ้งไปเลย ใช้คะแนนการประเมินซ่อมแทนคะแนนปลายภาค ซึ่งส่วนกลางไม่กำหนดเกณฑ์การตัดสินคะแนนการประเมินซ่อมไว้ )

             อ.เอมอร ถามว่า ถ้าจะกำหนดเกณฑ์การตัดสินคะแนนการประเมินซ่อม ลักษณะเดียวกับการกำหนดเกณฑ์การตัดสินคะแนนปลายภาควิชาบังคับ 30 % จะกำหนดในโปรแกรม ITw อย่างไร ?

             ( กลุ่มพัฒนา กศน. บอกว่า สถานศึกษามีอำนาจใช้ดุลยพินิจกำหนดระเบียบการวัดผลและประเมินผล โดยจะกำหนดเกณฑ์การตัดสินคะแนนปลายภาควิชาเลือก และคะแนนประเมินซ่อม เป็นเท่าไร หรือไม่ ก็ได้  ซึ่งก็มีบางอำเภอกำหนดแล้ว )

             เรื่องนี้  วันที่ 17 เม.ย.58 ผมแจ้งคุณสุขุม ศรีวิไลฤทธิ์ ผู้พัฒนาโปรแกรม ITw  คุณสุขุมได้เพิ่มให้สถานศึกษาสามารถกำหนดเกณฑ์การตัดสินคะแนนปลายภาควิชาเลือก และคะแนนการประเมินซ่อม ในตัวแปรระบบของโปรแกรมได้ตามระเบียบของสถานศึกษาแล้ว  ( จะกำหนดเท่าไร หรือไม่ ก็ได้ )

         7. คืนวันที่ 23 เม.ย.58 Noo-ning Chompoo ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  ตำแหน่งครูผู้สอนคนพิการปฏิบัติการสอน 3 ปีขึ้นไป มีสิทธิสอบครูผู้ช่วย กศน.หรือเปล่า  มีใบประกอบวิชาชีพแล้ว  ต้องมีเอกด้วยเปล่า  จบสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคมมีสิทธิสอบมั๊ย

             ผมตอบว่า   เขียนเรื่องนี้บ่อยแล้ว เช่นในข้อ 1 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2014/03/44.html
             ถ้าคุณสมบัติครบก็มีสิทธิสมัครสอบ  คุณสมบัติมีหลายข้อ เช่น
             1)  เป็นบุคลากรในสังกัด กศน. ที่มีหน้าสอน กศ.ขั้นพื้นฐาน 3 ปีขึ้นไป  ( ครูผู้สอนคนพิการของ กศน.ที่สอน กศ.ขั้นพื้นฐาน 3 ปีขึ้นไป ก็ผ่านคุณสมบัติข้อนี้ )
             2)  มีปริญญาทางการศึกษาหรือทางอื่นที่ ก.ค.ศ.กำหนด
                  การจะตรวจสอบว่าปริญญาใด ก.ค.ศ.กำหนดนั้น ใคร ๆ ก็เข้าไปตรวจสอบที่เว็บไซต์ ก.ค.ศ.ได้  เคยอธิบายวิธีตรวจสอบ 3-4 ครั้งแล้ว  ซึ่งการจะตรวจสอบจะบอกแต่ชื่อสาขาวิชาเอกคร่าว ๆ อย่างนี้ไม่ได้ ต้องบอกชื่อสาขาวิชาเอกให้ถูกต้องตามคุณวุฒิทุกคำ และระบุสถาบันที่เรียนจบมาด้วย มิฉะนั้นโปรแกรมตรวจสอบของเว็บ ก.ค.ศ.อาจหาไม่พบ กลายเป็นไม่ใช่ปริญญาที่ ก.ค.ศ.กำหนด
             3)  มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือใบอนุญาตปฏิบัติการสอน  ถ้าเป็นแค่ "หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยไม่มีใบอนุ ญาตประกอบวิชาชีพ" จะใช้ไม่ได้  ( ต้องดูสิ่งที่ใช้คำสั้น ๆ คร่าว ๆ ว่า "ใบประกอบวิชาชีพ" นั้น มันคืออะไรแน่ )   การจะได้ "ใบอนุญาตปฏิบัติการสอน" ที่ใช้ได้นั้น ต้องเป็นผู้ผ่าน 9 มาตรฐานวิชาชีพครูหรือผ่าน ป.บัณฑิตแล้ว  (ลองอ่านในข้อ 6 ที่  http://www.gotoknow.org/posts/514112  ให้ละเอียด )
             คน กศน.ชอบเขียนอะไรสั้นๆคร่าวๆ แล้วทำให้เข้าใจผิด เช่นเขียนชื่อสาขาวิชาเอกคร่าว ๆ เท่าที่ตนจำได้  เขียนคำว่า “หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ” เป็น “ใบอนุญาตปฏิบัติการสอน” ทั้งๆที่เป็นคนละใบกัน
             เวลาให้กรอกแบบสำรวจอะไร คน กศน.ก็กรอกไม่ครบทุกช่อง คิดว่าการกรอกครบทุกช่องเป็นเรื่องหยุมหยิม
             4)  ต้องดูว่าการสอบครูผู้ช่วย ของ กศน.ครั้งต่อไป กำหนดวิชาเอกหรือไม่ ถ้ากำหนดวิชาเอก ก็สมัครสอบได้เฉพาะผู้จบเอกตรงกับที่กำหนด

            


วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

1.เป็น ขรก.ต่อจากเป็นพนักงานราชการ ไม่ให้นับอายุราชการรวมเพื่อการขอเครื่องราชฯ, 2.เรียน ETV ทาง YouTube-DVD, 3.ค่าเสี่ยงภัยชายแดนใต้, 4.แพทย์ประจำตำบล+อื่นๆ เป็นครู ศรช.?, 5.ชื่อหน่วยงาน กศน.ภาษาอังกฤษ, .ไม่ต้องมีคณะกรรมการห้องสมุด, 7.ตรงไหนบอกว่าเรียน กศน.ต้องอายุ 15 ปี, เด็กวัยเรียนไม่ต้องใช้เวลาเรียน 3 ปี 6 ปี



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. คืนวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย.57 Yotin Cheameungpan ถามในหน้าเฟซบุ๊คผม ว่า  การขอเครื่องราช.. เป็น พรก.แล้วสอบเป็นข้าราชการจะขอเครื่องราช.. นับเวลารวมกันได้หรือไม่.. เช่นเป็น พรก. 3 ปีสอบได้ข้าราชครูผู้ช่วยทำงานได้ 2 ปีจะต่อเนื่องได้หรือไม่

             ผมตอบว่า  เรื่องการขอเครื่องราชฯนับเวลารวมกันไม่ได้ ต้องเริ่มนับใหม่  แต่ เครื่องราชฯที่เคยได้รับพระราชทานตอนเป็นพนักงานราชการแล้ว ไม่ต้องขอซ้ำอีก  ดูรายละเอียดที่เคยตอบแล้ว ในข้อ 2.4 ที่ https://www.gotoknow.org/posts/472755  ซึ่งตอบว่า การนับเวลาทำงานให้ครบ 5 ปี เพื่อขอครื่องราชอิสริยาภรณ์ จะนำเวลาช่วงที่เคยเป็นพนักงานราชการมารวมกับช่วงที่เป็นข้าราชการด้วยไม่ได้ เพราะเป็นคนละประเภทกัน ต้องเริ่มนับใหม่   แต่ผู้ที่เคยเป็นพนักงานราชการนานจนได้เครื่องราชฯแล้ว เมื่อลาออกมาเป็นข้าราชการ ไม่ต้องคืนเหรียญเครื่องราชฯ ( การลาออก การเกษียณ ยังไม่ต้องคืนเหรียญเครื่องราชฯ แต่ให้ญาติคืนเมื่อเสียชีวิต ) ถ้าไม่ใช่การเรียกคืนเพราะมีความผิด จะคืนเหรียญเครื่องราชฯที่ได้จัดสรร ( ไม่ได้ซื้อเอง ) ใน 2 กรณี ได้แก่ กรณีได้เครื่องราชฯชั้นสูงขึ้นในตระกูลเดียวกัน คือตระกูลช้างเผือกหรือตระกูลมงกุฎ ไทย ให้คืนเหรียญชั้นรอง เก็บไว้ได้เพียง 2 เหรียญ ( ตระกูลละ 1 เหรียญ ) และ กรณีเสียชีวิต ( อาจนำไปประดับในพิธีศพ เสร็จแล้วญาติต้องส่งคืนหรือซื้อไว้ )
             ผู้ที่เคยเป็นพนักงานราชการนานจนได้เครื่องราชฯแล้ว เมื่อลาออกมาเป็นข้าราชการ ถ้าถึงเวลาที่มีสิทธิเสนอขอเครื่องราชฯที่เคยได้รับตอนเป็นพนักงานราชการแล้ว ไม่ให้ขอซ้ำใหม่อีก ( ฝ่ายการเจ้าหน้าที่คงต้องสำรวจประวัติเดิมไว้ เจ้าตัวก็คงต้องบอกฝ่ายการเจ้าหน้าที่ว่าเคยได้รับเหรียญใดแล้ว ไม่ต้องขอให้ซ้ำอีก )

         2. วันเดียวกัน ( อาทิตย์ที่ 16 พ.ย.) “ETV CET” บอกผมว่า   ทางสถานี ETV จะจัดทำสำเนา DVD รายการสอนวิทย์-คณิต-อังกฤษ ส่งให้ภายหลังจากการออกอากาศครบ 10 ตอนแรกของแต่ละวิชา

             ช่วงนี้รับชมย้อนหลังได้ที่
             - youtube :  https://www.youtube.com/channel/UCRmx397mqTaGfXMZxuKf3SA หรือ
             - เว็บไซต์ ETV :  http://www.etvthai.tv/OndeMAnd/Ondemand.aspx หรือ
             - เฟซบุ๊ค ETV :  https://www.facebook.com/pages/ETV-Thailand/542374389222444

         3. คืนวันที่ 19 พ.ย.57 ผมเผยแพร่เรื่องค่าเสี่ยงภัยชายแดนใต้ ในเฟซบุ๊ค ว่า
             ช่วยกันหาข้อสรุป เพื่อพี่น้องอัตราจ้าง ชายแดนใต้..

             เมื่อประมาณ 1 เดือนมาแล้ว มีผู้ถามผมจากชายแดนใต้ 3 คน ถามเกี่ยวกับค่าเสี่ยงภัยชายแดนใต้ เช่น ปีนี้จะได้เมื่อไร ลูกจ้างจะได้ทุกคนไหม ไม่เห็นสำรวจข้อมูลลูกจ้างที่ไม่เคยได้ ....
             ไม่รู้ว่าถึงวันนี้ ข้อสงสัยเหล่านี้จะคลี่คลายไปหรือยัง  ผมเพิ่งจะถามข้อมูลจากหัวหน้ากลุ่มงานงบประมาณ กลุ่มแผนงาน กศน. เมื่อวันที่ 18 พ.ย.57
             หัวหน้ากลุ่มงานงบประมาณเล่าให้ฟังว่า   คน กศน.เราแจ้งว่า ครม.อนุมัติให้ลูกจ้างทุกประเภท รวมทั้งจ้างเหมาบริการ ในจังหวัดชายแดนใต้ ได้รับเงินค่าตอบแทนเพิ่มค่าใช้จ่ายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2,500 บาท/เดือน ( เบี้ยเสี่ยงภัย )   กลุ่มแผนงานฯจึงได้จัดสรรเงินดังกล่าวโอนไปให้ที่ สนง.กศน.จังหวัดชายแดนใต้แล้ว โดยมีการสำรวจก่อนหน้านั้นแล้วว่ามี 600 กว่าคน โอนเงินไปแล้ว 6 เดือน ( ต.ค.57 – มี.ค.58 ) คนละ 2,500 บาท/เดือน รวมทั้งเงินเพิ่มคนละ 1,000 บาท สำหรับข้าราชการ+ลูกจ้างประจำ+พนักงานราชการ ที่เคยได้รับ 2,500 บาท ให้ได้รับเป็น 3,500 บาท ก็โอนไปแล้วเช่นเดียวกัน

             แต่หลังจากโอนเงินไปแล้ว ได้อ่านมติ ครม. พบว่า ไม่ได้ใช้คำว่า “ลูกจ้างทุกประเภทรวมทั้งการจ้างเหมาบริการ” แต่ใช้คำว่า “ลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภท” ซึ่ง ตามความหมายของกระทรวงการคลัง คำว่าลูกจ้าง ไม่ใช่อย่างที่พวกเราเข้าใจกัน ( แม้แต่ ครู ศรช. กรมบัญชีกลางก็เคยตอบข้อหารือของ กศน. มาว่า ครู ศรช.ไม่ใช่ลูกจ้าง )   กลุ่มแผนงานฯจึงแจ้ง สนง.กศน.จังหวัดชายแดนใต้ว่า ให้ชลอการจ่ายเงินในส่วนนี้ไว้ก่อน ถึงแม้จัดสรรเงินไปแล้ว ถ้าจ่ายให้ผู้ไม่มีสิทธิ์ได้รับ ก็จะต้องส่งคืนในภายหลัง  จึงให้หาข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า สามารถจ่ายให้ “ลูกจ้างทุกประเภทรวมทั้งการจ้างเหมาบริการ” ส่งไปให้กลุ่มแผนงานก่อน  แต่จนขณะนี้ก็ยังเงียบไป

             ผมไม่ทราบว่า สนง.กศน.จังหวัดชายแดนใต้ดำเนินการไปอย่างไรแล้ว
             เรื่องนี้ ผมค้นข้อมูลพบว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค.56 ครม.มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( กพต.) เสนอ ดังนี้
             ให้จ่ายเงินโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาใน 2 กลุ่ม คือ
             1)  ข้าราชการครู พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ สังกัด ศธ. เดิมเคยได้รับคนละ 2,500 บาทต่อเดือน ให้ได้รับเพิ่มเป็น 3,500 บาทต่อเดือน และ
             2)  ครูโรงเรียนเอกชนในระบบอาจารย์  พนักงานในมหาวิทยาลัยเอกชน  ลูกจ้างชั่วคราว  ครูอัตราจ้าง  วิทยากรสอนศาสนาอิสลาม  ในสังกัดหน่วยงานของ ศธ. ที่ไม่เคยได้รับค่าเสี่ยงภัยมาก่อน ให้ได้รับเงินพัฒนาคุณภาพการศึกษาคนละ 2,500 บาทต่อเดือน

             ทำอย่างไรจึงจะได้ข้อสรุปที่เชื่อถือได้ว่า ข้อ 2) ครอบคลุม “ลูกจ้างทุกประเภทรวมทั้งจ้างเหมาบริการ” ของ กศน.หรือไม่
             จะถาม สพฐ.ว่าเขาจ่ายเงินค่าเสี่ยงภัยให้ลูกจ้างลักษณะใดบ้าง รวมผู้รับจ้างเหมาบริการด้วยไหม   หรือ สนง.กศน.จังหวัดชายแดนใต้จะทำหนังสือหารือ กพต. แล้วส่งหนังสือตอบของ กพต.ให้สำนักงาน กศน. ดีไหม ... หรือควรทำอย่างไรครับ ...

         4. วันที่ 20 พ.ย.57 Pattanan Dondee ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  แพทย์ประจำตำบลหรือตำแหน่งต่างๆ ในชุมชน โดยรับค่าตอบแทนแล้ว สอบเป็นครู ศรช.ได้ แต่ยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งเดิม สามารถปฏิบัติงานได้ทั้งสองอย่างหรือไม่

             ผมตอบว่า  เรื่องนี้  อ.ชลดา นักวิชาการตรวจสอบภายในชํานาญการ สํานักงาน กศน. บอกว่า  ตามหลักการคือ เวลาทำงานของสองตำแหน่งนี้จะซ้ำซ้อนหรือเหลื่อมซ้อนกันไม่ได้  โดยเวลาทำงานของครู ศรช. ต้องทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละ 8 ชั่วโมง  แต่ไม่ทราบว่าเวลาทำงานของแพทย์ประจำตำบลหรือตำแหน่งอื่น ๆ ในชุมชน นั้น เป็นอย่างไร  ถ้าเป็นตำแหน่งที่มีเงินเดือน/ค่าตอบแทน แม้เวลาทำงานของเขาไม่แน่นอน  การที่ไม่แน่นอนนี้ก็อาจมีเวลาซ้ำซ้อนกันในบางช่วงเวลา ลักษณะนี้ก็ไม่ได้ ต้องเลือกลาออกจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง

         5. เช้าวันที่ 21 พ.ย.57 ผมเผยแพร่เรื่องชื่อภาษาอังกฤษของหน่วยงาน กศน.ต่าง ๆ ในเฟซบุ๊ค ว่า  ควรจะศึกษาไว้ อย่างน้อยก็รู้ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอีก 4-5 คำ
             ชื่อ กศน.ตำบล คำเต็มภาษาไทย คือ "ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตำบล...." หรือ
"ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยแขวง...." ( อ้างอิงตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยแหล่งเรียนรู้ราคาถูก : กศน. ตำบลหรือแขวง พ.ศ. 2553 ข้อ 3   ดูได้ที่  http://www.nfe5110.com/acc/a2945142gorsornortambol.pdf )

             ส่วนชื่อภาษาอังกฤษนั้น สำนักงาน กศน.กำหนดไว้ในหนังสือ “นามสงเคราะห์” ซึ่ง อ.ปาริชาติ เย็นใจ กลุ่มงานความสัมพันธ์ต่างประเทศ กลุ่มแผนงาน กศน. เป็นผู้ที่กำหนดชื่อทุกหน่วยงาน/สถานศึกษาในสังกัด กศน. เป็นภาษาอังกฤษ ไว้ในหนังสือเล่มนี้ ดูหนังสือเล่มนี้ได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/stk.pdf
             โดยในส่วนของชื่อ กศน.ตำบลหรือแขวง ให้เขียนว่า "..(ชื่อตำบลหรือแขวงภาษาอังกฤษ).. Sub-District Non-formal and Informal Education Centre"
             ในเล่มนี้ ระบุไว้ว่า ชื่อตำบลเป็นภาษาอังกฤษ ให้เขียนตามที่ราชบัณฑิตยสถานกำหนด ซึ่งดูได้ที่
             - ชื่ออำเภอ/ตำบล ที่  https://dl.dropbox.com/u/109014048/Tambol.xls
             - ชื่อจังหวัด/อำเภอ/เขต ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/nameprovincedistrict.pdf

             ตัวอย่าง กศน.ตำบลผักไห่ เขียนว่า “Phak Hai Sub-District Non-formal and Informal Education Centre"

             ( การเขียนชื่อภาษาอังกฤษของหน่วย งาน กศน.อื่น ก็ลักษณะเดียวกัน ดูได้ในหนังสือเล่มนี้  เช่น กศน.อ.นครหลวง เขียนว่า Nakhon Luang District Non-Formal and Informal Education Centre. )

         6. เย็นวันที่ 25 พ.ย.57 ท่าน ผอ. Pravit Thapthiang ถามผมในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  มีระเบียบยกเลิกห้องสมุดประชาชนและประกาศให้ห้องสมุดประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษา ของ สป.ศธ. สมัยท่านปลัดชินภัทร ไหม

             ผมตอบว่า   ดูคำสั่งท้ายข้อ 4 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/418779
             เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งคณะกรรมการห้องสมุดฯ ที่ผมเคยตอบในเว็บบอร์ด สพร.กศน. ตั้งแต่ปี 2551 ว่า
             - เดิม เราแต่งตั้งคณะกรรมการห้องสมุดประชาชนฯ โดยอาศัย ระเบียบกรมการศึกษานอกโรงเรียนว่าด้วยห้องสมุดประชาชน พ.ศ. 2535  แต่ต่อมาได้มีประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการจัดส่วนงานของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 เม.ย.51 กำหนดให้ห้องสมุดประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษา   และมีคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ 1611/2551 ลงวันที่ 26 พ.ย.51 เรื่องยกเลิกระเบียบกรมการศึกษานอกโรงเรียน กำหนดให้ยกเลิกระเบียบกรมการศึกษานอกโรงเรียนว่าด้วยห้องสมุดประชาชน พ.ศ. 2535 ด้วย
             - เมื่อประกาศยกเลิกระเบียบกรมการศึกษานอกโรงเรียนว่าด้วยห้องสมุดประชาชน พ.ศ. 2535 ไปแล้ว เราจะอาศัยระเบียบดังกล่าวมาแต่งตั้งคณะกรรมการห้องสมุดประชาชน ไม่ได้
             - เมื่อห้องสมุดฯเป็นส่วนหนึ่งของ กศน.อ.  และ กศน. อ. มีกรรมการสถานศึกษาอยู่ กรรมการสถานศึกษาก็ดูแลสถานศึกษาทุกฝ่ายทุกงาน ห้องสมุดเป็นห้องหนึ่งหรืออาคารหลังหนึ่งของสถานศึกษา เช่นเดียวกับห้องสมุดในโรงเรียนต่าง ๆ ห้องสมุดจึงไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการห้องสมุดขึ้นมาต่างหากอีก  มีคณะกรรมการสถานศึกษาชุดเดียว ไม่ต้องมีคณะกรรมการห้องสมุดฯ ไม่ต้องมีคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่ต้องมีคณะกรรมการการศึกษาต่อเนื่อง ฯลฯ
             - เคยมีการคิดจะออกระเบียบห้องสมุดฯมาใหม่อีก แต่ก็ไม่มีออกมา  เมื่อไม่ออกระเบียบห้องสมุดใหม่ ก็ใช้กรรมการสถานศึกษาชุดเดียวคลุมงานห้องสมุดด้วย

             ต่อมาวันที่ 6 ม.ค.54 ผมได้ถาม สพร.กศน. ในเรื่องนี้อีก ได้คำตอบว่า ตอนนี้ต้องใช้กรรมการสถานศึกษา เพราะไม่มีระเบียบให้แต่งตั้งกรรมการห้องสมุดฯ  แต่กลางเดือนมกราคม 2554 จะมีการประชุมกันว่าควรจะออกระเบียบ หรือออกเป็นหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับการจัดตั้งห้องสมุดฯและการแต่งตั้งคณะกรรมการห้องสมุดฯ ขึ้นมาอีกหรือไม่ หรือจะให้ใช้กรรมการสถานศึกษาต่อไป

             ผลการประชุมคือ สำนักงาน กศน. กำหนดเป็น “แนวทางการดำเนินงานห้องสมุดของสถานศึกษา กศน.” โดยกำหนดในเรื่องนี้ว่า “3.การบริหาร ห้องสมุดของสถานศึกษา กศน. อยู่ในความควบคุมดูแลของสถานศึกษา กศน. โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษา กศน.ให้คำปรึกษาแนะนำการดำเนินงาน”  ( ดูหนังสือ แนวทางการดำเนินงานห้องสมุดของสถานศึกษา กศน. ได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/lib.pdf )

         7. วันที่ 26 พ.ย.57 เหนื่อยก้อพัก เค้าไม่รักก้อพอ ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  มี NGO ทำวิจัยเกี่ยวกับการจัดหลักสูตร กศน.สำหรับผู้พลาดโอกาสบนดอย ถามหาเอกสารที่ระบุว่า นศ.นอกระบบระดับขั้นพื้นฐาน ต้องอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์  ถ้าต้องการข้อมูลอ้างอิง หาจากไหน

             ผมตอบว่า
             1)  ตาม พรบ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 มาตรา 6 กำหนดให้ผู้ปกครองส่งเด็ก ( ความหมายของคำว่าเด็ก บอกไว้ในมาตรา 4 คือ อายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก ยกเว้นเด็กที่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้ว ) เข้าเรียนในสถานศึกษา ( ความหมายของคำว่าสถานศึกษา บอกไว้ในมาตรา 4 คือ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาภาคบังคับ )
             2)  หนังสือสำนักงาน กศน. ที่ ศธ 0210.04/5719 เรื่องการรับนักเรียนในระบบเข้าศึกษาในสถานศึกษา กศน. ลงวันที่ 11 ธ.ค.51 ระบุว่า  กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ เข้าเรียนภาคบังคับในสถานศึกษา กศน. ให้ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาทำหนังสือส่งตัวมา และต้องมาใช้เวลาเรียน กศน.ไม่น้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่เรียนอยู่ในโรงเรียนปกติ
              ( แต่ถ้าจบภาคบังคับแล้ว มาสมัครเรียน กศน.ม.ปลาย อายุเท่าไหร่ก็มาสมัครได้ และใช้เวลาเรียนตามระเบียบเรา )   ถ้าเป็นเด็กไร้สัญชาติ/ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่ต้องไปผ่าน สพฐ.  มาเรียนกับ กศน.ได้ ( สพฐ.ดูแลเฉพาะเด็กตามทะเบียนบ้านในเขตเขา )   ตอนนี้เด็กในวัยเรียนที่ไม่สามารถเรียนในระบบได้ เช่น บุตรแรงงานต่างด้าว มาเข้าเรียน กศน.มากแล้ว  โปรแกรม ITw ก็เปิดเมนูนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งต้องใช้เวลาเรียนเท่าในระบบ
             คำว่า “ต้องมาใช้เวลาเรียน กศน.ไม่น้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่เรียนอยู่ในโรงเรียนปกติ” นั้น กลุ่มพัฒนา กศน. โดยคุณกิตติพงษ์ บอกผมเมื่อวันที่ 28 พ.ย.57 ว่า ให้ยึดอายุเป็นหลัก ไม่ยึดจำนวนปีที่เรียน โดยหลักสำคัญในการจบ คือ
             ก. ต้องเรียนครบตามโครงสร้างและเงื่อนไขการจบหลักสูตร  และ
             ข. จะจบประถมต้องอายุ 12 ปี จะจบ ม.ต้น ต้องอายุ 15 ปี ไม่ว่าจะมีการเทียบโอนหรือไม่ก็ตาม ส่วนเวลาเรียนจะเป็นกี่ปีไม่สำคัญ อาจน้อยกว่า 3 ปี หรือมากกว่า 6 ปีก็ได้ ให้ยึดอายุเป็นหลัก
              ( โดยถ้าเขายังอายุน้อย เหลือเวลาอีกมากกว่า 6 ปี หรือ 3 ปี จึงจะอายุครบ 12 ปี หรือ 15 ปี ควรจัดทำแผนการสอนตามเวลาที่เหลือ เช่น มาเริ่มเรียน ม.ต้น ตอนอายุ 11 ปี ซึ่งเหลือเวลา 4 ปีจึงจะอายุครบ 15 ปี ก็ควรทำแผนการสอนให้เขาใช้เวลาเรียน 4 ปี เพราะถ้าให้เขาเรียน 2 ปีจบแล้วไม่ออกใบวุฒิให้เขา เขาจะไม่เข้าใจ เป็นปัญหาได้ )