แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอนเสริม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอนเสริม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561

1.จะอบรมลูกเสือหลักสูตร B.T.C. ต้องอายุเท่าไร, 2.พิธีที่พนักงานราชการรับพระราชทานเครื่องราชฯ เขียนป้ายอย่างไร, 3.สอนเสริมได้วันละไม่เกินกี่ชั่วโมง, 4.นับเวลาผู้จะรับเข็มเชิดชูเกียรติยังไง งานบุคคลบอกว่ายังไม่ถึงเกณฑ์, 5.เรื่องนายทะเบียน, 6.การสอบวิชาเลือก เป็นอำนาจของจังหวัดหรืออำเภอ, 7.ผมเป็นคนมีปัญหา


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 31 ก.ค.61 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ของผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  การฝึกอบรมหลักสูตร BTC ทั้งวิสามัญและสามัญรุ่นใหญ่ อายุเท่าไหร่ขึ้นไปครับถึงจะเข้าการอบรมได้

             ผมตอบว่า   ผู้ที่จะเข้าอบรมหลักสูตรผู้กำกับลูกเสือ ขั้นความรู้เบื้องต้น ( B.T.C.) ต้องผ่านการอบรมขั้นความรู้ทั่วไป
             ส่วนผู้ที่จะเข้ารับการฝึกอบรมขั้นความรู้ทั่วไป ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป
             แต่เขามักจะจัดอบรมขั้นความรู้ทั่วไป ควบคู่กับขั้นความรู้เบื้องต้น โดยใช้เวลาอบรมรวม 3 คืน 4 วัน  ผู้ที่จะเข้ารับการฝึกอบรมต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป
             ( ดูในข้อ 6-7 ที่ https://www.dropbox.com/s/jrcn3gzu79mvtvo/scoutT.pdf?dl=0 )

         2. วันที่ 2 ส.ค.61 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ในกรณีที่พนักงานราชการได้รับพระราชทานเครื่องราชฯปีนี้ และผอ.จังหวัดให้มีพิธีการรับต่อหน้าพระฉายาลักษณ์ เราจะใช้คำอย่างไรครับสำหรับเขียนป้าย
             พิธีเข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ ประจำปี ๒๕๖๐ ต่อหน้าพระฉายาลักษณ์ หรือว่าอย่างไรครับ

             ผมตอบว่า   ควรใช้ประโยคว่า พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ ประจำปี ๒๕๖๐ หน้าพระฉายาลักษณ์  ( ไม่ต้องมีคำว่า "เข้า", "ต่อ" เพราะคำนี้เป็นภาษาพูด )

         3. ผู้ถาม ถามต่อ ว่า  ค่าตอบแทนสอนเสริมฯ ไม่เกิน ชม. ละ ๒๐๐ บาท/คน คำถามคือเบิกได้วันละกี่ ชม.ครับ

             ผมตอบว่า   สอนเสริม กศ.ขั้นพื้นฐานใช่ไหม  ในหนังสือ “คู่มือการดำเนินงานหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551” หน้า 87 กำหนดไว้เพียงสั้น ๆ ว่า “ค่าตอบแทนวิทยากรสอนเสริม ให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนด”
             ส่วน “คู่มือการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2549 กำหนดไว้ในหน้า 60 ว่า
             “กำหนดให้มีการสอนเสริมในการจัดการเรียนรู้วิธีเรียนแบบพบกลุ่ม ทุกระดับการศึกษา ในหมวดวิชาพื้นฐาน สาระการเรียนรู้ที่ยุ่งยากซับซ้อนต่อการทำความเข้าใจ ได้แก่ หมวดวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ หมวดวิชาละไม่เกิน 12 ชั่วโมง ในแต่ละภาคเรียน  สำหรับจำนวนผู้เรียนที่เข้ารับการสอนเสริมแต่ละครั้ง ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาตามความเหมาะสม  สำหรับค่าตอบแทนวิทยากรสอนเสริม ให้เบิกจ่ายในอัตราชั่วโมงละ 200 บาท ตามหนังสือสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ที่ ศธ 0210.03/7113 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2548 ( ซึ่งอ้างอิงหนังสือกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ที่ กค 0409.7/15059 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 )”
             ฉะนั้น ปัจจุบันไม่ได้กำหนดจำกัดว่า สอนเสริมได้ไม่เกินวันละกี่ชั่วโมง
             ( อนึ่ง ครูหรือวิทยากรสอนเสริม ต่างจากวิทยากรการอบรม โดยการอบรมอาจมีวิทยากรพร้อมกันมากกว่า 1 คน แต่ครูสอนเสริมคงต้องมีคนเดียวในกลุ่มเดียวกันเวลาเดียวกัน )

         4. วันที่ 3 ส.ค.61 มีผู้ถามผมในกลุ่มไลน์ ITw NFE ว่า  การที่จะได้รับเข็มเชิดชูเกียรตินั้น นับอายุการทำงานเป็นพนักงานราชการมาหรือ ฉันเป็นครูอาสาปี 2540 จนถึงปัจจุบัน งานบุคคลบอกว่ายังไม่ถึงเกณฑ์รับเหรียญ เพราะนับเวลาเริ่มเป็นพนังานราชการ อยากเรียนถามว่าใช่หรือไม่ เพราะเช็คชื่อแล้วไม่มีชื่อรับเหรียญทองปีนี้

             ผมตอบว่า   นับรวมระยะเวลา 3 ตำแหน่ง คือ ครูอาสาฯ ครู กศน.ตำบล ครู ศรช. ที่ต่อเนื่องกัน  ถ้าเว้นช่วงแล้วเข้ามาใหม่ให่้เริ่มต้นนับใหม่ เช่นถ้าลาออกจากครู ศรช. 30 ก.ย.58 แล้วเป็นครูอาสาฯ 1 ต.ค.58 ต่อเลย ก็จะนับเวลารวมต่อกัน  เศษเกิน 6 เดือน นับเป็น 1 ปี
             ครบปีนี้ รับปีหน้า เช่น ครบ 20 ปี ภายใน 30 ก.ย.60 รับเข็มทองในปี 2561 เป็นต้น
             ส่วนกลางให้จังหวัดสำรวจรายชื่อส่งไป
             ( ถ้านับเวลาเฉพาะตอนเป็นพนักงานราชการ ประเทศไทยก็ยังไม่มีพนักงานราชการคนไหนได้เข็มทองหรอก เพราะเจ้าหน้าที่รัฐประเภทพนักงานราชการ มีกำหนดขึ้นมายังไม่ครบ 20 ปี )

         5. วันที่ 7 ส.ค.61 มี ผอ.กศน.เขต โทร.มาถามผมเรื่องนายทะเบียน 2 คำถาม ว่า

             1)  นายทะเบียนลา 1 สัปดาห์ ถ้าต้องออกใบ รบ.ในช่วงที่นายทะเบียนลานี้ จะให้คนอื่นเป็นนายทะเบียนแทน หรือ ผอ.ลงนามในนามนายทะเบียนด้วย ได้หรือไม่
                  ผมตอบว่า  ไม่ได้  ปกติต้องรอ แต่ถ้ามีความจำเป็นรอไม่ได้ ผอ.ก็ออกคำสั่งแต่งตั้งคนอื่นเป็นนายทะเบียนชั่วคราว และเมื่อนายทะเบียนคนเดิมกลับมาทำงานโดย ผอ.ต้องการให้คนเดิมเป็นนายทะเบียน ผอ.ก็ออกคำสั่งแต่งตั้งนายทะเบียนใหม่อีกครั้ง

             2)  การแต่งตั้งนายทะเบียน ถ้ามีข้าราชการต้องแต่งตั้งจากข้าราชการ กรณีที่มีข้าราชการคนเดียวใกล้เกษียณและไม่ต้องการเป็นนายทะเบียน จะแต่งตั้งพนักงานราชการเป็นนายทะเบียนได้หรือไม่
                  ผมตอบว่า  เหตุผลที่ว่าใกล้เกษียณยังไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอ แต่เหตุผลที่ว่าเขาไม่ต้องการเป็นนายทะเบียน ต้องให้เขาบันทึกแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนจึงจะพิจารณาแต่งตั้งพนักงานราชการเป็นนายทะเบียนได้

         6. วันที่ 8 ส.ค.61 มีผู้ถามผมทางกลุ่มไลน์ ITw NFE ว่า  การจัดตารางสอบรายวิชาเลือกเสรี เป็นอำนาจของ จังหวัด หรือว่า กศน.อำเภอ
             ผมตอบว่า   มีนโยบาย 2 นโยบาย ที่ต่างกัน  แต่นโยบายที่ออกทีหลัง เป็นการแจ้งในที่ประชุมอบรม ดังนี้
             1)  นโยบายเดิม การจัดสอบปลายภาควิชาเลือก ให้อยู่ในความดูแลของจังหวัด โดยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งจังหวัด เช่น ถ้ามีวิชาเลือกวิชาเดียวกัน 2 อำเภอขึ้นไป ต้องสอบในเวลาและเครื่องมือเดียวกัน ( ถ้าวิชาเลือกใดมีเพียงอำเภอเดียวจึงอนุโลมให้อำเภอนั้นดำเนินการเอง )
             2)  นโยบายใหม่ ตั้งแต่มีโปรแกรมการเรียนรู้ มีวิชาเลือกเสรี ซึ่งอาจมีวิชาเลือกเสรีเป็นร้อยเป็นพันวิชาตามบริบทของแต่ละอำเภอ มีการแจ้งในที่ประชุมอบรมตั้งแต่สมัยท่านเลขาฯสุรพงษ์ว่า การประเมินผลวิชาเลือกเสรีให้เป็นบทบาทหน้าที่ของแต่ละสถานศึกษา ซึ่งบางวิชาอาจไม่ต้องสอบแต่ประเมินจากโครงงาน หรือสอบอัตนัยข้อเดียว ฯลฯ

         7. วันอาทิตย์ที่ 19 ส.ค.61 ผมสนทนาทางไลน์กับหัวหน้ากลุ่มงานหนึ่งของส่วนกลาง กศน. ถึงเรื่องบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาถูกจับหลายท่าน บางท่านเป็นคนคุ้นเคยพวกเรา
             ผมบอกว่า  “บางครั้งก็อยู่ที่สถานการณ์ โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ ยากที่จะยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง”
             แล้วผมก็ระบายว่า
             ผมรู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ผมรอดพ้นมาจนเกษียณแล้ว
             ผมมีปัญหาสำคัญ 2 เรื่อง
             1)  ผมหงุดหงิดกับพฤติกรรมของเด็กยุคใหม่ ถ้าผมเป็นครูในโรงเรียน วันหนึ่งผมต้องโดนแจ้งความ ลงข่าวหน้าหนึ่ง เรื่องลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุแน่ แต่โชคดีที่ผมเป็นข้าราชการครู กศน.ที่ไม่ได้สอนเด็ก
             2)  ผมเป็นคนตรง ( ไม่แน่ใจว่าเป็นข้อดีหรือไม่ เพราะทำให้ผมมีความทุกข์ มีปัญหาในการทำงานหลายครั้ง แต่ผมก็เปลี่ยนนิสัยไม่ได้ ) ผมเคยเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุสำคัญหลายครั้ง เช่น อบจ.ตั้งให้เป็นกรรมการตรวจรับพัสดุที่ อบจ.ซื้อให้หน่วยงาน กศน., เคยเป็นหัวหน้างานการเงินระดับจังหวัด, เคยรักษาการในตำแหน่ง ผอ.จัดซื้อจัดจ้างพิมพ์หนังสือเรียน ฯลฯ  การดำเนินการเหล่านี้ทำให้ผมกลายเป็นคนมีปัญหาในสายตาของหลายคน
                  ตลอดเวลารับราชการ 40 ปี ผมได้ฉายาเกี่ยวกับความตรงหลายฉายา เช่นสมัยที่ทีวีไทยนำเรื่องเปาบุ้นจิ้นเข้ามาฉายยุคแรก ผมก็ได้รับฉายาว่าเปาบุ้นจิ้น  บางครั้งก็ได้รับฉายาว่าไม้บรรทัดเหล็ก  ผมไม่ยอมทำงาน "นายทะเบียน" เพราะต้องดำเนินการในลักษณะให้อภิสิทธิ์คนบางประเภท และอีกหลายงานในยุคของผู้บริหารบางคน  ผมทำงานได้หลายงานแต่ต้องยอมให้ผมทำตามระเบียบ
                  บางคนบอกว่าผมตรงขนาดเสาไฟฟ้าอยู่ตรงหน้าผมก็ไม่เดินอ้อมแต่เดินชนเสา คนแบบนี้จะประสบปัญหา ไม่ก้าวหน้า
                  แต่ผมก็ดีใจมากที่รอดมาถึงเกษียณแล้ว

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

1.จะเปลี่ยนการจ้างครูผู้สอนคนพิการ เป็นครู ศรช.จริงหรือ, 2.คุณสมบัติในการสมัคร "ข้าราชการครู" กับ "พนักงานราชการครู", 3.กศน.อำเภอ เก็บเงินบำรุงสถานศึกษา-ทำไมไม่จัดสรรให้สอนเสริม, 4.ผู้รักษาการฯ ลงนามในใบ รบ.ได้ไหม, 5.จะไปอบรมที่หน่วยงานอื่นจัด ต้องขออนุมัติสำนักงาน กศน.ก่อน, 6.ครูประจำกลุ่มเบิกค่าตอบแทน 2 กลุ่ม ได้หรือไม่, 7.วิชาชีพระยะสั้น สอนได้วันละกี่ชั่วโมง



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 15 ธ.ค.59 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ปัญหาคาใจ ได้รับทราบมาว่า ในภาคเรียนหน้าคือ 1/60 ครูผู้สอนคนพิการ จะได้ย้ายไปเป็นตำแหน่งครู ศรช. ทั้งหมด นั้น เป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่ และยังให้จัดการศึกษาทั้งกลุ่มเป้าหมายเดิม ร่วมกับนักศึกษาใหม่ที่ต้องหาเพิ่มอีก 40 คน เดิมมีนักศึกษาพิการ 20 คน ต่อครูผู้สอน 1 คน คำถามคือ ทาง กศน. มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และ ค่ายานพาหนะ 1000 บาท/เดือนยังคงจะได้อยู่หรือไม่ ผลกระทบมีมากอยู่นะ ผู้น้อยขวัญเสียกันใหญ่เลย

             เรื่องนี้  กลุ่มแผนงาน กศน.บอกว่า แล้วแต่ แต่ละจังหวัดจะบริหารจัดการ จะจ้างครูผู้สอนคนพิการตามเดิมก็ได้ หรือจะเปลี่ยนเป็นครู ศรช.ก็ได้  ถ้าเปลี่ยนเป็นครู ศรช. ก็ต้องมีจำนวน นศ.รวมตามเกณฑ์ครู ศรช. และไม่มีค่าพาหนะ
              ( เงินอุดหนุนรายหัว ทั้ง นศ.ปกติ และ นศ.พิการที่เรียน กศ.ขั้นพื้นฐาน ได้เท่ากัน แต่ต้องแบ่งไปเป็นค่าใช้จ่ายของครูผู้สอนคนพิการมากกว่า อาจทำให้อำเภอ/จังหวัดที่มีครูผู้สอนคนพิการมาก ขาดแคลนงบเงินอุดหนุน และเปลี่ยนการจ้างครูผู้สอนคนพิการให้เป็น ครู ศรช.)

         2. คุณสมบัติในการสมัคร "ข้าราชการครู" กับ "พนักงานราชการครู"
             คำว่า “ปริญญาทางการศึกษา” ( ที่ภาษาพูดว่า “วุฒิครู” ) นั้น ไม่ได้มีแค่ 3 วุฒิ แต่มีมาก คือ
             1)  การศึกษา
             2)  ครุศาสตร์
             3)  ศึกษาศาสตร์
             4)  ครุศาสตร์อุตสาหกรรม
             5)  ศิลปศาสตร์ ( ศึกษาศาสตร์ หรือ ศึกษาศาสตร์การสอน )
             6)  วิทยาศาสตร์ ( ศึกษาศาสตร์ หรือ ศึกษาศาสตร์การสอน หรือ การสอน )
             7)  คหกรรมศาสตร์ วิชาเอกคหกรรมศาสตร์ศึกษา
             8)  เกษตรศาสตร์ วิชาเอกเกษตรศึกษา
             9)  บริหารธุรกิจ วิชาเอกธุรกิจศึกษา
             ถ้าเป็นการสมัคร “ข้าราชการครู” ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. หรือ กศน. จะได้หมดทั้ง 1-9 นี้
แต่ถ้าเป็น “พนักงานราชการครู กศน.” จะระบุเฉพาะข้อ 1-3 ส่วนข้อ 4-9 ไม่ระบุ

             การสมัครสอบเป็น “ข้าราชการครู” ทั้ง สพฐ. และ กศน. ถ้าไม่พูดถึงคุณสมบัติทั่วไปและวิชาเอก ก็จะเหลือคุณสมบัติที่สำคัญ 2 ข้อ ( ต้องมีทั้ง 2 ข้อ ) คือ
             1)  มีวุฒิปริญญาทางการศึกษา หรือทางอื่นที่ กคศ.กำหนด และ
             2)  มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือใบอนุญาตปฏิบัติการสอน
             ส่วนคุณสมบัติด้านนี้ในการสมัครสอบ “พนักงานราชการครู กศน.” จะไม่กำหนดคุณสมบัติข้อ 2 มีเพียงข้อ 1 คือ
             1)  มีวุฒิปริญญาทางการศึกษา เฉพาะ 3 วุฒิ คือ ศึกษาศาสตร์ การศึกษา ครุศาสตร์ ถ้าเป็นคนในสังกัด กศน.เพิ่มอีก 1 วุฒิ คือ ป.บัณฑิต
              ( ป.บัณฑิตวิชาชีพครู เป็น "วุฒิ" ทางการศึกษา ที่สูงกว่า ป.ตรี แต่ต่ำกว่า ป.โท
                ส่วน "ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู" ไม่ใช่ วุฒิ จึงไม่ได้ระบุไว้ )

         3. วันอาทิตย์ที่ 18 ธ.ค.59 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า
             ทำไม กศน.อำเภอไม่จัดสรรงบประมาณให้เด็กในกลุ่มครู ศรช.เรียนเสริม
             อีกหนึ่งประเด็น คือทาง กศน.อำเภอ เรียกเก็บเงินค่าเทอมจากนักศึกษา หัวละ 120 บาท ผิดระเบียบมั้ย มีการออกใบเสร็จให้ แต่ได้นำเรื่องเก็บเงินไปขอมติที่ประชุมกรรมการสถานศึกษา และมติเห็นชอบให้เก็บได้ แต่ยังเป็นที่แคลงใจของคณะครูว่า ผอ.เก็บเงินส่วนนี้ผิดระเบียบ และเอาเงินไปทำอะไร

             ผมตอบว่า
             เรื่องงบสอนเสริม กศน.อำเภอสามารถบริหารจัดการตามความเหมาะสมของบริบทแต่ละอำเภอ
              ( งบสอนเสริมก็รวมอยู่ในงบเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้ทุกอำเภอนั่นแหละ แล้วแต่อำเภอจะบริหารจัดการงบเงินอุดหนุน  อาจใช้งบพัฒนาคุณภาพผู้เรียนมาทำโครงการคล้ายการสอนเสริมก็ได้ )
             ส่วนเรื่องการเก็บเงินจากนักศึกษานั้น ผิด
             การใช้ใบเสร็จรับเงินในราชการ กศน. เป็นหลักฐานการรับเงิน จะต้องนำเงินเข้าระบบบัญชีของ กศน.อำเภอ ถ้านำเงินเก็บรักษาถูกต้องตามระบบและดำเนินการเบิกจ่ายถูกต้องตามระเบียบ ก็ถือว่าไม่ได้ทุจริต แต่ก็ยังผิด เพราะสถานศึกษาและกรรมการสถานศึกษาไม่มีสิทธิ์ไม่มีอำนาจลงมติเก็บเงินในรายการที่ไม่มีระเบียบรองรับ  ถ้าเป็นการบริจาค จะกำหนดให้บริจาคทุกคนไม่ได้ การจะบริจาคหรือไม่และจำนวนเงินต้องเป็นไปตามความสมัครใจของแต่ละคน

         4. วันที่ 19 ธ.ค.59 รัตติกาล บุญแข็ง ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ในการลงนามระเบียนแสดงผลการเรียนของนักศึกษาที่จบการศึกษา กรณีที่ผู้บริหารอำเภอไปราชการ ผู้รักษาการสามารถลงนามได้ไหม หรือต้องรอให้ ผอ. เป็นผู้ลงนามเพียงคนเดียว
             ( ผมเคยโพสต์เรื่องนี้แล้ว 2 ครั้งแล้ว )

             ผมตอบว่า   มีบางคนบอกว่า ผู้รักษาการในตำแหน่ง ไม่สามารถลงนามในบางเรื่อง เช่น ลงนามในใบ รบ.  ที่จริงเป็นความเข้าใจผิด ที่ถูกคือ “ผู้รักษาการในตำแหน่ง มีอำนาจและหน้าที่ตามตำแหน่งที่รักษาการนั้น” เพียงแต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ และไม่เร่งด่วน คอยได้ ผู้รักษาการในตำแหน่ง ก็อาจจะรอให้ผู้ดำรงตำแหน่งตัวจริงกลับมาตรวจสอบและลงนามเองก็ได้ การรอให้ผู้ดำรงตำแหน่งตัวจริงมาลงนามในเรื่องสำคัญนี้เป็นเพียง "มารยาท" ไม่มีในระเบียบกฎหมาย

         5. วันที่ 20 ธ.ค.59 มีผู้บริหารถามผมเรื่องการอนุญาตให้บุคลากรไปเข้ารับการฝึกอบรมที่หน่วยงานอื่น นอกสังกัด กศน. เป็นผู้จัดฝึกอบรม

             เรื่องนี้  ตามหนังสือสำนักงาน กศน.ที่ ศธ 0210.118/272 ลงวันที่ 26 ม.ค.54 กำหนดแนวปฏิบัติเรื่องการให้บุคลากรในสังกัดสำนักงาน กศน.ไปเข้ารับการฝึกอบรม กรณีส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นเป็นผู้จัดการฝึกอบรมตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้ในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ  โดยจังหวัดต้องขออนุมัติการส่งบุคลากรไปเข้ารับการฝึกอบรมต่อสำนักงาน กศน. ก่อน จึงจะอนุมัติให้บุคลากรผู้นั้นไปเข้ารับการฝึกอบรมได้ ( ถ้าหลักสูตรนั้นสำนักงาน กศน.ยังไม่เคยเห็นชอบ ) และการพิจารณาอนุมัติต้องคำนึงถึงเหตุผลความจำเป็น ยึดประโยชน์ของทางราชการและงบประมาณที่ใช้ สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของบุคลากร และเมื่อฝึกอบรมเสร็จบุคลากรผู้นั้นต้องทำรายงานเสนอภายใน 60 วัน
             ( ถาม กจ.กศน.เมื่อ 21 ธ.ค.59 กจ.บอกว่าหนังสือฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้ )




 
         6. วันที่ 22 ธ.ค.59 San Sriprapun ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ครูประจำกลุ่มสามารถเบิกค่าตอบแทน 2 กลุ่ม ได้หรือไม่

             ผมตอบว่า   การจ้างครูประจำกลุ่ม ( ยกเว้นครูประจำกลุ่มที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ )  ปัจจุบันไม่ได้ให้เบิกค่าตอบแทนเป็นกลุ่มหรือเป็นรายหัว แต่ให้เปลี่ยนเป็นการจ้างเหมาบริการ โดยมี "ขอบเขตงานจ้าง" ให้รับผิดชอบผู้เรียนไม่เกิน 50 คน อัตราค่าจ้าง 19,200 บาท/ภาคเรียน  ฉะนั้น ให้รับผิดชอบผู้เรียนกลุ่มละไม่เกิน 40 คน ไม่เกิน 2 กลุ่ม รวมไม่เกิน 50 คน
             ดูที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/teacherJang.pdf


         7. คืนวันที่ 26 ธ.ค.59 BenGy-Sirirat Chaywattana  ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  จะปรับแผนดำเนินกิจกรรม มีข้อสงสัย การศึกษาต่อเนื่อง กลุ่มสนใจระยะสั้น วิชาชีพระยะสั้นไม่เกิน 30 ชั่วโมง  ใน 1 วัน วิทยากรสามารถสอนได้ไม่เกินกี่ชั่วโมง

             ผมตอบว่า   กลุ่มสนใจ วันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง ผมโพสต์เรื่องนี้ 3 ครั้งแล้ว
            
( ผมไม่แน่ใจกับความหมายของคำว่า กลุ่มสนใจระยะสั้น และวิชาชีพระยะสั้นไม่เกิน 30 ชั่วโมง ของคุณ )
             การจัดการศึกษาต่อเนื่อง นั้น ประกอบด้วย
            
- การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ
            
- การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต
            
- การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน
             ให้ดำเนินการจัดการศึกษาต่อเนื่องโดยจัดเป็นหลักสูตรระยะสั้นใน
2 รูปแบบ ได้แก่


             รูปแบบที่ 1  ชั้นเรียนวิชาชีพระยะสั้น  ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน. ใช้วิทยากรในการสอน สามารถเบิกจ่ายค่าตอบแทนกับค่าวัสดุเท่านั้น จัดได้ 2 แบบ คือ
                        1.1  แบบกลุ่มสนใจ  เป็นการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรละไม่เกิน 30 ชั่วโมง วันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง
                        
1.2  แบบชั้นเรียนวิชาชีพระยะสั้น  เป็นการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรละ 31 ชั่วโมงขึ้นไป  ส่วนกลางไม่กำหนดจำนวนชั่วโมงต่อวัน ผู้บริหารระดับจังหวัด/อำเภอสามารถกำหนดได้

             รูปแบบที่ 2  อบรมประชาชน  เป็นหลักสูตรระยะสั้นที่ใช้กระบวนการฝึกอบรมให้กับประชาชน ไม่ต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน. สามารถเบิกจ่ายค่าตอบแทน ค่าวัสดุ ค่าอาหารว่าง และอาหารกลางวันได้