แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนาด กศน. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนาด กศน. แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

1.กำหนดขนาด สนง.กศน.จังหวัด จากเกณฑ์อะไร, 2.เครื่องแบบครู ศรช. 3.วิชาอาชีพ 40 ชั่วโมง ผู้เรียนกลุ่มละไม่เกินกี่คน, 4.พนักงานราชการ-ครู ศรช. เบิกค่าพาหนะยังไง, 5.การลดจำนวนวิชาเลือกด้วยการรวมวิชาเลือก และวิธีออกรหัสวิชาเลือก, 6.ติดตั้งอินเทอร์เน็ต กศน.ตำบล, 7.แก้ไขเปลี่ยนแปลงคะแนนย้อนหลัง



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เคยมีผู้ถามผมนานแล้ว ว่า  มีเกณฑ์การกำหนดขนาด สนง.กศน.จังหวัดอย่างไร กำหนดจากจำนวนอำเภอหรือจำนวนประชากร

             คืนวันอาทิตย์ที่ 8 มี.ค.58 ผมเผยแพร่เรื่องนี้ในเฟซบุ๊ค ว่า  เกณฑ์การกำหนดขนาด สนง.กศน.จังหวัด จะเป็นคะแนนของแต่ละจังหวัด จากคะแนนเต็ม 100
             - ไม่เกิน 70 คะแนน  =  ขนาดเล็ก
             - 71-85 คะแนน  =  ขนาดกลาง
             - 86-100 คะแนน  =  ขนาดใหญ่

             โดยคะแนนมาจาก 3 ส่วน คือ
             1)  จำนวนอำเภอ  ( เต็ม 50 คะแนน )
                  - 1-9 อำเภอ  =  40 คะแนน
                  - 10-15 อำเภอ  =  45 คะแนน
                  -16 อำเภอขึ้นไป  =  50 คะแนน
             2)  จำนวนประชากร  ( เต็ม 30 คะแนน )
                  - ไม่เกิน 967,599 คน  =  20 คะแนน
                  - 967,600-1,757,200 คน  =  25 คะแนน
                  - 1,757,201 คนขึ้นไป  =  30 คะแนน
             3)  จำนวนผู้รับบริการ ในปีที่กำหนดขนาด  ( เต็ม 20 คะแนน )
                  - ไม่เกิน 122,099 คน  =  10 คะแนน
                  - 122,100-220,400 คน  =  15 คะแนน
                  - 220,401 คนขึ้นไป  =  20 คะแนน


           ตัวอย่างเช่น กศน.จ.พระนครศรีอยุธยา มี 16 อำเภอ ( 50 คะแนน ) + จำนวนประชากร 8 แสนคน ( 20 คะแนน ) + จำนวนผู้รับบริการ 170,000 คน ( 15 คะแนน ) รวมคะแนน = 50+20+15 = 85 คะแนน = ขนาดกลาง เป็นต้น

             ถ้าอยากรู้ว่า กศน.จังหวัด/อำเภอใดขนาดใด ดูได้จากลิ้งค์ในข้อ 19.2 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2013/10/blog-post_8783.html 
           
         2. คืนวันเสาร์ที่ 13 มี.ค.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องเครื่องแบบครู ศรช. ว่า  ปัจจุบันมีบางแห่งให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ+ลูกจ้างประจำ+พนักงานราชการ เช่นครู ศรช.ที่ไม่ได้เป็นพนักงานราชการ  แต่งเครื่องแบบสีกากีด้วย  ซึ่งถ้าดูผ่าน ๆ แล้วคนเข้าใจผิดว่าเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการ ( เหมือนหรือคล้าย ) จะผิดกฎหมายอาญา  ในภาพนี้จะเห็นเครื่องแบบที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถใช้ในราชการสำคัญได้






         3. วันที่ 12 มี.ค.58 Ploy Na Ka ครู ศรช. กศน.พิจิตร ถามผมในอินบ็อกซ์ ว่า  การเปิดกลุ่มอาชีพ 40 ชม. จำกัดจำนวนผู้เรียนหรือป่าวว่าต้องมีผู้เรียนไม่เกินกี่คน

             ผมตอบว่า   ส่วนกลางไม่ได้กำหนดระเบียบจำกัดขั้นสูงไว้ กำหนดไว้แต่ขั้นต่ำ ( ในคู่มือการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ปี 59 กำหนดว่า รูปแบบกลุ่มสนใจกลุ่มละ 6 คนขึ้นไป, รูปแบบชั้นเรียนวิชาชีพ 31 ชม.ขึ้นไป กลุ่มละ 11 คนขึ้นไป, รูปแบบฝึกอบรมประชาชนกลุ่มละ 15 คนขึ้นไป ) ขั้นสูงให้ผู้บริหารกำหนดเองตามความเหมาะสม เช่นเหมาะสมกับเนื้อหา สถานที่ สื่อ งบประมาณ
             ดูคู่มือได้ที่
             - https://db.tt/zDLTGTrC   และ
             - https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/ManualTrain.pdf 


         4. วันที่ 13 มี.ค.58 ชาริล ชัปถุย ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  การเดินทางของพนักงานราชการหรือครู ศรช. สามารถเบิกได้ตามค่าโดยสารรถหรือว่ายังงัย เกี่ยวกับการเดินทางไปราชการ

             ผมตอบว่า   ผมอ่านคำถามไม่ค่อยเข้าใจ  แต่ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก  เพื่อไม่ให้ยุ่งยากเกินไปผมขอตอบคร่าว ๆ ในประเด็นใหญ่ ๆ  ( นอกจากจะปฏิบัติตามระเบียบค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ยังต้องดูมาตรการประหยัดของส่วนราชการในแต่ละปี และนโยบายข้อกำหนดในการให้ไปราชการแต่ละรายการด้วย )
             ตามระเบียบ กำหนดสำหรับข้าราชการ ผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการต้องเทียบระดับตำแหน่งกับข้าราชการ
             ถ้าเป็น ค่าเบี้ยเลี้ยง กับ ค่าเช่าที่พัก ปัจจุบัน ข้าราชการระดับ 1-8 ( ระดับปฏิบัติงาน – ชำนาญการพิเศษ ) เบิกได้เท่ากัน โดยลูกจ้างทุกประเภทและพนักงานราชการไม่เกินกลุ่มงานบริหารทั่วไป จะไม่ต่ำกว่าระดับ 1 และไม่เกินระดับ 8 จึงเบิกได้เท่ากัน  ไม่จำเป็นต้องเทียบระดับตำแหน่ง
             แต่ถ้าเป็นค่าพาหนะ  ระดับ 1-8 จะเบิกได้ไม่เหมือนกัน  จึงต้องเทียบระดับตำแหน่ง ดังนี้  ( ตามคำถามนี้ผมขอแบ่งเป็น 2 กลุ่ม )
             -  กลุ่มที่ 1  ครู ศรช., ลูกจ้างทุกประเภท, พนักงานราชการกลุ่มงานบริการและกลุ่มงานเทคนิค ( อนุปริญญา ), และพนักงานราชการกลุ่มงานบริหารทั่วไป( ป.ตรี )อายุราชการไม่เกิน 9 ปี   เทียบเท่าข้าราชการตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน และประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ
             -  กลุ่มที่ 2  พนักงานราชการกลุ่มงานบริหารทั่วไป( ป.ตรี )อายุราชการ 10-17 ปี เทียบเท่าข้าราชการตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ, อายุราชการ 17 ปีขึ้นไป เทียบเท่าระดับชำนาญการพิเศษ

             สิทธิในการเบิกจ่ายค่าพาหนะ  ( ถ้าถามเรื่องพนักงานราชการ ต้องบอกอายุราชการด้วย )  เป็นดังนี้
             1)  ค่ารถโดยสาร ป.1, ป.2} VIP 24 ที่นั่ง, รถไฟชั้น 2-3  เบิกได้ทั้ง 2 กลุ่ม แต่ค่าโดยสารรถไฟชั้น 1 รถด่วน รถด่วนพิเศษ นั่งนอนปรับอากาศ ( บนอ.ป.) เบิกได้เฉพาะกลุ่ม 2 และต้องแนบกากตั๋วด้วย
            
2) ค่าโดยสารรถรับจ้าง เช่นรถแท็กซี่ ปัจจุบันให้ผู้เดินทางไปราชการทุกระดับตำแหน่ง สามารถเดินทางโดยพาหนะรับจ้างได้ โดยผู้เดินทางต้องชี้แจงเหตุผลความจำเป็น
             3)  ค่าโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ  กลุ่มที่ 1 เบิกไม่ได้  กลุ่มที่ 2 เบิกได้เฉพาะชั้นประหยัด/ชั้นต่ำสุด แต่ถ้าการไปราชการครั้งนั้นระบุให้เดินทางโดยประหยัด เบิกไม่ได้
            
4) ค่าชดเชยการใช้พาหนะส่วนตัวไปราชการ ปัจจุบันให้ผู้เดินทางไปราชการทุกระดับตำแหน่งใช้พาหนะส่วนตัวเดินทางไป ราชการได้ โดยผู้เดินทางต้องใช้พาหนะส่วนตัวนั้นตลอดเส้นทาง ถ้าไม่สามารถใช้พาหนะส่วนตัวได้ตลอดเส้นทางให้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาอนุญาต

             ดูคำตอบเดิมที่เกี่ยวข้อง เช่น ในข้อ 3 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2014/01/n-net.html
 

         5. เย็นวันที่ 13 มี.ค.58 ประภาส โป้แล เขียนในอินบ็อกซ์ผม ว่า  ขอรูปแบบการจัดทำหนังสือรายวิชาเลือก และขั้นตอนการขอรหัสรายวิชาเลือก

             ขั้นตอนการขอรหัสรายวิชาเลือกนี้ ผมเคยเขียนเป็นเอกสาร รวมอยู่ในเรื่อง “การลดจำนวนวิชาเลือกด้วยการรวมวิชาเลือก และวิธีออกรหัสวิชาเลือก” ไว้ตั้งแต่ตอนที่ผมเป็นวิทยากรเรื่องนี้ในปี 2555  ใครสนใจ ดาวน์โหลดเอกสารนี้ได้จากลิ้งค์ในข้อ 3 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/500690 และดูคำตอบเดิมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ใน
             - ข้อ 3 ที่ https://www.gotoknow.org/posts/474979
             - ข้อ 8 ที่ https://www.gotoknow.org/posts/484069

             ในส่วนของรูปแบบการจัดทำหนังสือรายวิชาเลือก ถ้าหมายถึง หนังสือเรียน/ตำราเรียน ไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์กำหนดรูปแบบไว้ ใช้รูปแบบเดียวกับหนังสือเรียนรายวิชาบังคับนั่นแหละ ทำตามรูปแบบหนังสือเรียนรายวิชาบังคับของ กศน.ก็ได้

         6. วันที่ 16 มี.ค.58 ผมถามข้อมูลเรื่องการติดตั้งอินเทอร์เน็ต กศน.ตำบล จาก อ.กษิพัฒ ภูลังกา กลุ่มแผนงาน กศน.  ได้รับข้อมูลว่า

             ตามข้อมูลของ กป.กศน. เราจัดตั้ง กศน.ตำบลแล้ว 7,424 แห่ง ในจำนวนนี้ติดตั้งสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปแล้วตั้งแต่ปีก่อน 1,600 แห่ง
             ในปีงบประมาณ 58 นี้ ใช้งบกระทรวง ศธ.ให้ TOT ติดตั้งอีก 1,600 แห่งเท่าเดิม และขอไปที่กระทรวง ICT ใช้งบกระทรวง ICT ติดตั้งอีก 3,000 แห่ง แต่ส่วนที่ขอกระทรวง ICT นี้ ไม่ทราบว่าเขาจะติดตั้งให้กี่แห่ง คงไม่ถึงพันแห่ง
             ในส่วนที่ใช้งบกระทรวง ศธ. ที่จะติดตั้งสายสัญญาณ + Router Wifi อินเทอร์เน็ตความเร็ว 10 Mbps ( กระทรวง ศธ.เหมาจ่ายค่าใช้บริการกันเอง เราใช้ฟรีไม่จำกัดเวลา แต่หาเครื่องคอมพิวเตอร์เอง ) ในปีนี้ 1,600 แห่งนั้น อ.กษิพัฒ ส่งรายชื่อ กศน.ตำบลทั่วประเทศ ให้ TOT ( ร่วมกับ CAT ) ไปเลือกเองว่าจะติดตั้งที่ไหน เพียงแต่กำหนดไปว่า ให้ติดตั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ครบ และถิ่นธุรกันดารเช่นบนดอยก่อน สำหรับแห่งอื่น ๆ TOT จะเลือกติดตั้งจากเหตุผล 2 ข้อ คือ
             - มีคู่สายสัญญาณของ TOT ไปถึง  และ
             - สภาพอาคาร กศน.ตำบล สามารถเก็บรักษาอุปกรณ์ของ TOT เช่น Router ไม่ให้ชำรุดสูญหายได้

             ( แห่งใดที่มีโครงการของกระทรวงติดตั้งแล้ว ถึงแม้จะใช้การไม่ได้ กศน.อำเภอก็จะเบิกจ่ายค่าใช้บริการอินเทอร์เน็ตของแห่งนั้นอีกไม่ได้ เพราะจะซ้ำซ้อนกับงบกระทรวง  สตง.จะเรียกเงินคืน  ฉะนั้น ถ้าแห่งใดระบบอินเทอร์เน็ตของกระทรวงฯมีปัญหา ต้องรีบแจ้งกระทรวงให้แก้ไข )

         7. วันอาทิตย์ที่ 15 มี.ค.58 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์ผมเรื่อง กศ.ขั้นพื้นฐาน ว่า  เมื่อภาคเรียนที่ 2/56 อนุมัติผลและประกาศผลการเรียนไปเรียบร้อยแล้ว มาพบภายหลังว่า ไม่ได้บันทึกคะแนนระหว่างภาค 2/56 เพราะ ครูไม่ส่งเอกสารบันทึกผลการเรียน (กศน.4) ทำให้การอนุมัติผลและประกาศผลการเรียนได้ระดับผลการเรียนเป็น 0 เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามระเบียบการวัดผล ใช่/ไม่ มีแนวทางแก้ไขอย่างไร
             ต่อมาภาคเรียนที่ 2/57 นี้ ผอ.กศน.อำเภอ สั่งการให้ จนท. IT บันทึกคะแนนระหว่างภาคเรียน 2/56 ย้อนหลัง จะกระทำได้/ไม่
             และหากกระทำได้ การอนุมัติผลการเรียน เป็นวันที่ย้อนหลัง/วันที่ปัจจุบัน หรือมีวิธีการดำเนินการอย่างไร
             การบันทึกข้อมูลในโปรแกรม IT ย้อนหลัง (ภาคเรียนที่ 2/56) ถือเป็นการแก้ไขข้อมูลใช่/ไม่ และวันที่บันทึกจะปรากฏอยู่ในโปรแกรมให้ตรวจสอบได้ว่าแก้ไขข้อมูล ถือได้ว่าเป็นการทุจริตหรือ/ไม่ มีโทษความผิดหรือไม่/อย่างไร และมีแนวทางปฏิบัติและการแก้ไขดำเนินการอย่างไร ปล.นักศึกษาจะจบภาคเรียนที่ 2/57 นี้

             ผมตอบว่า   สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ แต่ต้องระมัดระวัง เพราะการปล่อยให้แก้ไขอะไรง่าย ๆ มักส่งผลเสียตามมา เช่น “เคยตัว” แล้วเลยไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบ
             ที่ถูกต้องคือ ต้องให้เป็นไปตามความจริง ถ้านักศึกษามาเรียนจริง มีคะแนนระหว่างภาคจริง แต่เราลืมบันทึกคะแนนระหว่างภาคลงในทะเบียน/โปรแกรม ITw เราก็ต้องแก้ไขย้อนหลังให้เขา เพราะเป็นความบกพร่องของเรา ไม่ใช่ความบกพร่องของนักศึกษา

             วิธีการที่เหมาะสมคือ
             1)  ก่อนแก้ไขย้อนหลัง ให้ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนว่านักศึกษามีคะแนนระหว่างภาคจริงหรือไม่ ( อาจดำเนินการตรวจสอบกันเป็นลายลักษณ์อักษร บันทึกข้อมูลไว้ให้ละเอียดชัดเจน เพื่อใช้ลายลักษณ์อักษรนี้เป็นเอกสารอ้างอิงในการแก้ไข/บันทึกคะแนนย้อนหลัง  ถ้ามีการร้องเรียน/ตรวจสอบในอีกหลายปีภายหลัง เมื่ออ่านบันทึกนี้แล้วจะได้เข้าใจเหตุผลที่แก้ไขผลการเรียน )  และตรวจสอบด้วยว่าการไม่บันทึกคะแนนระหว่างภาคนี้ เป็นความบกพร่องของใคร

             2)  ถ้าไม่ใช่ความบกพร่องของนักศึกษา ก็ต้องมีบุคลากรบกพร่อง ผู้บกพร่องก็ต้องรับผิดชอบด้วย ถ้าไม่ต้องรับผิดชอบเลยก็จะเกิดการมักง่ายเกิดการบกพร่องอีก  การรับผิดชอบ ถ้าเป็นครั้งแรกและไม่ร้ายแรง อาจแค่ตักเตือน/ภาคทัณฑ์ ถ้าเป็นครั้งที่สองอาจเพิ่มโทษ
             อาจให้ครูทำบันทึกชี้แจงเหตุการส่งคะแนนล่าช้า แล้ว ผอ.ทำบันทึกตักเตือนผู้เกี่ยวข้อง และ ผอ.บันทึกสั่งการให้ฝ่ายทะเบียนแก้ไขคะแนน แล้วเก็บบันทึกเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐาน

             3)  การที่นายทะเบียน ไม่ตรวจสอบ/ทวงถาม ให้รอบคอบ นายทะเบียนก็ต้องรับผิดชอบ  ต้องให้ความสำคัญในการตรวจสอบ ถ้ามีข้อผิดพลาดจนเกิดปัญหา ก็ถือว่าเป็นความบกพร่องของนายทะเบียนด้วย  ( เรื่องงานทะเบียน เอกสารหลักฐานต่าง ๆ ต้องอยู่ที่ฝ่ายทะเบียน  ปัจจุบัน กศน.ตำบลยังไม่ได้เป็นสถานศึกษา จึงยังแยกทะเบียนไม่ได้ ข้อมูลต่าง ๆ จะอยู่ในทะเบียน  เมื่อหลายปีก่อนจะไม่ให้ครูรู้รหัสเข้าโปรแกรม ITw เพราะอาจมีการแก้ไขข้อมูลสำคัญ ลักษณะคล้ายการห้ามครูผู้สอนคุมสอบ แต่ปัจจุบันมีนักศึกษามากขึ้น บางแห่งนายทะเบียนยังลงทะเบียนต่าง ๆ เอง บางแห่งให้มีครูบางคน ไม่ใช่ทุกคน ช่วยเป็นคณะทำงานของนายทะเบียน บางแห่งให้ครูแต่ละคนช่วยบันทึกทะเบียน แต่ให้แยกรหัสผ่านเข้าโปรแกรม รหัสที่ให้ครูทุกคนเข้าโปรแกรมได้นั้นจะบันทึกข้อมูลได้เพียงบางเรื่อง  แต่อย่างไรก็ตาม นายทะเบียนต้องเป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบการบันทึก  การตรวจสอบจะให้ครูตรวจสอบหรือจะตรวจสอบอย่างไรก็แล้วแต่ นายทะเบียนก็ยังเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบด้วย นายทะเบียนไม่ใช่มีหน้าที่แค่ลงนามโดยไม่ต้องรับผิดชอบ )

             4)  กรณีนี้ให้อนุมัติผลการเรียนใหม่ย้อนหลัง  วันที่อนุมัติผลการเรียนเป็นวันก่อนวันลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนถัดมา  ถึงแม้จะเป็นการแก้ไขย้อนหลัง ก็ไม่ถือว่าเป็นการทุจริต ถ้าแก้ไขให้ถูกต้องเป็นไปตามความจริง


วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

1.ใบ รบ.หลักสูตร EP, 2.กำหนดภาระงานสอนขั้นต่ำของ ขรก.ครู กศน., 3.ท่านเลขาฯห้ามสอนทำน้ำยาเอนกประสงค์?, 4.เทียบระดับฯสัมมนาวิชาการแพง, 5.กศน.จังหวัด/อำเภอใด ขนาดใด, 6.คำย่อต่างๆของ กศน., 7.ไม่อบรม จะต่ออายุใบครูได้ไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 4 มิ.ย.57 คุณ ตะวัน ยอแสง ถามผมในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  เทอม 1/2557 หลักสูตร English Program จะจบหลักสูตรแล้ว  ใบ รบ.ใช้แบบไหน (มีเฉพาะ) และออกเป็น 2 ภาษา คือ ไทยและอังกฤษหรือไม่
             ผมตอบว่า   ใบ รบ. หลักสูตร EP เหมือนกันกับหลักสูตรปกติ สามารถออกได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษเช่นเดียวกัน  ( มีแนวคิดให้ประทับคำว่า “English Program” ลงไปในใบ รบ. แต่ตอนนี้ยังไม่มีแนวปฏิบัติแจ้งออกมา )

         2. ท่านหัวหน้าหน่วย ศน. Pong Angkana บอกว่า ที่นิเทศมาพบว่าส่วนใหญ่ ขรก.ครูไม่เคยทราบเรื่องการเทียบเคียงการสอนที่ไม่ใช่การสอนในห้องเรียน ไม่เข้าใจและกังวล   ให้ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค   ผมจึงเผยแพร่เรื่องกำหนดภาระงานสอนขั้นต่ำของข้าราชการครู กศน. ในเฟซบุ๊ค เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.57 ดังนี้
             ก.ค.ศ. ได้กำหนดภาระงานสอนขั้นต่ำของ ขรก.ครู กศน. ไว้เมื่อปี 2553 โดยกำหนดจำนวนชั่วโมง “ภาระงานสอน” ไว้ว่า ไม่ต่ำกว่า 18 ชั่วโมง/สัปดาห์
             ( ผู้ที่ทำผลงานวิชาการขอเลื่อนวิทยฐานะ ถ้าระบุภาระงานสอนต่ำกว่า 18 ชั่วโมง/สัปดาห์ จะไม่ผ่าน )
             แต่ภาะงานสอนนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็น “การสอน” อย่างเดียว แต่แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
             1)  ชั่วโมงสอนตามตารางสอน  ไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์
             2)  ภาระงานที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการเรียนการสอน
             3) ภาระงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
             โดย 2) กับ 3) จะเป็นกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่เมื่อรวมกับ 1) แล้ว ต้องไม่ต่ำกว่า 18 ชั่วโมง/สัปดาห์
             ซึ่ง แม้แต่ข้อ 1) ชั่วโมงสอนตามตารางสอน ก็ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการสอนในห้องเรียนเท่านั้น แต่หมายถึงการสอนทั้งหมดที่มีตารางกำหนดเวลา เช่น การสอน การฝึกอบรม การสาธิต การเป็นวิทยากรในการจัดประชุมสัมมนาที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การจัดนิทรรศการ การจัดรายการวิทยุ-โทรทัศน์ การเผยแพร่ความรู้ การแนะแนว การพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ การส่งเสริมสนับสนุนเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในศูนย์การเรียนและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และการนิเทศติดตามผลการปฏิบัติงาน
             ทั้งหมดนี้คือชั่วโมงสอนตามตารางสอน ซึ่งต้องรวมไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์
             ส่วนข้อ 2) กับ 3) คืออะไร  ดูรายละเอียดพร้อมหนังสือแจ้ง ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/teachwork.pdf

         3. เย็นวันที่ 6 มิ.ย.57 คุณ Mickeymouse FC ถามในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  ตามนโยบายที่ท่านเลขาสั่งห้ามทำน้ำยาเอนกประสงค์ต่างๆ  แต่อนามัยในตำบลทำหนังสือขอความอนุเคราะห์วิทยากรและวัสดุอุปกรณ์มาถึง กศน.ให้ไปสอนการทำน้ำยาล้างจานให้กับผู้สูงอายุในชุมชน .. สงสัยว่าถ้าเป็นแบบนี้ กศน.จะจัดให้บริการตามคำขอของหน่วยงานนั้นๆได้ไหม
             ผมตอบว่า   เมื่อวันที่ 8 ก.ย.56 ท่านเลขานุการ กศน. มอบนโยบายปี 57 แก่ผู้บริหาร กศน. ที่หอประชุมประจักษ์วิทยาคม ศาลากลาง จ.หนองคาย หลายเรื่อง เช่น .. “งบ ส.ส. ให้โทรหา ส.ส.ด่วน ศูนย์อาชีพชุมชนให้สอนสายอาชีพร่วมกับอาชีวศึกษา เปิดสอนพวกช่างยนต์ ซ่อมคอมฯ ให้มีงานทำมีรายได้ ให้หยุดสอนวิชาต้องห้าม ( น้ำยาล้างจาน ยาสระผม ทำดอกไม้จันทน์ ยาดม ฯลฯ )”
             ท่านหมายถึงศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนให้สอนวิชาชีพที่เรียนจบแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ ส่วนวิชาการทำน้ำยาพวกนี้ถ้ากลุ่มเป้าหมายต้องการจริง ๆ และ กศน.อำเภอจะจัดให้ ก็จัดในหลักสูตรอื่นที่ไม่ใช่การฝึกอาชีพชุมชน เช่น จัดเป็นทักษะชีวิต


         4. คืนวันเสาร์ที่ 7 มิ.ย.57 คุณ เจ๊น้อง อิ๋ง อิ๋ง ถามผมผ่านเฟซบุ๊ค ว่า  นักศึกษาเทียบระดับสอบผ่านทั้ง 9 วิชา ต้องผ่านการเข้าอบรม ทำไมต้องออกค่าไช้จ่ายเองทั้งหมดซึ่งมันไม่น้อยเลย อย่างรอบที่ผ่านมาอบรมสามวันสองคืนออกค่าไช้จ่ายไป 2500 บาท ยังไม่รวมค่าเดินทางนะ
             ผมตอบว่า   ที่จริงเขาให้สถานศึกษากับผู้ที่ผ่านทั้ง 9 วิชา ตกลงร่วมกันว่าจะสัมมนาวิชาการเรื่องอะไรที่ไหนค่าใช้จ่ายเท่าไร แล้วผู้จะเข้าสัมมนาทุกคนเฉลี่ยกันออก  ถ้าเราเห็นว่ามากไปก็เสนอในช่วงที่ตกลงกัน   ถ้าจัดในโรงแรมก็แพงหน่อยเป็นธรรมดา อาจลงมติตามเสียงส่วนใหญ่  ( ถ้าสถานศึกษากำหนดเองเลย ก็ไม่ค่อยเป็นไปตามหลักการ )   แต่ถ้าบางสถานศึกษามีผู้ผ่าน 9 วิชาจำนวนน้อย จัดสัมมนาวิชาการเองยิ่งจะสิ้นเปลืองมาก จะส่งไปรวมสัมมนากับสถานศึกษาอื่น ก็ต้องเป็นไปตามที่สถานศึกษาอื่นนั้นเขากำหนดกัน

         5. ดึกวันเดียวกัน ( 7 มิ.ย.) คุณ ช. เมืองใจ (น้อย) กศน.จ.นครราชสีมา ถามในหน้าเฟซบุ๊คผม ว่า  ขนาดของ กศน.ใช้เกณฑ์กำหนดอย่างไร ใช้ตำบลเป็นเกณฑ์หรือเปล่า แล้วจะหาเอกสารการกำหนดขนาดได้ที่ไหน
             ผมตอบว่า   หมายถึงขนาด กศน.จังหวัด, กศน.อำเภอ ที่กำหนดโดย ก.ค.ศ.เพื่อเป็นกรอบโครงสร้างจำนวนบุคลากรใช่ไหม   เกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งไม่ได้ใช้จำนวนตำบล จำนวนอำเภอ อย่างเดียว  แต่ใช้ข้อมูลอื่น เช่น จำนวนประชากร ขนาดพื้นที่ ด้วย  โดยให้คะแนนแต่ละข้อมูลแล้วนำคะแนนมารวมกัน จากนั้นแบ่งขนาดตามคะแนนรวมว่า ช่วงคะแนนรวมเท่าไรเป็นขนาดใด
             สรุปออกมาเป็นเอกสาร ระบุแต่ละแห่งเลยว่า ที่ไหนเป็นขนาดไหน
             ดูเรื่องการกำหนดขนาดนี้ได้ ในข้อ 1 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2015/03/40.html
             ( ถ้าหมายถึงขนาดที่กำหนดโดย สมศ. เพื่อการพิจารณาจำนวนกรรมการประเมิน  จะแบ่งขนาดตามจำนวนตำบล แต่ตอนหลังไม่ว่าจะขนาดใดก็ใช้กรรมการประเมิน 3 คน )

         6. วันอาทิตย์ที่ 8 มิ.ย.57 ผมเผยแพร่เรื่องคำย่อต่าง ๆ ของ กศน. ในเฟซบุ๊ค ว่า
             คำย่อเหล่านี้ ใช้ใน หนังสือราชการ/เอกสารราชการ ต่าง ๆ ได้ เพราะ มีกฎหมายรองรับ คือ
             - ข้อ 1-4 กำหนดโดย พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2551  ที่
                https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/prbNFE51.pdf
             - ข้อ 5- 20 กำหนดโดย ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของสถานศึกษา  ที่
                https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/EducationAuthority.pdf


 

         7. วันที่ 9 มิ.ย.57 คุณ Nok Nong ถามผมผ่านเฟซบุ๊ค ว่า  การอบรมคุณธรรมจริยธรรมของคุรุสภาที่ผ่าน สพท. บังคับทุกคนหรือเปล่า  บางคนพูดว่าต้องผ่านการอบรมและได้รับวุฒิบัตรของคุรุสภาเท่านั้น จึงจะเอาไปแนบขอต่ออายุใบประกอบวิชาชีพได้  สามารถใช้วุฒิบัตรอื่นแทนได้ไหม
             ผมตอบว่า   ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีที่เป็นครูอยู่ ต้องมีคุณสมบัติครบ 3 ด้าน คือ
             ก. วุฒิ
             ข. การพัฒนาตนเองใน 5 ปีที่ผ่านมา
             ค. การประพฤติตนตามจรรยาบรณ
             ดูรายละเอียดในข้อ 7 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2014/01/ksm.html
             สำหรับข้อ ข.การพัฒนาตนเอง  ต้องพัฒนาตนเองอย่างน้อย 3 กิจกรรม จากทั้งหมด 12 กิจกรรม  ซึ่งการอบรมที่ได้รับวุฒิบัตรของคุรุสภา เป็นกิจกรรม 1 ใน 12 กิจกรรม ( อยู่ในกิจกรรมที่ 2 "เข้ารับการอบรมและได้รับวุฒิบัตรแสดงความชำนาญในการประกอบวิชาชีพของคุรุสภา" )
             ถ้าเราพัฒนาตนเองในกิจกรรมอื่นครบ 3 กิจกรรมแล้วก็ไม่ต้องทำกิจกรรมที่ 2 นี้
              ( เฉพาะกิจกรรมที่ 2 นี้ ก็มีให้เลือกหลายหลักสูตร เช่นหลักสูตร "การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้" ที่สถาบันการศึกษาทางไกล กศน.จัดร่วมกับคุรุสภาอยู่ )