แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวช แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561

1.ใบประกาศนียบัตรหาย ออกให้อีกได้ไหม, 2.ผอ.ไม่อนุมัติเปิดสอนกลุ่มอาชีพ เพราะผู้สมัครเรียน เกินเป้าหมายไป 3 คน, 3.กศน.จะทำไงดีหนอ, 4.ความหมายของ ตรา “กศน.เพื่อนเรียนรู้” สีของ กศน.คือสีอะไร ? สโลแกนของ กศน.คืออะไร ?, 5.สีเหลือง-เขียว คืออะไร สงสัยเรื่องสีและสโลแกนของ กศน. ใครทราบ ?, 6.ทำไม กศน.ใช้คำว่า "รักษาการในตำแหน่ง" ใช้ระเบียบข้อใด, 7.การเทียบโอนจากหลักสูตร ปวช.56 เข้าสู่หลักสูตร กศน.51


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 19 มิ.ย.61 มีผู้ถามในกลุ่มไลน์ ITw NFE ว่า  กรณีใบประกาศนียบัตร ( กศ.ขั้นพื้นฐาน ) หาย  สถานศึกษาสามารถออกให้อีกได้ไหม



             ผมตอบว่า   ดูในคู่มือฯ ปกสีเลือดหมู หน้า 169-178
             ( ออกใบแทน )


         2. เย็นวันเดียวกัน ( 19 มิ.ย.) มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  “เรื่องการจัดการศึกษาต่อเนื่องมีเพื่อนครูถามว่า เปิดสอนกลุ่มอาชีพ เป้าหมาย 17 คน แต่มีผู้สมัครเรียน 20 คน กลุ่มแผนงานและผู้บริหารไม่เซ็นต์อนุมัติเปิดสอน ให้ไปหาหลักฐานว่ากลุ่มเป้าหมายเกินแล้วเปิดสอนได้ ฉันเคยเห็นแต่เป้าหมายเกินถือว่าเป็นเรื่องดี”

             ผมตอบว่า   ลองดูคำตอบเก่า ในข้อ 5 ที่
             http://nfeph.blogspot.com/2016/08/1-2-600-3-4-5-6-7.html

         3. เช้าวันที่ 21 มิ.ย.61 มี ผอ.กศน.อำเภอ ปรารภกับผมทางไลน์ ว่า

             “ครู1คนต้องรับผิดชอบจัดกิจกรรมอย่างน้อย10กิจกรรม/โครงการต่อ1ภาคเรียน ( ชั้นเรียนอาชีพ กลุ่มสนใจ ทักษะชีวิต พัฒนาสังคมชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง จัดการขยะ ดิจิทัลชุมชน smart farmer 1อำเภอ1อาชีพ ภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ พัฒนาผู้เรัยน ) ยังไม่รวมงานภาคีเครือข่าย ไทยนิยม ศสปชต. อื่นๆ
             รวมทั้งต้องไปประชุม อบรม กับกศน.จังหวัดอีก108โครงการ
             แล้วจะเอาเวลาไหนไปจัดการเรียนการสอน จัดการเรียนรู้รายบุคคล ติดตามผู้เรียนให้มีคุณภาพ
             วิชาในแต่ละสาระการเรียนรู้ก็มาก ครู1คนต้องจัดการเรียนการสอนอย่างน้อย15วิชาต่อภาคเรียนสำหรับนศ.ทั้ง3ระดับ
             กลุ่มเป้าหมายก็เปลี่ยนไปนศ.ที่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงานก็ลดลงมาก เหลือแต่วัยรุ่นพูดอย่างยาก
             จะทำไงดีหนอ”

             ผมตอบว่า   ยึดทางสายกลางครับ
             ถ้าทำเต็มที่เต็มเวลาแล้ว ได้แค่ไหนก็แค่นั้น
             ( ยังมีพวกเราส่วนหนึ่งที่ทำงานไม่เต็มที่เต็มเวลา ถ้าใครทำเต็มที่เต็มเวลาแล้วได้แค่ไหนก็สุขสบายใจเถอะครับ )

             เรื่องนี้  ดร.ศุภัชณัฏฐ์ ผอ.สนง.กศน.จ.เพชรบุรี เสนอแนะในกลุ่มไลน์ “ภาคีเครือข่ายคนดี” ว่า
             “ที่เพชรบุรี ผมให้จัดแบบบูรณาการ ส่วนไหนทำด้วยกันได้ให้จัดด้วยกัน เช่น บูรณาการโครงการ/งาน/กิจกรรม
             บูรณาการเชิงพื้นที่ เช่น ตำบลใกล้กันรวมกันทำ
             ผอ.กศน.อำเภอ, ผอ.กศน.จังหวัด ก็ต้องช่วยแนะนำและแนะแนว ครู กศน.ด้วย อย่าปล่อยให้เขาอ้างว้างไม่มีที่พึ่ง ไม่ใช่ปรึกษาเพื่อนก็ไม่ได้ ปรึกษา ผอ.กศน.อำเภอ /ผอ.กศน.จังหวัดก็ไม่ได้”

             ส่วน ส.ต.อ.สมลักษณ์ กลิ่นชื่น เสนอแนะต่อท้ายโพสต์ของผมเรื่องในเฟซบุ๊ก ว่า
             “กศน.ต้องแสวงหาแนวร่วมภาคีพันธมิตรร่วมจัดการศึกษา โดยเฉพาะวิชาหลักๆเช่นภาษาอังกฤษ สังคม ฯลฯ (อย่าคิดว่าสังคมง่ายใครก็สอนได้ แท้แล้ววิชานี้ผู้สอนต้องเชี่ยใชาญมากๆ) ผมเคยติดต่อ กศน.บางอำเภอมีความรู้สึกว่า กศน.ไม่ต้องการให้ใครเข้ามาช่วย อยากเป็นพระเอกคนเดียวหรือ อย่าลืม กศน. ม.ปลายเนื้อหาค่อนข้างยาก ครู กศน.คนเดียวสอนได้หมดอย่างนั้นหรือ ถึงไม่อยากให้ใครเข้ามาช่วย”
             ( ส.ต.อ.สมลักษณ์ กลิ่นชื่น เคยลงข้อความในเฟซของตนว่า “ถึง นศ.กศน.กำแพงเพชร ผมสมลักษณ์ กลิ่นชื่น ข้าราชการบำนาญ ประสงค์สอนให้ทุกคนที่ต้องการความรู้ทางวิชาการที่เข้มแข็งได้แก่วิชา
                1.ภาษาอังกฤษ เน้น ม.ปลาย 2.ธรรมะที่สำคัญๆที่ทุกคนต้องรู้ 3.ระบบสังคมโลกในทุกด้านเพื่อให้ทันความเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัฒน์ 4.คณิตศาสตร์ ม.ต้น
                โดยสอนเป็นการกุศล นศ.ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ขอเพียงให้ทุกคนตั้งใจผมจะทุ่มเทให้ทุกคนได้รับความรู้เต็มที่แบบค่อยเป็นค่อยไป รับรองผู้ที่ต้องการความรู้จริงๆจะไม่ผิดหวัง สนใจโทรมาคุยหรือปรึกษาหมายเลข 0914820959” )

         4. ภาพแบรนด์ "กศน.เพื่อนเรียนรู้" นำมาใช้แทน โลโก้เก่าที่เป็นตราสัญลักษณ์ งอบของชาวนาชาวสวน อยู่บนรูปคนกำลังอ่านหนังสือ และมีรวงข้าวอยู่ด้านล่าง

             แบรนด์หรือโลโก้ใหม่ “กศน.เพื่อนเรียนรู้” เปิดตัวที่เมืองทองธานีตั้งแต่ 8 ก.ย.2549 ( สโลแกนของ กศน. คือ "กศน.เพื่อนเรียนรู้" ) สัญลักษณ์เป็นรูปคน 2 คน ตรงกลางเป็นรูปหนังสือ มีข้อความภาษาไทย "กศน.เพื่อนเรียนรู้" ภาษาอังกฤษ "ONIE : LEARNING BUDDY"
             หมายถึง “การเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นกับทุกคน กศน.ปรารถนาที่จะให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต กศน.จะคอยช่วยเหลือส่งเสริมให้ทุกคนได้เรียนรู้สู่ความสำเร็จ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใด กศน.จะเป็นเพื่อนเรียนรู้เคียงคู่ทุกคนทุกกลุ่มเป้าหมายตลอดไป”
             - ตัวหนังสือ "กศน.เพื่อนเรียนรู้" ใช้สีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นการเทิดทูนที่พระองค์ทรงเป็นผู้นำด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
             - ตัวหนังสือ "ONIE : LEARNING BUDDY" ใช้สีขาวอยู่ในกรอบพื้นสีแดง
             - รูปคน ใช้สีเขียวเหลือง ซึ่งเป็นสีของ กศน.
             - รูปหนังสือ ใช้สีขาวเพื่อส่งให้ตัวหนังสือโดดเด่น





         5. หลังจากที่ผมโพสต์เรื่องสีและสโลแกนของ กศน. จากตรา “กศน.เพื่อนเรียนรู้” ที่กำหนดเมื่อปี 2549  ปรากฏว่ามีบางท่านสงสัยว่า สีปัจจุบันอาจจะเปลี่ยนเป็นสีกรมท่าแล้วเพราะเห็นให้ใส่เสื้อสีกรมท่า และ เห็นมีคำว่า Education for all สโลแกนก็อาจจะเปลี่ยนเป็น “กศน.เพื่อปวงชน” แล้ว
             และ มีผู้ถามในกลุ่มไลน์ “ITw NFE” ว่า  “สีเขียว/ สีเหลือง ( ของ กศน.) มีความหมาย ปะครับ.. อยากทราบจริงๆ”

             ผมคิดว่า  สีเขียว/สีเหลือง มีความหมายเช่นเดียวกับสีในเครื่องหมายราชการของสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ( กศน.) ที่ ภายในวงกลม มีตราเสมาธรรมจักร สีเขียว ตั้งอยู่บนเครื่องหมาย Infinity สีเขียว และรองรับด้วยรูปรวงข้าว สีเหลืองทอง
             ตราเครื่องหมาย กศน. นี้ หมายถึง "การส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตเพื่อความผาสุขของประชาชน"
             ( สีเขียว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ความสามัคคี ชุมชนเข้มแข็ง ความรู้ การเกษตร การเจริญเติบโตต่อเนื่อง
                สีเหลือง เป็นสีของรวงข้าว หมายถึง ความผาสุข )

             ท่านใด มีความรู้เรื่องสีและสโลแกนของ กศน. ที่เป็นปัจจุบัน ว่าเปลี่ยนแปลงแล้วหรือไม่ อย่างไร กรุณาช่วยให้ข้อมูลความรู้ด้วยนะครับ

 
         6. วันที่ 27 มิ.ย.61 มีผู้ถามผมทางโทรศัพท์ ว่า  ทำไม กศน.ใช้คำว่า "รักษาการในตำแหน่ง" ใช้ระเบียบข้อใด

             ผมตอบว่า   การแต่งตั้ง "ผู้รักษาการในตำแหน่ง" ใช้ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547  มาตรา 68
             ประกอบกับ คำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 270/2551 เรื่องมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดและผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานครปฏิบัติราชการแทน ลงวันที่ 5 มี.ค.51 ข้อ 1
             ( “รักษาการในตำแหน่ง” ต่างจาก “รักษาราชการแทน”
                ถ้าเป็น สพฐ. จะแต่งตั้งรอง ผอ.สถานศึกษา ให้ “รักษาราชการแทน” ผอ.สถานศึกษา ก่อน ถ้าไม่มี รอง ผอ. จึงแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ “รักษาการในตำแหน่ง” )

         7. เย็นวันที่ 28 มิ.ย.61 มีผู้ถามในกลุ่มไลน์ ITw NFE ว่า  มีนักศึกษาเรียน ปวช. หลักสูตร 2556 สามารถเทียบโอน กศน.ได้ไหม มีข้อมูล เอกสาร ไหม ดูในเล่มสีเขียว แนวทางการเทียบโอนผลการเรียนฯแล้ว มันไม่มี ปวช.หลักสูตร 2556

             ผมตอบก่อนว่า
             1)  ถ้าเรียนจบ ปวช.แล้ว เทียบโอนไม่ได้  การ "เทียบโอน" ต้องยังเรียนไม่จบ
             2)  การเทียบโอนทุกหลักสูตรทุกวิชา ถ้า ไม่มีหลักเกณฑ์การเทียบโอนไว้ ให้พิจารณาความสอดคล้องของเนื้อหารายวิชา ถ้าเนื้อหารายวิชาที่นำมาเทียบโอน ( ได้เกรด 1 ขึ้นไป ) กับวิชาที่จะเทียบโอนในหลักสูตร กศน. สอดคล้องกันไม่น้อยกว่า 60 % ก็เทียบโอนเป็นรายวิชานั้นได้
                  ปกติต้องพิจารณาจากคำอธิบายรายวิชา แต่ถ้าไม่สามารถหาคำอธิบายรายวิชาของเขามาดูได้ ก็อาจต้องคาดเดาเนื้อหาจาก "ชื่อรายวิชา" การเทียบโอนจึงต้องทำในรูปคณะกรรมการเพราะอาจคิดไม่ตรงกันว่าสอดคล้องกันถึง 60 % หรือไม่ กรรมการอาจต้องลงมติ

             ส่วนคุณ ชวนิต พรมมา ตอบว่า
             กรณีเทียบโอนหลักสูตร ปวช.56 มาสู่ กศน.51 หลักการที่ใกล้เคียงที่สุด ที่สามารถศึกษาได้คือ แนวทางการจัดการศึกษาหลักสูตรเรียนร่วมหรือ ทวิศึกษา คู่มือเล่มนี้หาดูได้ที่เว็บของกลุ่มพัฒนาการศึกษานอกระบบ

             ผมจึงเสริม ว่า  ดาวน์โหลดเล่ม “แนวทางการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย ( ทวิศึกษา )” ได้ที่
             https://www.dropbox.com/s/n6sa7bzz82avypo/Manual2Ed.pdf?dl=0
             ( ดูในหน้า 25-46 )


วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

1.ครูไม่ส่งชื่อเข้าสอบ N-NET, 2.การขอย้ายของข้าราชการ, 3.ทำไมแต่ละจังหวัดปฏิบัติไม่เหมือนกัน (N-NET/e-Exam), 4.สอบครูผู้ช่วย ได้บรรจุ 4 ปีจึงจะขอย้ายได้, 5.จบ ปวช.แล้ว ไม่ให้สมัครเรียน ม.ปลาย, 6.มหาวิทยาลัยขอใบ ปพ.1, 7.สมัครครูผู้ช่วย การนับเวลา 3 ปี นับยังไง



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. ตีสองครึ่งคืนวันที่ 18 ม.ค.60 Arin Parinya นักศึกษา กศน. ถามในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊คผม ว่า  ไม่มีรายชื่อสอบ n-net เราจะจบเทอมนี้ได้ป่าว เพราะ กพช ได้ 100 แต่จะทำเทอมนี้ให้ครบ สามารถจบการศึกษาเทอมนี้ใช่ป่าว

             ผมตอบว่า   ทำไมครูไม่ส่งชื่อเราเข้าสอบ N-NET จะมีชื่อหรือไม่อยู่ที่นายทะเบียน ว่าส่งชื่อให้หรือไม่  ปกติถ้าลงวิชาเรียนครบในเทอมนี้ ครูต้องส่งชื่อเลยแม้ว่า กพช.จะเหลือมากก็ตาม
             ถ้ายังไม่สอบ
N-NET ก็ยังจบไม่ได้ แต่ถ้าจะจบก็ขอสอบ e-Exam แทนได้ อาจจบช้ากว่าคนอื่นนิดหน่อยเพราะการสอบ e-Exam จะสอบหลังวันสอบ N-NET  ( แม้ไม่ได้ส่งชื่อเข้าสอบ N-NET ก็ขอสอบ e-Exam ได้ถ้าต้องรีบจบ )

         2. ตามระเบียบ การขอย้ายกรณีปกติ ( เช่น กลับภูมิลำเนา, ไปอยู่ร่วมกับคู่สมรส, ดูแลบิดามารดา ) สำหรับข้าราชการที่ไม่ใช่ผู้บริหาร ให้ยื่นขอย้ายได้ปีละ 2 ช่วง คือ 1-15 ก.พ. กับ 1-15 ส.ค. ( ดูหลักเกณฑ์และวิธีการขอย้ายได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/chengeOFM.pdf  หลักเกณฑ์นี้ถือเป็นกำหนดการที่เป็นที่รู้กันแล้ว เมื่อถึงเวลา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก็ยื่นขอย้ายโดยไม่จำเป็นต้องมีหนังสือแจ้ง แต่ถ้ารอบไหนมีอัตราว่างหลายอัตรา กจ.กศน.ก็จะมีหนังสือแจ้งมาพร้อมแจ้งอัตราว่าง รอบไหนมีอัตราว่างน้อยก็จะไม่แจ้งมา แต่ถึงไม่แจ้งก็ยื่นขอย้ายได้ โดยเฉพาะการขอย้ายสับเปลี่ยนไม่ต้องมีอัตราว่างอยู่ก่อน )
             คำร้องขอย้ายใช้ได้รอบเดียว ถ้ายังไม่ได้ย้ายตามคำขอ เมื่อถึงช่วงขอย้ายใหม่ต้องยื่นใหม่
             คำสั่งย้ายจะออกเมื่อไร ไม่แน่ ปกติยื่นขอย้ายในช่วง 1-15 ก.พ. ถ้าได้ย้าย คำสั่งย้ายจะออกประมาณ เม.ย.-พ.ค. ถ้าขอย้ายในช่วง 1-15 ส.ค. คำสั่งย้ายจะออกประมาณ ต.ค.-พ.ย.

         3. คืนวันที่ 20 ม.ค.60 Surapee Maneena เขียนต่อท้ายโพสต์ผมในเฟซบุ๊ค ว่า  “ทุกทีส่งชื่อช้าก็ให้เข้าสอบ e~exam ได้ ทำไมแต่ละจังหวัดปฏิบัติไม่เหมือนกัน ได้แจ้งนักศึกษาว่า เข้าสอบ eexam ได้ ถูกนักศึกษาต่อว่า เรียบร้อย ไม่ยอมมาเรียน”

             ผมตอบว่า ผมไม่ค่อยเข้าใจครับ พิมพ์ให้ละเอียดชัดเจนหน่อยได้ไหม เช่น
             - "ทุกทีส่งชื่อช้าก็ให้เข้าสอบ e~exam ได้".. แล้ว ที นี้ ไม่ได้หรืออย่างไร
             - "ทำไมแต่ละจังหวัดปฏิบัติไม่เหมือนกัน".. ไม่เหมือนกันอย่างไร ( ที่ถูกต้อง ทุกจังหวัดต้องปฏิบัติเหมือนกัน ) ยกตัวอย่างจังหวัดไหนปฏิบัติอย่างไรได้ไหม
             - "ได้แจ้งนักศึกษาว่า เข้าสอบ eexam ได้ ถูกนักศึกษาต่อว่า เรียบร้อย".. นักศึกษาต่อว่า ว่าอย่างไร

              ( การส่งชื่อช้า-ไม่ได้ส่งชื่อผู้มีสิทธิจบเพื่อเข้าสอบ N-NET แม้จะเข้าสอบ e-Exam ได้ แต่ก็เป็นความบกพร่องของสถานศึกษานะ ต้องมีผู้รับผิดชอบ อย่างน้อยครั้งแรกต้องว่ากล่าวตักเตือน เพราะสร้างปัญหาเป็นภาระให้การสอบ e-Exam และอาจเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงการสอบ N-NET )

         4. การสอบบรรจุครูผู้ช่วยของ กศน. กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ. ที่ ว16/57 (ทั่วประเทศ) และ ว17/57 (ชายแดนใต้)
             ดูหนังสือ ว16 ว17 นี้ พร้อมหนังสือซักซ้อมความเข้าใจ ได้ที่ 
https://www.dropbox.com/s/pxaufaesskk8wpv/V12testTeacher.pdf?dl=1  

             ซึ่งมีข้อที่น่าสนใจ เช่น

             - หลักเกณฑ์ ข้อ 2.6 ใน ว16 และข้อ 2.1 ใน ว17 :  พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ครูสอนศาสนาอิสลามหรือวิทยากรอิสลามศึกษา พนักงานจ้างเหมาบริการ ครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างชั่วคราวจากเงินงบประมาณหรือเงินรายได้ของสถานศึกษา  ที่จะเข้ารับการคัดเลือก ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกตามระบบคุณธรรมที่ยึดความรู้ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และประโยชน์ของทางราชการ ตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะหรือตามที่ส่วนราชการกำหนด จึงจะถือว่าเป็นการจ้างที่ถูกต้อง (ยกเว้นเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2557)  และต้องได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สอน ตามคำสั่งหรือสัญญาจ้างอย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันรับสมัครคัดเลือกวันสุดท้าย และปัจจุบันยังคงปฏิบัติงานอยู่

             - หลักเกณฑ์ ข้อ 11 :  ให้บรรจุแต่งตั้งผู้ได้รับการคัดเลือกตามจำนวนตำแหน่งว่างที่ประกาศไว้ โดยไม่มีการขึ้นบัญชี

             - ซ้อมความเข้าใจ ข้อ 3 :  การกำหนดวิชาเอกเพื่อใช้ในการคัดเลือก ให้ผู้ดำเนินการคัดเลือกพิจารณาตามความจำเป็นและความต้องการของสถานศึกษา เฉพาะเจาะจง เช่น ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เป็นต้น มิใช่กำหนดเป็นวิชาเอกทั่วไป  สำหรับการออกข้อสอบภาค ข ข้อ 2 ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับวิชาเอก ออกข้อสอบตามกลุ่มวิชาหรือทางหรือสาขาวิชาเอกที่ประกาศไว้

             - วิธีการ ข้อ 4 ว16 :  ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยแล้ว ต้องปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไม่น้อยกว่า 4 ปี  ( ข้อ 6 ว17 สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 ปี ) จึงจะขอย้ายได้  
               ครูผู้ช่วยที่สอบเข้ามาด้วย ว16 ( สอบกรณีพิเศษคือคนในสังกัด ประกาศรับสมัครสอบหลัง พ.ย.57 ) ก็เข้าเกณฑ์นี้แล้วครับ ( ของ กศน. เมื่อครั้งล่าสุดประกาศรับสมัคร ส.ค.56 ยังไม่ได้ใช้ ว16 )

             - หลักสูตรแนบท้าย :  กำหนดว่า ภาค ก ภาค ข ภาค ค สอบเรื่องอะไรบ้าง คะแนนเท่าไร

         5. เนื่องจาก กศน.จัดเพื่อผู้ด้อย-ขาด-พลาดโอกาส และรัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้เรียน กศ.ขั้นพื้นฐาน คนละรอบเดียว จึงไม่ให้ผู้ที่เรียนจบแล้วมาเรียนในระดับเดียวกันอีกรอบ และในระดับ ม.ปลาย เมื่อจบ สถานศึกษาต้องส่งเกรดเฉลี่ยเข้ากระทรวงเพื่อใช้ประกอบการแอดมินชั่น ถ้าจบ 2 แห่ง เกรดเฉลี่ยจะไปชนกัน เป็นโมฆะ
             แต่ผมเห็นว่า ปัจจุบันมีโครงการทวิศึกษา ผู้เรียนได้ 2 วุฒิ จึงคิดว่า เมื่อได้ 2 วุฒิได้ ผู้ที่จบ ปวช.แล้ว ก็น่าจะมาเรียนให้จบ ม.ปลายอีกได้ 

             วันที่ 23 ม.ค.60 ผมจึงถาม อ.กิตติพงษ์ กลุ่มพัฒนา กศน.ในเรื่องนี้  ได้รับคำตอบว่ายังเรียนซ้ำระดับเดียวกันไม่ได้ ( ปวช. กับ ม.ปลาย เป็น กศ.ขั้นพื้นฐานระดับเดียวกัน )  เรียนเพิ่มได้เฉพาะบางวิชาที่ยังไม่เคยเรียน  ด้วยเหตุผลเดียวกับที่จบ ม.ปลายแล้วเรียนหลักสูตรเดิมไม่ได้ ตามหนังสือกรมการศึกษานอกโรงเรียน ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0405/2645 ลงวันที่ 26 มิ.ย.43  ซึ่งกำหนดว่า

              “ในกรณีที่มีผู้จบหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว มาขอขึ้นทะเบียนและลงทะเบียนเรียนใหม่ในหลักสูตรเดิม เพื่อให้มีผลการเรียนเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าเดิม ... ขอเรียนชี้แจงว่า การจัดการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ สามารถลงทะเบียนเรียนเพิ่มเติมในหมวดวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ครบตามคุณสมบัติที่สถาบันอุดมศึกษากำหนด หรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่น ... ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อผู้เรียนแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะให้ผู้เรียนกลับมาขึ้นทะเบียนและลงทะเบียนเรียนหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายใหม่ ... เป็นการได้รับการศึกษาที่ซ้ำซ้อน เป็นการใช้ทรัพยากรเพื่อการศึกษาที่สิ้นเปลือง ... เป็นการให้โอกาสกับบุคคลที่ได้รับโอกาสไปแล้ว  ควรให้โอกาสกับบุคคลที่ยังไม่มีโอกาส ตามหลักการและปรัชญาของการจัดการศึกษานอกโรงเรียน  จึงไม่สามารถให้นักศึกษาที่จบหลักสูตรแล้วมาขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาใหม่และลงทะเบียนเรียนจนจบหลักสูตรอีกครั้ง
              จึงขอให้สถานศึกษาทุกแห่งถือปฏิบัติ ... อย่างเคร่งครัด ถ้าสถานศึกษาใดมิได้ปฏิบัติ หากมีความผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้น ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติจะต้องรับผิดชอบ และถือเป็นความบกพร่องในการปฏิบัติงาน
”

        
6. Too Tassanawalai ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ( คงถามตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.60 แต่ผมเพิ่งเห็นคำถามและตอบเช้าวันที่ 2 ก.พ.) ว่า  นศ.ต้องการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย และทางมหาวิทยาลัยขอใบ ปพ.1  5 เทอม  กรณีนี้ กศน.อำเภอจะออกเอกสารแบบใดให้ นศ.

             ผมตอบว่า   ใบ ปพ.1 ของในระบบ ก็คือใบ รบ.ของเรา  ถ้ายังไม่จบ ยังไม่ลาออก ให้ใช้กระดาษ A4 ธรรมดา ออกเป็นใบแสดงผลการเรียน ออกด้วยโปรแกรม ITw เมนู 1-A-1-6 ( ขั้นตอนการดำเนินงาน-รายงาน-รายงานผลการเรียน-พิมพ์ใบแสดงผลการเรียน )

        
7. วันที่ 3 ก.พ.60 เรวัฒน์ พลเดช ถามผมในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ค ว่า  การสอบครูผู้ช่วย กศน. นับระยะเวลา 3 ปี นับยังไง นับแบบปี พ.ศ. หรือ ปีการศึกษา

             ผมตอบว่า นับวันชนวันเลย
            
"ไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันรับสมัครคัดเลือกวันสุดท้าย และปัจจุบันยังคงปฏิบัติงานอยู่"
             เช่น ถ้า รับสมัคร 17-25 ก.ค.60 ก็นับถึงวันที่ 25 ก.ค.60 คือต้องเป็นพนักงานราชการ-ลูกจ้าง สังกัด กศน. ไม่หลังวันที่ 25 ก.ค.57 ( ขาดวันเดียวก็ไม่ได้ )


วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

1.ครู ปวช.ลาพักผ่อน, 2.เครื่องพิมพ์ เป็นครุภัณฑ์หรือไม่, 3.ก่อสร้างอาคาร กศน.ตำบล, 4.ให้ มส.นักศึกษา ใช้ระเบียบที่คน กศน.ไม่น้อย ไม่เห็นด้วย, 5.ข้าราชการครูสอนวันอาทิตย์ เบิกไม่ได้, 6.หนังสือที่ให้ กศน.อำเภอตรวจสอบวุฒิเอง, 7.วิชาเลือกเสรี/โปรแกรมการเรียนรู้




สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันอาทิตย์ที่ 3 เม.ย.59 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  หนูเป็นครู ปวช.กศน ทำงานมาแล้ว 6 ปี และเป็นลูกจ้างชั่วคราว   ตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวของ กศน. มีสิทธิ์ลาพักผ่อนได้หรือไม่

             ผมตอบว่า   ครู ปวช.กศน.ไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราว  ครู ปวช.กศน.ไม่มีสิทธิลาพักผ่อน
             ลูกจ้างชั่วคราวต้องจ้างด้วยงบบุคลากร มีเลขที่อัตรา  ( นิติกร กจ.กศน.บอกว่า กศน.ไม่มีลูกจ้างชั่วคราวมานานแล้ว )

 

         2. วันที่ 4 เม.ย.59 ผอ.กศน.อ. ท่านหนึ่ง ถามผมว่า  เครื่องพิมพ์ ( Printer ) เป็นครุภัณฑ์หรือไม่ ซื้อได้หรือไม่

             เรื่องนี้  เครื่องพิมพ์ ( Printer ) เป็น “สิ่งของที่โดยสภาพมีลักษณะคงทนถาวร มีอายุการใช้งานยืนนาน เมื่อชำรุดเสียหายแล้วสามารถซ่อมแซมให้ใช้งานได้ดังเดิม”  จึงเป็น ครุภัณฑ์  ซึ่งปัจจุบันถ้าเป็นครุภัณฑ์ไม่ว่าจะราคาเท่าไร ก็ใช้เงินงบดำเนินงานซื้อไม่ได้
             ( เงินรายได้สถานศึกษา ซื้อได้  ส่วนเงินอุดหนุนรายหัว กศ.ขั้นพื้นฐาน เป็นงบดำเนินงานประเภทหนึ่ง ใช้ซื้อไม่ได้ ถ้าจะใช้งบประมาณซื้อ งบลงทุนซื้อได้ )

         3. เช้าวันที่ 12 เม.ย.59 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่อง  สำรวจ กศน.ตำบล ที่มีที่ดินพร้อมสำหรับก่อสร้างอาคาร กศน.ตำบล ( เนื้อที่อย่างน้อย 20 X 25 เมตร )
             ดูหนังสือแจ้งที่  https://db.tt/orIxjNol 

 

         4. เช้ามืดวันเสาร์ที่ 16 เม.ย.59 Tanyaluk Neamprapan ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  เราสามารถตัด มส.นักศึกษาได้ไหม ถ้าได้หรือไม่ ขอระเบียบด้วย

             ผมตอบว่า
             1)  ให้ มส. ( ไม่มีสิทธิเข้าสอบปลายภาค ) แก่นักศึกษาได้  โปรแกรม ITw ก็มีเมนูให้ลง มส.

             2)  ระเบียบคือ ประกาศสำนักงาน กศน.ฉบับลงวันที่ 8 ต.ค.55 ข้อ 2 ที่กำหนดว่า  วิธีเรียนรู้แบบ กศน. ( หลักสูตร 51 มีวิธีเรียนวิธีเดียว คือวิธีเรียนรู้แบบ กศน. แต่มีรูปแบบการเรียนหลายรูปแบบ เช่นรูปแบบพบกลุ่ม รูปแบบทางไกล )  ต้องมีเวลาพบกลุ่มหรือพบครูไม่น้อยกว่า 75 % จึงจะมีสิทธิเข้าสอบปลายภาคเรียน  ยกเว้นเฉพาะ นศ.ของสถาบัน กศ.ทางไกล
             ถ้าผู้เรียนมีระยะเวลาการพบกลุ่มหรือพบครูไม่ถึงร้อยละ 75 แต่ถึงร้อยละ 50 ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะพิจารณาอนุญาตให้เข้าสอบปลายภาคเรียน  ( ถ้าไม่ถึงร้อยละ 50 ผู้บริหารก็อนุญาตให้เข้าสอบไม่ได้ ) 
             ดาวน์โหลดประกาศฉบับนี้ได้ที่  https://db.tt/rFV5M591

             คน กศน.จำนวนไม่น้อย ไม่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์นี้  แต่... พอมีการคำนวณร้อยละของผู้เข้าสอบ/ขาดสอบปลายภาค โดยบางครั้งใช้จำนวนผู้มีสิทธิสอบเป็นจำนวนเต็ม ก็มีผู้หันมาใช้ประกาศฉบับนี้ลง มส.ให้นักศึกษา เพื่อให้จำนวนเต็มลดลง จำนวนร้อยละของผู้เข้าสอบจะได้เพิ่มขึ้น

             ผมคิดว่า เพื่อช่วยแก้ปัญหานักศึกษาผี ( นักศึกษาที่ไม่ได้ลงชื่อในใบลงทะเบียนเรียนด้วยตนเอง ) ควรใช้จำนวนผู้ลงทะเบียนเรียน เป็นจำนวนเต็มในการคำนวณร้อยละของผู้เข้าสอบ/ขาดสอบปลายภาค

         5. คืนวันเดียวกัน ( เสาร์ที่ 16 เม.ย.59 ) บุญชนะ ครูนกฮูก ล้อมสิริอุดมิ ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  ข้าราชการ ได้รับมอบหมายให้สอนในวันอาทิตย์ เบิกค่าปฏิบัติงานนอกเวลาได้ไหม

             ผมตอบว่า   โดยปกติ เคยมีหนังสือราชการแจ้งนานแล้วว่า บุคลากรสังกัด กศน.สอนนอกเวลาราชการ เบิกได้  แต่.. มีหนังสือสำนักงาน กศน.แจ้งให้ข้าราชการครูสอนเสริมสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง และไม่ให้เบิกค่าตอบแทน ( อยู่ในข้อ 2.6 ของแนวนโยบายฯแนบหนังสือสั่งการ ที่  https://db.tt/LkvYKiCV
             และ ท่านเลขาธิการ กศน. นายสุรพงษ์ จำจด สั่งการในที่ประชุมที่ จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 12 พ.ย.58 ว่า “ข้าราชการครู กศน. ได้หารือกรมบัญชีกลางแล้ว แม้จะสอนนอกเวลาราชการ เบิกไม่ได้ เพราะเป็นบทบาทหน้าที่โดยตรง ให้สอนโดยไม่เบิก”
             เมื่อเบิกค่าสอนไม่ได้ ก็เบิกค่าปฏิบัติงานนอกเวลาไม่ได้เช่นกัน ( ค่าปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ เป็นการปฏิบัติงานนอกเวลาในสำนักงาน )

             ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอนในสถานศึกษาและสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2551 กำหนดว่า  ถ้าสอนเกินภาระงานสอนก็จะเบิกได้ ( ระดับ ม.ต้น-ปลาย ชั่วโมงละ 200 บาท ) เช่น  บทบาทหน้าที่ของ ขรก.ครู กศน. ที่ ก.ค.ศ.กำหนดคือ ต้องสอนตามตารางสอนไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง และมีภาระงานสอนอื่นอีกรวมเป็นสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 18 ชั่วโมง ถ้าสอนเกินนี้และสอนนอกเวลาราชการโดยไม่หยุดในวันทำการ ก็เบิกได้ ถ้ามีเงินให้เบิกและผู้บริหารให้เบิก

              ( ผมเองก็เคยสอนเสริมในวันอาทิตย์ทั้งเช้าและบ่าย ก็ไม่ได้เบิก แต่ ขอหยุดในวันธรรมดา 1 วัน เหมือนกับครู กศน.อื่นที่พบกลุ่มวันอาทิตย์หยุดวันศุกร์ )






         6. วันที่ 19 เม.ย.59 มี ขรก.จาก สนง.กศน.จังหวัดใกล้เคียง มาหาผมที่ กศน.อ.ผักไห่ จะเชิญผมไปร่วมเป็นวิทยากรเรื่องวิชาเลือกเสรี/โปรแกรมการเรียนรู้ และขอหนังสือฉบับที่แจ้งให้ กศน.อำเภอตรวจสอบวุฒิเอง แทนจังหวัด ( หนังสือฉบับปี 2553 )





         7. ตามหนังสือสำนักงาน กศน. ที่ ศธ 0210.03/1733 เรื่องขอความร่วมมือจัดการเรียนการสอนวิชาเลือกเสรีโดยการพัฒนาเป็นโปรแกรมการเรียนรู้ ลงวันที่ 28 มี.ค.59  ( ดูหนังสือฉบับนี้ได้ที่https://db.tt/CtMuFC6S )  กำหนดว่า  ภาคเรียนที่ 1/59 ให้แต่ละจังหวัดมีสถานศึกษานำร่อง ลงทะเบียนเรียนวิชาเลือกเสรีตามโปรแกรมการเรียนรู้ จังหวัดละอย่างน้อย 1 อำเภอ ส่วนอำเภออื่นที่ยังไม่มีโปรแกรมการเรียนรู้ ในภาค 1/59 ให้นักศึกษาใหม่ลงทะเบียนเรียนเฉพาะวิชาบังคับและวิชาเลือกบังคับ

             1)  “โปรแกรมการเรียนรู้” คล้ายแผนการเรียนรายบุคคล หรือคล้ายแผนการเรียนในหลักสูตรเก่า ( ที่มีแผน ก แผน ข แผน ค เหมือนกันทุกแห่ง ) แต่โปรแกรมการเรียน จะมีหลากหลายมากกว่าแผนการเรียน ต่างอำเภอจะมีโปรแกรมการเรียนแตกต่างกัน หรืออาจมีโปรแกรมที่เหมือนกันได้ ถ้าสภาพ/ความต้องการของผู้เรียนเหมือนกัน
                  “โปรแกรมการเรียน” แปลให้เข้าใจง่าย คือ “กลุ่มวิชาเลือกเสรี” ที่ตรงกับสภาพ/ความต้องการ ของผู้เรียน/ชุมชน
                  ผู้เรียนแต่ละคนให้เลือกเรียนโปรแกรมเดียว ที่ตรงกับสภาพ/ความต้องการ เช่น โปรแกรมปั้นเตาอั้งโล่ โปรแกรมการเลี้ยงปลา โปรแกรมการเลี้ยงกบ โปรแกรมขับรถบรรทุก โปรแกรมเสริมสวย โปรแกรมนำเที่ยวท้องถิ่น โปรแกรมสำหรับผู้ต้องการศึกษาต่อ ฯลฯ

             2)  เมื่อกำหนดโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ผู้เรียนและชุมชนเป็นฐานในการกำหนดแล้ว ก็ต้องกำหนดรายวิชาในแต่ละโปรแกรมให้ครบจำนวนหน่วยกิต
                  รายวิชาต่าง ๆ ในแต่ละโปรแกรมนี้คือรายวิชาเลือกเสรี เช่น ระดับ ม.ปลาย ต้องเรียนวิชาเลือกไม่น้อยกว่า 32 หน่วยกิต ( จำนวนหน่วยกิตวิชาบังคับและวิชาเลือกยังเท่าเดิม ) เป็นวิชาเลือกบังคับที่ส่วนกลางกำหนดแล้ว 6 หน่วยกิต ถ้าสถานศึกษาไม่กำหนดวิชาเลือกบังคับเพิ่มขึ้นอีก จะเหลือเป็นวิชาเลือกเสรี 26 หน่วยกิต  ฉะนั้น ในแต่ละโปรแกรมก็ต้องมีรายวิชาเลือกเสรีที่รวมทุกรายวิชาต้องไม่น้อยกว่า 26 หน่วยกิต

             3)  ผมถามกลุ่มพัฒนา กศน.ว่า สถานศึกษาจะกำหนดให้มีวิชาเลือกบังคับเพิ่มขึ้นอีกได้ไหม กพ.ตอบว่าได้ ( ผมไม่แน่ใจว่านโยบายท่านเลขาฯเป็นอย่างไร แต่ กพ.ตอบว่าได้ ผมก็จะยึดว่าสถานศึกษาสามารถกำหนดให้มีวิชาเลือกบังคับเพิ่มขึ้นอีกได้  ( กพ.ยกตัวอย่างว่า สิงห์บุรีก็มี วิชาสิงห์บุรีบ้านเรา เป็นวิชาเลือกบังคับ แต่ผมดูโปรแกรมของ กศน.ตำบลบางมัญ อ.เมืองสิงห์บุรี ที่ กพ.กรุณาส่งมาให้ผมดูแล้ว เขาเพิ่งกำหนดรายวิชาเลือกเสรีในโปรแกรมการเรียนรู้ไว้เพียงโปรแกรมเดียว โดยมีรายวิชาสิงห์บุรีบ้านเราอยู่ในโปรแกรมนี้ ไม่ได้บอกว่ารายวิชาสิงห์บุรีบ้านเราเป็นวิชาเลือกบังคับ ยังไม่แน่ว่าโปรแกรมอื่นจะมีวิชานี้หรือไม่ )
                  เมื่อมีวิชาเลือกบังคับเพิ่มขึ้น จำนวนหน่วยกิตของวิชาเลือกเสรีในแต่ละโปรแกรมก็จะลดลง

             4)  กพ. บอกว่า อำเภอที่นำร่องในภาค 1/59 ต้องนำร่องทั้ง 3 ระดับ โดยมีโปรแกรมการเรียนรู้ให้เรียนในภาค 1/59 อย่างน้อยระดับละ 1 โปรแกรมก่อนก็ได้ ภาคเรียนต่อไปค่อยพัฒนาโปรแกรมเพิ่มขึ้น โดยในแต่ละโปรแกรมต้องกำหนดชื่อรายวิชาและจำนวนหน่วยกิตของแต่ละรายวิชาไว้ให้ครบถ้วนก่อนเปิดให้ลงทะเบียนเรียน แต่เนื้อหา/หนังสือเรียน อาจพัฒนาไว้เพียงบางรายวิชาสำหรับใช้เรียนในภาค 1/59 ก่อน รายวิชาอื่น ๆ กำหนดไว้แต่ชื่อและจำนวนหน่วยกิตก่อนก็ได้

             5)  รายวิชาเลือกเสรีต้องสอดคล้องกับโปรแกรม เช่น โปรแกรมเกษตรกร อาจประกอบด้วยรายวิชาการทำปุ๋ยชีวภาพ  แต่รายวิชาการทำผ้าบาติคคงจะอยู่ในโปรแกรมเกษตรกรไม่ได้  โดยให้ สนง.กศน.จังหวัด เป็นผู้พิจารณาความสอดคล้องของรายวิชาเลือกเสรีกับโปรแกรม รวมทั้งเป็นผู้กำหนดสัดส่วนคะแนนและวิธีการวัดผลประเมินผลในแต่ละรายวิชา ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชา ก่อนให้สถานศึกษานำไปใช้

             6)  บางรายวิชาอาจอยู่ซ้ำในหลายโปรแกรมได้ เช่นรายวิชา Mini MBA อาจอยู่ในทุกโปรแกรมที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ/ธุรกิจ
                  ในแต่ละระดับมีชื่อโปรแกรมเหมือนกันได้ แต่รายวิชาในแต่ละระดับไม่ให้เหมือนกัน ไม่ให้มีวิชารหัส 0 ที่เหมือนกันทุกระดับ

             7)  ถ้าแต่ละอำเภอมีหลายโปรแกรม จำนวนวิชาเลือกทั้งหมดยิ่งจะมาก เพราะแต่ละโปรแกรมย่อมต้องมีวิชาเลือกบางวิชาหรือหลายวิชาที่ไม่ซ้ำกัน แต่ละโปรแกรมก็มีจำนวนหน่วยกิตวิชาเลือกไม่น้อยกว่าเดิมที่เราบ่นตรงกันว่าวิชามาก เป็นปัญหา  การมีหลายโปรแกรมยิ่งจะมีวิชามากขึ้นอีก  วิธีแก้ปัญหาคือ กำหนดให้แต่ละรายวิชามีหน่วยกิตมาก ก็จะลดจำนวนวิชาลงได้  กพ.บอกว่า ระดับประถมวิชาละไม่น้อยกว่า 2 หน่วยกิต ระดับ ม.ต้น-ปลาย วิชาละไม่น้อยกว่า 3 หน่วยกิต  ยิ่งจำนวนหน่วยกิตในแต่ละวิชาน้อย จำนวนวิชายิ่งมาก ยิ่งเป็นปัญหาในการบริหารจัดการมากกว่าเดิม  เช่นระดับ ม.ปลาย รายวิชาเลือกเสรีรวม 26 หน่วยกิต ถ้าวิชาละ 3 หน่วยกิต ก็ต้องมีถึง 9 วิชาในแต่ละโปรแกรม  ( วิชาบังคับกับวิชาเลือกบังคับอีก 16 วิชา เมื่อรวมวิชาเลือกเสรีในโปรแกรมการเรียนอีก 9 วิชา เป็น 25 วิชา คือมีโปรแกรมเดียวก็มี 25 วิชาแล้ว )

             8)  อำเภอที่ยังไม่นำร่อง ยังไม่มีโปรแกรมการเรียน เมื่อยังไม่มีโปรแกรมการเรียนก็จะยังไม่มีรายวิชาเลือกเสรี เพราะยังไม่รู้ว่าจะเป็นโปรแกรมเกี่ยวกับวิชาอะไร  ภาคเรียนที่ 1/59 จึงให้เรียนเฉพาะวิชาบังคับกับวิชาเลือกบังคับก่อน โดยให้เรียนวิชาบังคับมากกว่าปกติเพื่อทดแทนวิชาเลือก  ควรคุยรวมกันทั้งจังหวัดว่าภาคเรียนที่ 1/59 อำเภอที่ไม่นำร่องควรให้ นศ.ใหม่ เรียนวิชาบังคับวิชาใดบ้าง ให้เหมือนกันทั้งจังหวัด จะได้ง่ายต่อการบริหารจัดการ