แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทวิศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทวิศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2562

1.ออกใบ รบ.ภาษาอังกฤษ, 2.การพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ/เชี่ยวชาญ, 3.อัตราค่าการศึกษาบุตร, 4.นำชื่อ นศ.รหัส G เข้าระบบสอบ N-NET ไม่ได้, 5.ทวิศึกษา กศน.กับอาชีวศึกษา ยังมีอยู่ไหม, 6.ให้ครู กศน.ที่ไม่มีวุฒิครู เขียนใบลาออก, 7.ครูผู้ช่วย เข้าอบรมก่อนแต่งตั้งให้มีวิทยฐานะด้วยไหม


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้



         1. เย็นวันที่ 6 มิ.ย.62 มีผู้ถามในไลน์สแควร์กลุ่ม กศน. ว่า  ขอคำแนะนำในการออกใบรบ.ภาษาอังกฤษค่ะว่าใช้คำต่างๆ เช่น จบประถมศึกษา การใส่ชื่อ กศน.เป็นภาษาอังกฤษ ฯลฯ ขอคำแนะนำจากอ.เอกชัยและท่านอื่นๆด้วยค่ะ และเลขที่ชุดที่ กับ เลขที่ นก. เราจะใช้เลขที่ออกจากชุดใบรบ.ภาษาไทยได้มั้ยคะ

             ผมตอบว่า   ให้ดูที่ผมเคยโพสต์เรื่องนี้ ในข้อ 2 (8) ที่ http://nfeph.blogspot.com/2014/11/ep.html
             ส่วน “เหตุที่ออก” คำภาษาอังกฤษของประโยคที่ว่า “จบระดับประถมศึกษา” ให้ดูคู่มือ “เอกสารการศึกษาฉบับภาษาอังกฤษ” ในหน้า 7 ที่ http://bit.ly/2XckGrm

         2. คืนวันที่ 6 มิ.ย.62 มี ผอ.กศน.อ. ถามผมทางไลน์ ว่า  อาจารย์พอมีข้อมูลเรื่องการจัดอบรมพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะผู้อำนวยการสถานศึกษาชำนาญการพิเศษ อีกเมื่อไหร่และที่ไหน มัวยุ่งอยู่กับการทำงานจนลืมดูทราบข่าวจากเพื่อนๆว่าการอบรมแต่ละครั้งจะมีผลแค่๓ปี ว่าจะส่งผลงานแต่ดูแล้วน่าจะส่งไม่ได้แล้ว

             ผมตอบว่า   ผมไม่ทราบว่า จะอบรมอีกเมื่อไร-ที่ไหน ( เดิม กจ.กศน.มักจะจัดอบรมเองปีละครั้ง เพราะจะมีคนเข้าอบรมมากเนื่องจากอบรมพร้อม ๆ กับ ขรก.ครูสายงานการสอน แต่ตอนนี้ครูสายงานการสอนมีระเบียบใหม่คงไม่ต้องอบรมแบบเดิมแล้ว เหลือแต่ผู้บริหาร คนน้อย กจ.อาจไม่จัดทุกปี

             หลังจากตอบแล้ว ผมนำคำถามนี้ไปถามต่อในไลน์สแควร์กลุ่ม กศน. ปรากฏว่ามี ผอ.หลายท่านแนะนำให้ไปอบรมตามหน่วยฝึกอบรมต่าง ๆ เช่น ม.ราชภัฏหลายแห่งในทุกภาค
             โดยให้ผู้จะเข้าอบรม โหลดแบบฟอร์มขออนุญาตจากหน่วยฝึกอบรม แล้วทำแจ้งไปที่สำนักงาน กศน.จังหวัด ให้ สนง.กศน.จังหวัดเสนอต่อไปถึงทั้งที่หน่วยอบรม และส่วนกลาง กศน.( กจ.)
             เมื่อเข้าอบรมได้วุฒิบัตรแล้ว ต้องส่งวุฒิบัตรผ่าน สนง.กศน.จังหวัด ถึงส่วนกลาง กศน.เพื่อบันทึกในทะเบียนประวัติ
             และเมื่อเราส่งคำขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ก็ต้องแนบวุฒิบัตรนี้ไปในแบบคำขออีกด้วย
             ( เห็นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การประเมินใหม่ในเดือน ก.ค.62 รูปแบบการอบรมอาจมีการเปลี่ยน
                แม้จะเปลี่ยนเกณฑ์ แต่ปกติผลการอบรมตามเกณฑ์เก่าก็จะใช้ได้ เพียงแต่ ผลการอบรมจะใช้ได้ไม่เกิน 3 ปี ฉะนั้น ไม่ใช่อบรมก่อนค่อยเริ่มทำ เพราะอาจทำเสร็จช้า แต่ควรเริ่มทำก่อนแล้วค่อยอบรม )

         3. เช้าวันที่ 14 มิ.ย.62 มี ผอ.กศน.อำเภอ ถามผมทางไลน์ ว่า  พอจะทราบไหมคะว่าสวัสดิการค่าเล่าเรียนลูกมีเปลี่ยนแปลงอย่างไร ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้13มิย.เมื่อวานค่ะ เยิกได้ทั้งหมดที่เรียกเก็บแต่มีขมวดท้ายว่าเป็นไปตามที่กท.การคลังกำหนด ดูที่กำหนดจากไหนคะ มหาลัยปรับค่าเทอมปีที่ผ่านมาแพงขึ้นหลายเท่า กรณีเรียนแพทย์จาก 28000 เป็น50000 เยิกได้ทั้งปี 25000

             ผมตอบว่า   ใช้อัตราเดิม ( ตามหนังสือกรมบัญชีกลางที่ กค 0422.3/ว257 ลงวันที่ 28 มิ.ย.59 และที่ กค 0408.5/ว22 ลงวันที่ 12 ม.ค.61 ) ต่อไป จนกว่ากระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะปรับอัตราใหม่






         4. วันที่ 18 มิ.ย.62 มีผู้ถามในไลน์สแควร์กลุ่ม กศน. ว่า  ถามวิธีการแก้ไข นำชื่อนักศึกษาขึ้นระบบ n-net มีปัญหาไม่สามารถนำนักศึกษารหัส G ขึ้นระบบได้

             เรื่องนี้  อ.ธานี กลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ กศน. บอกว่า  นักศึกษาที่ขึ้นต้นด้วยรหัส G ให้กรอกข้อมูลรหัสนักศึกษา ดังนี้
             รหัสสถานศึกษา+เลขลำดับ(เริ่ม 001) จนครบ ตัวอย่างเช่น นักศึกษา กศน.อำเภอเมืองเพชรบุรี รหัสสถานศึกษา 1276010001 รหัสนักศึกษาที่กรอกจะเป็น 1276010001001
             คนต่อ ๆ ไปก็ลงท้าย 002 003 เรียงไปตามลำดับ ไม่ให้ซ้ำ

         5. วันที่ 18 มิ.ย.62 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  อาจารย์ค่ะ ตอนนี้หลักสูตรคู่ขนาน (ทวิภาคี) ระหว่าง กศน.กับอาชีวศึกษา ยังมีอยู่มั้ยค่ะ

             ผมตอบว่า   แบบนี้ไม่ได้เรียกว่า ทวิภาคี แต่เรียกว่า ทวิศึกษา ( ส่วนทวิภาคีคือการจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ เช่นหลักสูตร ปวช.จะให้เรียน-ฝึกในสถานประกอบการเอกชน )
             อ.กิตติพงษ์ กลุ่มพัฒนา กศน. บอกว่า ทวิศึกษา ถ้าเป็น นศ.เก่า ยังดำเนินการต่อไปจนกว่าจะเรียนจบ ส่วนผู้ที่จะสมัครเป็น นศ.ใหม่ต้องรอก่อนเพราะตอนนี้ สอศ.เปลี่ยนหลักสูตรจาก ปวช.56 เป็น ปวช.62 ก็ต้องรอเปลี่ยนหลักสูตรทวิศึกษาใหม่ด้วย

         6. คืนวันที่ 27 มิ.ย.62 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เรื่องของเรื่องคือ ทำเป็นครู กศน.อยู่จังหวัดชุมพร ผอ จังหวัดเข้าในที่ประชุมแล้วบอกว่า การประเมินพนักงานราชการครั้งต่อไป ใครไม่มีวุฒิครูให้เขียนใบลาออกเอง ถ้าไม่เขียนจะไม่ต่อสัญญาให้ เอาง่ายๆคือจะไล่ออกอย่างเดียว ถ้าไม่อยากโดนไล่ออก ก็ให้เขียนใบลาออกเอง ฉันก็สมัครสอบเพื่อจะเรียน แต่ด้วย ป.บัณฑิตแต่ละปีเปิดไม่กี่มหาลัย สอบแต่ละครั้งคนสอบก็เยอะ สอบไม่ติดไม่ได้เรียน อยากถามว่ามันมีนโยบายแบบนี้ด้วยหรอ

             ผมตอบว่า   เรื่องนี้ เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมาก็มีคนถามผมลักษณะนี้ คงจะคนละจังหวัดกัน รู้สึกว่าคนนั้นตอนจะต่อสัญญาครึ่งปีหลังนี้เขาได้ออกไปแล้วจริง เพราะเขียนใบลาออกไว้ตั้งแต่ตอนทำสัญญาครั้งก่อน ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นครู กศน.มานาน และเพราะอายุไม่น้อยแล้วจึงไม่เรียน ป.บัณฑิต คิดว่าครูสอน กศน.ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิครู
             ผมไม่ทราบว่าปัจจุบันส่วนกลางมีนโยบายนี้หรือไม่ ( ไม่น่าจะมีนะ ) ปัจจุบันวุฒิครูเป็นเงื่อนไขในการรับครู กศน.รุ่นหลัง ๆ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขในการต่อสัญญาจ้าง เพียงแต่ครู กศน.ที่ไม่มีวุฒิครูจะไม่มีสิทธิสอบเป็นข้าราชการครู ( ครูผู้ช่วย )
             ควรรีบหารือ กจ.กศน.ว่านโยบายเป็นอย่างไร เราควรทำอย่างไร ส่วนกลางควรทำความเข้าใจกับจังหวัดอย่างไรหรือไม่

             โดยเฉพาะ หลังจากที่ส่วนกลาง กศน. ทำหนังสือถึงคุรุสภา ขอให้คุรุสภาออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้ครูผู้สอนเด็กเร่ร่อน แต่ระบุคุณสมบัติของผู้ที่เป็นครูผู้สอนเด็กเร่ร่อน ว่า "จบ ป.ตรีที่ไม่จำเป็นต้อง ป.ตรีทางการศึกษา" ประกอบกับไม่ได้เน้นว่าครูผู้สอนเด็กเร่ร่อนต้องสอน กศ.ขั้นพื้นฐาน
             คุรุสภาจึงตอบกลับมาว่า ครู กศน.( ยกเว้นข้าราชการครู ) สอนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และต่อไปนี้ไม่ต้องมี/ไม่ต้องขอ "หนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู" อีกแล้ว
             เมื่อ ต่อไปนี้ครู กศน.สอนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และไม่ต้องขอ "หนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู" ครูที่ยังไม่มีหนังสืออนุญาตฯ หรือหนังสืออนุญาตหมดอายุ ก็ไม่มีสิทธิ์เรียน ป.บัณฑิต  ปัจจุบันถ้าไม่ได้เรียน ป.บัณฑิต และไม่ได้จบปริญญาทางการศึกษา ก็ไม่ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแล้ว
             ( คุณสรสิช ครู กศน.ตำบล กศน.อ.ชนแดน บอกผมทางไลน์ว่า “เมื่อต้นเดือน มี.ค.62 พาแฟนซึ่งเป็น ครู ศรช.ไปขอต่ออายุใบขออนุญาตสอนโดยไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ที่คุรุสภา แต่เจ้าหน้าที่คุรุสภา ยื่นสำเนาเอกสารที่ตอบเรื่องครูผู้สอนเด็กเร่ร่อนให้ดู และบอกว่า ครู กศน.ไม่ต้องขอแล้ว เพราะสอนได้ไม่ผิด” )
             แล้วจะทำยังไงล่ะที่นี้ ถ้าหนังสืออนุญาตหมดอายุไปแล้วโดยยังไม่ได้เริ่มเรียน ป.บัณฑิต จะมีวุฒิครูได้ยังไง จะให้ลาออกหรือ !?



            ปัญหาที่ตามมา คือ
             - ครู กศน.ที่ไม่มีวุฒิครู(ปริญญาทางการศึกษา)และยังไม่ได้เรียน ป.บัณฑิต ไม่มีสิทธิสมัครสอบเป็นข้าราชการครู(ครูผู้ช่วย)
               ซึ่งการจะสมัครเรียน ป.บัณฑิต หลักสูตรที่คุรุสภารับรอง ต้องมี "หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ" ที่ยังไม่หมดอายุ
เมื่อคุรุสภาไม่ให้ขอ/ไม่ให้ต่ออายุ "หนังสืออนุญาตฯ" นี้แล้ว ผู้ที่ไม่มีวุฒิครูและยังไม่ได้เริ่มเรียน ป.บัณฑิต โดยยังไม่ได้ขอหนังสืออนุญาตนี้หรือเคยขอได้แต่หมดอายุแล้ว ก็หมดสิทธิสมัครเรียน ส่งผลให้หมดสิทธิสมัครสอบเป็นข้าราชการครู
             - การเรียน ป.บัณฑิต ช่วยให้มีความรู้ความสามารถในการจัด กศ.ขั้นพื้นฐาน เพิ่มขึ้น  เมื่อไม่มีสิทธิเรียนก็ขาดโอกาสนี้
               จริงๆแล้วเจตนารมณ์ของ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ว่าไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพนั้น หมายถึงศูนย์การเรียนที่ไม่ได้จัด กศ.ขั้นพื้นฐาน (ไม่ได้ให้วุฒิประถม-ม.ปลาย)

             อย่างไรก็ตาม คุรุสภาตอบว่า ตำแหน่งที่ กศน.ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีปริญญาทางการศึกษา ก็สอนได้โดยไม่ต้องขอ  ฉะนั้น ถ้าเป็นตำแหน่งที่ กศน.กำหนดว่าต้องมีปริญญาทางการศึกษา ก็อาจจะยังขอได้ )

 
             7. เช้าวันที่ 21 มิ.ย.62 มีผู้ถามในไลน์สแควร์กลุ่ม กศน. ว่า  ครูผู้ช่วย เข้าอบรม(พัฒนาก่อนแต่งตั้งให้มีวิทยฐานะ)ด้วย ไหมคะ

             ผมตอบว่า   ครูผู้ช่วย ให้พัฒนาอย่างเข้ม 2 ปี ยังไม่ต้องอบรมพัฒนาก่อนมีวิทยฐานะ

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558

1.การเทียบโอนวิชาที่ผ่านในการเทียบระดับฯแล้ว, 2.ข้อมูลประกอบการพิจารณาเรียนร่วมทวิศึกษา, 3.พนักงานราชการลาคลอด-ลาอุปสมบท จะกระทบต่อการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนค่าตอบแทนประจำปีหรือไม่, 4.คู่มือการดำเนินงานหลักสูตร 51 ปรับปรุง 55, 5.ไปอบรม หัว-ท้าย ก่อน-หลัง วันอบรม เบิกที่พักเหมาจ่ายได้ไหม, 6.เลื่อนค่าตอบแทนพนักงานราชการ 4.09 % เพื่อให้เงินหมดพอดีได้ไหม, 7.ฝาก นศ.สอบปลายภาคได้ไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 3 ก.ย.58 Pattanan Dondee ถามในอินบ๊อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า
             -  เทียบระดับสูงสุด สำหรับนักศึกษาที่สอบไม่ผ่าน จะให้ลงทะเบียนใหม่หรือเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตร 51
             -  เทียบระดับแนวใหม่ (ไต่ระดับ) กรณีนักศึกษาสอบผ่านมิติความรู้ความคิดไม่ครบทั้ง 6 รายวิชา สามารถลงทะเบียนซ่อมในครั้งต่อไปในรายวิชาที่ยังไม่ผ่านได้หรือไม่ หรือต้องสอบใหม่ทั้งหมด


             ผมตอบว่า
             -  เทียบระดับฯสูงสุดฯ เทียบโอนวิชาที่ผ่านแล้วเข้าสู่หลักสูตร 51 ได้เฉพาะผูที่มีวุฒิ ม.3 เท่านั้น ส่วนผู้ที่มีวุฒิประถม เทียบโอนไม่ได้ ต้องไปเริ่มต้นเรียนใหม่หมด                

                  ดาวน์โหลด หนังสือหลักเกณฑ์การเทียบโอนฯการเทียบระดับฯสูงสุดฯเข้าสู่ กศ.ขั้นพื้นฐาน แบบเป็นเล่ม 144 หน้า ได้ที่
                https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/teabOonTeabHiest.pdf
                 ถ้า นศ.เก่ายังไม่จบและยืนยันที่จะลงทะเบียนเทียบระดับฯสูงสุดฯต่อไปอีก ก็ต้องเปิดให้ลงทะเบียนอีกในเดือน ต.ค.58 ( ให้ลงทะเบียนภายในวันที่ 31 ต.ค.58 )
             -  เทียบระดับแบบไต่ระดับ ถ้าสอบไม่ผ่านมิติความรู้ความคิด ต้องสอบมิติความรู้ความคิดใหม่หมด

         2. ตามที่มีการสำรวจข้อมูลการจัดการศึกษาโครงการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย นั้น วันที่ 4 ก.ย.58 ผอ.กศน.อ.บางปะอิน คุยกับผมทางโทรศัพท์ว่า  ถ้าทั้งผู้จะเรียน และ กศน.อำเภอ ไม่รู้ข้อมูลต่างๆ ก็ยากที่จะพิจารณาตัดสินใจได้  ผอ.ถามผมว่า ผมรู้ข้อมูลต่างๆในเรื่องทวิศึกษานี้หรือไม่

             เรื่องนี้ อ.สุณีย์ กลุ่มพัฒนา กศน. บอกข้อมูลประกอบการพิจารณาดังนี้
             -  เรียนฟรี โดยทั้ง กศน. และอาชีวศึกษา ไม่เก็บค่าลงทะเบียนเรียน ( แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นบ้าง เช่นค่าทำบัตรประจำตัวนักศึกษาของอาชีวศึกษา )
             -  จะเปิดสาขาวิชาใด ให้แต่ละ กศน.อำเภอ/เขต ประสานงานกับสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา แห่งใดแห่งหนึ่ง ( อาจเป็นวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยสารพัดช่าง ฯลฯ  แต่ต้องเป็นสถานศึกษาภาครัฐ ไม่ใช่สถานศึกษาเอกชน ) ว่า เขาพร้อมจะเปิดเรียนร่วมสาขาวิชาใด ที่จะมีผู้สนใจเรียนและจบแล้วจะมีงานทำ
             -  เรียนวิชาสามัญกับ กศน. เรียนวิชาช่างกับอาชีวะ โดยตกลงกันว่าจะเรียนในวันเวลาใด ( อาจเรียนกับ กศน.สัปดาห์ละ 1 วัน และเรียนกับอาชีวะอีกสัปดาห์ละ 3 วัน )
             -  กลุ่มหนึ่งต้องมีผู้เรียนไม่น้อยกว่า 20 คน ไม่เกิน 40 คน
             -  ใช้เวลาเรียน 3 ปี จบแล้วได้วุฒิ 2 ใบ คือวุฒิ ม.ปลาย กศน. และวุฒิ ปวช.อาชีวศึกษา
             -  ดู ร่างกรอบแนวทางการจัดการศึกษาโครงการเรียนร่วมฯ ได้ที่ https://db.tt/GppxpPsY

         3. คืนวันเสาร์ที่ 5 ก.ย.58 ดวงใจ ถุงน้ำคำ ถามต่อที่ผมโพสต์ในเฟซบุ๊คครูนอกระบบ ว่า  พนักงานราชการลาคลอดมีผลต่อการประเมินไหม

             ผมตอบว่า   ให้พิจารณาจาก เกณฑ์ที่จะได้รับการเลื่อนค่าตอบแทนของพนักงานราชการ ซึ่งมี 11 ข้อ คือ
             -  มีระยะเวลาปฏิบัติงานในรอบปีงบประมาณที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 8 เดือน นับถึง วันที่ 30 กันยายน
             -  มีคะแนนเฉลี่ยของการประเมินผลการปฏิบัติงาน 2 ครั้งในปีนั้น ตั้งแต่ระดับดีขึ้นไป  ( นำคะแนนประเมินฯ 2 ครั้ง มารวมกันแล้วหารด้วย 2 ต้องได้ไม่ต่ำกว่า 75 % )
             -  ได้รับการต่อสัญญาจ้างแล้ว
             -  ไม่ถูกลงโทษทางวินัยที่หนักกว่าโทษภาคทัณฑ์
             -  ไม่ถูกศาลพิพากษาในคดีอาญาให้ลงโทษในความผิดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการหรือความผิดที่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
             -  รอบปีที่แล้วมาไม่ถูกสั่งพักราชการเกินกว่า 4 เดือน
             -  รอบปีที่แล้วมาไม่ขาดราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร แม้แต่ครั้งเดียว
             -  รอบปีที่แล้วมาได้รับการจ้างงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 8 เดือน ( ถ้าเพิ่งบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งปัจจุบันเป็นปีแรก ต้องบรรจุไม่หลัง 1 ก.พ. )
             -  รอบปีที่แล้วมาต้องไม่ลาป่วยรวมลากิจส่วนตัวเกินกว่า 16 ครั้ง
             -  รอบปีที่แล้วมาต้องไม่ลาป่วยรวมลากิจส่วนตัว เกิน 40 วันทำการ
             -  รอบปีที่แล้วมาต้องไม่มาทำงานสายเกินกว่า 18 ครั้ง

             จะเห็นว่าไม่มีข้อไหนกำหนดว่า "รอบปีที่แล้วมาต้องไม่ลาคลอดบุตร-ลาอุปสมบท/ลาไปประกอบพิธีฮัจย์เกิน .... "  ถ้าลาอุปสมบท 4 เดือน ก็ยังมีเวลาปฏิบัติงานครบ 8 เดือน แต่ถ้าเป็นการบรรจุเข้าทำงานปีแรกและไม่ได้บรรจุตั้งแต่ 1 ต.ค. สมมุติว่าบรรจุเมื่อ 1 ธ.ค. ปีแรกนี้ก็จะมีเวลาปฏิบัติงานเพียง 10 เดือน และถ้ายังลาคลอดบุตรในปีนี้อีก 3 เดือน ปีนี้ก็จะเหลือเวลาปฏิบัติงานเพียง 7 เดือน ไม่ครบ 8 เดือน ปีนี้ก็ไม่สามารถเลื่อนค่าตอบแทนได้  ( ส่วนการลาอุปสมบท/ลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ปีแรกลาไม่ได้อยู่แล้ว ต้องปฏิบัติงานติดต่อกันไม่น้อยกว่า 4 ปีจึงจะมีสิทธิลา )
             ผลกระทบอีกอย่าง คือ ถึงแม้ลาแล้วยังมีเวลาปฏิบัติงานครบ 8 เดือน แต่การลานานอาจจะทำให้มีผลการปฏิบัติงานน้อยลง ส่งผลให้คะแนนประเมินฯลดลง ถ้าคะแนนต่ำ ( แต่ได้คะแนนถึง 75 % ) อาจส่งผลให้เปอร์เซ็นต์การเพิ่มค่าตอบแทนน้อยลงก็ได้
              ( ถ้าตำแหน่งเดียวกันอำเภอเดียวกัน คะแนนผลการประเมินเท่ากันต้องได้เปอร์เซ็นต์เพิ่มค่าตอบแทนเท่ากัน คนที่คะแนนสูงกว่าจะได้เปอร์เซ็นต์เพิ่มค่าตอบแทนต่ำกว่าไม่ได้ แต่ถ้าต่างอำเภอจะไม่นำคะแนนไปเปรียบเทียบกับอำเภออื่น )

             ผมเคยตอบเรื่องนี้ เช่น ใน
             -  ข้อ 8 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/536565
             -  ข้อ 2 ที่  http://www.gotoknow.org/posts/514905

         4. วันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย.58 พรุ่งนี้ ก็เช้าแล้ว ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  คู่มือการดำเนินงานหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2555) เล่มปกสีเลือดหมู ของอำเภอหายไป ถ้าต้องการเล่มไหมหรือข้อมูลในเล่มจะหาได้จากที่ไหน
             ผมตอบว่า   ดาวน์โหลดได้ที่  https://db.tt/qE8iTCcS

         5. วันเสาร์ที่ 5 ก.ย.58 ชุดอิสลาม ฮีญาบ ราคาเบาเบา ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  การไปราชการ ระเบียบการประชุม ค่าที่พักสามารถเหมาจ่ายได้ แต่การไปอบรมสัมนา ค่าที่พักเหมาจ่ายไม่ได้  ถ้าการเดินทางไปอบรมเป็นการเดินทางจากภาคใต้ไปภาคเหนือ ค่าที่พักระหว่างการเดินทางที่ต้องพักก่อนและหลังวันอบรม สามารถเบิกเหมาจ่ายได้ไหม เช่น อบรมวันที 19-21 แต่คืนวันที่ 18 และ 22 ก็ต้องพัก ค่าที่พักของคืนวันที่ 18 และ 22 สามารถเบิกเหมาจ่ายได้ไหม ( เบิกจากต้นสังกัดทุกวัน )

             ผมตอบว่า   ในเมื่อเป็นการไปอบรม ก็เบิกค่าที่พักแบบเหมาจ่ายไม่ได้ ( ต้องเบิกตามที่จ่ายจริงไม่เกินอัตราที่กำหนด ตลอดการเดินทางนั้น )

             เรื่องที่พัก-เบี้ยเลี้ยงนี้ มีระเบียบ 2 ฉบับ ที่แตกต่างกัน ( เราต้องรู้ว่าเป็นการเดินทางไปราชการ หรือ ไปฝึกอบรม ) คือ
             1)  พระราชกฤษฎีกา และ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ  ใช้กับการเดินทางไปเข้าประชุมราชการ เช่น การประชุมเพื่อติดตามงาน การประชุมเพื่อรับทราบนโยบาย การประชุมชี้แจง  การประชุมลักษณะนี้ผู้จัดการประชุมจะขออนุมัติจัดประชุม แต่จะไม่ขออนุมัติโครงการ หรือหลักสูตร
             2)  ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ  ระเบียบนี้ใช้กับการเดินทางไปอบรม-ศึกษาดูงาน-ประชุมเชิงวิชาการ/เชิงปฏิบัติการ-เข้าค่ายฝึกอบรม   ลักษณะที่เป็น “การฝึกอบรม-ศึกษาดูงาน-ประชุมเชิงวิชาการ/ปฏิบัติการ” ประกอบด้วย
             -  มีโครงการ หรือหลักสูตร
             -  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคคล หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยไม่มีการรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ
             -  เป็นการบรรยาย อภิปราย ฝึกปฏิบัติ ดูงาน อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน

             ถ้าเป็นการฝึกอบรมฯ ค่าที่พักเหมาจ่ายไม่ได้ ต้องเบิกจ่ายตามที่จ่ายจริง (แนบใบเสร็จรับเงิน) และไม่เกินอัตราที่กำหนด ถ้าไม่มีใบเสร็จรับเงินค่าที่พักก็เบิกไม่ได้

             ส่วนการไปประชุมราชการ กำหนดให้เลือกได้ว่าจะเบิกค่าที่พักแบบจ่ายจริง หรือแบบเหมาจ่าย ( ต้องดูนโยบายผู้บริหารด้วย )
             แต่มีเงื่อนไขว่าถ้าไปด้วยกันเป็นหมู่คณะ ( 2 คนขึ้นไป ) ต้องเลือกเหมือนกันทุกคน
และต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่งตลอดเส้นทาง จะเลือกเบิก 2 แบบไม่ได้
             ถ้าเลือกเบิกค่าที่พักแบบเหมาจ่าย ไม่ต้องมีใบเสร็จรับเงิน แต่จะต้องระบุในบันทึกขออนุญาตเดินทางไปราชการว่าจะเบิกค่าที่พักแบบเหมาจ่าย

         6. คืนวันที่ 7 ก.ย.58 แดง พัฒนสิน กศน.พิชัย ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  การขึ้นค่าตอบแทนพนักงานราชการ เหลือเงินคิดเป็น 4.09% อย่างนี้คิดให้ได้ไหม เพื่อให้เงินหมดพอดี

             ผมตอบว่า   การกำหนด % เลื่อนค่าตอบแทนนี้ ในแต่ละอำเภอกำหนดเท่าไรก็ได้ ทศนิยม 2 ตำแหน่งจะเป็นเท่าไรก็ได้ 4.09 % ก็ได้ แต่ไม่เกิน 6.00 % และยอดรวมเงินเพิ่มค่าตอบแทนต้องอยู่ในวงเงิน 3.95 % ( ถ้ามีบางคนได้เพิ่มเกิน 3.95 % ก็ต้องต้องมีบางคนได้เพิ่มต่ำกว่า 3.95 % )
             แต่.. ถ้าได้คะแนนประเมินเท่ากัน เช่น ในอำเภอเดียวกัน กลุ่มตำแหน่งเดียวกัน มีผู้ได้คะแนนประเมินเท่ากัน 3 คน ก็ต้องได้เปอร์เซ็นต์เลื่อนค่าตอบแทนเท่ากันทั้ง 3 คน จะให้เลือน 4.09 % 1 คน และเลื่อน 4.05 % 2 คน ไม่ได้  ถ้าเลื่อน 4.09 % ทั้ง 3 คนแล้วเกินวงเงิน ก็ลองเลื่อน 4.07 % ทั้ง 3 คนดู  ( ถ้ายังมีวงเงินเหลือ จังหวัดนำไปเพิ่มให้อำเภออื่นได้ )
             ผมเคยตอบเรื่องนี้ เช่นในข้อ 3 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/504565

         7. วันที่ 11 ก.ย.58 TheJeab Ungkanawin ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  มีระเบียบในการฝากนักศึกษาสอบปลายภาคเรียนจากสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ไปสอบอีกแห่งหนึ่ง สามารถทำได้หรือไม่ เนื่องจากมี กศน.อำเภอแห่งหนึ่งที่นักศึกษาไปทำงานในจังหวัดนั้น ได้ฝากนักศึกษามาสอบยัง กศน.อำเภอที่ฉันปฏิบัติงานอยู่ โดยให้เหตุผลว่านักศึกษากลับบ้าน ซึ่งฉันดูคู่มือการดำเนินงานหลักสูตร 51 (ปรับปรุง 2555) หน้า 44 มีแต่การขอเลื่อนสอบปลายภาค

             ผมตอบว่า   ปกติต้องฝากเรียนตั้งแต่ต้นภาคเรียน ( เรียนและสอบแล้วจึงส่ง คะแนน/เกรด ไปให้ ) ถ้าฝากเรียนตั้งแต่ต้นภาคเรียนก็จะนำเข้าโปรแกรม ITw ซึ่งจะเข้าระบบไป ตั้งแต่การสั่งข้อสอบ การจัดเข้าห้องสอบ การตรวจกระดาษคำตอบ ( ผู้รับฝากเป็นผู้ได้รับเงินอุดหนุนรายหัว )  แต่ถ้าฝากเฉพาะสอบปลายภาค ต้องดูตัวอย่างที่สถาบันการศึกษาทางไกลเขาฝากสอบตามอำเภอต่างๆนั้น เขาดำเนินการในเรื่องข้อสอบอย่างไร เขาส่งหรือสั่งข้อสอบมาให้อย่างไร หรือแจ้งให้เราสั่งข้อสอบทันกำหนดหรือเปล่า ลองถามสถาบันการศึกษาทางไกลดู
             ถ้าจะให้มาใช้ ข้อสอบ/ที่นั่งสอบ แทนนักศึกษาของเราที่ขาดสอบ หรือนำข้อสอบมาให้สอบนอกห้อง/นอกเวลา จะเป็นการปฏิบัติที่ผิด
              ( วิชาเลือกตรงกันไหม แม้แต่วิชาบังคับที่เหมือนกันก็ใช่ว่าทุกแห่งจะ เปิดเรียน/สั่งข้อสอบ ครบทั้ง 14 วิชา/ทุกระดับ/ทุกภาคเรียน
             จะให้แห่งใดเป็นผู้นำกระดาษคำตอบไปตรวจด้วยเครื่องฯที่ภาคไหน ให้โปรแกรม ITw บันทึกคะแนนโดยการอ่านจากไฟล์คะแนนหรือเปล่า )
             การดำเนินการนอกระบบ ซึ่งไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์รองรับนี้ จะมีปัญหาข้อขัดข้องต่าง ๆ