แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครุภัณฑ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครุภัณฑ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563

1.ทำไมร่วมพิธีวันเฉลิมฯ ไม่แต่งเครื่องแบบเต็มยศ, 2.การขอดูคะแนนสอบครูผู้ช่วย, 3.แต่งเครื่องแบบพิธีการ กรณี..., 4.เข้าร่วมงานมหกรรมฯภาคใต้ เบิกจากงบพัฒนาผู้เรียนได้ไหม, 5.การซื้อเก้าอี้พลาสติด วัสดุคงทน, 6.กศน.เรียน รด.ได้ไหม, 7.เข็มเชิดชูเกียรติต้องเป็นครูเท่านั้น ปฏิบัติงานบน สนง.จังหวัดไม่มีสิทธิ์ใช่มั๊ย

 

สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

 

         1. วันหยุด 28 ก.ค.63 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2563 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว..แต่งเครื่องแบบปกติขาว..เลยสงสัยว่าเมื่อไหร่จะแต่งเครื่องแบบเต็มยศ

             ผมตอบว่า   มีผู้บอกว่า ที่ผ่าน ๆ มานั้น ไม่ถูกต้องเหมาะสม ปีหลัง ๆ นี้ จึงเปลี่ยนให้ถูกต้องเหมาะสม คือ
             เครื่องแบบเต็มยศจะใช้ในพระราชพิธีที่มีหมายกำหนดการ มีการเสด็จพระราชดำเนิน หรือมอบหมายพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแทนพระองค์ โดยสำนักพระราชวังจะระบุการแต่งกายมาพร้อมกับหมายกำหนดการ

         2. วันที่ 3 ก.ย.63 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ของผมในเฟซบุ๊กกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  จะขอดูคะแนนสอบครูผู้ช่วย กศน.ภาค ก-ข ได้ไหม

             ผมตอบว่า   การขอดูคะแนนสอบ ต้องรอให้กระบวนการสอบเสร็จสิ้นทั้งหมดก่อน จึงจะยื่นคำร้องขอดูได้
            หลังประกาศผลสอบครั้งสุดท้าย ให้บันทึกขอดูคะแนน เรียนประธาน อ.ก.ค.ศ.สป. ส่งไปหรือยื่นที่ กจ.กศน. ไม่ต้องผ่านอำเภอ/จังหวัด เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว
            โทร.ถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ กจ.กศน. 02-2822159

            3. วันที่ 31 ส.ค.63 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  ถามเพื่อเป็นความรู้เป็นการส่วนตัวนะคะ งานเกษียณแต่งชุดใหญ่ ขาว-ดำ ประดับเครื่องราช ได้ไหมคะ

            ผมตอบว่า   ไม่ได้.. ปัจจุบันแม้แต่พิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทุกอำเภอจัดในวันเฉลิมฯ ยังให้แต่งเครื่องแบบพิธีการปกติขาว (กางเกงกระโปรงขาว)

            ส่วนเครื่องแบบเต็มยศ ( กางเกงกระโปรงดำ ) จะใช้ในพระราชพิธีที่มีหมายกำหนดการ มีการเสด็จพระราชดำเนิน หรือมอบหมายพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแทนพระองค์ โดยสำนักพระราชวังจะระบุการแต่งกายมาพร้อมกับหมายกำหนดการ

            ผู้ถาม ถามต่อ ว่า  ปกติขาวก็ไม่ได้เช่นกันใช่ไหมคะ
            ผมตอบว่า  ทำไมงานเกษียณจึงจะให้แต่งเครื่องแบบพิธีการด้วย มีเหตุผลอย่างไร?

            เครื่องแบบปกติขาว
            ใช้ในงาน เช่น พิธีวางศิลาฤกษ์ พิธีเปิดสถานที่ราชการ งานเลี้ยงที่เกี่ยวกับราชการ การรับเสด็จพระราชดําเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ งานวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ต่าง ๆ งานส่วนตัว เช่น งานมงคลสมรส งานพระราชทานเพลิงศพ ฯลฯ

            เครื่องแบบครึ่งยศ
            ส่วนมากใช้ในงานซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนิน แต่เป็นงานที่มีความสําคัญรองไปจากงานซึ่งต้องแต่งเครื่องแบบเต็มยศ เช่น งานเสด็จพระราชดําเนินพระราชทานเพลิงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือบุคคลสําคัญ ฯลฯ

            เครื่องแบบเต็มยศ
            ใช้ในพระราชพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภา พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีฉัตรมงคล งานสโมสรสันนิบาตทําเนียบรัฐบาล ( พิธีที่มีหมายกำหนดการให้แต่งเครื่องแบบเต็มยศ )

         4. วันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค.63 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  กศน.อำเภอตะกั่วทุ่ง จะต้องนำนักศึกษาเข้าร่วมงานมหกรรม ฯ ภาคใต้ จึงอยากเรียนถามอาจารย์ว่าจะสามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ ทั้งของครูและนักศึกษา เช่น ค่าเหมารถ ค่าที่พัก จากงบพัฒนาผู้เรียนได้ไหมคะ

            ผมตอบว่า   ให้ดูจากระเบียบ 2 เรื่อง คือ

             (1)  ดูว่ากิจกรรมลักษณะนี้ ทำเป็นโครงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้หรือไม่ คือ เข้าข้อใดของกรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ?
                  ( คุณไม่ได้บอกว่าเข้าร่วมงานในลักษณะใด เช่นแค่ทัศนศึกษาชมนิทรรศการ หรือร่วมแสดงแข่งขัน หรือย่างไร และงานมหกรรมภาคใต้นี้มีกิจกรรมที่จะเสริมหลักสูตรอย่างไรบ้าง  ผมทราบว่ามี “สินค้า กศน.Premium” ถ้ามีการให้เรียนให้ฝึก การตลาด/การผลิตสินค้า ก็อาจเข้ากรอบข้อ 11 กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ
                  ถ้าไม่ใช่กิจกรรมที่จะพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในเนื้อหาวิชาตามหลักสูตร กศ.ขั้นพื้นฐาน หรือพัฒนาทักษะชีวิตตามหัวข้อในกรอบฯ ก็จะไม่ใช่โครงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน )
            (2)  ถ้าทำเป็นโครงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้ จึงดูว่าเบิกจ่ายอะไรได้ จาก หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินอุดหนุน ข้อ 12.1 ( ดูในช่องหมายเหตุด้วย ) ที่  https://drive.google.com/file/d/1P1MscOtVENdpHzMJaWNdLBu28s1kuwf_/view

         5. วันที่ 2 ก.ย.63 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  เก้าอี้พลาสติกที่กำลังจะซื้อเก้าอี้พลาสติกเป็นวัสดุคงทนใช่มั้ยคะแต่หนูอยากทราบว่าใช้ระเบียบตัวไหน

            ผมตอบว่า   เก้าอี้พลาสติก ไม่ใช่ครุภัณฑ์ เพราะไม่คุ้มที่จะซ่อม ไม่มีช่าง/ร้านรับซ่อมแบบช่างไม้ แม้ซ่อมได้ก็จะสภาพไม่เหมือนเดิม จัดซื้อได้ด้วยงบดำเนินงาน (ค่าวัสดุ)
            การที่เป็นวัสดุคงทน คือ หลังจากลงทะเบียนพัสดุแล้ว ให้ยืม ไม่ใช่ให้เบิกขาดหมดไปเลยเหมือนวัสดุสิ้นเปลือง

         6. เย็นวันที่ 3 ก.ย.63 ผมตอบคำถามที่มีผู้ถามในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  กศน.เรียน รด. ได้ไหม

            ผมตอบว่า   กศน.อำเภอ/เขต แต่ละแห่ง มักจะไม่ขอเปิด รด. เพราะนักศึกษา กศน.ที่ต้องการเรียน รด.มีน้อยมาก
            และถ้าจะขอให้นักศึกษา กศน.ไปเรียน รด.กับโรงเรียน ตอนจบก็ทำเรื่องยุ่งยาก
            ดูข้อมูลที่ผมเคยโพสต์เรื่องนี้แล้ว เช่นในข้อ 3 ที่
            http://nfeph.blogspot.com/2017/08/btc.html



 

         7. วันที่ 9 ก.ย.63 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  เข็มเชิดชูเกียรติต้องเป็นครูเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้รับใช่มั๊ยคะ ปฏิบัติงานบนสำนักงานจังหวัด..ไม่มีสิทธิ์ใช่มั๊ยคะ

             ผมตอบว่า   ผู้ขอรับเข็มเชิดชูเกียรติต้องเป็น ครู ที่ปฏิบัติหน้าที่สอน ในตำแหน่งพนักงานราชการ( ครูอาสาสมัครฯ/ครู กศน.ตำบล ) หรือ ครู ศรช.


 

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

1.ครู ปวช.ลาพักผ่อน, 2.เครื่องพิมพ์ เป็นครุภัณฑ์หรือไม่, 3.ก่อสร้างอาคาร กศน.ตำบล, 4.ให้ มส.นักศึกษา ใช้ระเบียบที่คน กศน.ไม่น้อย ไม่เห็นด้วย, 5.ข้าราชการครูสอนวันอาทิตย์ เบิกไม่ได้, 6.หนังสือที่ให้ กศน.อำเภอตรวจสอบวุฒิเอง, 7.วิชาเลือกเสรี/โปรแกรมการเรียนรู้




สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันอาทิตย์ที่ 3 เม.ย.59 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  หนูเป็นครู ปวช.กศน ทำงานมาแล้ว 6 ปี และเป็นลูกจ้างชั่วคราว   ตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวของ กศน. มีสิทธิ์ลาพักผ่อนได้หรือไม่

             ผมตอบว่า   ครู ปวช.กศน.ไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราว  ครู ปวช.กศน.ไม่มีสิทธิลาพักผ่อน
             ลูกจ้างชั่วคราวต้องจ้างด้วยงบบุคลากร มีเลขที่อัตรา  ( นิติกร กจ.กศน.บอกว่า กศน.ไม่มีลูกจ้างชั่วคราวมานานแล้ว )

 

         2. วันที่ 4 เม.ย.59 ผอ.กศน.อ. ท่านหนึ่ง ถามผมว่า  เครื่องพิมพ์ ( Printer ) เป็นครุภัณฑ์หรือไม่ ซื้อได้หรือไม่

             เรื่องนี้  เครื่องพิมพ์ ( Printer ) เป็น “สิ่งของที่โดยสภาพมีลักษณะคงทนถาวร มีอายุการใช้งานยืนนาน เมื่อชำรุดเสียหายแล้วสามารถซ่อมแซมให้ใช้งานได้ดังเดิม”  จึงเป็น ครุภัณฑ์  ซึ่งปัจจุบันถ้าเป็นครุภัณฑ์ไม่ว่าจะราคาเท่าไร ก็ใช้เงินงบดำเนินงานซื้อไม่ได้
             ( เงินรายได้สถานศึกษา ซื้อได้  ส่วนเงินอุดหนุนรายหัว กศ.ขั้นพื้นฐาน เป็นงบดำเนินงานประเภทหนึ่ง ใช้ซื้อไม่ได้ ถ้าจะใช้งบประมาณซื้อ งบลงทุนซื้อได้ )

         3. เช้าวันที่ 12 เม.ย.59 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่อง  สำรวจ กศน.ตำบล ที่มีที่ดินพร้อมสำหรับก่อสร้างอาคาร กศน.ตำบล ( เนื้อที่อย่างน้อย 20 X 25 เมตร )
             ดูหนังสือแจ้งที่  https://db.tt/orIxjNol 

 

         4. เช้ามืดวันเสาร์ที่ 16 เม.ย.59 Tanyaluk Neamprapan ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  เราสามารถตัด มส.นักศึกษาได้ไหม ถ้าได้หรือไม่ ขอระเบียบด้วย

             ผมตอบว่า
             1)  ให้ มส. ( ไม่มีสิทธิเข้าสอบปลายภาค ) แก่นักศึกษาได้  โปรแกรม ITw ก็มีเมนูให้ลง มส.

             2)  ระเบียบคือ ประกาศสำนักงาน กศน.ฉบับลงวันที่ 8 ต.ค.55 ข้อ 2 ที่กำหนดว่า  วิธีเรียนรู้แบบ กศน. ( หลักสูตร 51 มีวิธีเรียนวิธีเดียว คือวิธีเรียนรู้แบบ กศน. แต่มีรูปแบบการเรียนหลายรูปแบบ เช่นรูปแบบพบกลุ่ม รูปแบบทางไกล )  ต้องมีเวลาพบกลุ่มหรือพบครูไม่น้อยกว่า 75 % จึงจะมีสิทธิเข้าสอบปลายภาคเรียน  ยกเว้นเฉพาะ นศ.ของสถาบัน กศ.ทางไกล
             ถ้าผู้เรียนมีระยะเวลาการพบกลุ่มหรือพบครูไม่ถึงร้อยละ 75 แต่ถึงร้อยละ 50 ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะพิจารณาอนุญาตให้เข้าสอบปลายภาคเรียน  ( ถ้าไม่ถึงร้อยละ 50 ผู้บริหารก็อนุญาตให้เข้าสอบไม่ได้ ) 
             ดาวน์โหลดประกาศฉบับนี้ได้ที่  https://db.tt/rFV5M591

             คน กศน.จำนวนไม่น้อย ไม่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์นี้  แต่... พอมีการคำนวณร้อยละของผู้เข้าสอบ/ขาดสอบปลายภาค โดยบางครั้งใช้จำนวนผู้มีสิทธิสอบเป็นจำนวนเต็ม ก็มีผู้หันมาใช้ประกาศฉบับนี้ลง มส.ให้นักศึกษา เพื่อให้จำนวนเต็มลดลง จำนวนร้อยละของผู้เข้าสอบจะได้เพิ่มขึ้น

             ผมคิดว่า เพื่อช่วยแก้ปัญหานักศึกษาผี ( นักศึกษาที่ไม่ได้ลงชื่อในใบลงทะเบียนเรียนด้วยตนเอง ) ควรใช้จำนวนผู้ลงทะเบียนเรียน เป็นจำนวนเต็มในการคำนวณร้อยละของผู้เข้าสอบ/ขาดสอบปลายภาค

         5. คืนวันเดียวกัน ( เสาร์ที่ 16 เม.ย.59 ) บุญชนะ ครูนกฮูก ล้อมสิริอุดมิ ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  ข้าราชการ ได้รับมอบหมายให้สอนในวันอาทิตย์ เบิกค่าปฏิบัติงานนอกเวลาได้ไหม

             ผมตอบว่า   โดยปกติ เคยมีหนังสือราชการแจ้งนานแล้วว่า บุคลากรสังกัด กศน.สอนนอกเวลาราชการ เบิกได้  แต่.. มีหนังสือสำนักงาน กศน.แจ้งให้ข้าราชการครูสอนเสริมสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง และไม่ให้เบิกค่าตอบแทน ( อยู่ในข้อ 2.6 ของแนวนโยบายฯแนบหนังสือสั่งการ ที่  https://db.tt/LkvYKiCV
             และ ท่านเลขาธิการ กศน. นายสุรพงษ์ จำจด สั่งการในที่ประชุมที่ จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 12 พ.ย.58 ว่า “ข้าราชการครู กศน. ได้หารือกรมบัญชีกลางแล้ว แม้จะสอนนอกเวลาราชการ เบิกไม่ได้ เพราะเป็นบทบาทหน้าที่โดยตรง ให้สอนโดยไม่เบิก”
             เมื่อเบิกค่าสอนไม่ได้ ก็เบิกค่าปฏิบัติงานนอกเวลาไม่ได้เช่นกัน ( ค่าปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ เป็นการปฏิบัติงานนอกเวลาในสำนักงาน )

             ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอนในสถานศึกษาและสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2551 กำหนดว่า  ถ้าสอนเกินภาระงานสอนก็จะเบิกได้ ( ระดับ ม.ต้น-ปลาย ชั่วโมงละ 200 บาท ) เช่น  บทบาทหน้าที่ของ ขรก.ครู กศน. ที่ ก.ค.ศ.กำหนดคือ ต้องสอนตามตารางสอนไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง และมีภาระงานสอนอื่นอีกรวมเป็นสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 18 ชั่วโมง ถ้าสอนเกินนี้และสอนนอกเวลาราชการโดยไม่หยุดในวันทำการ ก็เบิกได้ ถ้ามีเงินให้เบิกและผู้บริหารให้เบิก

              ( ผมเองก็เคยสอนเสริมในวันอาทิตย์ทั้งเช้าและบ่าย ก็ไม่ได้เบิก แต่ ขอหยุดในวันธรรมดา 1 วัน เหมือนกับครู กศน.อื่นที่พบกลุ่มวันอาทิตย์หยุดวันศุกร์ )






         6. วันที่ 19 เม.ย.59 มี ขรก.จาก สนง.กศน.จังหวัดใกล้เคียง มาหาผมที่ กศน.อ.ผักไห่ จะเชิญผมไปร่วมเป็นวิทยากรเรื่องวิชาเลือกเสรี/โปรแกรมการเรียนรู้ และขอหนังสือฉบับที่แจ้งให้ กศน.อำเภอตรวจสอบวุฒิเอง แทนจังหวัด ( หนังสือฉบับปี 2553 )





         7. ตามหนังสือสำนักงาน กศน. ที่ ศธ 0210.03/1733 เรื่องขอความร่วมมือจัดการเรียนการสอนวิชาเลือกเสรีโดยการพัฒนาเป็นโปรแกรมการเรียนรู้ ลงวันที่ 28 มี.ค.59  ( ดูหนังสือฉบับนี้ได้ที่https://db.tt/CtMuFC6S )  กำหนดว่า  ภาคเรียนที่ 1/59 ให้แต่ละจังหวัดมีสถานศึกษานำร่อง ลงทะเบียนเรียนวิชาเลือกเสรีตามโปรแกรมการเรียนรู้ จังหวัดละอย่างน้อย 1 อำเภอ ส่วนอำเภออื่นที่ยังไม่มีโปรแกรมการเรียนรู้ ในภาค 1/59 ให้นักศึกษาใหม่ลงทะเบียนเรียนเฉพาะวิชาบังคับและวิชาเลือกบังคับ

             1)  “โปรแกรมการเรียนรู้” คล้ายแผนการเรียนรายบุคคล หรือคล้ายแผนการเรียนในหลักสูตรเก่า ( ที่มีแผน ก แผน ข แผน ค เหมือนกันทุกแห่ง ) แต่โปรแกรมการเรียน จะมีหลากหลายมากกว่าแผนการเรียน ต่างอำเภอจะมีโปรแกรมการเรียนแตกต่างกัน หรืออาจมีโปรแกรมที่เหมือนกันได้ ถ้าสภาพ/ความต้องการของผู้เรียนเหมือนกัน
                  “โปรแกรมการเรียน” แปลให้เข้าใจง่าย คือ “กลุ่มวิชาเลือกเสรี” ที่ตรงกับสภาพ/ความต้องการ ของผู้เรียน/ชุมชน
                  ผู้เรียนแต่ละคนให้เลือกเรียนโปรแกรมเดียว ที่ตรงกับสภาพ/ความต้องการ เช่น โปรแกรมปั้นเตาอั้งโล่ โปรแกรมการเลี้ยงปลา โปรแกรมการเลี้ยงกบ โปรแกรมขับรถบรรทุก โปรแกรมเสริมสวย โปรแกรมนำเที่ยวท้องถิ่น โปรแกรมสำหรับผู้ต้องการศึกษาต่อ ฯลฯ

             2)  เมื่อกำหนดโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ผู้เรียนและชุมชนเป็นฐานในการกำหนดแล้ว ก็ต้องกำหนดรายวิชาในแต่ละโปรแกรมให้ครบจำนวนหน่วยกิต
                  รายวิชาต่าง ๆ ในแต่ละโปรแกรมนี้คือรายวิชาเลือกเสรี เช่น ระดับ ม.ปลาย ต้องเรียนวิชาเลือกไม่น้อยกว่า 32 หน่วยกิต ( จำนวนหน่วยกิตวิชาบังคับและวิชาเลือกยังเท่าเดิม ) เป็นวิชาเลือกบังคับที่ส่วนกลางกำหนดแล้ว 6 หน่วยกิต ถ้าสถานศึกษาไม่กำหนดวิชาเลือกบังคับเพิ่มขึ้นอีก จะเหลือเป็นวิชาเลือกเสรี 26 หน่วยกิต  ฉะนั้น ในแต่ละโปรแกรมก็ต้องมีรายวิชาเลือกเสรีที่รวมทุกรายวิชาต้องไม่น้อยกว่า 26 หน่วยกิต

             3)  ผมถามกลุ่มพัฒนา กศน.ว่า สถานศึกษาจะกำหนดให้มีวิชาเลือกบังคับเพิ่มขึ้นอีกได้ไหม กพ.ตอบว่าได้ ( ผมไม่แน่ใจว่านโยบายท่านเลขาฯเป็นอย่างไร แต่ กพ.ตอบว่าได้ ผมก็จะยึดว่าสถานศึกษาสามารถกำหนดให้มีวิชาเลือกบังคับเพิ่มขึ้นอีกได้  ( กพ.ยกตัวอย่างว่า สิงห์บุรีก็มี วิชาสิงห์บุรีบ้านเรา เป็นวิชาเลือกบังคับ แต่ผมดูโปรแกรมของ กศน.ตำบลบางมัญ อ.เมืองสิงห์บุรี ที่ กพ.กรุณาส่งมาให้ผมดูแล้ว เขาเพิ่งกำหนดรายวิชาเลือกเสรีในโปรแกรมการเรียนรู้ไว้เพียงโปรแกรมเดียว โดยมีรายวิชาสิงห์บุรีบ้านเราอยู่ในโปรแกรมนี้ ไม่ได้บอกว่ารายวิชาสิงห์บุรีบ้านเราเป็นวิชาเลือกบังคับ ยังไม่แน่ว่าโปรแกรมอื่นจะมีวิชานี้หรือไม่ )
                  เมื่อมีวิชาเลือกบังคับเพิ่มขึ้น จำนวนหน่วยกิตของวิชาเลือกเสรีในแต่ละโปรแกรมก็จะลดลง

             4)  กพ. บอกว่า อำเภอที่นำร่องในภาค 1/59 ต้องนำร่องทั้ง 3 ระดับ โดยมีโปรแกรมการเรียนรู้ให้เรียนในภาค 1/59 อย่างน้อยระดับละ 1 โปรแกรมก่อนก็ได้ ภาคเรียนต่อไปค่อยพัฒนาโปรแกรมเพิ่มขึ้น โดยในแต่ละโปรแกรมต้องกำหนดชื่อรายวิชาและจำนวนหน่วยกิตของแต่ละรายวิชาไว้ให้ครบถ้วนก่อนเปิดให้ลงทะเบียนเรียน แต่เนื้อหา/หนังสือเรียน อาจพัฒนาไว้เพียงบางรายวิชาสำหรับใช้เรียนในภาค 1/59 ก่อน รายวิชาอื่น ๆ กำหนดไว้แต่ชื่อและจำนวนหน่วยกิตก่อนก็ได้

             5)  รายวิชาเลือกเสรีต้องสอดคล้องกับโปรแกรม เช่น โปรแกรมเกษตรกร อาจประกอบด้วยรายวิชาการทำปุ๋ยชีวภาพ  แต่รายวิชาการทำผ้าบาติคคงจะอยู่ในโปรแกรมเกษตรกรไม่ได้  โดยให้ สนง.กศน.จังหวัด เป็นผู้พิจารณาความสอดคล้องของรายวิชาเลือกเสรีกับโปรแกรม รวมทั้งเป็นผู้กำหนดสัดส่วนคะแนนและวิธีการวัดผลประเมินผลในแต่ละรายวิชา ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชา ก่อนให้สถานศึกษานำไปใช้

             6)  บางรายวิชาอาจอยู่ซ้ำในหลายโปรแกรมได้ เช่นรายวิชา Mini MBA อาจอยู่ในทุกโปรแกรมที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ/ธุรกิจ
                  ในแต่ละระดับมีชื่อโปรแกรมเหมือนกันได้ แต่รายวิชาในแต่ละระดับไม่ให้เหมือนกัน ไม่ให้มีวิชารหัส 0 ที่เหมือนกันทุกระดับ

             7)  ถ้าแต่ละอำเภอมีหลายโปรแกรม จำนวนวิชาเลือกทั้งหมดยิ่งจะมาก เพราะแต่ละโปรแกรมย่อมต้องมีวิชาเลือกบางวิชาหรือหลายวิชาที่ไม่ซ้ำกัน แต่ละโปรแกรมก็มีจำนวนหน่วยกิตวิชาเลือกไม่น้อยกว่าเดิมที่เราบ่นตรงกันว่าวิชามาก เป็นปัญหา  การมีหลายโปรแกรมยิ่งจะมีวิชามากขึ้นอีก  วิธีแก้ปัญหาคือ กำหนดให้แต่ละรายวิชามีหน่วยกิตมาก ก็จะลดจำนวนวิชาลงได้  กพ.บอกว่า ระดับประถมวิชาละไม่น้อยกว่า 2 หน่วยกิต ระดับ ม.ต้น-ปลาย วิชาละไม่น้อยกว่า 3 หน่วยกิต  ยิ่งจำนวนหน่วยกิตในแต่ละวิชาน้อย จำนวนวิชายิ่งมาก ยิ่งเป็นปัญหาในการบริหารจัดการมากกว่าเดิม  เช่นระดับ ม.ปลาย รายวิชาเลือกเสรีรวม 26 หน่วยกิต ถ้าวิชาละ 3 หน่วยกิต ก็ต้องมีถึง 9 วิชาในแต่ละโปรแกรม  ( วิชาบังคับกับวิชาเลือกบังคับอีก 16 วิชา เมื่อรวมวิชาเลือกเสรีในโปรแกรมการเรียนอีก 9 วิชา เป็น 25 วิชา คือมีโปรแกรมเดียวก็มี 25 วิชาแล้ว )

             8)  อำเภอที่ยังไม่นำร่อง ยังไม่มีโปรแกรมการเรียน เมื่อยังไม่มีโปรแกรมการเรียนก็จะยังไม่มีรายวิชาเลือกเสรี เพราะยังไม่รู้ว่าจะเป็นโปรแกรมเกี่ยวกับวิชาอะไร  ภาคเรียนที่ 1/59 จึงให้เรียนเฉพาะวิชาบังคับกับวิชาเลือกบังคับก่อน โดยให้เรียนวิชาบังคับมากกว่าปกติเพื่อทดแทนวิชาเลือก  ควรคุยรวมกันทั้งจังหวัดว่าภาคเรียนที่ 1/59 อำเภอที่ไม่นำร่องควรให้ นศ.ใหม่ เรียนวิชาบังคับวิชาใดบ้าง ให้เหมือนกันทั้งจังหวัด จะได้ง่ายต่อการบริหารจัดการ