แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แพรแถบย่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แพรแถบย่อ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

1.พระยังเรียน ม.ปลาย ได้ไหม, 2.วิธีแก้ เฟซบุ๊กโดนไวรัสแล้วมันส่งไฟล์ไวรัสต่อไปให้เพื่อนอื่นๆ, 3.จริงหรือที่แชร์กันว่า ต้องเปลี่ยนแพรแถบย่อ(ที่ประดับเหนือกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบสีกากี) ?, 4.ลาออกจาก ชพค.ได้ไหม, 5.จะสมัครเป็นผู้ช่วยผู้ตรวจการลูกเสือ, 6.คนต่างด้าว ไม่มีใบ ท.ร.38/1 เรียน กศน.ได้ไหม, 7.วุฒิทางธรรมที่สมัครเรียน กศ.ขั้นพื้นฐาน เปลี่ยน ?


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้



         1. วันที่ 19 เม.ย.62 มีผู้ถามผมในไลน์สแควร์กลุ่ม กศน. ว่า  ปัจจุบันนี้มีพระลงสมัครเรียนระดับ ม.ปลาย เรียนกับกศน.ในภาคเรียนนี้ยังได้ไหม

             ผมตอบว่า   พระสงฆ์เรียน กศ.ขั้นพื้นฐาน ระดับ ม.ปลาย ได้ มาตลอด เพียงแต่
             ที่ถูกต้องนั้น มหาเถรสมาคมกำหนดว่า “ให้จัดพบกลุ่มที่ศูนย์การเรียนในวัด โดยให้ครูชายเป็นผู้สอน”
             ( กศน.อ.มักจะไม่พร้อมที่จะทำให้ถูกต้องตามมติมหาเถรสมาคม นอกจากจะมีพระเรียนจำนวนมาก )
             เรื่องนี้มีอยู่ในคู่มือการดำเนินงานฯทุกเล่ม ถ้าเป็นฉบับปรับปรุง พ.ศ.2555 ปกสีเลือดหมู มติมหาเถรสมาคมจะอยู่ในหน้า 140 โดยมีวิธีปฏิบัติอยู่ในหน้า 139 ข้อ 3

         2. วันที่ 21 เม.ย.62 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เมื่อวานเฟสฉันโดนแฮก ฉันเข้าเปลียนรหัสแล้ว ฉันต้องทำยังต่อ ฉันเห็นเพื่อนทักมาว่าส่งอะไรมา ฉันก็งง ขอปรึกษา ขอโทษจริงๆ แต่เพื่อนแนะนำไปเปลียนรหัส

             ผมตอบว่า   นอกจากเปลี่ยนรหัสผ่านแล้ว ต้องลบแอพที่เป็นปัญหาออกจากเฟซบุ๊กของเราด้วย
             วิธีลบนั้น อธิบายยากเพราะแต่ละคนใช้เฟซบุ๊กต่างกันมากมายหลายระบบหลายเวอร์ชั่น แต่ละระบบแต่ละเวอร์ชั่นก็มีวิธีการต่างกัน
             ขอให้คุณแก้ในระบบเฟซบุ๊กของคุณ โดยลองหาเมนูหรือคำในทำนองต่อไปนี้
             - เข้าไปที่ "การตั้งค่า" แล้วคลิกที่ "แอพและเว็บไซต์"
             - ดูที่ "แอพและเว็บไซต์ที่กำลังใช้งาน" ถ้าพบว่ามีแอพที่ไม่น่าไว้ใจ ก็คลิกที่แอพนั้นและคลิกที่ "ลบออก"
             เปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับเข้าเฟซบุ๊กด้วย ถูกต้องแล้ว

              ( ถ้าเป็นไวรัส Special Video มันจะส่งไฟล์ไวรัสที่ชื่อขึ้นต้นและลงท้ายว่า video .... .bz  ใครเห็นอย่าคลิกเข้าไปดูนะ จะติดไวรัส โดยมันจะใช้บัญชีและชื่อเรา ส่งไฟล์ไวรัสต่อไปให้เพื่อนคนอื่น ๆ ในเครือข่ายเมสเซนเจอร์และกลุ่มต่าง ๆ ของเฟซบุ๊ก โดยไม่รู้ตัว
                ดูวิธีแก้ไขไวรัสนี้ที่
                https://officemanner.com/2014/07/28/วิธีแก้ไวรัส-special-video-ของแชท-facebook/?fbclid=IwAR1rPBzjjpzsEqFOiw8LasscfOiBa5aaZQ0rzb17sQ-PMnujJYTetfcYW_w )

         3. จริงหรือที่แชร์กันว่า “ต้อง” เปลี่ยนแพรแถบย่อ (ที่ประดับเหนือกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบสีกากี) ?

             ( ขอบอกเบื้องต้นก่อนว่า สีแพรแถบของเหรียญเฉลิมพระเกียรติพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 9 กับ รัชกาลที่ 10 คล้ายกัน คือมี 7 ริ้วเท่ากัน มีริ้วสีเหลืองทั้งคู่
                ต่างกันที่ รัชกาลที่ 9 มีริ้วสีเหลือง 4 ริ้ว โดยริมทั้งสองด้านเป็นริ้วสีเหลือง แต่ของรัชกาลที่ 10 มีริ้วสีเหลือง 3 ริ้ว โดยริมทั้งสองด้านเป็นริ้วสีขาวนวล โปรดดูภาพประกอบ ในภาพจะอยู่บนสุดกับล่างสุด )

             ตอบว่า  ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผงแพรแถบย่อ ( เปลี่ยนก็ได้ ไม่เปลี่ยนก็ได้ )
             1)  ในแผงแพรแถบย่อ จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
                  - แพรแถบย่อของเหรียญตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระราชทานเจาะจงเฉพาะบุคคล กับ
                  - แพรแถบย่อของเหรียญเฉลิมพระเกียรติ/เหรียญที่ระลึก ที่พระราชทานให้บุคคลทั่วไปประดับได้
                  โดย แพรแถบย่อของเหรียญตราเครื่องราชฯจะอบู่แถวบนสุดของแผง และอยู่ริมด้านซ้าย โดยจะมีช้างหรือมงกุฎเล็ก ๆ อยู่บนแพรแถบย่อ มีสิทธิประดับได้เฉพาะผู้ได้รับการประกาศรายชื่อพระราชทาน และให้ประดับเฉพาะเครื่องราชชั้นสูงสุดในแต่ละตระกูลเท่านั้น ( ตระกูลช้างเผือก กับตระกูลมงกุฎไทย ) จึงประดับได้ 2 ท่อน แทน 2 เหรียญ ( 2 ช่อง ) ถ้าได้ทั้ง 2 ตระกูลแล้ว โดยเครื่องราชที่สูงกว่า ( ได้รับทีหลัง ) จะอยู่ริมซ้ายสุด ส่วนท่อนที่ 2-3 ถ้าไม่มีช้างไม่มีมงกุฎก็เป็นแพรแถบย่อของเหรียญเฉลิมพระเกียรติ/เหรียญที่ระลึก
             2)  แพรแถบย่อของเหรียญเฉลิมพระเกียรติ/เหรียญที่ระลึก จะไม่มีช้างหรือมงกุฎติดอยู่

ประดับเรียงลำดับตามวันออกเหรียญจากออกก่อนไปยังออกหลัง โดยเรียงจากบนลงล่างและจากซ้ายไปขวา คือเหรียญที่ออกก่อนจะอยู่แถวบนด้านซ้ายต่อจากท่อนหรือช่องของเหรียญเครื่องราชฯ เรียงลำดับไปจนถึงเหรียญที่ออกหลังสุดจะอยู่แถวล่างสุดและขวาสุด
                  ( แพรแถบย่อเหรียญเฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10 จะอยู่แถวล่างสุด-ขวาสุด ซึ่งจะมีริ้วสีขาวนวล 4 ริ้ว ริ้วสีเหลือง 3 ริ้ว โปรดดูภาพประกอบ )
             3)  ทำไมบางแผงมีน้อยแถว บางแผงมีหลายแถว
                  แผงแพรแถบย่อแต่ละแผง ส่วนใหญ่จะมี 3 ท่อน ( 3 ช่อง แทน 3 เหรียญ )
                  แต่ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าต้องมีกี่ท่อน แล้วแต่ความสวยงาม-ความชอบ อาจมี 1-4 ท่อน
                  สำหรับเหรียญเฉลิมพระเกียรติ/เหรียญที่ระลึกนั้น บุคคลทั่วไป ( ที่มีชีวิตในปีที่ออกเหรียญนั้น ) มีสิทธิประดับ ใครเกิดทันปีที่ออกเหรียญใด ก็มีสิทธิประดับเหรียญนั้นทุกคน
                  ประดับกี่เหรียญก็ได้ตามที่มีสิทธิ ขึ้นอยู่กับความพอใจและความสวยงาม
                  สามารถสั่งทำแพรแถบย่อโดยระบุได้ว่าต้องการเหรียญใด/กี่ท่อน
                  ผู้ที่แผงอกไม่กว้าง การติดเหรียญหรือแพรแถบย่อที่มากเกินไปก็ทำให้ดูเทอะทะ ไม่สวย
                  ( ผู้ชายยิ่งติดมากอาจจะยิ่งดูดี แต่ผู้หญิงมักจะตรงข้าม )
                  เหรียญเฉลิมพระเกียรติ/เหรียญที่ระลึกนี้ จะประดับท่อนเดียว เหรียญเดียว ก็ได้ จะไม่ประดับเลยซักเหรียญก็ได้ แต่ถ้าจะประดับ 2 เหรียญขึ้นไป ต้องเรียงลำดับให้ถูก
                  ข้าราชการ-ลูกจ้างประจำ-พนักงานราชการ แม้เพิ่งบรรจุใหม่ ๆ ยังไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ก็ประดับแพรแถบย่อเหนือกระเป๋าเสื้อชุดสีกากีได้ แต่เป็นแบบไม่มีช้างไม่มีมงกุฎ
             4)  ประชาชนทั่วไป-พ่อค้าคหบดี-ผู้รับจ้างเหมาบริการ ก็ประดับเหรียญเฉลิมพระเกียรติ/เหรียญที่ระลึกได้
                  แต่ ก็ต้องประดับให้ถูกกับ งาน และใส่ชุดให้ถูก เช่น ประดับร่วมงานพิธีวันปิยมหาราชใช้แพรแถบย่อ ส่วนงานพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระเจ้าอยู่หัวใช้เหรียญจริง
                  ชุด ที่ประดับได้ของประชาชนทั่วไป-พ่อค้าคหบดี-ผู้รับจ้างเหมาบริการ
                  - บุรุษ  ประดับกับเครื่องแบบขอเฝ้า ( ชุดขาวราชประแตน เช่นเดียวกับชุดชาวข้าราชการทั่วไป แต่ที่ปกคอเสื้อใช้แผ่นทาบคอ กิ่งชัยพฤกษ์ประกอบด้วยใบข้างละ 5 ใบ แทนเครื่องหมายส่วนราชการ และไม่มีอินทรธนูที่บ่า กระดุมเสื้อเป็นกระดุมเกลี้ยงสีทอง )
                  - สตรีที่ไม่ใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐ  จะไม่มีเครื่องแบบขอเฝ้าที่เป็นชุดขาวเหมือนบุรุษ ให้ประดับกับ ชุดไทย คือชุดไทยจิตรลดา ไทยอมรินทร์ ไทยบรมพิมาน สีพื้น สวมถุงน่องไม่ให้เห็นผิวเนื้อเท้า











         4. เย็นวันที่ 25 เม.ย.62 มีผู้ถามผมในกลุ่มไลน์สแควร์ กศน. ว่า สามารถลาออกจากการเป็นสมาชิก ชพค.ได้ไหม แล้วเงินที่ส่งไปได้คืนไหม

             ผมตอบว่า   ลาออกได้ ( ไม่ได้ติดหนี้เงินกู้ใช่ไหม )  แต่เงินที่ส่งไปไม่ได้คืน เพราะเขานำไปให้ทายาทสมาชิกที่ถึงก็แก่กรรม เดือนต่อเดือนไปแล้ว

         5. คืนวันที่ 25 เม.ย.62 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ของผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ได้รับวุฒิ S.S.W.B. ขอสมัครตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ตรวจการลูกเสือฯ ได้หรือไม่

             ผมตอบว่า   ผู้ตรวจการลูกเสือจังหวัด และผู้ตรวจการลูกเสือประจำสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ( รวมทั้งผู้ช่วยผู้ตรวจการลูกเสือ ) ต้องได้รับเครื่องหมายวูดแบดจ์
             ดูรายละเอียดที่  http://www.scoutthailand.org/documents/gazette/inspector.pdf

         6. วันที่ 2 พ.ค.62 มีผู้ถามในไลน์สแควร์กลุ่ม กศน. ว่า  คนต่างด้าวทีาเข้าเมืองโดยถูกกฏหมาย(mou) ไม่มีใบท.ร.38/1 สามารถลงเรียนกศน.ได้หรือไม่

             ผมตอบว่า   เรื่องนี้ผมเคยโพสต์แล้ว เช่นในข้อ 5 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2018/05/gcode.html ว่า ถ้าอ่านในประกาศ ศธ. ( ตามภาพประกอบโพสต์นี้ ) จะเข้าใจ คือสิ่งสำคัญขอให้มีเลขประจำตัว 13 หลัก
             1)  หากมีเลขประจำตัว 13 หลัก ให้ดำเนินการตามขั้นตอนตามปกติของสถานศึกษา
                  ( แบบ ท.ร.๓๘/๑ : “แบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ” เป็นเพียงแบบหนึ่งที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ซึ่งคนต่างด้าวบางประเภทอาจมีเอกสารอื่นที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ก็ได้ )
                  ถ้าไม่มี  ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนตามที่ กศน.กำหนด ( รหัส G ) ไปจนกว่า นศ.จะได้เลขประจำตัว 13 หลักตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
                  ( ดูวิธีการออกรหัส G ในข้อ 1 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2018/05/gcode.html )
             2)  เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษารหัส G แล้ว สถานศึกษาต้องประสานผู้เรียน/ผู้ปกครอง ให้เขาไปขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เขาพักอาศัยอยู่ในท้องที่ใด ก็ไปขึ้นทะเบียนที่ฝ่ายทะเบียนของหน่วยงานมหาดไทยท้องที่นั้น
             3)  ถ้า นศ.ไปขึ้นทะเบียน ได้รับรหัสประจำตัว 13 หลัก จากหน่วยงานมหาดไทยมาแจ้งเราก่อนเรียนจบ เราต้องแก้รหัสประจำตัว 13 หลักในทะเบียนนักศึกษา ตามรหัสของมหาดไทย แทนรหัสที่ขึ้นต้นด้วย G

             คืนวันที่ 8 พ.ค.62 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ถ้าเด็กเป็นต่างด้าว แล้วเราลงเลขตัว G แล้ว แต่เขายังไม่ไปติดต่อทำบัตรที่ สนง เขต จนถึวันจบ สามารถออกวุฒิการศึกษา ลงเลขตัว G ในใบระเบียน ได้ไหมคะ หรือต้องรอเลข 13 หลักจากมหาดไทย
             ผมตอบว่า  ออกใบวุฒิเป็นรหัส G ได้ (แต่ก็ควรพยายามย้ำให้เขาไปติดต่อทำบัตร)





         7. เช้าวันที่ 14 พ.ค.62 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ตอนนี้การเทียบคุณสมบัติวุฒิทางธรนมที่พระมาสมัครเรียนเปลี่ยนแปลงไปมั้ยคะ หลังมี พรบ. การศึกษาพระปริยัติธรรม 2561

             ผมตอบว่า   พรบ.นี้เพิ่งออกเดือนที่แล้ว (เม.ย.62 ไม่ใช่ 61)
             ดู พรบ.ที่  http://bit.ly/2VBDl2L มาตรา 22 ระบุว่า ผู้ที่พ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ (ผมเข้าใจว่าปัจจุบันหมายถึงอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป)
             ที่สำเร็จ
             - ชั้นนักธรรมเอก  มีวิทยฐานะระดับ ม.ต้น (เดิมนักธรรมเอก เทียบวุฒิระดับประถม)
             - ชั้นเปรียญธรรม 3 ประโยค  มีวิทยฐานะระดับ ม.ปลาย (เดิมเปรียญธรรม 3 ประโยค เทียบวุฒิระดับ ม.ต้น)
             ผมไม่แน่ใจว่ารวมผู้ที่เรียนจบวุฒิทางธรรมอยู่ก่อน พรบ.นี้ออก ด้วยหรือไม่
             ต้องถามกลุ่มพัฒนา กศน.นะครับ (ควรขอให้กลุ่มพัฒนา กศน.ศึกษาแล้วแจ้ง)


วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561

1.การใช้แพรแถบย่อเครื่องราชฯ, 2.ตกหล่น N-NET จะไม่มีสิทธิสอบ E-Exam ด้วย จะเกิดผลกระทบ, 3.คู่มือการออกเอกสารหลักฐาน กศ.ขั้นพื้นฐาน เป็นภาษาอังกฤษ เช่นประกาศนียบัตร, 4.ระเบียบที่แท้ ทุกคนมีสิทธิประดับแพรแถบย่อ แม้เพิ่งบรรจุใหม่, 5.เรื่องน่าสนใจของเครื่องราชฯ และการประดับแพรแถบย่อของผู้รับจ้างเหมาบริการ, 6.รองประธานฯประจำสนามสอบ เป็นใครได้บ้าง, 7.ปัญหาของ กศน.ขั้นพื้นฐาน กลับมาอีกแล้ว

สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้


         1. คืนวันที่ 28 ส.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  แฟนเขาเคยได้เครื่องราช บ.ช. แถบสีใช้แบบไหน ( ตามภาพประกอบโพสต์นี้ ) ใช่ที่เป็นช้างเผือกอันเดียว บนขวามือ ใช่หรือเปล่า

             ผมตอบว่า   อยากให้คุณเข้าใจหลักการ ( ถ้าเข้าใจหลักการก็จะรู้และประยุกต์ใช้ได้โดยไม่ต้องท่องจำ )
             ขอให้คุณอ่านหลักการต่อไปนี้ช้า ๆ ให้เข้าใจ แล้วบอกผมว่า ต้องใช้แบบไหน
             - การประดับเครื่องราชฯ ให้ประดับไม่เกิน 2 เหรียญสูงสุดที่ได้รับ ( ตระกูลละ 1 เหรียญ ) ถ้าเคยได้รับเหรียญตราเกิน 2 เหรียญ ต้องส่งคืนส่วนที่เกิน เหลือไว้ประดับเฉพาะ 2 เหรียญสูงสุด
             - เครื่องราชฯมี 2 ตระกูล คือตระกูลช้างเผือก เป็นรูปช้าง ใช้อักษรย่อว่า ช. กับตระกูลมงกุฎไทย เป็นรูปมงกฎ ใช้อักษรย่อว่า ม.
             - ส่วนเหรียญที่ระลึกต่าง ๆ จะไม่มีช้างไม่มีมงกุฎ ใครเกิดทันการออกเหรียญไหนก็ประดับเหรียญที่ระลึกนั้นได้หมด
             - การประดับเครื่องราชฯ+เหรียญที่ระลึก ให้ประดับเรียงลำดับโดยให้เครื่องราชฯชั้นสูงสุดอยู่มุมซ้ายบน ไม่เกิน 2 เหรียญ ตามด้วยเหรียญที่ระลึกจากเหรียญที่ออกล่าสุดเรียงไปทางขวา ถ้ามีมากก็ต่อแถวล่างลงไป
             - แพรแถบย่อ ก็จะเรียงตามการประดับเหรียญตราจริงเช่นเดียวกัน ( แพรแถบย่อใช้ประดับแทนเหรียญตราจริงกรณีแต่งเครื่องแบบสีกากีหรือเครื่องแบบปกติขาว )
             - แต่ละแผงของแพรแถบย่อ ประกอบด้วยหลายท่อนมาเรียงต่อกัน แต่ละท่อนจะแทนเครื่องราชฯหรือเหรียญที่ระลึก ท่อนละ 1 เหรียญ โดยสีและลายของแต่ละท่อน จะเหมือนกับสีและลายของสายเครื่องราชฯหรือสายเหรียญที่ระลึกนั้น ๆ ( สายของเหรียญตราเครื่องราชฯและสายของเหรียญที่ระลึก จะมีสีและลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำกัน )
             - เครื่องราชฯ จ.ม. สูงกว่า บ.ช. และ บ.ช. สูงกว่า บ.ม. ถ้าใครเคยได้ทั้ง 3 เหรียญนี้ ก็ประดับแค่ 2 เหรียญคือ จ.ม. กับ บ.ช. โดยให้ จ.ม. อยู่มุมซ้ายบนสุด ต่อด้วย บ.ช.และเหรียญที่ระลึก
             - ถ้าใครเคยได้ จ.ม. อย่างเดียว ไม่เคยได้ บ.ช. ก็ให้ จ.ม.อยู่มุมซ้ายบนสุด แล้วต่อด้วยเหรียญที่ระลึกเลย
             - ถ้าใครเคยได้ทั้ง บ.ช. และ บ.ม. ยังไม่ได้ จ.ม. ก็ให้ บ.ช.อยู่มุมซ้ายบนสุด ต่อด้วย บ.ม.และเหรียญที่ระลึก,
                ถ้าใครเคยได้ บ.ช. อย่างเดียว ไม่เคยได้ บ.ม. ก็ให้ บ.ช.อยู่มุมซ้ายบนสุดแล้วต่อด้วยเหรียญที่ระลึกเลย

             ถ้าคุณเข้าใจหลักการนี้แล้ว คุณตอบผมหน่อยว่ากรณีของแฟนคุณ จะใช้แบบไหน
             ปรากฏว่า ผู้ถาม ตอบถูกว่า “ได้แต่ บ.ช.ไม่เคยได้ บ.ม.ให้ บ.ช.อยู่มุมซ้ายบนสุด ( ตามรูปด้านบนขวามือ )

         2. วันที่ 29 ส.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  นักเรียนที่จะจบตกหล่นในการส่งชื่อสอบ N-net เห็นน้องที่เข้าไปอบรมแจ้งว่า จะไม่มีสิทธิสอบ E-exam ด้วย ให้ลงสอบN-net ใหม่ในภาคเรียนหน้า มีทางที่จะแก้ไขได้มั้ย เชื่อว่าไม่ได้มีแค่ฉันแน่นอน ซึ่งผลกระทบก็จะเกิดขึ้นทั้งนักเรียนและครูอย่างลีกเลี่ยงไม่ได้

             ผมตอบว่า   การตกหล่นในการส่งชื่อเข้าสอบ N-NET เป็นความบกพร่องของบุคลากร คงมีไม่มาก
             ผมเคยโพสต์ประเด็นนี้แล้วว่า
             1)  กรณียังไม่เคยส่งชื่อเข้าสอบ N-NET ไปให้ สทศ. ก็ยังสามารถส่งชื่อเข้าสอบ N-NET ในภาคเรียนหน้าได้
                  ( ถ้าเป็นความบกพร่องของ นศ. อาจให้รอส่งชื่อเข้าสอบ N-NET ในภาคเรียนต่อไป แต่ถ้าเป็นความบกพร่องของบุคลากร และนักศึกษามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจบการศึกษาในภาคเรียนนี้ ควรมีการลงโทษบุคลากร ถ้าเป็นความบกพร่องครั้งแรกอาจแค่ว่ากล่าวตักเตือน ถ้าบกพร่องครั้งที่ 2 ควรมากกว่าว่ากล่าวตักเตือน มิฉะนั้นจะไม่ตระหนักในการปฏิบัติงานต่อไป )
                  ถ้าจะขอสอบ E-Exam แทนในภาคเรียนนี้ ให้ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติข้อ 3 ที่  https://www.dropbox.com/s/usui2v99ptao3kp/ManualE-Exam.pdf?dl=0  
                  ซึ่ง ต้องขออนุมัติต่อ สำนักงาน กศน. ก่อน โดย กศน.อำเภอ ทำเรื่องขอส่งรายชื่อเข้าสอบ E-Exam ไปยัง สนง.กศน.จังหวัด แล้ว สนง.กศน.จังหวัด ทำเรื่องขออนุมัติต่อไปยัง เลขาธิการ กศน.
                  จากนั้น สถานศึกษาลงทะเบียนขอสอบ E-Exam ภายในกำหนด ( ภาคเรียน 1/61 นี้เคยเห็นแจ้งกำหนดวันลงทะเบียนว่า 16-31 ส.ค.61 )

             2)  กรณีส่งชื่อเข้าสอบ N-NET แล้ว แต่ นศ.ขาดสอบเอง กรณีนี้ต้องขอเข้าสอบ E-Exam ในภาคเรียนหน้า ตามแนวปฏิบัติข้อ 2 ซึ่งก็ต้องขออนุมัติต่อสำนักงาน กศน.ก่อนเช่นกัน

         3. วันที่ 29 ส.ค.61 มีผู้ถามในกลุ่มไลน์ ITw NFE ว่า  ท่านใดเคยทำใบประกาศนีบัตรเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ขอคำแนะนำหน่อย หรือถ้ามีตัวอย่างรบกวนช่วยส่งให้ดูหน่อย

             ปรากฏว่า  คุณธวนิต พรมมา นำไฟล์ คู่มือการออกเอกสารหลักฐาน กศ.ขั้นพื้นฐาน เป็นภาษาอังกฤษ เช่นประกาศนียบัตร มาโพสต์ให้
             ( ดาวน์โหลดได้ที่  https://www.dropbox.com/s/2h2qxecsl6z07nq/EnglishDocEd.pdf?dl=0 )

             เรื่องนี้  ผมเคยนำฟอร์มการออกประกาศนียบัตร กศ.ขั้นพื้นฐาน เป็นภาษาอังกฤษ มาเผยแพร่ในข้อ 21.5 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2013/10/blog-post_8783.html  ก็สแกนมาจากหน้า 40 กับหน้า 55 ของหนังสือเล่มที่คุณธวนิต พรมมา นำมาโพสต์นี่แหละ แต่ผมมีเฉพาะเล่มหนังสือจริง ไม่มีเป็นไฟล์ วันนี้คุณธวนิตนำไฟล์มาโพสต์ให้ ขอบคุณมาก

         4. มี 2-3 คน ถามผมตรงกัน ว่า “มีคนบอกว่าแต่งเครื่องแบบถ่ายรูป ใช้ไปรายงานตัวบรรจุครูผู้ช่วย ถ้าติดแพรแถบย่อจะผิด จริงหรือไม่”

             เรื่องนี้  ผู้ที่บอกอย่างนั้นคงไม่รู้ระเบียบที่แท้
             ระเบียบที่แท้คือ 1.ทุกคนมีสิทธิประดับ แพรแถบย่อเหรียญที่ระลึก และ 2.บางคนมีสิทธิประดับ แพรแถบย่อเครื่องราชฯ แม้บรรจุใหม่
             ( ผู้มีสิทธิประดับเหรียญตราเครื่องราชฯ+เหรียญที่ระลึก ก็มีสิทธิประดับแพรแถบย่อแทนเหรียญตราเครื่องราชฯ+เหรียญที่ระลึก ) ดังนี้
             1)  ข้าราชการและพนักงานราชการบรรจุใหม่ สามารถประดับแพรแถบย่อเหรียญที่ระลึกได้  ( แพรแถบย่อเหรียญที่ระลึก ก็ดูเหมือน ๆ กับแพรแถบย่อเครื่องราชฯ เพียงแต่แพรแถบย่อเหรียญที่ระลึกจะไม่มีช้างไม่มีมงกุฎ )
             ใครเกิดทันปีที่ออกเหรียญที่ระลึกใด ก็มีสิทธิ์ประดับเหรียญนั้นทุกคน  ประดับกี่เหรียญก็ได้ตามที่มีสิทธิ์ ขึ้นอยู่กับความพอใจและความสวยงาม เช่นเดียวกับแพรแถบย่อ สามารถสั่งทำโดยระบุได้ว่าต้องการแบบไหน ผู้ที่แผงอกไม่กว้าง การติดเหรียญเยอะ ๆ หรือแพรแถบย่อที่มากเกินไปก็ทำให้ดูเทอะทะ ไม่สวย
             2)  กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี บอกว่า  ผู้ที่เคยเป็นพนักงานราชการนานจนได้เครื่องราชฯแล้ว เมื่อลาออกมาเป็นข้าราชการ ไม่ต้องคืนเหรียญเครื่องราชฯ ประดับต่อไปได้  ( การลาออก การเกษียณ ไม่ต้องคืนเหรียญเครื่องราชฯ )
                  ถ้าไม่ใช่การเรียกคืนเพราะมีความผิด จะคืนเหรียญเครื่องราชฯที่ได้รับจัดสรร ( ไม่ได้จัดซื้อจัดหาเอง ) ใน 2 กรณี คือ กรณีได้เครื่องราชฯชั้นสูงขึ้นในตระกูลเดียวกัน คือตระกูลช้างเผือกหรือตระกูลมงกุฎไทย ให้คืนเหรียญชั้นรอง เก็บไว้ได้เพียง 2 เหรียญ ( ตระกูลละ 1 เหรียญ )
                  และ กรณีเสียชีวิต ( อาจนำไปประดับในพิธีศพ เสร็จแล้วญาติต้องส่งคืนหรือซื้อไว้ )
             ผู้ที่เคยเป็นพนักงานราชการนานจนได้เครื่องราชฯแล้ว เมื่อลาออกมาเป็นข้าราชการ ให้แจ้งฝ่ายทะเบียนประวัติของอำเภอ/จังหวัด/ส่วนกลาง ว่าเคยได้รับเครื่องราชฯใดแล้ว เพื่อไม่ขอให้ซ้ำอีก







         5. คืนวันเสาร์ที่ 1 ก.ย.61 มีผู้เขียนต่อท้ายโพสต์ผมในไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ว่า  เจ้าหน้าที่ กจ. เขาไม่ลง กพ.7 ให้ฉัน ฉันได้ บช. มา ตอนเป็นพนักงานราชการ เขาบอกว่า ข้าราชการจะขอชั้น3ขึ้นไป

             ผมตอบว่า   ก็ถูกครับ ( เพียงแต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เรียกชั้น 3 โดยเครื่องราชฯนั้น ลำดับยิ่งสูง เลขชั้นยิ่งน้อย คือ ชั้น 1 สูงกว่าชั้น 2 )  พนักงานราชการกลุ่มงานบริหารทั่วไป จะเริ่มขอที่ บ.ช. แล้วต่อด้วย จ.ม., จ.ช., ต.ม. ตามลำดับ ส่วนข้าราชการครู จะเริ่มขอที่ จ.ม. ฉะนั้น ถ้าใครยังไม่ได้ จ.ม. เมื่อมาเป็นข้าราชการครูก็จะไม่มีโอกาสเผลอขอซ้ำอีก

             ลำดับชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย เรียงลำดับการขอพระราชทาน จากชั้นตราเริ่มต้นคือชั้นที่ 7 ลงไปจนถึงชั้นตราสูงสุด รวม 16 ชั้นตรา คือ
             ระดับชั้นต่ำกว่าสายสะพาย  ได้แก่
             - ชั้นที่ ๗ : เหรียญเงินมงกุฏไทย (ร.ง.ม.)
             - ชั้นที่ ๗ : เหรียญเงินช้างเผือก (ร.ง.ช.)
             - ชั้นที่ ๖ : เหรียญทองมงกุฏไทย (ร.ท.ม.)
             - ชั้นที่ ๖ : เหรียญทองช้างเผือก (ร.ท.ช.)
             - ชั้นที่ ๕ : เบญจมาภรณ์มงกุฏไทย (บ.ม.)
             - ชั้นที่ ๕ : เบญจมาภรณ์ช้างเผือก (บ.ช.)
             - ชั้นที่ ๔ : จัตุรถาภรณ์มงกุฏไทย (จ.ม.)
             - ชั้นที่ ๔ : จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.)
             - ชั้นที่ ๓ : ตริตาภรณ์มงกุฏไทย (ต.ม.)
             - ชั้นที่ ๓ : ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.)
             - ชั้นที่ ๒ : ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.)
             - ชั้นที่ ๒ : ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)
             ระดับชั้นสายสะพาย  ได้แก่
             - ชั้นที่ ๑ : ประถมาภรณ์มงกุฏไทย (ป.ม.)
             - ชั้นที่ ๑ : ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)
             - ชั้นสูงสุด : มหาวชิรมงกุฏไทย (ม.ว.ม.)
             - ชั้นสูงสุด : มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)





             ประชาชนทั่วไป พ่อค้าคหบดี ผู้รับจ้างเหมาบริการ ที่ไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯก็ประดับเหรียญที่ระลึกได้ ใครเกิดทันวันที่ออกเหรียญที่ระลึกใด ก็มีสิทธิ์ประดับเหรียญนั้นทุกคน ( ถ้าเป็นแพรแถบย่อของเหรียญที่ระลึกล้วน ๆ จะไม่มีช้างไม่มีมงกุฎอยู่ในนั้น )
             แต่ ก็ต้องประดับให้ถูกกับ งาน และใส่ชุดให้ถูก เช่น ประดับร่วมงานพิธีวันปิยมหาราชใช้แพรแถบย่อ ส่วนงานพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระเจ้าอยู่หัวใช้เหรียญจริง
             ชุด ที่ประดับได้ของ ประชาชนทั่วไป พ่อค้าคหบดี ผู้รับจ้างเหมาบริการ
             - บุรุษ ประดับกับเครื่องแบบขอเฝ้า ( ชุดขาวราชประแตน เช่นเดียวกับชุดชาวข้าราชการทั่วไป แต่ที่ปกคอเสื้อใช้แผ่นทาบคอ กิ่งชัยพฤกษ์ประกอบด้วยใบข้างละ ๕ ใบ แทนเครื่องหมายส่วนราชการ และไม่มีอินทรธนูที่บ่า กระดุมเสื้อเป็นกระดุมเกลี้ยงสีทอง )
             - สตรี จะไม่มีเครื่องแบบขอเฝ้าที่เป็นชุดขาวเหมือนบุรุษ ให้ประดับกับ ชุดไทย คือชุดไทยจิตรลดา ไทยอมรินทร์ ไทยบรมพิมาน สีพื้น สวมถุงน่องไม่ให้เห็นผิวเนื้อเท้า

         6. เย็นวันที่ 4 ก.ย.61 มีผู้ถามผมในกลุ่มไลน์ ITw NFE เรื่องกรรมการดำเนินการสอบปลายภาค ว่า
             - รองประธานฯประจำสนามสอบ เป็นใครได้บ้าง
             - ระเบียบกรรมการคุมสอบยังใช้ตาม "คู่มือดำเนินการจัดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาฯ" หรือมีการปรับเปลี่ยนนอกเหนือจากนี้มั้ย

             ผมตอบว่า
             - รองประธานฯประจำสนามสอบ ให้แต่งตั้งตามที่เหมาะสม ไม่มีข้อกำหนดว่าเป็นใครได้บ้าง แต่อย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติในการเป็นกรรมการกลาง ซึ่งผมเคยโพสต์ไป 3 ครั้งแล้วนะว่าใครเป็นกรรมการกลางได้ ใครเป็นกรรมการกำกับห้องสอบได้ )
             - ในส่วนที่ยังไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ใหม่ ก็ยังใช้ระเบียบหลักเกณฑ์ตามคู่มือเดิมต่อไป
                โดยในเรื่องกรรมการดำเนินการสอบนี้ ผมก็เคยโพสต์ 3 ครั้งแล้วเช่นกันว่า ถึงแม้อัตราค่าคุมสอบและอื่น ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ยกเลิกหนังสือฉบับเก่าปี 36 แล้ว แต่เฉพาะในส่วนของ “จำนวนเจ้าหน้าที่และกรรมการดำเนินการสอบ” ยังไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ใหม่ออกมา จึงยังอนุโลมใช้ตามหนังสือฉบับเก่า ( หนังสือกรมการศึกษานอกโรงเรียน ที่ ศธ 1106/5409 ลงวันที่ 16 ส.ค.36 )

         7. ช่วงนี้มีคำถามเกี่ยวกับ กศน.ขั้นพื้นฐาน มาก เช่น

             1)  วันที่ 5 ก.ย.61 มีผู้ถามผมในกลุ่มไลน์ ITw NFE ว่า นักศึกษา (วิธีเรียนพบกลุุ่ม) ถูกขังในสถานพินิจกลางเทอมที่ผ่านมา ตอนนี้สถานพินิจขอให้ กศน.อำเภอ ทำเรื่องขอฝากสอบปลายภาคสนามสอบสถานพินิจ กศน.อำเภอ ทำได้หรือไม่ เพราะไม่ได้ฝากเรียนตั้งแต่ต้นเทอม (ถูกขังมาประมาณ 2 เดือน) มีระเบียบกฎเกณฑ์อะไรหรือไม่ สถานพินิจ บอกใช้ข้อสอบของ กศน.อำเภอที่ตั้งของสถานพินิจ  กศน.จังหวัดบอกทำได้ เป็นหน้าที่ที่เราต้องส่งตัวไปเรียนที่นั้น แต่ฉันไม่เคยเห็นหนังสือสั่งการนี้
             2)  คืนวันเดียวกัน ( 5 ก.ย.) มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า ถ้านักศึกษาในกลุ่่มมาสอบปลายภาคไม่ได้ จำเป็นไหมที่ครูต้องนำข้อสอบไปให้นักศึกษาสอบที่ต่างจังหวัด

             ผมตอบว่า
             1)  ที่ว่าสถานพินิจเขาจะใช้ข้อสอบของ กศน.อำเภอที่ตั้งของสถานพินิจนั้น วิชาที่เปิดในแต่ละอำเภอแต่ละเทอมไม่ตรงกัน โดยเฉพาะวิชาเลือกเสรียิ่งไม่ค่อยตรงกัน แม้แต่วิชาบังคับ+เลือกบังคับ ก็ไม่ใช่ว่าทุกอำเภอมีข้อสอบครบทั้ง 14+6 วิชาทั้ง 3 ระดับ
                  ถ้าสถานพินิจอยู่อำเภอเดียวกับสถานศึกษาเดิม ก็อาจอนุเคราะห์ยืดหยุ่น(ไม่มีระเบียบรองรับ)โดยนำข้อสอบของเราไปให้เขาสอบให้
                  การส่งตัว ทำได้ ก็คือการฝากเรียน แต่ต้องทำตั้งแต่ต้นเทอม
                  ถ้าเพิ่งเข้าสถานพินิจกลางเทอม ก็คงต้องรอต้นเทอมหน้า ส่วนเทอมนี้เวลาเรียนไม่ครบไม่มีสิทธิสอบ
                  หลังจากผมตอบไป ก็มีสมาชิกกลุ่มคนหนึ่ง ตอบเพิ่มว่า สำนักงาน กศน.จังหวัดมีข้อสอบสำรองนะ(ทุกวิชาที่สั่ง) ถ้าจะใช้จริง ๆ ควรใช้ข้อสอบสำรอง ดีกว่าจะแกะของอำเภอซึ่งเป็นชุดจริง เพราะก่อนสอบต้องให้นักศึกษา 2 คนตรวจความเรียบร้อยก่อนแกะซองในห้องสอบ
                  ผมตอบเพิ่มเติมว่า ข้อสอบสำรอง วิชาบังคับ+วิชาเลือกบังคับ+วิชาเลือกเสรี คงมีครบทุกวิชาที่เปิดในเทอมนั้นในจังหวัดนั้น ๆ ( กระดาษคำตอบใครจะเอาไปตรวจอย่างไร ฯลฯ )  แต่ถ้าคนละจังหวัด(สถานศึกษาเดิมกับสถานพินิจอยู่คนละจังหวัด) อาจจะไม่ครบ โดยเฉพาะวิชาเลือกเสรีแต่ละจังหวัดไม่ค่อยตรงกัน

             2)  ไม่จำเป็นต้องนำข้อสอบไปให้นักศึกษาสอบที่ต่างจังหวัด ไม่มีระเบียบรองรับ
                  ตอนรับลงทะเบียน ต้องบอกนักศึกษาว่า ถ้าสามารถเรียนและสอบที่อำเภอใด ก็ให้ไปลงทะเบียนเรียนที่อำเภอนั้น
             การเรียนแบบพบกลุ่ม ต้องมีเวลาพบกลุ่มและเวลาสอบที่สถานศึกษาที่ลงทะเบียนเรียน
             การฝากเรียน/ฝากสอบ ต้องทำตั้งแต่ต้นเทอม
             นักศึกษาทำงานอยู่ที่อำเภอใด ก็ฝากเรียน/ฝากสอบที่อำเภอนั้น นักศึกษาต้องลงทะเบียนเรียนรายวิชาที่อำเภอที่รับฝากสอบ โดยอำเภอที่รับฝากสอบเป็นผู้นับนักศึกษาคนนั้นเป็นจำนวนนักศึกษาของเขาในเทอมนั้น และเป็นผู้ได้เงินอุดหนุนรายหัวของรายนั้นด้วย
             ไม่ใช่ว่า ให้ลงทะเบียนเรียนที่อำเภอตัวเอง เสร็จแล้วนักศึกษาไปทำงานที่อำเภออื่น ฝากสอบที่อำเภออื่น แต่ตัวเองได้นับเป็นจำนวนนักศึกษาของตัวเอง ได้เงินอุดหนุนรายหัว อย่างนี้ก็เป็นนักศึกษาผีประเภทหนึ่ง