แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรับวุฒิ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรับวุฒิ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

1.ผอ.กศน.จังหวัดไม่ให้ย้าย, 2.ผอ.นำรถหลวงไปใช้ส่วนตัว, 3.พ้นสภาพ-เทียบโอน, 4.นายทะเบียนไม่ยอมให้ใช้รูปพระติดใบ รบ., 5.เข็มเชิดชูเกียรติ กศน. ติดไม่เหมือนกันสักที่, 6.พนักงานราชการเกษียณ จะได้อะไร, 7.การปรับเงินเดือนให้ได้ตามวุฒิ ป.โท


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เช้าวันปิยมหาราช 23 ต.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ฉันเขียนขอย้าย แต่ ผอ.กศน.จังหวัดไม่ให้ย้าย.. ไม่ได้ย้ายไปไหนไกล ย้ายข้ามตำบลในอำเภอเดียวกัน ท่านให้เหตุผลว่า ทำงานในพื้นที่ยังไม่ดีพอ แต่คะแนนประเมินฉัน อยู่ 85-90 ตลอดทุกครั้ง

             ผมตอบว่า   ก็เป็นอำนาจขั้นต้นของ ผอ.กศน.จังหวัด  ต้องหารือกับท่าน  การพิจารณาย้ายไม่ได้ดูที่คะแนนประเมินอย่างเดียว ถ้าท่านจะให้กรรมการพิจารณา ก็ยังต้องผ่านกรรมการอีก

         2. เช้าวันเดียวกัน ( 23 ต.ค.) มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ถ้ามีข้อมูลหรือทราบว่ามี ผอ.นำรถหลวงไปใช้เป็นการส่วนตัวขับกลับไปบ้านที่ทำงาน สามารถร้องเรียนได้ที่ไหน และจะทราบผลหรือมีผลนานไหมที่จะถูกตรวจสอบ ถ้าผิดจริงจะมีการหลุดคดีมีคนในเอื้อไหม

             ผมตอบว่า
             - ถ้าหลักฐานไม่แน่นหนาจริง ๆ ก็มีโอกาสหลุดมาก ๆ
             - คนในมักจะเอื้อกัน ผู้บริหารก็จะเอื้อผู้บริหารด้วยกัน ช่วยกันโดยไม่สนใจความถูกต้องหรือชาติบ้านเมืองส่วนรวม
             - การตรวจสอบพิจารณา ใช้เวลานานมาก
             - หน่วยงานที่รับร้องเรียนมีมาก เช่น รัฐบาล ต้นสังกัด ปปช. ปปง. สตง. ฯลฯ

         3. วันที่ 30 ต.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ฉันเป็นนักศึกษา กศน.อ.เมืองสมุทรปราการ เรียนเทอมแรกในเทอม 2/58 และเรียนครบหน่วยกิตในเทอม 1/60 สอบทุกอย่างผ่านหมด แต่ กพช ไม่ครบ 200 ชั่วโมง จึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอจบ
             แต่ปรากฏว่า เทอมนี้ทางเขตฉันเขาแจ้งว่า รหัสนักศึกษาหมดอายุ ต้องลาออก แล้วเทียบโอนเรียนใหม่ ซึ่งเขตที่ฉันเรียน มีนักศึกษาโดนบังคับลาออกเยอะมาก ครูให้ฉันยื่นคำร้องขอลาออกและให้สมัครเรียนใหม่ เทียบโอน 75% และต้องเข้าชั้นเรียนเพิ่มอีก ครู กศน.ตำบลฉันไม่ให้คำปรึกษาที่ชัดเจน อ้างว่ายุ่ง ให้ฉันคิดเอง เอาเอกสารให้ฉันคืน และจะมาว่าครูไม่ได้นะ
             ฉันควรจะทำอย่างไรดี ควรร้องเรียนไปยัง ผอ กศน จังหวัดดีหรือเปล่า ครูให้ฉันยื่นใบคำร้องขอลาออกแล้วด้วย ช่วยฉันและเพื่อนๆด้วย

             ผมตอบว่า   ควรหาเบอร์โทร. ผอ.กศน.อำเภอ แล้วรีบโทร.ไปคุยก่อนสายเกินไป บอก ผอ.ว่า ผมบอกว่า "เรียนเทอมสุดท้าย 1/60 ยังไม่พ้นสภาพ"

             ครั้งแรกผมคิดจะไม่นำเรื่องนี้ขึ้นเฟซบุ๊ก แต่ก็มีประเด็นหนึ่งที่อยากบอก เพราะยังเข้าใจกันผิด คือ ที่ว่า เทียบโอนได้ 75 % นั้น หมายถึง การ “เทียบโอน” จาก “หลักสูตรอื่น”
             แต่ ถ้าเป็นหลักสูตรเดียวกัน เช่นหลักสูตร กศน.51 เหมือนกัน จะ “โอน” ได้ทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในใบ รบ.ที่ลาออกมา รวมทั้ง กพช.ก็โอนได้ด้วย
             เช่น ตอนเป็นทหารเกณฑ์ เรียนหลักสูตร กศน.51 อยู่ในค่ายทหารที่จังหวัดหนึ่ง เมื่อครบกำหนดการเป็นทหารเกณฑ์แล้วแต่ยังเรียนไม่จบ ก็ลาออกมา แล้วกลับมาสมัครเรียนต่อที่จังหวัดภูมิลำเนา ในหลักสูตร กศน.51 เหมือนกัน  ลักษณะนี้จะโอนได้ทั้งหมดที่ปรากฏในใบ รบ.ที่ลาออกมา ซึ่งแม้แต่การลาออกและสมัครใหม่ในสถานศึกษาเดิมนี้ ก็โอนได้หมดในลักษณะเดียวกัน
             เพียงแต่ว่า ผลการเรียนวิชาที่หมดอายุไปก่อนวันลาออก จะไม่มีปรากฏในใบ รบ.ที่ลาออก

         4. เช้าวันที่ 1 พ.ย.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  พระเรียนจบ ม.ปลาย กับ กศน. ออก รบ. แล้วติดรูปที่เป็น พระ ใช้คำนำหน้า ว่า พระนภา จันทร์ถา (ตามชื่อ) ได้มั้ย มีระเรียบมั้ย นายทะเบียน ไม่เช็นให้ ให้หาระเบียบมา
             ถ้าไม่ออกวุฒิให้ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะรับสมัครพระมาเรียนทำไม ขอคำชี้แนะด้วย

             ผมตอบว่า   รูปต้องสัมพันธ์กับคำนำหน้าชื่อ และต้องเป็นรูปปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันเป็นพระ รูปก็เป็นพระ คำนำหน้าก็เป็นพระ
             ให้ใช้คำว่า พระภิกษุ นะ ไม่ใช่พระเฉย ๆ คำว่าพระเฉย ๆ มีความหมายอื่น
             ผู้ถาม ถามต่อ ว่า ปัจจุบัน เป็นพระ ใช้รูปพระ ปกติก็เคยออกให้ นายทะเบียนคนปัจจุบันถามหาระเบียบ ต้องเป็นนาย ฉันก็ตอบว่า ท่านเป็นพระ
                   ฉันจะเอาระเบียบมาจากไหน
             ผมตอบว่า  ช่วยเสิร์ชหาคำตอบเดิม ๆ เอาเองบ้าง ผมไม่ค่อยว่างที่จะตอบเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ
                       เช่นดูในข้อ 6 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2014/12/nfe-mis.html
                       ระเบียบอยู่ในคู่มือการดำเนินงานหลักสูตร 2551 (ฉบับปรับปรุง 2555) หน้า 139 ข้อ 4

         5. คืนวันที่ 5 พ.ย.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ขอถามส่วนตัวหน่อย การประดับเหรียญเชิดชูเกียรติ ทองแดง เงิน ทอง ติดตรงไหนของชุดกากี แต่ละคนเห็นติดไม่เหมือนกันสักที่

             ผมตอบว่า   ปกติองค์กรที่ออกเข็มเชิดชูเกียรติต่าง ๆ จะออกระเบียบ/ประกาศ/ข้อบังคับ ประกอบเข็มนั้น โดยบอกด้วยว่าประดับอย่างไรตรงไหน  แต่สำนักงาน กศน.ยังไม่ได้ออกระเบียบ/ประกาศ/ข้อบังคับประกอบเข็มเชิดชูเกียรตินี้ แต่คุณฝน ณัฐมน ปชส.กศน. เคยบอกผมตั้งแต่ตอนเธออยู่ กป.กศน.ว่า ประดับได้
             เข็มเชิดชูเกียรติทั่วไปจะประดับที่กระเป๋าเสื้อด้านขวา แม้รูปทรงเข็มเชิดชูเกียรติของเราจะไม่เหมาะที่จะประดับกระเป๋าเสื้อก็ตาม ( ปกติรูปทรงเข็มเชิดชูเกียรติจะเป็นแนวตั้ง ยาว ๆ )
             ถ้าจะประดับกับเครื่องแบบปกติขาว ( ขาวทั้งชุด ) ก็ประดับได้ ผู้หญิงไม่มีกระเป๋าเสื้อก็ประดับที่อกเสื้อด้านขวา
             ถ้าที่กระเป๋าเสื้อด้านขวาประดับเข็มอื่นแล้ว ก็ประดับที่เหนือกระเป๋าเสื้อด้านขวา ( เหนือป้ายชื่อ เหนือปีกโดดร่ม )
             แต่ถ้ามีมากกว่า 1 เข็ม โดยเข็มมีศักดิ์ไม่เท่ากัน เช่นครู กศน.ได้ทั้งเข็มเชิดชูเกียรติและเข็มวิทยพัฒน์ ประดับเข็มที่มีศักดิ์สูงกว่าเข็มเดียวก็พอ โดยเข็มเชิดชูเกียรติมีศักดิ์สูงกว่า เพราะเข็มวิทยพัฒน์แสดงว่าผ่านการอบรมพัฒนาเท่านั้น แต่เข็มเชิดชูเกียรติแสดงว่ารับราชการมาเป็นเวลานาน ซึ่งย่อมจะต้องเคยผ่านการอบรมพัฒนามาด้วยแล้ว   ถ้าเคยได้ทั้งเข็มทองแดง เข็มเงิน เข็มทอง ก็ประดับเฉพาะเข็มทอง





         6. วันที่ 8 พ.ย.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ฉันเป็นพนักงานราช ครู กศน.ตำบล หากฉันเกษียณจะได้ค่าตอบแทนอะไรบ้าง

             ผมตอบว่า   ข้าราชการ+ลูกจ้างประจำ ตอนออกก็มีแต่บำเหน็จบำนาญตามหลักเกณฑ์ ส่วนพนักงานราชการทุกกระทรวง ตอนออก ไม่มีบำเหน็จบำนาญจากต้นสังกัด เพราะ “ได้รับอยู่ทุกเดือนแล้ว” โดย
             พนักงานราชการบรรจุใหม่ จะได้รับเงินเดือนมากกว่าข้าราชการพลเรือนบรรจุใหม่ที่วุฒิเดียวกัน อยู่ 20 % เช่นปัจจุบันพนักงานราชการบรรจุใหม่ได้ 18,000 บาท แต่ข้าราชการพลเรือนวุฒิเดียวกัน ( ป.ตรี หลักสูตร 4 ปี ) ได้ 15,000 บาท
             ( บรรจุใหม่ได้มากกว่า 20 % พอดี มาตลอดตั้งแต่ประเทศไทยมี พรก.
                ตอน ขรก.ได้ 7,940 บาท พรก.บรรจุใหม่ได้ 9,530 บาท ไม่รวมค่าครองชีพ,
                เมื่อปรับเงินเดือนให้ ขรก.ได้ 9,140 บาท พรก.ได้ 10,970,
                1 ม.ค.55 ขรก.บรรจุใหม่ได้ 11,680 พรก.ได้ 14,020 )

             ที่พนักงานราชการได้เกินข้าราชการในแต่ละเดือน 20 % นี้ แบ่งเป็น
             - ค่าประกันสังคมส่วนที่หักจากลูกจ้าง 5 %
             - ค่าสวัสดิการต่าง ๆ เช่น ค่าการศึกษาบุตร ค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจสุขภาพ 5 %
             - บำเหน็จบำนาญ 10 %
             เงินเหล่านี้ พนักงานราชการได้ไปแล้ว ได้ไปโดยอัตโนมัติทุกเดือนแล้ว ส่วนข้าราชการต้องทำเรื่องเบิกเป็นครั้ง ๆ โดย ขรก.ได้บำเหน็จบำนาญตอนออก
             เช่นบรรจุใหม่ พรก.ได้เกิน ขรก.เดือนละ 3,000 บาท ( เงินเดือนข้าราชการ 15,000 เงินเดือนพนักงานราชการ 18,000 ซึ่งมากกว่า 3,000 ) รวมเป็นมากกว่าปีละ 36,000 บาท ถ้า ทำงาน 30 ปีเกษียณก็เท่ากับรวมส่วนเกินนี้ได้ประมาณ 1 ล้าน 8 หมื่นบาท เฉลี่ยเป็นบำเหน็จบำนาญประมาณ 540,000 บาท  เป็นค่าสวัสดิการต่าง ๆ 270,000 บาท  เป็นค่าลูกจ้างสมทบประกันสังคม 270,000 บาท )
             พนักงานราชการจึงรับบำเหน็จบำนาญจากต้นสังกัดเพิ่มอีกไม่ได้ นอกจากไปรับทาง ประกันสังคม โดย ถ้า พนักงานราชการคนใดทำประกันสังคมแบบส่งเงินสมทบเข้ากองทุนชราภาพ พนักงานราชการก็ได้บำเหน็จบำนาญตามเกณฑ์ ( ดูเกณฑ์ในข้อ 5 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2013/11/10-mpbs.html )

         7. คืนวันที่ 8 พ.ย.61 คุณสหัส เลิศไกร แจ้งในกลุ่มไลน์สแควร์ “กศน.” ( กลุ่มไลน์นี้รับสมาชิกเฉพาะบุคลากร กศน. ตอนนี้มีสมาชิกพันกว่าคน ) ว่า  “ หนังสือ ( เรื่อง กว่าจะได้นั่งบัลลังก์ศาล ) ได้รับจากมือผู้เขียนเมื่อปี58เป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งที่เคยอ่านมา อดีตเคยเป็นนักศึกษา กศน.เป็นผู้เขียน ตอนนี้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล อยากส่งต่อให้ท่านอื่นได้อ่านด้วย มอบให้ อ.เอกชัยตั้งคำถามครับ แล้วจะส่งให้นะครับ ”

             ผมจึงตั้งคำถามให้สมาชิกกลุ่มตอบ ( ใครตอบถูกคนแรกจะได้รับหนังสือ )
             คำถามคือ  “ นายสหัส เลิศไกร เดิมเป็นครูอาสาฯ กศน.อ.ฉวาง นครศรีธรรมราช ต่อมาสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู กศน.อ.ควนขนุน พัทลุง
             ต่อมาเรียนจบ ป.โท และยื่นขอปรับเงินเดือนให้ได้รับตามวุฒิ ป.โท ตอนที่ยื่น นายสหัส ดำรงตำแหน่งครู คศ.1 เงินเดือน 19,920 บาท
             ถามว่า นายสหัส จะได้รับการปรับเงินเดือนให้ได้ตามวุฒิ ป.โท หรือไม่ เพราะอะไร ? ”

             เฉลยคำตอบ
             “ จะไม่ได้รับการปรับเงินเดือนให้ได้ตามวุฒิ ป.โท เพราะ ตอนขอปรับนั้นดำรงตำแหน่งครู คศ.1 เงินเดือน 19,920 บาท ซึ่งมากกว่าอัตราเงินเดือนวุฒิ ป.โท ที่ ก.ค.ศ.กำหนดแล้ว
             ( ก.ค.ศ.กำหนดอัตราเงินเดือน “วุฒิ ป.โททั่วไปที่ ก.ค.ศ.รับรอง” ในตำแหน่งครูผู้ช่วย = 17,690 บาท, และในตำแหน่งครู คศ.1 = 17,910 บาท )
             การจะปรับวุฒิได้ นอกจากเงินเดือนยังต่ำกว่าวุฒินั้นแล้ว สำหรับ ขรก.ครูยังต้องเรียนจบหลังบรรจุ โดยถ้าลาศึกษาต่อหลังบรรจุและหลังวันที่ 8 ธ.ค.59 ต้องศึกษาต่อให้ตรงสาขาด้วย
             อย่างไรก็ตาม แม้ปรับวุฒิไม่ได้ ก็ให้ยื่นเรื่อง ขอเพิ่มวุฒิการศึกษาในทะเบียนประวัติ ก.พ.7 แทนการยื่นเรื่องขอปรับเงินเดือนให้ได้ตามวุฒิ
             อนึ่ง เกณฑ์การขอมีวิทยฐานะชำนาญการปัจจุบัน ว 21/60 วุฒิการศึกษาไม่ได้ช่วยให้ขอมีวิทยฐานะได้เร็วขึ้นแล้ว”


วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

1.ครูกับ ผอ. คิดและรู้ไม่เหมือนกัน ก็ลำบากใจ, 2.เทอมสุดท้ายเรียนเกิน 3 หน่วยกิตแล้วยังเหลืออีก 1 ลงให้หมดได้ไหม, 3.ตั้งกรรมการสถานศึกษาแทนตำแหน่งที่ว่าง, 4.หลักเกณฑ์วิธีการขอปรับเงินเดือน ขรก.ครู ตามวุฒิที่สูงขึ้น/รายชื่อคุณวุฒิที่เป็นประโยชน์ต่อการสอน กศน., 5.ให้ส่งเสริม นศ.กศน.เข้าเรียนรู้ที่ศูนย์วิทย์ฯ/ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมของ กศน.อ./ข. ที่ศูนย์วิทย์ฯ, 6.คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของ กศน.คืออะไร, 7.ประดับเข็มคุรุสดุดี



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เย็นวันที่ 27 ธ.ค.59 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  มีนักศึกษารหัส 532.... ( ตามภาพ ) ลงทะเบียนเรียนต่อภาค 2/59 แล้ว แต่ท่าน ผอ.กศน.อำเภอ บอกว่านักศึกษาคนนี้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษาเพราะเรียนเกิน 5 ปี ให้ลาออก เพื่อสมัครใหม่
             แต่ฉันแย้งท่าน ผอ.ว่า ถ้าให้เขาลาออก กลัวนักศึกษาจะฟ้องร้อง
             เพราะในระเบียบ คู่มือการดำเนินงาน ระบุว่าหากไม่ได้ลงทะเบียนรักษาสภาพการเป็นนักศึกษา เกิน 6 ภาคเรียนติดต่อกัน ให้นักศึกษาขึ้นทะเบียนเป็นผู้เรียนใหม่ แต่ในกรณีนักศึกษาคนนี้ ฉันลงทะเบียนรักษาสภาพไว้ 5 ครั้ง หลังจากนั้นก็มาเรียนต่อ
             ฉันอธิบายว่า วิชาที่มีเกรดในภาคเรียนที่
53/2 ,54/1 จะเป็นโมฆะเพราะเกิน 5 ปี แต่วิชาในภาคเรียนที่อยู่ในห้วง 5 ปีหลังยังมีผลอยู่ นักศึกษายังไม่หมดสภาพการเป็นนักศึกษา
             ท่าน ผอ. บอกว่านักศึกษาเรียนเกิน 5 ปี ต้องลาออก
             จึงขอปรึกษาว่า ต้องลาออกให้นักศึกษาตามที่ท่าน ผอ.สั่ง หรือยึดตามระเบียบ

             ผมตอบว่า   ที่ว่า ขาดการรักษาสภาพติดต่อกันเกิน 6 ภาคเรียนจึงจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ส่วนที่เกิน 5 ปี จะหมดอายุเฉพาะวิชาที่ได้ผลการเรียนเกิน 5 ปีแล้ว นั้น ถูกต้องแล้ว การพ้นสภาพกับการหมดอายุวิชาเป็นคนละส่วนกัน
             หลักการเหตุผลของการกำหนดเรื่องการลงทะเบียนรักษาสภาพนี้ กลุ่มพัฒนา กศน. บอกว่า เพื่อให้ผู้เรียนสนใจเรียนให้จบในเวลาอันสมควร ไม่ปล่อยขาดการติดต่อหายไปนานจนเชื่อได้ว่าเขาทิ้งไปแล้ว และเพื่อไม่ให้เป็นภาระงานทะเบียน มิฉะนั้นเวลาตรวจสอบจำนวนผู้ที่ยังเป็นนักศึกษาของแต่ละสถานศึกษาในอนาคต จะมีจำนวนมากมาย

             ผมติดใจตรงที่คุณบอกว่า “ฉัน ลงทะเบียนรักษาสภาพไว้ 5 ครั้ง” นั้น ถ้าครูคอยเป็นผู้ลงทะเบียนรักษาสภาพแทนให้ นศ. ก็ขัดหลักการที่ไม่ให้ นศ.ทิ้งการเรียน ขาดการติดต่อ ไม่สนใจเรียนให้จบในเวลาอันสมควร
             ที่ถูกต้องคือ นศ.ต้องแสดงว่ายังไม่ทิ้งการเรียน ด้วยการลงทะเบียนรักษาสภาพไว้ด้วยตนเอง ครูหรือใครจะลงลายมือชื่อในใบลงทะเบียนรักษาสภาพหรือใบลงทะเบียนเรียนแทน นศ.ไม่ได้
             ดูจากภาพ วิชาที่จะหมดอายุต่อไป คือวิชาที่เรียนผ่านในภาค
57/2 ซึ่งยังอีกนานกว่าจะหมดอายุ
             ต้องดูข้อมูลแต่ละรายไป นอกจากกรณีของรายที่ถามนี้แล้ว มีอีกหลายกรณีที่สามารถเรียนต่อให้จบได้แม้วิชาจะหมดอายุในแต่ละเทอมในลักษณะงูกินหางเพราะเรียนเกิน 5 ปีแล้วก็ตาม
             ถ้ารายใดที่วิชาจะหมดอายุต่อเนื่องจนไม่สามารถวางแผนลงทะเบียนเรียนให้เรียนจบได้ทันกับการหมดอายุของแต่ละวิชา ก็อาจทำตามที่ ผอ.แนะนำ คือลาออกเพื่อสมัครใหม่และเทียบโอนวิชาที่ยังไม่หมดอายุ

              ( ครูกับ ผอ. คิดและรู้ไม่เหมือนกัน ก็ลำบากใจ ไม่ว่าจะมีการ ยอมเสียหน้า หรือ ไม่ยอมเสียหน้า ก็อาจไม่ราบรื่นในการทำงานกันต่อไป ควรระมัดระวังในการทำความเข้าใจกัน )
             การพ้นสภาพการเป็น นศ. ไม่ต้องลาออก  โปรแกรม ITw จะรู้และจัดการตามระเบียบเอง ถ้าลงทะเบียนในภาคเรียนที่พ้นสภาพแล้วโปรแกรมจะไม่ให้ลงทะเบียน ซึ่งถ้าพ้นสภาพแล้วโปรแกรมจะออกใบ รบ.หรือใบอะไรไม่ได้  ส่วนวิชาที่หมดอายุ ตัวอักษรผลการเรียนในโปรแกรมจะเป็นตัวสีจางและเมื่อออกใบ รบ.ก็จะไม่ปรากฏวิชาที่หมดอายุ
             ผมเคยตอบเรื่องนี้ เช่น ใน
             - ข้อ 2 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/426724
             - ข้อ 7 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2015_05_01_archive.html
             - ข้อ 3.2 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/484617






         2. วันที่ 28 ธ.ค.59 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  นักศึกษาที่ลงทะเบียนแล้ว ขาดเพียง 1 หน่วยกิต ก็จะจบแล้ว เราสามารถลงทะเบียนให้ได้มั้ย จะได้ไม่เสียเวลาไปอีก 1 เทอม  นศ.อยู่ ม.ต้น ลงทะเบียน 17 หน่วย กรณีจะจบเพิ่มได้ 3 หน่วย รวม 20 แต่ปัญญาหาคือตอนนี้ลงไปเต็ม 20 แล้ว ขาด 1 หน่วยกิต

             ผมตอบว่า   ไม่ได้

             เทอมที่เหลือเกิน 20 หน่วยกิต ( ม.ต้น ) จะไม่ใช่เทอมสุดท้ายที่จะจบ จะลงทะเบียนเกิน 17 หน่วยกิตไม่ได้
             เทอมที่เหลือเพียง
20 หน่วยกิต จึงจะเป็นเทอมสุดท้ายได้ ให้ลงทะเบียนเรียน 20 หน่วยกิตได้

             ที่คุณบอกว่า เทอมนี้เหลือ 21 หน่วยกิต ให้ลงทะเบียนเรียน 20 หน่วยกิตนั้น ผิด เทอมนี้ต้องให้ลงทะเบียนเรียนไม่เกิน 17 หน่วยกิต  ผมเคยโพสต์เรื่องนี้ 2 ครั้งแล้ว ( และจะลงทะเบียนเกิน 3 หน่วยกิตใน "เทอมสุดท้าย" ได้เฉพาะนักศึกษาที่มีการเทียบโอน และหรือ มีการสอบซ่อม )

         3. วันเดียวกัน ( 28 ธ.ค.) มี ผอ.กศน.อำเภอ โทร.ถามผม ว่า  กรรมการสถานศึกษาบางรายลาออก จะแต่งตั้งกรรมการรายใหม่แทน คำสั่งแต่งตั้งจะระบุเฉพาะชื่อกรรมการรายใหม่ หรือระบุชื่อคณะกรรมการครบหมดทั้งชุด

             เรื่องนี้ อ.ธิยารัตน์ กป.กศน. บอกว่า  ระบุชื่อเฉพาะกรรมการที่ออก กับกรรมการที่แทน ดังตัวอย่างคำสั่งในภาพประกอบโพสต์นี้ ( ตัวอย่างนี้เป็นคำสั่งส่วนกลางตั้งคณะกรรมการของสถานศึกษาขึ้นตรง ส่วนคำสั่งจังหวัดตั้งคณะกรรมการสถานศึกษาระดับอำเภอก็ลักษณะเดียวกัน )







         4. หลักเกณฑ์วิธีการขอปรับเงินเดือน ขรก.ครู ตามวุฒิที่สูงขึ้น/รายชื่อคุณวุฒิที่เป็นประโยชน์ต่อการสอน กศน.

             รายละเอียด ดาวน์โหลดได้ที่

             https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/wutplus.pdf

         5. เย็นวันที่ 10 ม.ค.60 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องให้ส่งเสริม นศ.กศน.เข้าเรียนรู้ที่ศูนย์วิทย์ฯ เพื่อยกระดับคุณคุณภาพ นศ.ให้คิดเป็น คิดวิเคราะห์บนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง  ว่า
             ดูแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์กับศูนย์วิทย์ฯ / ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมของ กศน.อำเภอ/เขต ที่ศูนย์วิทย์ฯ ได้ที่

             https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/scienEM.pdf

         6. วันที่ 13 ม.ค.60 Pui Jung ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  จะเขียนแผนการสอนส่งอาจารย์ที่มหาลัย (ป.บัณฑิต) อยากทราบว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของ กศน.มีกี่ข้ออะไรบ้าง ใช่คุณธรรม 11 ข้อไหม

             ผมตอบว่า   ใช่
             แต่ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ในแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผนนั้น ต้องวิเคราะห์และดึงมาจาก “ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง” หรือ “จุดประสงค์การเรียนรู้” ของเนื้อหาสาระที่จะสอนครั้งนั้น ว่า เนื้อหาสาระนั้นต้องการให้เกิดคุณธรรม/คุณลักษณะ ข้อใดบ้างใน 9 ข้อ ( ของหลักสูตร กศน.51 )  11 ข้อ ( ของการประเมินคุณภาพ )  หรือต้องการให้เกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก 11 ข้อนี้ ก็ได้  แล้วแต่ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของเนื้อหาสาระนั้น
             เช่น ถ้า ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง/จุดประสงค์การเรียนรู้ คือ “เขียนได้ถูกต้อง สะอาดสวยงาม ไม่มีรอยขูดขีด”
             คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ก็จะเป็น “สะอาด”



         7. คืนวันเสาร์ที่ 14 ม.ค.60 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  การติด "เข็มคุรุสดุดี" ที่ถูกต้องติดอย่างไร และกับชุดไหนได้บ้าง

             ผมตอบว่า   ประดับที่เสื้อบริเวณทรวงอกด้านขวา
             ( คุรุสภาบอกว่า ประดับได้กับเสื้อทุกอย่าง รวมทั้งเครื่องแบบพิธีการเสื้อขาว ถ้าเป็นเครื่องแบบสีกากีประดับที่เหนือป้ายชื่อ )


วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559

1.มีผู้ไม่รู้หนังสือแค่นี้ จะไปหาที่ไหนอีก, 2.ตัวอย่างประกาศจัดตั้งแหล่งเรียนรู้, 3.ใช้เกณฑ์เดิมไปแล้ว อัตราสูงกว่าเกณฑ์ใหม่ จะเบิกได้ไหม ?, 4.การจัดสรรเหรียญตราเครื่องราชฯ, 5.จัดอาชีพ เบิกจ่ายค่าวัสดุกับค่าวิทยากรอย่างไร, 6.ปรับเงินเดือนตามวุฒิที่สูงขึ้น, 7.กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้ใช้งบตามเกณฑ์รายหัวคูณจำนวน นศ.ที่ร่วมโครงการ เท่านั้น



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เช้ามืดวันที่ 18 ธ.ค.58 ประสิทธิ์ ศรีบุญเรือง ถามผมในหน้าเฟซบุ๊ค ว่า  ครูอาสาสมัครที่สอนผู้ไม่รู้หนังสือ จำนวน 35 คน ใน 2 ไตรมาสต้องมีผู้เรียนจบตามหลักสูตรขั้นต่ำกี่คน หรือว่าต้องจบทั้ง 35 คน

                 ผมตอบว่า   ไม่มีเกณฑ์ว่าผู้เรียนจบ/ผ่านเท่าไร ถ้าใครไม่ผ่านก็พยายามสอนต่อไปในไตรมาส 3-4 จนกว่าจะผ่าน โดยจ่ายค่าสอนหัวละ 500 บาทได้เฉพาะที่สอนแล้วผ่าน คนที่ไม่ยังไม่ผ่านก็ยังไม่นับเป็นผลงาน ถ้าไม่ผ่านจริง ๆ ก็สอนคนอื่นเพิ่มให้รวมผ่านตามเป้า

                 ผู้ถาม ถามต่อ ว่า  ศศช.ของผมมีผู้ไม่รู้หนังสือแค่ 60 คน จะไปหาที่ไหนอีก
                 ผมตอบว่า  ถ้ายังมีเป้าที่ส่วนกลางหรือจังหวัดกำหนด ก็ให้
                 1)  หาหลักฐานว่ามีผู้ไม่รู้หนังสือแค่นี้ เช่น ขอถ่ายเอกสาร จปฐ.ตัวชี้วัดที่ 20 จาก สนง.พัฒนาชุมชน ( ดูตัวอย่างที่  https://db.tt/jatSKClb  จะสรุปไว้ว่าผู้ไม่รู้หนังสืออยู่ที่บ้านเลขที่เท่าไรกี่คน ) นำมาประกอบกับบันทึกรับรองของตนเองว่าสำรวจเองด้วยแล้วไม่มีผู้ไม่รู้หนังสือมากกว่านี้ เสนอ ผอ.กศน.อำเภอพิจารณา
                 2)  เสนอให้ หมู่บ้าน/ตำบล อื่น สำรวจหาผู้ไม่รู้หนังสือเพิ่มเติม เพื่อทดแทนผู้ไม่รู้หนังสือของหมู่บ้าน/ตำบลนี้ ให้ได้ผลงานไม่น้อยกว่าเป้าของอำเภอ ที่ส่วนกลางหรือจังหวัดกำหนด
                 3)  ถ้าทุกหมู่บ้านทุกตำบล ต่างก็มีหลักฐานว่าไม่มีผู้ไม่รู้หนังสือมากกว่านี้ และไม่มีผู้จบตามเป้า ก็ยอมปล่อยให้ ผลการปฏิบัติงานด้านการสอนผู้ไม่รู้หนังสือของ หมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ ไม่ได้ตามเป้าหมายไป โดยครูอาสาฯสอน กศ.ขั้นพื้นฐานแทนให้ครบตามเกณฑ์

 

         2. คืนวันเสาร์ที่ 19 ธ.ค.58 Nannapat Konggate ถามต่อท้ายโพสต์ในหน้าเฟซบุ๊คผม ว่า  มีตัวอย่างประกาศจัดตั้งแหล่งเรียนรู้มั๊ย
                 ผมตอบว่า   ลองดูที่
https://db.tt/4lLXlmJe

         3. ดึกวันที่ 24 ธ.ค.58 Tidtima Dangsakul ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  ถ้าเราเปิดช่างพื้นฐาน เบิกเงินค่าวัสดุตามคู่มือและหนังสือเดิมไปแล้ว อัตราสูงกว่าในคู่มือใหม่ จะเบิกได้มั๊ย

             ผมตอบว่า   ต้องคอยดูต่อไปว่า หลักเกณฑ์ใหม่ในร่างคู่มือใหม่จะกำหนดให้เริ่มใช้เมื่อไร ย้อนหลังหรือไม่ แต่โดยทั่วไปจะไม่ย้อนหลัง ถ้าเบิกตามคู่มือและหลักเกณฑ์เดิมไปแล้ว ก็เบิกได้ เพราะซื้อวัสดุแล้วคืนไม่ได้

             ( กรณี ถ้าหลักเกณฑ์ใหม่มีผลย้อนหลัง และเบิกได้สูงกว่าหลักเกณฑ์เดิม จะเบิกเพิ่มได้ไหม ก็เช่นกัน คือ
               1)  ถึงแม้เกณฑ์ที่ "เบิกได้ไม่เกิน" จะเปลี่ยนไป แต่ยอดงบประมาณรวมของแต่ละกลุ่มก็เท่าเดิม ถ้าเดิมเบิกเต็มตามงบที่ได้ไปแล้ว จะเปลี่ยนเพิ่มอย่างหนึ่งก็ต้องลดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ยอดรวมไม่เกิน
               2)  ถ้าการเรียนการสอนเสร็จไปแล้ว จะซื้อวัสดุเพิ่มเติมย้อนหลังไม่ได้
               3)  ถ้าเดิมยังเบิกไม่เต็มตามงบที่ได้รับ และการเรียนการสอนยังไม่เสร็จ รวมทั้งหลักเกณฑ์ใหม่ใช้ย้อนหลังได้ ก็ยังขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้บริหารระดับอำเภอ/จังหวัด ว่าจะให้เปลี่ยนหรือไม่ )

         4. วันอาทิตย์ที่ 27 ธ.ค.58 ผมเผยแพร่เรื่องการจัดสรรเหรียญตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ( เครื่องราชฯ ปี 57 แจ้งยอกจัดสรรเมื่อ ธ.ค.58 ) ลงในเฟซบุ๊ค ว่า

             แต่ละสังกัด จะได้รับจัดสรรเหรียญตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย ไม่ครบตามจำนวนคนที่ได้รับพระราชทาน
             จึงให้ ผู้ที่ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าได้รับพระราชทาน และประสงค์จะขอรับเหรียญตราเครื่องราชฯ  แสดงความจำนงขอรับเหรียญตรา แล้วให้ สนง.กศน.จังหวัด/กทม. รวบรวมทำหนังสือส่งสำนักงาน กศน.
             โดยสำนักงาน กศน.จะจัดสรรเหรียญตราเครื่องราชฯให้กับผู้แสดงความจำนงขอรับ ที่อายุราชการสูงสุดลงมาตามลำดับ
             เช่น กศน.ได้รับการจ่ายเหรียญตราเครื่องราชฯ ประจำปี 57 มาให้พนักงานราชการ 51 ราย ( ชาย 16 หญิง 35 ) แต่พนักงานราชการที่มีรายชื่อประกาศในราชการกิจจานุเบกษา มีจำนวน 386 ราย ( ชาย 128 หญิง 258 )  ถ้ามีพนักงานราชการแสดงความจำนงขอรับเกิน 51 ราย ก็จะจัดสรรให้ผู้แสดงความจำนงที่อายุราชการสูงสุดลงมาตามลำดับ 16 คนแรก ( ชาย ) และ 35 คนแรก (หญิง ) เป็นต้น
              ( ใครไม่ได้รับจัดสรรเหรียญตรา ให้จัดซื้อ/จัดหาเอง )






         5. วันที่ 7 ม.ค.58 Mintada Buddavon ถามต่อท้ายโพสต์บนไทม์ไลน์เฟซบุ๊คผม ว่า  การเบิกจ่ายค่าวัสดุกับค่าวิทยากรในการจัดอาชีพแบบกลุ่มสนใจ หนึ่งคน...หนึ่งอาชีพ ใช้หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายอย่างไร

             ผมตอบว่า หนึ่งคน...หนึ่งอาชีพ ก็คือ การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ/โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ระเบียบหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายก็เหมือนกัน โดยระเบียบหลักเกณฑ์ที่เป็นทางการในปัจจุบันนี้ การศึกษาต่อเนื่องทุกประเภทเบิกจ่ายได้เท่ากันหมด ไม่ว่าจะจัดแบบไหน คือ
             - ค่าตอบแทนวิทยากร ชั่วโมงละไม่เกิน 200 บาท
             - ค่าวัสดุฝึก เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น เหมาะสม ประหยัด และเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร หลักสูตรละไม่เกิน 2,000 บาท ต่อผู้เรียน 1 คน
              ระเบียบหลักเกณฑ์นี้ใช้คำว่า "ไม่เกิน" จึงต้องถามอำเภอ/จังหวัดด้วยว่า จะกำหนดให้เบิกจ่ายต่ำกว่านี้หรือไม่

         6. คืนวันเดียวกัน ( 7 ม.ค.58 ) นายยงรัก ชูดวงจันทร์ ถามในแฟนเพจเฟซบุ๊คผม ว่า  บรรจุเป็นครูผู้ช่วย กศน. เมื่อวันที่ 20 เม.ย.58 และเรียน จบ ป.โท บริหารการศึกษา เมื่อวันที่ 28 ต.ค.58 ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนยื่นเรื่องขอปรับวุฒิ ถามว่าต้องใช้เวลานานไหมถึงจะเสร็จกระบวนการ และสามารถปรับเงินเดือนได้ประมาณเท่าไหร่

             ผมตอบว่า
             1)  ที่ผ่านมา จังหวัดส่งเรื่องขอปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการครูฯให้ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นตามคุณวุฒิ เมื่อ 25 ก.ย.57 สนง.กศน.ตอบกลับมาเมื่อ 11 ธ.ค.58 ใช้เวลาปีกว่า
             อย่างไรก็ตาม ถ้าถูกต้องตามขั้นตอน เช่น ได้รับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรองสำหรับข้าราชการครู กศน.สูงขึ้น  ยื่นคำขอปรับอัตราเงินเดือนภายใน 60 วันนับจากวันที่ได้รับคุณวุฒิสูงขึ้น  ก็จะได้รับการปรับอัตราเงินเดือนย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ได้รับคุณวุฒิสูงขึ้น  ถ้ายื่นคำขอหลัง 60 วัน จะปรับเงินเดือนย้อนหลังไปถึงวันที่ยื่นคำขอ
              ( ถ้าอยู่ กศน.อำเภอ ก็บันทึกเสนอ ผอ.กศน.อ.เรื่องขอเพิ่มวุฒิการศึกษาในทะเบียนประวัติและขอปรับอัตราเงินเดือนให้ได้รับเงินเดือนสูงขึ้นตามคุณวุฒิ พร้อมแนบปริญญาบัตร ทรานสคริปท์ ที่รับรองสำเนาถูกต้อง จากนั้นทำหนังสือจากอำเภอถึงจังหวัด จังหวัดจะบันทึกคุณวุฒิลงแฟ้มประวัติ กพ.7 แล้วทำหนังสือส่งต่อไปให้ สนง.กศน.ดำเนินการ )

             2)  ปัจจุบัน ( ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.7/ว21 ลงวันที่ 13 ธ.ค.56 ) กำหนดอัตราเงินเดือนตำแหน่งครูผู้ช่วย วุฒิ ป.โททั่วไป 17,690 บาท  ถ้าในวันที่ได้รับคุณวุฒิ ป.โท หรือวันที่ยื่นคำขอ อัตราเงินเดือนถึง 17,690 บาทแล้ว ก็จะไม่สามารถปรับอัตราเงินเดือนให้สูงขึ้นได้ แต่ก็ให้ยื่นคำขอเพิ่มวุฒิการศึกษาในทะเบียนประวัติ ก.พ.7
              ( ช่วงการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ไม่มีสิทธิขอลาศึกษาต่อทั้งภาคปกติ และภาคนอกเวลาโดยใช้เวลาราชการบางส่วน เนื่องจากหากใช้เวลาไปศึกษาจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการเตรียมความพร้อมและ พัฒนาอย่างเข้ม  ต้องเริ่มเรียนมาก่อน หรือเริ่มเรียนหลังการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม หรือเรียนแบบไม่ใช้เวลาราชการเลย )

 

         7. วันที่ 25 ม.ค.59 เสรีชน คนแคมของ ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  กรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่ให้รายหัวมา จัด ปวช.รายหัวละ 530 การเงินแจ้งว่าต้องจัดต่อโครงการคือเป้าหมาย 100 คน ก็เอา 100 คูณ 530...ใช้ได้เท่านั้น แต่ละโครงการไม่เกินนั้น...ถูกไหม....แต่ละภาคเรียนน่าจะนำมาถัวเฉลี่ย ได้...

             ผมตอบว่า   ตามกรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน กำหนดให้ "เบิกจ่ายภายในวงเงินรายหัวผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมในภาคเรียนนั้นๆ" ฉะนั้นจะนำไปถัวกับภาคเรียนอื่นไม่ได้
             ส่วนถ้าจะถัวจ่ายภายในภาคเรียนเดียวกัน ต้องทำแผน/โครงการ ให้มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายเต็มตามจำนวนนักศึกษาทั้งหมด จึงจะเบิกจ่ายเงินที่ได้รับจัดสรรทั้งหมดได้
             โดยอาจมีกิจกรรม/โครงการย่อย มากกว่า 1 โครงการ บางโครงการอาจใช้งบต่ำกว่ารายหัว ( ปวช. 530 บาท ) แต่บางโครงการอาจใช้งบสูงกว่ารายหัว

              ( กศน.จ.พระนครศรีอยุธยา ให้ กศน.อำเภอ ส่งแผนการจัดโครงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ว่าภาคเรียนนี้จะจัดกิจกรรม/โครงการอะไรบ้าง ถ้ารวมเงินทุกกิจกรรม/โครงการ เต็มตามที่ได้รับจัดสรร กลุ่มเป้าหมายรวมทุกโครงการก็ต้องเป็น นศ.ทั้งหมด )
             ลองอ่านคำตอบเก่า ๆ ใน
             - ข้อ 7 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/517947
             - ข้อ 6 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2014/11/ep.html