แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครู ศรช. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครู ศรช. แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562

1.ผอ.กศน.อำเภอ ไล่นักศึกษาไม่ใส่เครื่องแบบ ออกจากห้องสอบ (ระเบียบเครื่องแบบนักศึกษา กศน.), 2.ผอ.ใหม่ ซื้อโทรศัพท์ใหม่ ได้ไหม, 3.ครู ศรช.ย้ายได้ไหม, 4.มหาวิทยาลัยไม่รับผู้ผ่านเทียบระดับ กศน., 5.ถามเรื่องกิจกรรมพัฒนาสังคม, 6.ถามเรื่องผู้ตรวจสอบภายใน ทักท้วงศูนย์ฝึกอาชีพ, 7.นักศึกษารหัส 531 เพิ่งส่งชื่อสอบ E-Exam จะจบได้ไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้



         1. เช้าวันเสาร์ที่ 30 มี.ค.62 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  ระเบียบเกี่ยวกับชุดนักศึกษา กศน. มีหรือเปล่าว่าจะต้อง กางเกงหรือกระโปรงสีดำ เสื้อเชิตสีขาว เข็มขัดหนัง หัวเข็มขัดโลโก้ กศน. ถุงเท้าสีขาว รองเท้าคัทชู หุ้มส้นสีดำ ซึ่งฉันคิดว่าไม่มีแบบ ขอให้แต่งกายด้วยชุดสุภาพ ก็เพียงพอแล้ว   ฉันสงสัย เพราะการสอบที่ผ่านมา ได้มี ผอ.กศน.อำเภอบางที่ ได้ไล่นักศึกษาออกจากห้องสอบ เพราะไม่ใส่เครื่องแบบนักศึกษา ซึ่งฉันไม่ทราบว่ามีระเบียบจากกระทรวง กฏเกณฑ์ต่างๆ หรือประกาศจากกระทรวง หรือจาก สนง.กศน.ส่วนกลาง อะไรบ้าง เกี่ยวกับชุดการแต่งกายของนักศึกษา กศน.

             ผมตอบว่า   ตอนต้นปี 2555 กศน.มีการประกวดออกแบบอุปกรณ์เครื่องแบบนักศึกษา กศน. เพื่อจะจดลิขสิทธิ์/ออกเป็นระเบียบเครื่องแบบนักศึกษา กศน. แต่.. ในที่สุดเรื่องนี้ก็ยกเลิกไป ถ้าจำไม่ผิดเป็นเพราะมี นักศึกษา/ผู้ปกครอง ร้องเรียนเรื่องเครื่องแบบเนื่องจากสิ้นเปลื้องด้วย และไม่สอดคล้องกับหลักการ กศน. โดยมี กศน.อำเภอ/เขต บางแห่งเก็บเงิน นศ.เพื่อการจัดทำ/จัดซื้ออุปกรณ์ประกอบเครื่องแบบเหล่านี้ ซึ่งไม่ถูกต้อง
             ปัจจุบันส่วนกลางจึงไม่ได้กำหนดเครื่องแบบนักศึกษา กศน.
             สถานศึกษาสามารถกำหนดเองได้ นศ.จะใช้แบบที่เอกชนเขาทำขายกันเองก็ได้ แต่จะบังคับหรือกำหนดให้ นศ.ซื้อไม่ได้ ถ้าเครื่องแบบที่กำหนดนั้นมีค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองกว่าปกติทั่วไป ก็จะบังคับให้ นศ.แต่งเครื่องแบบนั้นไม่ได้นะ เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น

         2. คืนวันที่ 29 มี.ค.62 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ผอ.กศน.อำเภอป้ายแดง พบว่าเครื่องโทรศัพท์มือถือราชการของ ผอ.กศน.อำเภอนั้น เสีย ปิดการใช้งานไว้ จึงจะซื้อเครื่องใหม่ จะได้หรือไม่ มีวิธีดำเนินการอย่างไร

             เรื่องนี้  ผมนำไปถามต่อในกลุ่มไลน์สแควร์ กศน. มี ผอ.กศน.อำเภอ 2 ท่าน ช่วยตอบว่า  โทรศัพท์มือถือเป็นครุภัณฑ์ จึงซื้อด้วยเงินงบประมาณไม่ได้ ต้องซื้อด้วยเงินรายได้สถานศึกษา ตามระเบียบพัสดุ ( ถ้าย้าย ไม่สามารถนำเครื่องติดตัวไปได้ เพราะเป็นทรัพย์สินของสถานศึกษา ) โดยถ้าเครื่องเดิมซื้อด้วยเงินรายได้สถานศึกษาก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนจำหน่ายเครื่องเดิมออกจากทะเบียนพัสดุก่อน
             อนึ่ง ผอ.กศน.อำเภอ ส่วนหนึ่ง ใช้เงินส่วนตัวซื้อเครื่อง แต่เบอร์ใช้สิทธิของทางราชการ ( เบอร์ที่จดทะเบียนในนาม กศน. ตามโครงการสานสายใย กศน.) เมื่อหมดสัญญาเครื่องจะเป็นของผู้ซื้อ ถ้าย้ายก็นำติดตัวไปได้

         3. วันที่ 2 เม.ย.62 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  อยากทราบว่าครู ศรช. ย้าย อำเภอปฏิบัติงานได้ไหมคะ

             ผมตอบว่า   ปัจจุบัน ครู ศรช.เป็นผู้รับจ้างเหมาบริการ  ผู้จ้างคือ ผอ.สนง.กศน.จังหวัด ( ในสัญญาจ้างข้อ 1 ระบุอำเภอที่ปฏิบัติงานไว้ด้วย )  ฉะนั้น ตามหลักการจึงย้ายไม่ได้ แต่ถ้าเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย (พอใจทั้ง ผอ.จังหวัด+ผอ.อำเภอทั้งสองแห่ง+ผู้รับจ้าง) ก็ย้ายได้  วิธีการในแต่ละจังหวัดอาจแตกต่างกัน เช่น รอให้หมดสัญญาก่อน เมื่อทำสัญญา/จ้างใหม่จึงเปลี่ยนอำเภอที่ปฏิบัติงาน

         4. เช้าวันที่ 1 เม.ย.62 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  นักศึกษาที่จบแบบเทียบระดับการศึกษา ไปสมัครเรียนที่ ม.ศรีปทุม เขาไม่รับค่ะ เขาอยากได้ใบเกรดและเกรดเฉลี่ย หนูจะมีแนวทางไหนที่จะออกเอกสารหลักฐาน หรือใช้ระเบียบอันไหนค่ะ ที่จะสามารถอ้างอิงได้ค่ะ

             ผมตอบว่า   เรื่องนี้ผมโพสต์บ่อยมากแล้ว เช่นในข้อ 1 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2014/03/  ว่า
             ใบวุฒิเทียบระดับไม่มีเกรด จึงเรียนต่อได้เฉพาะสถานศึกษาที่ไม่ดูเกรด เช่น ปวช. ปวส. นายสิบตำรวจทหาร มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยเปิด ม.ราชภัฏเฉพาะสาขาการพัฒนาชุมชน
             ปกติมหาวิทยาลัยเอกชนจะไม่ดูเกรด ถ้ามหาวิทยาลัย/สถานศึกษาใด ยืนยันว่า สาขาวิชานั้นเขาต้องดูเกรด เราก็สมัครเรียนที่นั่นไม่ได้  (ควรบอกข้อมูลนี้ให้ผู้มาสมัครเทียบระดับฯรู้ตั้งแต่วันที่เขามาสมัคร)

         5. คืนวันที่ 2 เม.ย.62 มีผู้ถามในกลุ่มไลน์สแควร์ กศน. ว่า  ใครมีกรอบแนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาสังคม กศน.บ้างคะรบกวนขอหน่อยนะคะ

             ผมร่วมตอบว่า   ถ้าเรา ใช้คำ/ตัดคำ ตามใจเรา ก็จะทำให้มีคนเข้าใจน้อยลง เข้าใจไม่ตรงกัน/เข้าใจผิด ต้องเสียเวลาซักถาม
             คำนี้ควรใช้ว่า “การศึกษาต่อเนื่อง กิจกรรมพัฒนาสังคมและชุมชน”
             ผมไม่แน่ใจว่า “กรอบแนวทางการจัด” ที่ต้องการถาม หมายถึงอย่างไรแน่ ( ใช้กรอบแนวทางการจัดการศึกษาต่อเนื่อง )
             การศึกษาต่อเนื่อง กิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน เป็นการศึกษาเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและการพัฒนาชุมชนและสังคม โดยยึด ปรัชญาคิดเป็น/ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักคิด ( งบดำเนินงาน หัวละ 400 บาท ) ให้จัดในรูปแบบฝึกอบรมประชาชน ( ต้องทำโครงการ มีหลักสูตร ไม่ต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน. ) เช่น
             1)  กิจกรรมพัฒนาสังคมและชุมชนชน เรื่อง ขยะ สิ่งแวดล้อม สุขภาวะสุขอนามัย การอนุรักษ์ทรัพยากร ประชาธิปไตย วัฒนธรรมประเพณี พลังงาน วิสาหกิจชุมชน การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การเสริมสร้างอุดมการณ์รักชาติ-ศาส-กษัตริย์ การคุ้มครองผู้บริโภค การป้องกันการทุจริต เศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งการสร้างกระบวนการจิตสาธารณะ เป็นต้น
             2)  เรียนรู้ศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท
             ถ้ายังไม่มีผู้ตอบตรงตามที่ต้องการ ลองถามอีกครั้ง แล้วคอยคนที่เข้าใจคำของคุณ มาตอบนะครับ

         6. เย็นวันที่ 2 เม.ย.62 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  มีระเบียบเกี่ยวกับการจัดศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนที่ระบุให้จัดภายในพื้นที่ตำบลนั้นๆ. ไหม เพราะตอนนี้หน่วยสอบภายในตรวจสอบการจัดกิจกรรมศูนย์ฝึก ว่าจัดนอกพื้นที่ตำบล. (ปล หลายอำเภอเอางบมาพัฒนาอาคารสถานที่โดยงบศูนย์ฝึกในรูปช่างพื้นฐาน) ฉันว่าถ้ามาตรวจสอบแบบนี้ผิดทั่วประเทศเลยนะ ผอ.อนุมัติการจัด จว.เซ็นการเบิกจ่าย”

             ผมตอบว่า   หน่วยตรวจสอบภายใน กศน. หรือ สตง. แน่.. เข้าใจว่าเขามีเหตุผลสำคัญอื่นในการทักท้วงมากกว่า  ถ้าฟังต่อมาจากคนนั้นคนนี้ ไม่ได้ฟังชัดๆจากผู้ตรวจสอบฯ อาจเข้าใจกันผิด เพราะแต่ละคนก็พูด ตัด/ต่อ เข้าข้างพวกเดียวกัน


         7. วันที่ 5 เม.ย.62 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  นักศึกษารหัส 531 จบ 552 นักศีกษาไม่เข้าสอบ n-net หรือ e exam ในภาคเรียนสุดท้ายทีจะจบ จนกระทั้งนึกขึ้นได้ว่าจะใช้วุฒิ เลยให้ครูส่งชื่อเข้าสอบ e exam เมื่อกุมภาพันธ์ 62 ที่ผ่านมา (เมื่อเช็คจากระบบ ITW ของอำเภอปรากฎว่าผลการเรียนยังอยู่ และจนท ทะเบียนกำลังจะอัพข้อมูล e -exam เข้าระบบ ITW51) ถามว่า กรณีนีั้สามารถอนุมัติการจบให้นักศึกษาได้หรือไม่ เพราะผลการเรียนเกิน 10 ภาคเรียน (แต่เป็นผลการเรียนที่จบหลักสูตรแล้ว)

และขอถามอีกว่า เมื่อมีผู้รียนได้ผลการเรียนได้ครบทุกรายวิชาตามหลักสูตรแล้ว แต่ไม่ประสงค์จะเข้าสอบ n-net หรือ e-exam สถานศึกษาจำเป็นต้องรักษาสภาพนักศึกษาให้หรือไม่

         ผมตอบว่า   ถ้าวิชาแรกที่เรียนผ่าน ยังไม่เกิน 10 ภาคเรียน และไม่ขาดการรักษาสภาพเกิน 6 ภาคเรียน ก็อนุมัติให้นักศึกษาจบได้ แต่ที่บอกว่านักศึกษารหัส 531 นั้น วิชาแรกที่เรียนผ่านคงเกิน 10 ภาคเรียนนานแล้วนะ ถ้ายังไม่สอบ N-NET หรือ E-Exam ก็ยังไม่จบ ยังต้องนับจำนวนภาคเรียนต่อเรื่อย ๆ จะบอกว่าผลการเรียนจบหลักสูตรแล้วไม่ได้
         ส่วนการรักษาสภาพ ไม่ว่ากรณีใด สถานศึกษาจะรักษาสภาพให้นักศึกษาไม่ได้ ถ้านักศึกษาไม่รักษาสภาพด้วยตนเอง ขาดการติดต่อเกิน 6 ภาคเรียน ก็พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา (ถ้ายังไม่สอบ N-NET หรือ E-Exam ก็คือยังไม่จบ ยังต้องรักษาสภาพ)
         เรื่องเหล่านี้ โปรแกรม ITw มันรู้ระเบียบ วิชาที่เกิน 10 ภาคเรียน จะเปลี่ยนเป็นตัวสีจาง และถ้าขาดการรักษาภาพเกิน 6 ภาคเรียน มันก็ไม่ยอมให้ออกหลักฐานใด ๆ หรอก

         ผู้ถาม ถามต่ออีก ว่า  แล้วจะเทียบโอนให้แก่ได้ไหมคะ(เทียบใหม่-ให้แก่ลาออก)
         ผมตอบว่า  หมายถึงจะให้ลาออกย้อนหลังใช่ไหม  ถ้าเข้าโปรแกรมไปลาออกในเทอมนี้ ตอนที่พ้นสภาพแล้ว จะลาออกไม่ได้แล้ว ถ้าพ้นสภาพแล้วโปรแกรมจะไม่ยอมให้ทำอะไรทั้งนั้น
         แต่ถ้าเข้าโปรแกรมโดยเปลี่ยนเป็นภาคเรียนย้อนหลังไปยังภาคเรียนที่ยังไม่พ้นสภาพ ก็ลาออกได้ ได้ใบ รบ.จากการลาออก แต่นายทะเบียนและ ผอ.ที่จะเซ็นชื่อในใบ รบ.ต้องเป็นคนเก่า ณ วันย้อนหลังนะ ถ้าตอนนี้เปลี่ยนนายทะเบียนและ ผอ.เป็นคนใหม่แล้วจะมีปัญหา
         ในวันลาออก เฉพาะวิชาที่ยังไม่หมดอายุจึงจะปรากฏในใบ รบ.ที่ลาออก สามารถนำมาโอนได้เฉพาะวิชาที่ปรากฏในใบ รบ.ที่ลาออก


วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

1.พนักงานราชการหญิงใส่เสื้อคอแบะปล่อยเอวติดอินทรธนู ผิดไหม, 2.การลงโทษผู้เข้าสอบ, 3.ไม่ได้แจ้งให้เบิกต้นสังกัด เบิกได้ไหม, 4.ครู ศรช.รับค่าคุมสอบได้วันเดียวใช่ไหม-ตำนานค่าคุมสอบ, 5.ด่วน.. เปลี่ยนแปลงอัตราการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนใหม่ ตั้งแต่ 20 มี.ค.61, 6.การขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา, 7.ชพค.-ชพส.หักส่วนกลางอย่างไร


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 14 มี.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบล็อกเฟซบุ๊ก ว่า  การแต่งกายชุดผู้หญิงสีกากี ของพนักงานราชการ ครู กศน.ตำบล แบบคอแบะปล่อยเอว ต้องใส่อินทนูไหม มีคนว่าแต่งกายผิดระเบียบค่ะ

             ผมตอบว่า   เครื่องแบบพนักงานราชการ กศน.สีกากี ติดอินทรธนู 2 ขีด ( ถ้าติด 3 ขีดผิด )
             ระเบียบเครื่องแบบพนักงานราชการ กศน.สีกากี หญิง จะมีเสื้อ 2 แบบ คือแบบคอตั้ง กับแบบคอแบะปล่อยเอว ติดอินทรธนูได้ทั้ง 2 แบบ  แต่ของ ชาย จะมีเสื้อแบบคอตั้งเพียงแบบเดียว
             ดูระเบียบได้ที่  
https://www.dropbox.com/s/4c70t0n8ldwv6mx/formPRGnfe.pdf?dl=1

         2. เช้าวันเสาร์ที่ 17 มี.ค.61 มีผู้โพสต์ภาพประกาศ ในกลุ่มไลน์แชร์เข้มกศน. ว่า  ผู้ให้ผู้อื่นมาสอบ และผู้มาสอบแทน มีความผิด จำคุก 1 ปี 6 เดือน





             ผมเห็นว่าน่าสนใจ เป็นการป้องปรามไม่ให้มีการทุจริต เพื่อคุณภาพการศึกษา แต่ผมก็สงสัยอยากรู้ จึงถามว่า ใช้กฎหมายใดมาตราไหน
             ผู้โพสต์ไม่ได้ตอบ แต่มีผู้อื่นนำ
            
- ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการปฏิบัติของผู้เข้าสอบ พ.ศ. 2548 กับ
            
- ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548
             มาโพสต์
             ผมบอกว่า ถูกต้อง การลงโทษผู้เข้าสอบของเรา ที่ทำความผิด ต้องยึดระเบียบ
2 ฉบับนี้เป็นหลัก
             สถานศึกษาอาจจะกำหนดรายละเอียดการลงโทษไว้ในระเบียบสถานศึกษาอีกก็ได้ แต่จะกำหนดเกินอำนาจของ ผอ.สถานศึกษา เช่นให้จำคุก ไม่ได้

             ส่วนกรณี การลงโทษกรรมการดำเนินการสอบที่บกพร่อง/รู้เห็นการทุจริต ต้องอาศัยระเบียบกระทรวงอีกฉบับที่เกี่ยวกับการคุมสอบ ซึ่งให้ลงโทษทางวินัย ด้วยเหตุนี้ท่านอดีต ผอ.กจ.กศน.จึงสรุปว่าการแต่งตั้งกรรมการคุมสอบต้องแต่งตั้งบุคคลที่ทางราชการสามารถลงโทษได้ คือมีหน่วยราชการเป็นต้นสังกัด จะแต่งตั้งชาวบ้านทั่วไปไม่ได้ แม้แต่ผู้รับบำนาญก็ตั้งไม่ได้เพราะพ้นจากราชการแล้วต้นสังกัดเดิมสั่งลงโทษผู้รับบำนาญไม่ได้แล้ว ถ้าผู้รับบำนาญทำความผิดก็เป็นเรื่องของกฎหมายบ้านเมือง เว้นแต่จะทำความผิดไว้ตั้งแต่ก่อนเกษียณจึงจะสามารถลงโทษย้อนหลังแม้เกษียณแล้วได้

         3. คืนวันเสาร์ที่ 17 มี.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  จังหวัดมีหนังสือให้ไปประชุมที่จังหวัดแต่ในหนังสือไม่ได้บอกว่าให้เบิกจ่ายค่าเดินทางไปราชการ เราสามารถเบิกจ่ายค่าเดินทางไปราชการได้ไหม

             ผมตอบว่า   ถ้าเป็นการ "เดินทางไปราชการ" นอกรั้วสำนักงาน ก็สามารถเบิกจ่ายค่าเดินทางได้ ถ้า
             ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปราชการ+รวมเวลาเดินทางครบตามเกณฑ์+มีงบให้เบิก+ผู้บริหารอนุมัติให้เบิก

         4. คืนวันที่ 16 มี.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เรื่องการจ่ายค่าตอบแทนคุมสอบปลายภาคครู.ศรช. ในวันที่17-18มีนาคมนี้ ครู.ศรช.สามารถรับค่าตอบแทนได้แค่วันเดียวคือวันที่17..ใช่ไหม ส่วนวันที่18จะไม่ได้รับเนื่องจากเปนวันปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างเหมา

             ผมตอบว่า   เสิร์ชหาดูในที่ผมเคยโพสต์แล้วนะ
             ผมเพิ่งโพสต์เมื่อต้นเดือนนี้เองว่า
“ถ้าบุคลากรสังกัด กศน.ดำเนินการสอบนอกวันราชการของเขาก็เบิกได้เต็ม”
             ผมโพสต์มีคำว่า
“เต็ม” ด้วย เพราะผมยังติดกับตำนานค่าคุมสอบ คือเราเคยใช้ระเบียบกระทรวงการคลังปี 2534 ซึ่งกำหนดอัตราค่าคุมสอบในวันทำงาน เบิกได้ครึ่งหนึ่งของอัตราค่าคุมสอบในวันหยุด ( ระเบียบกระทรวงการคลังนี้ แม้จะคุมสอบในวันทำงานก็เบิกได้นะ แต่เบิกได้ไม่เต็ม ผมติดคำว่า เต็ม มาจากระเบียบนี้ )

             ที่มาที่ไปของค่าคุมสอบคือ กระทรวงการคลังไม่ได้ออกระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินเกี่ยวกับการสอบปลายภาคไว้โดยเฉพาะ
             ( อาจเป็นเพราะว่าการสอบปลายภาคในโรงเรียนไม่ได้จ่ายเงิน มีแต่ของ กศน. ที่จ่ายเงิน )
             แต่มี
“ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลเกี่ยวกับการสอบ พ.ศ.2534”
             ระเบียบนี้กำหนดไว้ในข้อ 8 ของระเบียบว่า
            
”ข้อ 8 เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบให้ได้เงินรางวัล ดังนี้
             (1)  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงในวันทำการปกติวันละ 50 บาท
             (2)  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงในวันทำการปกติวันละ 100 บาท
             (3)  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงในวันหยุดราชการวันละ 100 บาท
             (4)  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงในวันหยุดราชการ วันละ 200 บาท
             ข้าราชการที่ได้รับเงินรางวัลตามวรรคแรก ให้งดเบิกจ่ายค่าอาหารทำการนอกเวลาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินค่าอาหารทำการนอกเวลา
”
             สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กรมการศึกษานอกโรงเรียน) จึงขออนุมัติกรมบัญชีกลาง ขอใช้ระเบียบนี้ ในการเบิกจ่ายค่าตอบแทนกรรมการและเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญโดยอนุโลม
             เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว กศน. ก็แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและสถานศึกษาในสังกัด ตามหนังสือที่ ศธ 1106/5409 ลงวันที่ 16 ส.ค. 36 โดยแจ้งเหมือนข้อ 8. ของระเบียบนี้
             ( แต่พวกเรามาดัดแปลงกันเอง เช่นวันหนึ่งสอบ 3 วิชา ถ้าคุมสอบวิชาเดียวจ่าย 100 บาท ถ้าใครคุมสอบสองวิชาขึ้นไปจ่าย 200 บาท ทั้ง ๆ ที่ ในหนังสือ กศน. กำหนดตามข้อ 8. คือระบุจำนวนชั่วโมงไม่ใช่จำนวนวิชา )

             ต่อมา กระทรวงการคลังได้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังนี้ และให้ใช้ “ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนการสอบ พ.ศ.2549” แทน
             ระเบียบปี 49 นี้ กำหนดในส่วนของเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบ ไว้ในบัญชีหมายเลข 2 ข้อ 4 ว่า การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย หรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบ ให้ได้รับเงินค่าตอบแทน ดังนี้
             4.1  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงในวันทำการปกติ ไม่เกิน 100 บาทต่อวัน
             4.2  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงในวันทำการปกติ ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน
             4.3  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงในวันหยุดราชการ ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน
             4.4  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงในวันหยุดราชการ ไม่เกิน 400 บาทต่อวัน

             สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กรมการศึกษานอกโรงเรียน) จึงต้องขออนุมัติกรมบัญชีกลาง อีกครั้ง ขอเบิกจ่ายตามหลักเกณฑ์และอัตราในระเบียบใหม่ คือระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนการสอบ พ.ศ.2549 โดยอนุโลม
             เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว สำนักบริหารงาน กศน. ก็แจ้งสถานศึกษาในสังกัด ตามหนังสือที่ ศธ 0210.117/5749 ลงวันที่ 11 ต.ค.49 ( ตามภาพประกอบโพสต์นี้ )
             เมื่อกระทรวงการคลังออกระเบียบใหม่ปรับเพิ่มอัตรา เราก็ขออนุฒัติใช้ระเบียบใหม่อีก จน กรมบัญชีกลางแจ้งว่า
“ให้ส่วนราชการเป็นผู้กำหนดระเบียบภายในได้โดยไม่ต้องขอตกลงกับกระทรวงการคลัง” สำนักงาน กศน.จึงกำหนดรายการค่าใช้จ่ายเองตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/52 เป็นต้นมา และแจ้งทุกจังหวัด ตามหนังสือสำนักงาน กศน.ที่ ศธ 0210.117/4514 ลว.3 ธ.ค.52 ( ดูหนังสือฉบับนี้ได้ในข้อ 1 ที่ https://www.gotoknow.org/posts/481090 )
             รายการค่าใช้จ่ายที่สำนักงาน กศน.กำหนดเองนี้ ไม่พูดถึงการคุมสอบในวันหยุด วันทำงาน แล้ว ( ไม่มีเบิกเต็ม ไม่เต็ม แล้ว )
             เมื่อไม่พูดถึง ก็คงต้องยึดตามหลักของระบบราชการเรา คือ
            
“ถ้าบุคลากรสังกัด กศน.ดำเนินการสอบในวันราชการของเขา ก็เบิกไม่ได้”
             อย่างไรก็ตาม วันเวลาทำงานของแต่ละคนในหน่วยงานเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ข้าราชการทั่วไปอาจทำงานวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนครู กศน.อาจทำงานวันอาทิตย์-พฤหัสบดี หยุดวันศุกร์เสาร์  ( ในช่วงวิกฤติการจราจร เวลาทำงานของบุคลากรใน กทม.บางคนเริ่ม 8.00 น. บางคนเริ่ม 9.00 น. )
             ถ้าวันทำงานของใครเป็นวันอาทิตย์-พฤหัสบดี และเป็นกรรมการดำเนินการสอบวันอาทิตย์ก็เบิกเงินไม่ได้
             แต่บางอำเภอ ระหว่างภาคให้ครู กศน.ทำงานวันอาทิตย์-พฤหัสบดี แต่พอพบกลุ่มวันสุดท้ายเสร็จ ก็เปลี่ยนให้ครู กศน.มาทำงานวันศุกร์ หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ทันที แบบนี้การคุมสอบวันอาทิตย์ก็เบิกได้
             แต่ ถ้าในสัญญาจ้าง-คำสั่งจ้าง ที่จังหวัดทำไว้ ระบุไว้ชัดเจนว่าให้ปฏิบัติงานในวันอาทิตย์ด้วย แบบนี้ก็จะเปลี่ยนไม่ได้
             หรือแม้สัญญาจ้าง-คำสั่งจ้าง ระบุไม่ชัดเจน แต่ ผอ.ยังให้หยุดวันศุกร์ทำงานวันอาทิตย์ในช่วงปิดเทอมอยู่เหมือนเดิม ก็เบิกค่าตอบแทนกรรมการดำเนินการสอบวันอาทิตย์ไม่ได้


 



         5. ด่วน.. เปลี่ยนแปลงอัตราการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนใหม่ ตั้งแต่ 20 มี.ค.61
             ดูหนังสือแจ้งที่ 
https://www.dropbox.com/s/7b4k52vjo4xphsv/Udnhun61.pdf?dl=1 
             มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้  ( การซื้อการจ้าง ให้ดำเนินการตามระเบียบพัสดุ )
            
1)  เพิ่มรายการอัตราค่าซื้อเครื่องแบบลูกเสือวิสามัญและเครื่องแบบอาสายุวกาชาด สำหรับให้ นศ.ยืมใช้ สถานศึกษาละไม่เกิน 40 ชุด  ( ถ้าชำรุด จำหน่ายจากทะเบียน ตามระเบียบพัสดุ แล้วซื้อทดแทนใหม่ได้ )
                 
- ค่าเครื่องแบบลูกเสือวิสามัญ พร้อมเครื่องหมายประกอบ ชุดละไม่เกิน 1,500 บาท
                 
- ค่าเครื่องแบบอาสายุวกาชาด พร้อมเครื่องหมายประกอบ ชุดละไม่เกิน 400 บาท
            
2)  ค่าใช้สถานที่ ให้พิจารณาสถานที่หน่วยงานของรัฐเป็นอันดับแรก
            
3)  ค่าตอบแทนวิทยากรเป็นคณะ ชม.ละไม่เกิน 1,200 บาท ( เดิมไม่เกิน 600 บาท )
            
4)  ระบุในส่วนของการแข่งขันกีฬาระดับอำเภอ/เขต ดังนี้
                  
- ตัดค่าจ้างเหมายานพาหนะออก
                 
- ตัดค่าพลุ-ดอกไม้ไฟออก ลดค่าใช้จ่ายในพิธีเปิดปิด จากไม่เกิน 30,000 เหลือไม่เกิน 10,000 บาท
                 
- ลดค่าวัสดุและเครื่องแต่งกายขบวนพาเหรด จากไม่เกิน 3,000 เหลือไม่เกิน 1,000 บาท
                  
- ตัดค่าที่พักออก
            
5)  เพิ่มอัตราการเบิก ในการแข่งขันกีฬาระดับจังหวัด และระดับภาคขึ้นไป จำนวนระดับละ 11 รายการ


 



         6. วันที่ 23 มี.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ พวก38ค(2)ในสนง.จังหวัด การขอใบประกอบผู้บริหารฯ มีเกณท์ยังไงบ้างนอกจากจบบริหารการศึกษาที่คุรุสภารับรอง เพราะจากการติดต่อสอบถามจนท.คุรุสภาตอบไม่เคยตรงกันสักที ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนและข้อสงสัยในการปฏิบัติ
             จนท.คุรุสภา จะบอกแค่ว่าเราไม่มีหน้าที่สอนไปสอนได้ไง เราบอกช่วยสอนและต้องการความก้าวหน้าในสาขาวิชาชีพเลยต้องทำตามคุณลักษณะที่คุรุสภากำหนด  ครั้งล่าสุดบอกว่าถ้ามีคำสั่งให้เป็นหัวหน้างานฯจะลดลงจาก 7 ปี เหลือ5ปี ต้องสอนต่อเนื่องอย่างต่ำ5ปีการศึกษา  โดยไม่มีอะไรการันตีว่าพอถึง5ปีจาก7ปีแล้วจะเปลี่ยนเกณไปเป็นแบบไหนอีก
             จึงอยากถามในเรื่องนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก้ข้าราชการ38ค(2) ในเรื่องการขอใบประกอบต่างๆที่ทางคุรุสภากำหนด

             ผมตอบว่า   ที่ว่าลดการสอนจาก 7 ปี เหลือ 5 ปี ถ้ามีคำสั่งให้เป็นหัวหน้างาน นั้น คงเข้าใจผิด
             ที่ถูกคือ ไม่ใช่ 7 ปี แต่ให้มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
             หรือ
             มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนไม่ครบ 5 ปี + มีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้าหมวดหรือหัวหน้าฝ่ายหรือหัวหน้างานหรือตำแหน่งบริหารอื่น ๆ ในสถานศึกษา ( ถ้าเป็นหัวหน้างานที่ สนง.กศน.จังหวัดไม่เกี่ยวนะ เพราะ สนง.กศน.จังหวัดไม่ใช่สถานศึกษา ) มาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือนใน 3 ปีการศึกษา   หมายถึง ถ้าได้รับแต่งตั้งมอบหมายให้เป็นหัวหน้างานในสถานศึกษารวมไม่น้อยกว่า 24 เดือนใน 3 ปี ก็สอนไม่ครบ 5 ปีก็ได้

             ลองเสิร์ชดูข้อมูลที่ผมเคยโพสต์/ตอบ เช่น ใน
             - ข้อ 6 ที่  
https://www.gotoknow.org/posts/505575
             - ข้อ 4 ที่  
https://www.gotoknow.org/posts/471886
             - ข้อ 3.2 (4) ที่  
https://www.gotoknow.org/posts/476995
             - ข้อ 5.2 ที่  
https://www.gotoknow.org/posts/462139
             และ ดูคู่มือการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต่าง ๆ ได้ที่
            
https://www.dropbox.com/s/3tik26l2j2ef2y8/ManualEdC.pdf?dl=1

         7. เช้าวันที่ 28 มี.ค.61 ผมนำภาพตัวเลขเงิน ชพค.-ชพส. ( ตามภาพประกอบโพสต์นี้ ) ไปลงในกลุ่มไลน์ต่าง ๆ
ปรากฏว่ามีสมาชิกกลุ่มไลน์ “ขับเคลื่อน พรบ.กศช.” เขียนว่า “ดูแปลกๆ... การหักส่วนกลางมีเกณฑ์อย่างไร เป็นเรื่องต้องรู้ยิ่ง”

             ผมตอบว่า
             - การหักเงินสงเคราะห์รายศพจากสมาชิก หักตามจำนวนผู้เสียชีวิตในงวดเดือนที่ผ่านมา ตัดยอดวันที่ 20 ( งวดที่ผ่านมาคือช่วง 21 ก.พ.-20 มี.ค.) ศพละ 1 บาท เช่น งวดเดือนที่ผ่านมา มีสมาชิก ชพค.เสียชีวิต 495 ศพ ก็หักสมาชิก ชพค.คนละ 495 บาท
             - ส่วนเงินที่ทายาทของ 1 ศพ จะได้รับนั้น จะได้ 96 % ของเงินที่หักได้จากสมาชิก เช่น ณ 20 มี.ค.61 มีจำนวนสมาชิก ชพค.คงเหลือทั้งสิ้น 947,860 คน หักเงินสมาชิกได้ศพละ 947,860 บาท ทายาทจะได้รับ 96 % เป็นเงิน 909,946 บาท เป็นต้น

             - เงินที่หักไว้ 4 % เป็นค่าบริหารจัดการ เช่น เจ้าหน้าที่ ชพค.-ชพส.ของทั้งส่วนกลางและทุกจังหวัด ทุกคนไม่ได้รับเงินเดือน/ค่าจ้างจากเงินงบประมาณนะ เป็นลักษณะเดียวกับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศ แต่ได้เงินเดือน/ค่าจ้างจากเงิน 4 % นี้ นอกจากนั้นเงิน 4 % ยังใช้จ่ายเป็นค่าวัสดุสำนักงาน ค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ
             - มีการประกาศ ชื่อ-สกุล-จังหวัด ของสมาชิก ชพค.-ชพส.ที่เสียชีวิตทุกศพ ทุกงวดเดือน ไว้ที่ สนง.คุรุสภาทุกจังหวัด หรือทุกคนดูได้ในเว็บไซต์คุรุสภาที่
                http://www.otep-cpks.go.th/otepcpks/cpk-member-9/