แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัญญา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัญญา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

1.ครู กศน.น่าสงสาร, 2.ต้องรักษาสภาพย้อนหลังทุกภาคไหม-นศ.พิการเรียนช้า ถ้าเกิน 5 ปีต้องเรียนใหม่ไหม-ต้องนำวิชาเลือกบังคับเข้ากรรมการสถานศึกษาไหม-ต้องมีการสอบกลางภาคไหม, 3.มีต่ออายุราชการของพนักงานราชการไม๊, 4.พนักงานราชการซื้อเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบนี้ถูกไหม, 5.การประเมิน/ต่อสัญญา พนักงานราชการ, 6.ประเมิน พรก.ได้คะแนนพอใช้ ไม่ต่อสัญญาใช่ไหม, 7.งบอุดหนุนรายหัว เหลือ ซื้อหนังสือได้ไหม


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้


         1. คืนวันที่ 10 ส.ค.60 มีผู้เขียนข้อความตอบกลับท้ายโพสต์ผมบนไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ว่า  น่าสงสารกันนะพวกเราครูอาสา ครูกศน.ทำงานกันมา25ปีขึ้น เกษียนแล้วต้องกลับมาเริ่มต้น0 เพราะเราไม่มีเงินบำเน็จบำนาญกะเค้ากัน แต่เค้าเกษียนกันแล้วสบาย...เดินสายเที่ยวกันอย่างเดียว ?

             ผมเขียนข้อความตอบกลับว่า  ถ้าทำประกันสังคมแบบส่งเงินสมทบเข้ากองทุนชราภาพ ก็มีบำเหน็จบำนาญตามเกณฑ์นะ ( ดูในข้อ 5 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2013/11/10-mpbs.html )
             พนักงานราชการบรรจุใหม่ วุฒิ ป.ตรี หลักสูตร
4 ปี จะได้รับเงินเดือนมากกว่าข้าราชการพลเรือน 20 % โดยพนักงานราชการได้ 18,000 บาท แต่ข้าราชการได้ 15,000 บาท ส่วนที่เกินนี้ เป็นเงิน
             - ชดเชยบำเหน็จบำนาญ 10 %  โดยเมื่อ พรก.เกษียณจะไม่มีบำเหน็จบำนาญจากเงินงบประมาณอีก ( แต่ก็มีบำเหน็จบำนาญจากเงินประกันสังคมตามหลักเกณฑ์ )
             - ชดเชยสวัสดิการ 5 %  โดยจะเบิกค่าสวัสดิการเช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจสุขภาพ ค่าช่วยเหลือบุตร ค่าการศึกษาบุตรไม่ได้ ( แต่ก็เบิกจากระบบประกันสังคมได้ )
             - ชดเชยเงินประกันสังคมส่วนที่ลูกจ้างจ่ายสมทบ 5 %
             ส่วนที่เกินเดือนละประมาณ
3,000 บาทนี้ จะเป็นเงินชดเชยบำเหน็จบำนาญ ( 10 % ของเงิน 15,000 ) ประมาณ 1,500 บาท ซึ่งจะเป็นปีละประมาณ 18,000 บาท ถ้าทำงาน 25 ปี จะเป็นประมาณ 450,000 บาท นั่นคือเท่ากับพนักงานราชการได้เงินบำเหน็จบำนาญจากราชการประมาณ 450,000 บาท

         2. วันที่ 7 ส.ค.60 มี ขรก.ครูจาก กศน.อ.เมือง จังหวัดใกล้เคียง ไปหาผมถึงที่ กศน.อ.ผักไห่ คุยกันเรื่องการดำเนินงาน กศ.ขั้นพื้นฐานอย่างเดียว แต่หลายประเด็น ที่จำได้ เช่น

             1)  นศ.หายไปหลายเทอม แล้วมาลงทะเบียนรักษาสถานภาพ ต้องให้ลงทะเบียนรักษาสถานภาพย้อนหลังทุกภาคเรียนไหม
                  ผมตอบว่า  ตามหลักการ ถ้าไม่ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนใด ก็ให้ติดต่อมาลงทะเบียนรักษาสถานภาพไว้ เพื่อให้รู้ว่ายังไม่เลิกเรียน ยังมีตัวตน ยังไม่หายไปไหน  ถ้าภาคเรียนใดไม่มาลงทะเบียนอะไรเลย ครูควรติดตามถามปัญหาเพื่อการแนะแนวได้ทันสภาพปัญหา
                  แต่.. ถึงแม้ไม่ลงทะเบียนอะไรเลยติดต่อกัน ( ไม่เกิน 6 ภาคเรียน ) โปรแกรมก็ไม่ได้เปลี่ยนให้เขาพ้นสถานภาพการเป็นนักศึกษา ถ้าเขาหายไปติดต่อกัน 6 ภาคเรียน แล้วต้นภาคเรียนที่ 7 เขามาลงทะเบียนรักษาสภาพในช่วงที่ยังเปิดให้ลงทะเบียน ก็ให้ลงทะเบียนรักษาสถานภาพเฉพาะในภาคเรียนที่ 7 ภาคเรียนเดียว โดยลงทะเบียนรักษาสถานภาพในโปรแกรม ITw ด้วย ก็จะมีสถานภาพเป็นนักศึกษาต่อไป ไม่ต้องลงทะเบียนรักษาสถานภาพย้อนหลังในภาคเรียนที่ 1-6 เพราะไม่มีระเบียบให้ลงทะเบียนย้อนหลัง เนื่องจากเจตนาจะให้ นศ.มีการติดต่อสื่อสารกับสถานศึกษาทุกภาคเรียน

             2)  นศ.พิการหลายคนเรียนได้ช้า ถ้าพิการมากเช่นพิการทางสมอง จะไม่สามารถเรียนจบได้ภายใน 5 ปี วิชาที่เรียนเกิน 5 ปีแล้ว ต้องเรียนใหม่เหมือน นศ.ปกติหรือไม่
                  ผมตอบว่า  นศ.พิการ กับ นศ.ปกติ ยังใช้ระเบียบหลักเกณฑ์และหลักสูตรเดียวกัน ฉะนั้น วิชาที่เรียนเกิน 5 ปีแล้ว ก็ต้องเรียนใหม่เหมือน นศ.ปกติ
                   ( อาจช่วย นศ.พิการให้เรียนจบง่ายขึ้น โดย ลดจำนวนรายวิชาเลือกเสรีที่ต้องเรียนให้เหลือน้อยลง ด้วยการ พัฒนาวิชาเลือกเสรีสำหรับคนพิการขึ้นมาโดยเฉพาะ ให้แต่ละวิชามีเนื้อหาน้อยแต่หน่วยกิตมาก ซึ่งจำนวนหน่วยกิตกำหนดจากเวลาที่ต้องใช้ในการเรียนรู้ ถ้าต้องใช้เวลาเรียนรู้ 40 ชม.จะเท่ากับ 1 หน่วยกิต ฉะนั้นเนื้อหาวิชา 2 หน่วยกิตของคนปกติ คนพิการเรียนได้ช้า ถ้าต้องใช้เวลาเรียนมากกว่าคนปกติ 2 เท่า วิชาที่มีเนื้อหาเท่า ๆ กันนั้น ถ้าคนพิการต้องใช้เวลาเรียน 160 ชม. วิชานั้นก็จะเป็น 4 หน่วยกิตสำหรับคนพิการ เมื่อแต่ละวิชาของคนพิการมีหน่วยกิตมาก จำนวนวิชาเลือกเสรีของคนพิการก็จะน้อยลง เรียนแต่ละเทอมไม่กี่วิชา
                  ส่วนนักศึกษาที่พิการทางสมองมาก ๆ จนไม่สามารถเรียนสายสามัญได้ ก็ไม่ต้องรับเข้าเรียน กศ.ขั้นพื้นฐาน )

             3)  ต้องนำวิชาเลือกบังคับให้คณะกรรมการสถานศึกษาเห็นชอบไหม คณะกรรมการต้องลงนามทุกคนไหม
                  ผมตอบว่า  “หลักสูตร” ต่าง ๆ ต้องให้คณะกรรมการสถานศึกษาเห็นชอบ คำว่าหลักสูตรนี้อาจแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ หลักสูตรรายวิชาแต่ละรายวิชา กับ หลักสูตรสถานศึกษา  ซึ่งต้องผ่านคณะกรรมการสถานศึกษาทั้ง 2 ส่วน
                  หลักสูตรสถานศึกษาคือ ภาพรวมโครงสร้างหลักสูตรทั้งหมดในแต่ละระดับชั้น ซึ่งรวมทั้งกำหนดวิชาบังคับและวิชาเลือกทั้งหมดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาด้วย
                  เมื่อส่วนกลางกำหนดวิชาเลือกบังคับเพิ่มขึ้น ก็จะไปกระทบให้หลักสูตรสถานศึกษาเปลี่ยนแปลง เมื่อหลักสูตรสถานศึกษาเปลี่ยนแปลง ตามหลักการก็ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาให้คณะกรรมการรับทราบด้วย

                  หลักฐานสำคัญที่แสดงว่าหลักสูตรได้ผ่านที่ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาแล้ว คือ รายงานการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา
                  การให้กรรมการสถานศึกษาลงนามในเล่มหลักสูตร ก็เป็นหลักฐานได้อีกอย่างหนึ่ง ถ้ากรรมการลงนามเกินครึ่งก็ใช้เป็นหลักฐานแทนรายงานการประชุมได้ แต่ถ้าจำนวนกรรมการที่ลงนามไม่ถึงครึ่งหรือประธานลงนามเพียงผู้เดียว ก็ยังต้องใช้รายงานการประชุมประกอบเป็นหลักฐานด้วย

             4)  จำเป็นต้องมีการสอบกลางภาคไหม
                  ประเด็นนี้คิดไม่ตรงกัน โดย ผมบอกว่า  การวัดผลระหว่างภาค ไม่จำเป็นต้องมีการสอบกลางภาค โดยเฉพาะวิชาเลือกเสรีท่านอดีตเลขาฯสุรพงษ์เคยพูดว่า การวัดผลระหว่างภาคของวิชาเลือกเสรีอาจวัดจากโครงงานอย่างเดียวก็ได้ หรือสอบอัตนัยข้อเดียวก็ได้
                  แต่.. อาจารย์ท่านที่มาคุยด้วย บอกว่า หนังสือสั่งการจาก สนง.กศน. เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ได้กำหนดอย่างที่ผมบอก แต่กำหนดว่า
                   “การประเมินผลระหว่างภาคเรียน ทั้งรายวิชาบังคับและรายวิชาเลือก ให้มีคะแนนจาก 3 ส่วน ( ไม่ได้ใช้คำว่า “ควรมีคะแนนจาก 3 ส่วน” ) คือ
                  - คะแนนจากการทำกิจกรรม  ได้แก่ แบบฝึกหัด, กรต., รายงาน, ภาคปฏิบัติ เป็นต้น
                  - คะแนนจากการทำโครงงาน หรือแฟ้มประมวลผลงาน/ชิ้นงาน
                  - คะแนนจากการทดสอบ  ได้แก่ การทดสอบย่อย, การทดสอบระหว่างภาคเรียน ( เน้นอัตนัย )
                   ( ดูหนังสือแจ้งนี้ได้ที่  https://db.tt/3fIuhsFW )
                  โดยส่วนที่ 3. กำหนดว่า “คะแนนจากการทดสอบ ได้แก่ ทดสอบย่อย ทดสอบระหว่างภาคเรียน” ( ใช้คำว่า “ได้แก่” ไม่ได้ใช้คำว่า “เช่น” ) ฉะนั้นต้องมีการ “ทดสอบ” ระหว่างภาคเรียน ซึ่งการทดสอบระหว่างภาคเรียนที่ไม่ใช่การทดสอบย่อย ก็คือการสอบกลางภาค  สรุป ต้องมีการทดสอบย่อย การสอบกลางภาคด้วย ทุกวิชา ทุกวิธีเรียน

                  ผมจึงถามประเด็นนี้กับคุณกิตติพงษ์ กลุ่มพัฒนา กศน. เมื่อ 8 ส.ค.60 ว่า  เมื่อหนังสือสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นอย่างนี้ และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าวิชาใด วิธีเรียนใด ไม่สอบกลางภาค จะถือว่าทำผิดหรือไม่
                  คุณกิตติพงษ์ กลุ่มพัฒนา กศน. ตอบว่า  หนังสือฉบับนี้ออกจากกลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ น่าจะเป็นข้อแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับการวัดผลประเมินผลตามหลักการมากกว่า.. การวัดระหว่างภาคจะมี 3 หรือกี่ส่วน ให้แล้วแต่ธรรมชาติของแต่ละวิชา

         3. วันอาทิตย์ที่ 13 ส.ค.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  มีต่ออายุราชการของพนักงานราชการไม๊

             ผมตอบว่า   ไม่มีการต่ออายุพนักงานราชการทั่วไปของ สป.ศธ.
             ( เดิม ปีหนึ่งท่านอดีตเลขาธิการ กศน. แจ้งในที่ประชุมว่าจ้างพนักงานราชการที่อายุ 60 ปีต่อได้ แต่ปีหลังท่านเดิมก็แจ้งในที่ประชุมให้จ้างแค่อายุ 60  และปี 54 ก็มีการกำหนดเรื่องอายุสูงสุดของพนักงานราชการ ไว้ในข้อ 3 ของข้อกำหนด สป.ศธ. ดูได้ที่
             https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/PRGgasean.pdf )

         4. วันเดียวกัน ( อาทิตย์ที่ 13 ส.ค.) มีพนักงานราชการถามผมทางไลน์ ว่า  ปรึกษาหน่อย เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ผมได้รับแล้ว คือ บ.ช. และยื่นขอปี 59 (รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา) คือ จ.ม. ถ้ามีประกาศ ผมจะซื้อ โดยมีเหรียญในหลวงด้วย รวมแบบในรูป ถูกไหม

             ผมตอบว่า   ( เหรียญซ้าย = จ.ช., เหรียญกลาง = บ.ช. )  ถ้าขอประจำปี 59 จะไม่มีการพระราชทานนะ เพราะ ร.9 สวรรคตก่อนวันที่ 5 ธ.ค.59  แต่ต้นสังกัดก็นำมาขอรวมให้ใหม่ในปี 60 ( ขอพระราชทานจาก ร.10 ) ซึ่งกว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ประดับได้ก็ประมาณ ม.ค.61
             ส่วนเหรียญด้านขวา เหรียญที่ระลึก ร.9 ทรงเจริญพระชนพรรษา 7 รอบ 84 พรรษาในปี พ.ศ.54 นั้น ใครเกิดไม่หลังปี 54 ก็ประดับได้ 






         5. วันที่ 15 ส.ค.60 ผมเรียนถามเรื่องการประเมิน/ต่อสัญญา พนักงานราชการ จากท่าน ผอ.กจ.กศน. ได้รับข้อมูลดังนี้

             - ให้ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ เพื่อการต่อสัญญาและการเพิ่มค่าตอบแทนประจำปี ตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่ปฏิบัติปกติ
             - ให้ประเมินทุกคนที่บรรจุอยู่ก่อนวันที่ 1 ต.ค.60 แม้ว่าจะอายุราชการไม่ถึง 4 เดือน ( ประเมินเพื่อต่อสัญญา ) โดยถ้าบรรจุแต่งตั้งหลังช่วงการประเมินครั้งที่ 1/60 ก็ให้ประเมินครั้งที่ 2/60 เพียงครั้งเดียว ( ถ้าประเมินครั้งเดียว คะแนนที่ได้ไม่ต้องหารด้วยสอง )
             - ผู้ที่มีเวลาปฏิบัติงานในปี งปม.60 ไม่ครบ 8 เดือน เช่นบรรจุแต่งตั้งหลังวันที่ 1 ก.พ.60 ให้ประเมินเพื่อการต่อสัญญาอย่างเดียว ไม่ได้ประเมินเพื่อการเพิ่มค่าตอบแทนประจำปี
             ( ผู้ที่มีเวลาปฏิบัติงานไม่ครบ 8 เดือน จะต่อสัญญาด้วยค่าตอบแทนเท่าเดิม โดยผลการประเมินต้องอยู่ระหว่าง ดี ถึงดีเด่น )
             - ผู้ที่ผ่านการประเมิน ( คือคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดีขึ้นไป ) ให้ต่อสัญญาครั้งนี้เป็นเวลา 3 ปี ทุกคน ส่วนผู้ที่คะแนนเฉลี่ยในปี งปม.60 ต่ำกว่าดี ให้เลิกจ้าง โดยถ้าเดิมอัตราไม่เกินกรอบอยู่ ให้เรียกบรรจุคนใหม่แทนในตำแหน่งเดิมที่เดิม ถ้าจะเปลี่ยนเป็นตำแหน่งอื่นหรือย้ายที่ ให้ขออนุมัติส่วนกลางก่อน และถ้าเดิมอัตราครู กศน.ตำบล เกินกรอบอยู่ ให้แจ้งส่วนกลางเพื่อเกลี่ยอัตราไปให้จังหวัดอื่นที่มีครู กศน.ตำบลไม่ครบทุกตำบล
             - ในส่วนของการย้าย นั้น ยังไม่มีนโยบายจากระดับกระทรวงในเรื่องนี้ว่ารอบนี้จะมีการให้ย้ายไปทำสัญญาใหม่ในที่ใหม่เหมือนรอบที่ผ่านมาหรือไม่ ( ไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ให้ย้ายได้ )


         6. คืนวันที่ 16 ส.ค.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ได้อ่านจากข้อความที่อาจารย์โพสต์เรื่องการประเมินต่อสัญญา พนง.ราชการในรอบเดือนตุลาคม 2560 ที่จะถึงนี้  ขอถามแทนเพื่อนว่า คือในการประเมินครั้งที่ 1 ที่ผ่านมาได้คะแนนพอใช้ ถ้าครั้งที่ 2 ได้คะแนนพอใช้อีก ผลคือ ไม่ต่อสัญญาใช่ไหม

             ผมตอบว่า   ใช่ครับ ถ้าได้พอใช้ 2 ครั้ง เฉลี่ยแล้วก็จะไม่เกินพอใช้แน่นอน ซึ่งถ้าเฉลี่ยต่ำกว่าดีก็ไม่ต่อสัญญา
             คะแนน 2 ครั้งรวมกันแล้วหารด้วย 2 ต้องเป็น 75 % ขึ้นไป  ( พอใช้ = 65-74 %, ดี = 75-84 %, ดีมาก = 85-94 % )
             - ถ้าครั้งที่ 1 ได้ 74.9 ( พอใช้ )  ครั้งที่ 2 ต้องได้อย่างน้อย 75.1 ( ดี )  จึงจะเฉลี่ยเป็น ดีขึ้นไป
             - ถ้าครั้งที่ 1 ได้ 65 ( พอใช้ )  ครั้งที่ 2 ต้องได้อย่างน้อย 85 ( ดีมาก )  จึงจะเฉลี่ยเป็น ดีขึ้นไป
             ถ้าตั้งใจทำงานเต็มที่แล้ว คณะกรรมการและผู้บริหารเขาคงเพิ่มคะแนนให้

              ( การประเมิน ไม่ใช่ประเมินในเดือน ต.ค.นะ แต่ควรประเมินและประกาศผลก่อน เพราะจะหมดสัญญาเดิมเมื่อสิ้นเดือน ก.ย. ถ้าให้ทำงานต่อในเดือน ต.ค.ไปแล้วแจ้งผลภายหลังว่าไม่ต่อสัญญา ก็อาจมีปัญหา )

         7. วันที่ 18 ส.ค.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  งบอุดหนุน (รายหัว) กรณีเหลือ สามารถให้สถานศึกษาซื้อหนังสือได้ไหม หนังสือเรียน ทั้งบังคับ และทั่วไป กรณีได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม
             ผมตอบว่า   ซื้อได้ตามระเบียบ/วงเงิน/แผน
             ตามคำสั่ง สป.ศธ.ที่ 605/59 ลว.28 มี.ค.59 ข้อ 11 กำหนดให้เบิกจ่ายเงินอุดหนุน เป็นค่าดำเนินการเกี่ยวกับสื่อ วัสดุอุปกรณ์การศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้  การซื้อหนังสือเรียนวิชาบังคับ-วิชาเลือก ไว้ที่ กศน.ตำบล/ศรช. สำหรับให้ นศ. อ่าน/ยืมอ่าน ก็ถือเป็นการซื้อสื่อตามข้อ 11 นี้  ( แต่ถ้าซื้อแจก นศ. หรือซื้อหนังสือทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษา ซื้อไม่ได้ )

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559

1.เกณฑ์การสอบวิชาเลือก, 2.พนักงานราชการเพิ่งทำงานได้ 3 เดือน ไม่ได้ประเมิน จะต่อสัญญาได้ไหม, 3.การขอเปลี่ยนตำแหน่งพนักงานราชการ, 4.ปีนี้ให้ประเมินพนักงานราชการถึง 31 ส.ค. คนที่บรรจุ 1 ก.พ.จะทำงานเพียง 7 เดือน เลื่อนค่าตอบแทนได้ไหม, 5.สรุปลักษณะสำคัญของ โปรแกรมการเรียนรู้ กับ แผนการเรียนรู้รายบุคคล, 6.ต่อไปจะไม่มีข้ออ้าง, 7.นศ.เก่าเปลี่ยนมาเรียนแบบทางไกลได้ไหม




สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 26 ก.ย.59 มีครูของ กศน.อำเภอ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ถามผมทางโทรศัพท์ ว่า  มีระเบียบไหมว่า วิชาเลือกไม่ให้มีการสอบซ่อม

             ผมตอบว่า   ไม่มีระเบียบห้าม แต่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ไม่ได้ทำข้อสอบซ่อมวิชาเลือกไว้ บอกว่าวิชาเลือกไม่ต้องสอบซ่อม นั้น เพราะวิชาเลือกไม่มีเกณฑ์บังคับว่าต้องได้คะแนนปลายภาคถึง 30 % และคะแนนระหว่างภาคได้กันมาก ผ่านหมดอยู่แล้ว จ.พระนครศรีอยุธยาจึงไม่สอบซ่อมวิชาเลือก

             แต่ ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/59 เป็นต้นไป การเรียนแบบพบกลุ่ม วิชาเลือกบังคับ 2 วิชา กำหนดเกณฑ์บังคับว่าต้องได้คะแนนสอบปลายภาคถึง 30 % ด้วย ( ส่วนวิชาเลือกอื่น ๆ สถานศึกษาจะกำหนดเกณฑ์ปลายภาคเท่าไรหรือไม่ก็ได้ การลงคะแนนปลายภาควิชาเลือกในโปรแกรม ITw ต้องเปลี่ยนเกณฑ์ไปมา ) จึงเริ่มมี นศ.ที่ไม่ผ่านเกณฑ์วิชาเลือก

             ตามระเบียบ ผู้ที่เข้าสอบปลายภาค แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ สถานศึกษาสามารถให้ประเมินซ่อมได้ทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือก






         2. เย็นวันที่ 29 ก.ย.59 แพรวา พริ้ว ไหว ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ค ว่า  ดู ETV เกี่ยวกับการต่อสัญญาพนักงานราชการ วันที่ 29 กย. 59 เวลา 15.00 น. มีข้อสงสัยจะสอบถามว่า กรณีพนักงานราชการทำงาน 3 เดือน ยังไม่มีผลการประเมินในรอบ 6 เดือน จะสามารถต่อสัญญาได้หรือไม่

             ผมตอบว่า ต่อสัญญาได้ ( ต่อ 1 ปีก่อน ) แต่ไม่ให้เลื่อนค่าตอบแทน

         3. วันเสาร์ที่ 1 ต.ค.59 นางชุติกาญจน์ ไชยชมภู ถามต่อท้ายโพสต์ในเฟซบุ๊คผม ว่า  การขอปรับเปลี่ยนตำแหน่งครูอาสา เป็นตำแหน่งนักวิชาการหรือตำแหน่งอื่นๆ เนื่องจากมีภาระงานแต่มีจำนวนบุคลากรในสำนักงานน้อย จะขอปรับได้มั๊ย ซึ่งยังคงอยู่อำเภอ เพราะช่วงสุดท้าย (ในรายการ ETV) ท่านได้เกริ่นว่า ได้

             ผมตอบว่า   มีหลายคนฟังกันไม่เข้าใจชัดเจน ในรายการนั้น ผู้ถามกับผู้ตอบและผู้ฟัง คิดไปถึงคนละประเด็นกัน เช่นเดียวกับคำถามนี้ก็ไม่ชัดเจนว่าหมายถึงประเด็นเปลี่ยนตำแหน่งอัตราว่าง หรือมีตัวคนครองตำแหน่งอยู่แต่ขอเปลี่ยนตำแหน่งคนนั้น
             ลองดูเทปรายการอีกรอบ ดูจนจบ จะได้คำตอบว่า ขอเปลี่ยนตำแหน่งได้เฉพาะอัตราว่าง
             เช่น เมื่อมีครูอาสาฯลาออก/เกษียณ/เลิกจ้าง/เสียชีวิต เกิดเป็นอัตราว่างแล้ว จะเปลี่ยนตำแหน่งครูอาสาฯที่ว่างนี้ให้เป็นตำแหน่งนักวิชาการศึกษา จังหวัดก็ส่งเรื่องขอเปลี่ยนตำแหน่งไปได้
             แต่ตำแหน่งที่มีตัวคนอยู่ จะขอเปลี่ยนตำแหน่งไม่ได้ ต้องเปลี่ยนโดยการที่คนนั้นสอบใหม่ในตำแหน่งใหม่ ( ซึ่งเริ่มต้นค่าตอบแทนขั้นต้นใหม่ และการรับสมัครสอบต้องรับสมัครบุคคลทั่วไปด้วย )

         4. ดึกวันที่ 6 ต.ค.59 Nid-noi Tanasorn ถามต่อท้ายโพสต์ในเฟซบุ๊คผม ว่า  พนักงานราชการได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่ง สนง.กศน.จังหวัด ลงวันที่ 1 กพ.59 (แต่งตั้งเป็นพนักงานราชการตั้งแต่วันที่ 1 กพ.59-30กย.59)...จะมีสิทธิ์ได้รับการเลื่อนค่าตอบแทนหรือไม่..เนื่องจากปี 59 นี้ให้นำผลการปฏิบัติงานถึงวันที่ 31สค.59 มาใช้ประเมิน(ถ้านับอายุงาน 1 กพ.-31 สค.59 นับได้ 7 เดือน)

             ผมตอบว่า   ที่ให้ประเมินฯถึงวันที่ 31 ส.ค.นั้น เป็นเพียงการประเมินฯล่วงหน้าเพื่อให้ทันการณ์ แต่ปี งปม.นี้ทุกคนก็ทำงานถึงสิ้นปี งปม.เหมือนเดิม ฉะนั้นเมื่อทำงานครบ 8 เดือน ก็เลื่อนค่าตอบแทนได้
             ( ถ้าบรรจุตั้งแต่วันทำการวันแรกของเดือน ก.พ. ปกติจะให้เลื่อนค่าตอบแทน แต่ถ้าบรรจุหลังวันทำการวันแรกของเดือน ก.พ. จะเลื่อนค่าตอบแทนไม่ได้ เช่นถ้าวันที่ 1-2 ก.พ.เป็นวันหยุดราชการ แล้วบรรจุวันที่ 3 ก.พ.ก็เลื่อนค่าตอบแทนได้ แต่ถ้าวันที่ 1 ก.พ.เป็นวันทำการแล้วบรรจุวันที่ 2 ก.พ.จะเลื่อนค่าตอบแทนไม่ได้ )

         5. วันเสาร์ที่ 22 ต.ค.59 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องสรุปลักษณะสำคัญของ โปรแกรมการเรียนรู้ กับ แผนการเรียนรู้รายบุคคล ว่า

             1)  ลักษณะสำคัญของโปรแกรมการเรียนรู้ จะระบุว่า โปรแกรมนั้น ตลอดหลักสูตรประกอบด้วยวิชาอะไรบ้าง
                  อาจจะระบุเพิ่มเติมไว้ในวรรคต้นว่าโปรแกรมนั้นสำหรับนักศึกษาที่มีลักษณะอย่างไร
                  แต่ละสถานศึกษา จะมีโปรแกรมการเรียนรู้หลายโปรแกรม ให้เหมาะกับลักษณะของนักศึกษาแต่ละคน ( นักศึกษาที่มีลักษณะเดียวกันก็เรียนในโปรแกรมเดียวกัน ) เช่น
                  - โปรแกรมเกษตรเพื่อชีวิต
                  - โปรแกรมการบริหารจัดการทางธุรกิจ
                  - โปรแกรมการปลูกมะนาว
                  - โปรแกรมช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็ก
                  - โปรแกรมช่างเสริมสวย
                  - โปรแกรมอาหารและโภชนาการ
                  - โปรแกรมพนักงานรักษาความปลอดภัย
                  - โปรแกรมอิสลามศึกษา
                  ฯลฯ

                  ถ้าเป็น “โปรแกรมการเรียนรู้รายบุคคล” ก็คือการระบุว่า นาย ก. เรียนโปรแกรมอะไร เช่น โปรแกรมการเรียนรู้รายบุคคลของ นายทีละพัน จำปีห้อย คือโปรแกรมพนักงานรักษาความปลอดภัย เป็นต้น
                  - การระบุรายวิชาในแต่ละโปรแกรม อาจจะระบุเฉพาะวิชาเลือกเสรี เพราะวิชาบังคับกับวิชาเลือกบังคับเหมือนกันทุกคนและเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว
                  - รายวิชาเลือกเสรีในแต่ละโปรแกรม ต้องระบุให้ครบตลอดหลักสูตร คือ ระดับประถม 8 หน่วยกิต, ระดับ ม.ต้น 10 หน่วยกิต, ระดับ ม.ปลาย 26 หน่วยกิต ( เกินได้ ขาดไม่ได้ )

                  ตัวอย่างโปรแกรมการเรียนรู้ ระดับ ม.ต้น
                  โปรแกรม การปลูกมะนาว ( ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลสมมุติ )
                  สำหรับนักศึกษาที่มีเป้าหมายการเรียนเพื่อนำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพปลูก มะนาว ( ปัจจุบันประกอบอาชีพปลูกมะนาวเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม หรือสนใจ/ตั้งใจจะประกอบอาชีพปลูกมะนาว )
                  ประกอบด้วย รายวิชาเลือกเสรีดังต่อไปนี้ ( อาจพิมพ์เป็นตาราง มี 4 คอลัมน์ คือ สาระการเรียนรู้-รหัสรายวิชา-ชื่อรายวิชา-จำนวนหน่วยกิต )
                  สาระการเรียนรู้ การประกอบอาชีพ
                  1. อช 23008  รายวิชา การเตรียมดินปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์   2 หน่วยกิต
                  2. อช 23009  รายวิชา การตอนกิ่งมะนาว   2 หน่วยกิต
                  3. อช 23010  รายวิชา การดูแลรักษามะนาวในวงบ่อซีเมนต์   3 หน่วยกิต
                  4. อช 23011  รายวิชา การตลาด   3 หน่วยกิต
                  รวมรายวิชาเลือกเสรี 10 หน่วยกิต

             2)  แผนการเรียนรู้รายบุคคล
                  คือแผนฯที่ระบุว่า นศ.คนนั้น เรียนในโปรแกรมใด ( ชื่อโปรแกรม ) เรียนรายวิชาใดในภาคเรียนใด ตลอดหลักสูตร
                  - แผนการเรียนรู้นี้ ควรจะระบุทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือก เพราะ แผนการเรียนรู้รายบุคคลนี้จะให้นักศึกษาคนนั้น เก็บไว้ดูตลอดการเรียนจนจบหลักสูตรด้วย  ถ้าระบุเฉพาะวิชาเลือกอาจทำให้นักศึกษาคนนั้นสับสนเข้าใจผิด  เพื่อความชัดเจนจึงควรระบุทั้งวิชาบังคับ วิชาเลือก วิชาที่เทียบโอน วิชาที่เรียน ( วิชาที่เรียน ระบุว่าเรียนในภาคเรียนใด )

                  ขึ้นต้นว่า  แผนการเรียนรู้รายบุคคล ระดับ ... ... ของ นาย ... ... รหัสนักศึกษา ... ... วิธีเรียน แบบ ... ... กลุ่ม ... ...
                  โปรแกรมการเรียนรู้ ... ...
                  รายวิชาที่เทียบโอน
                  ………………………..
                  ………………………..
                  รายวิชาที่เรียน
                   ( ในส่วนของรายวิชาที่เรียน อาจพิมพ์เป็นตารางแนวนอน แบ่งคอลัมน์ใหญ่เป็นภาคเรียน มีจำนวนภาคเรียนตามที่นักศึกษาจะเรียนจนจบหลักสูตร เพื่อระบุว่าจะเรียนรายวิชาใดในภาคเรียนใด )

         6. “ต่อไปจะไม่มีข้ออ้างว่า นักศึกษาต้องทำงานไม่มีเวลามาพบกลุ่ม เพราะถ้าไม่มีเวลาก็เรียนแบบการศึกษาทางไกล”
             ( ผชช.สุทธินี งามเขต พูดในรายการสายใย กศน. 21 ต.ค.59 )

             นศ.ที่เรียนแบบ กศ.ทางไกล ให้นับเป็น นศ.ของครูที่รับผิดชอบ และ กศน.อำเภอ/เขต ได้รับเงินอุดหนุนรายหัวเท่ากับ นศ.ที่เรียนแบบพบกลุ่ม
             แต่ การเรียนแบบ กศ.ทางไกล จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมา คือ ต้องแบ่งเงินอุดหนุนรายหัวไปจ่ายเป็น ค่าตอบแทนครูที่ปรึกษาประจำรายวิชา
             ครู ศรช. ก็ต้องเบิกค่าจ้างจากเงินอุดหนุนรายหัวนี้ ถ้า นศ.ของครู ศรช. เรียนแบบ กศ.ทางไกลมากหลายคน อาจทำให้เงินอุดหนุนรายหัวไม่ค่อยพอ
             อาจจะให้ นศ.ที่เรียนแบบ กศ.ทางไกล เป็นนักศึกษาในกลุ่มของ ข้าราชการ ครูอาสาฯ ครู กศน.ตำบล ซึ่งไม่ได้เบิกค่าตอบแทนจากเงินอุดหนุนรายหัว ส่วนครู ศรช.ให้รับผิดชอบ นศ.ที่เรียนแบบพบกลุ่มเหมือนเดิม
             แต่ นศ.ที่เรียนแบบพบกลุ่มก็ต้องมาพบกลุ่ม ( สัปดาห์ละ 6 ชม.)

             - การเรียนแบบ กศ.ทางไกล เน้นเรียนจากสื่อเทคโนโลยี ( วิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ) ผู้เรียนต้องมีพื้นความรู้พอที่จะเรียนได้ด้วยตนเอง
             - การเรียนแบบพบกลุ่ม เน้นเรียนกับครู ผู้เรียนต้องมีเวลามาพบกลุ่ม
              ( แนะแนวให้ นศ.เลือกวิธีเรียน ในช่วงรับสมัครลงทะเบียนเรียน พร้อมกับการเก็บข้อมูลเพื่อกำหนดโปรแกรมการเรียนรู้รายบุคคล )

         7. อ.พิชญา นัยนิตย์ สถาบันการศึกษาทางไกล กศน. บอกว่า
             - ในภาคเรียนเดียวกัน นศ. ต้องเรียนวิธีเดียวกันในทุกวิชา จะเรียนแบบ กศ.ทางไกล ในบางวิชา และเรียนแบบพบกลุ่มในบางวิชาในภาคเรียนเดียวกันไม่ได้
             - นศ.ที่ภาคเรียนแรกเรียนแบบพบกลุ่ม เช่น นศ.เก่า ให้เรียนวิธีเดิมไปจนจบ แต่ถ้ามีเหตุผลความจำเป็น ภาคเรียน 2/59 นี้ก็ขอเปลี่ยนวิธีเรียนได้เป็นราย ๆ ไป ( เมื่อเปลี่ยนภาคเรียนก็ขอเปลี่ยนวิธีเรียนได้ถ้าจำเป็น ) ผู้พิจารณาอนุมัติให้เปลี่ยนวิธีเรียนคือ ผอ.สถานศึกษา  แต่ ภาคเรียนแรกกับภาคเรียนสุดท้ายที่จบต้องเรียนวิธีเดียวกัน เป็นข้อกำหนดของระบบทะเบียน  เช่น ภาคเรียนแรกเรียนแบบ กศ.ทางไกล ภาคเรียนที่ 2 ขอเปลี่ยนเป็นเรียนแบบพบกลุ่ม เมื่อถึงภาคเรียนสุดท้ายต้องเรียนแบบ กศ.ทางไกล