แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

1.คนต่างด้าว เรียนจบ กศน. สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ไหม, 2.เปรียญธรรม 3 ประโยค ต้องสมัคร กศน. ม.ต้น หรือ ม.ปลาย, 3.รูปถ่ายนักศึกษา ต้องรวบผม-โกนหนวด-ไม่ใส่เครื่องประดับ หรือไม่, 4.ทำแบบ กศน.4 แบบออนไลน์ได้ไหม, 5.ผู้รับจ้างเหมาบริการ ลาป่วย นับวันเสาร์อาทิตย์เป็นวันลาด้วยมั้ย, 6.พนักงานราชการจะขอย้ายได้ต้องอายุงานเท่าไร, 7.การออกเลขที่ประกาศนียบัตร ไม่ได้ให้ออกด้วยรหัสนักศึกษา

สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เย็นวันที่ 23 ส.ค.65 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  คนต่างด้าวมาบวชอยู่ที่ไทย แล้วเรียน กศน อยากทราบว่า ถ้าจบเขาสามารถไปต่อมหาลัยได้ไหม

             ผมตอบว่า   ไม่มีสัญชาติไทยใช่ไหม
             การศึกษาระดับอุดมศึกษา(มหาวิทยาลัย) เป็นระดับที่เกินขั้นพื้นฐานที่สหประชาชาติกำหนดให้ประเทศสมาชิกให้เรียนขั้นพื้นฐานแม้ไม่มีสัญชาติไทย
             ส่วนระดับอุดมศึกษา ต้องแล้วแต่ แต่ละมหาวิทยาลัยจะรับผู้ไม่มีสัญชาติไทยหรือไม่ โดยทั่วไปถ้าเป็น "หลักสูตรปกติ" ของมหาวิทยาลัย "ของรัฐ" "ส่วนมาก" จะไม่รับผู้ไม่มีสัญชาติไทย
             แต่ก็มี "หลักสูตรพิเศษหรือหลักสูตรอินเตอร์ หรือนานาชาติ" ต้องศึกษารายละเอียดในประกาศของแต่ละสถาบัน ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน อาจจะไม่ได้กำหนดเรื่องสัญชาติไทย
             สรุปคือ ถ้าไม่มีสัญชาติไทย สามารถเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ในบางแห่ง บางกรณี ต้องศึกษาประกาศรับสมัครของแต่ละมหาวิทยาลัย

         2. เช้าวันเสาร์ที่ 16 ก.ย.65 ผมตอบคำถามที่มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ถ้าจะเอา วุฒิเปรียญธรรม 3 ประโยค ไปสมัค กศน.ต้อง สมัค ม.ต้น หรือ ม.ปลาย อายุ20ปี เกิด ทางโลก จบ ป.6 ได้เปรียญธรรม 3 ตอนปีพ.ศ.2561 ได้เปรียญ 4 ตอน ปี 63 ทำยังไงได้บ้าง

             ผมตอบว่า   วุฒิเปรียญธรรม 3 ประโยค ใช้เป็นวุฒิเดิมในการสมัครเข้าศึกษาต่อ กศน ในระดับ ม.ปลายได้เลย โดย
             - นักธรรมชั้นเอก เทียบเท่าระดับประถม ( ป.6 ) ให้สมัครเรียนต่อ ม.ต้น (กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ประกาศให้ ธรรมศึกษา เทียบเท่านักธรรม แต่ กศน.กำหนดให้ทั้งนักธรรมเอกและธรรมศึกษาเอก เป็นคุณสมบัติในการสมัครเข้าเรียนระดับ ม.ต้น)
                ในอดีตมีการบันทึกไว้ว่า “หนังสือเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ น.ว.83/2447 ลงวันที่ 17 มี.ค.87” ระบุข้อกำหนดของ ก.พ.ในการเข้ารับราชการ ว่า นักธรรมตรีหรือธรรมศึกษาตรี เทียบให้เท่ากับประโยคประถมศึกษาตอนต้น ( ป.4 ) แต่ปัจจุบันหาหนังสือฉบับนี้ไม่พบแล้ว มีผู้จบธรรมศึกษาตรีอ้างหนังสือฉบับนี้ว่าจบ ป.4 สามารถสมัครเข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านได้ เรื่องนี้คงต้องหารือกระทรวงมหาดไทย ว่าได้หรือไม่
             - เปรียญธรรม 3 ประโยค ( ป.ธ.3 ) เทียบเท่า ม.ต้น ( ม.3 ) ให้สมัครเรียนต่อ ม.ปลาย
             - เปรียญธรรม 5 ประโยค จะเทียบเท่า ม.6 ได้ต่อเมื่อมีประสบการณ์การสอน
             - เปรียญธรรม 6 ประโยค เทียบเท่า ม.6 โดยไม่ต้องมีประสบการณ์การสอน
             - เปรียญธรรม 9 ประโยค เทียบเท่าวุฒิปริญญาตรี

             อนึ่ง พรบ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562 มาตรา 22 (ดู พรบ.นี้ได้ที่ http://bit.ly/2VBDl2L) กำหนดใหม่ เป็น
             - ชั้นนักธรรมเอก มีวิทยฐานะระดับ ม.ต้น (เดิมนักธรรมเอก เทียบเท่าวุฒิระดับประถม)
             - ชั้นเปรียญธรรม 3 ประโยค มีวิทยฐานะระดับ ม.ปลาย (เดิมเปรียญธรรม 3 ประโยค เทียบเท่าวุฒิระดับ ม.ต้น)
             แต่ การเรียนพระปริยัติธรรมจะเทียบแบบใหม่นี้ได้ ผู้เรียนต้องจบการศึกษาภาคบังคับ และในการเรียนพระปริยัติธรรมนี้ จะต้องเรียนวิชาสามัญเพิ่มเติมตามประกาศคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติมของการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมสนามหลวง และแผนกบาลีสนามหลวง พ.ศ. 2565 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 เม.ย.65 ดูได้ที่ https://moe360.blog/2022/04/21/ratchakitcha-20042565/)

             ผู้ถาม ๆ ต่อว่า ถ้าสึก ไปยังใช้ได้ไหม
             ผมตอบว่า  สึกแล้วก็ยังใช้ได้เหมือนเดิม (วุฒิทางธรรม นำมาเทียบเป็นวุฒิทางโลกได้ แต่วุฒิทางโลกนำไปเทียบเป็นวุฒิทางธรรมไม่ได้ เช่นแม้จบ ป.เอกทางโลกแล้วบวช ถ้าจะเรียนทางธรรมต้องเริ่มเรียนทางธรรมที่ระดับต้นเลย)

         3. วันที่ 11 ต.ค.65 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  รูปถ่ายที่นักศึกษานำมาติดในใบรบ. มีระเบียบรองรับมั้ยคะ ว่าควรแต่งกายอย่างไรและความเรียบร้อยของรูปอย่างไรบ้างเช่น ต้องรวบผม ต้องโกนหนวด ไม่ใส่เครื่องประดับประมานนี้

             ผมตอบว่า   ในคู่มือการดำเนินงาน (คู่มือการดำเนินงานฯ เป็นเอกสารแนบท้ายประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นระเบียบให้ปฏิบัติ) กำหนดว่า
             “รูปถ่าย หน้าตรง ไม่สวมแว่นตาดำ และไม่สวมหมวก สวมเสื้อสีขาวมีปกหรือชุดสุภาพ (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน โดยไม่ใช้รูปถ่ายประเภทโพลาลอยด์)"
             จากกรณีที่ถามคือ รวบผม โกนหนวด ไม่ใส่เครื่องประดับ ฯลฯ ให้พิจารณาว่า จะเข้าข่ายขัดข้อกำหนดใดหรือไม่ เช่น ข้อกำหนดที่ว่า "ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน" นั้น เหตุผลคือ รูปถ่ายต้องเหมือนตัวจริงในปัจจุบัน สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นบุคคลใด
             และเมื่อเทียบเคียงกับ ระเบียบการถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท (รวมทั้งพนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับบำเหน็จบำนาญ) ซึ่งกำหนดกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นสตรีไทยมุสลิม ตามหนังสือที่ นร 1304/ว 1074/ 4 ก.พ.40 ว่า
             “สามารถถ่ายรูปที่มีผ้าคลุมศีรษะได้ แต่ ต้องเห็นหน้า คือเห็นทั้ง หน้าผาก คิ้ว ตา จมูก ปาก และคาง" (เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นบุคคลใด)
             ดังนั้น ถ้าเส้นผม-หนวด-เครื่องประดับ บดบัง หน้าผาก-คิ้ว-ตา-จมูก-ปาก-คาง ก็ไม่ได้ (นักศึกษา กศน. ไม่ใช่เด็กนักเรียน อาจไม่จำเป็นต้องรวบผม แต่ผมก็ต้องไม่บดบังส่วนสำคัญของหน้า)

         4. วันสำคัญ 13 ต.ค.65 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  จะทำ กศน.4 แบบออนไลน์ สามารถทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ ขัดกับระเบียบหรือหลักการอย่างไร

             ผมตอบว่า   กศน.4 แบบบันทึกผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (จำได้ว่าเป็นเล่มบางๆสีขาว ปกค่อนข้างแข็ง) ไม่ได้เป็นเอกสารควบคุมบังคับแบบ แต่เป็นเอกสารที่สถานศึกษาดำเนินการเอง อย่างไรก็ตามก็เป็นเอกสารสำคัญที่ใช้สำหรับประกอบการตรวจทาน/ตรวจสอบ
             แม้จะตอบได้ว่าทำแบบออนไลน์ได้ แต่ในทางปฏิบัติจะยังไม่เหมาะสมไม่สะดวกเพราะ ระบบออนไลน์ของเรายังไม่เสถียร มีปัญหาในหลายๆโอกาส ฉะนั้นแม้ทำแบบออนไลน์ได้ เมื่อทำเสร็จแล้วถึงเวลาที่ ครู/นายทะเบียน/ผู้บริหารสถานศึกษา จะลงนาม ก็ควรปริ๊นท์ลงกระดาษมาเซ็นชื่อจริง ไม่ใช้ลายเซ็นดิจิทัลที่ยังมีปัญหา และจะได้สะดวกในการใช้ประกอบการตรวจทาน/ตรวจจสอบในโอกาสต่างๆ ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะไม่มีปัญหา แต่อุปสรรคคือ ลักษณะของ กศน.4 เหมาะที่จะใช้กับกระดาษที่ยาวกว่า A4 ถ้าทำออนไลน์ เวลาปริ๊นท์ลงกระดาษที่ยาวกว่า A4 ก็จะหากระดาษและเครื่องปริ๊นท์ยาก ถ้าจะบีบและปรับฟอร์มให้พิมพ์ลงกระดาษ A4 จนได้ ตัวหนังสือก็อาจจะลีบจนอ่านยากหรือไม่
             ถ้าทำออนไลน์แล้วปริ๊นท์ลงกระดาษได้ ก็ได้

             ถ้าถามว่าทำออนไลน์แล้วทำไมยังต้องล้าสมัยปริ๊นลงกระดาษให้สิ้นเปลืองโลกร้อนอีก ผู้บริหารหรือครูอยากตรวจทานก็ดูออนไลน์ได้  แต่บุคลากรเราจำนวนไม่น้อยทั้งครูและผู้บริหารยังไม่ชำนาญออนไลน์ และระบบการใช้ลายเซ็นดิจิทัลก็ยังมีช่องโหว่ เช่น ไม่มีการตรวจสอบรับรองจริง หรือมีการทุจจริตแก้ไขเปลี่ยนข้อมูลตัวเลขภายหลังการลงนามรับรอง (การแก้เปลี่ยนตัวเลขในคอมฯจะไม่มีร่องรอยให้เห็นว่าเคยมีการแก้ไข) ในหลายโอกาสระบบออนไลน์ก็แฮ้งค์ใช้งานไม่ได้เป็นระยะๆ แม้จะสำรองข้อมูลไว้เป็นระยะๆ แต่เมื่อผ่านไป 8-9 ปี บางครั้งระบบโปรแกรมและระบบคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ตก็เปลี่ยนเวอร์ชั่นจนเข้าดูระบบเก่าได้ไม่ทุกคน

         5. วันหยุดชดเชย 24 ต.ค.65 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  เงินเดือน 15,000 ตำแหน่งลูกจ้าง จ้างเหมาบริการ ให้มาทำวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วลาป่วย 1-7 ก.ย. 2565 (3,4 ก.ย. คือวันเสาร์ ถือเป็นวันลามั้ย)

             ผมตอบว่า   ผู้รับจ้างเหมาบริการไม่ถือเป็นลูกจ้าง แม้แต่ลูกจ้างชั่วคราวก็ไม่ใช่ ( เรื่องนี้แม้แต่ผู้บริหารหลายท่านก็เข้าใจผิด ) ตามสัญญาจ้างจะไม่ใช้คำว่า นายจ้าง-ลูกจ้าง แต่ใช้คำว่า ผู้จ้าง-ผู้รับจ้าง จึงใช้ระเบียบของลูกจ้างชั่วคราวไม่ได้ (คือไม่ใช้ระเบียบการลา) แต่ให้เป็นไปตามสัญญาจ้าง
             โดยถ้าไม่สามารถมาทำงานในวันที่หน่วยงานกำหนดให้เป็นวันทำงาน ก็ให้เป็นตามสัญญาจ้างข้อ 6 ข้อ 7 และผนวก 3 หน้า 2 เรื่อง "การปรับ" ( ดูข้อ 6 ก่อน )
             ดูตัวอย่างสัญญาจ้างเหมาบริการ กศน. ได้ที่ http://bit.ly/2OisLuo
             ทั้งนี้ วันเสาร์(ที่ถาม) ไม่ใช่วันที่หน่วยงานนี้กำหนดให้เป็นวันทำงาน ปกติก็ไม่นับรวมเป็นวันที่ไม่มาทำงาน แต่กรณีเป็นการหยุดงาน “คร่อมวันหยุด” คือหยุดงานตั้งแต่วันพฤหัสฯถึงวันพุธ คร่อมวันเสาร์อาทิตย์ นี้ ผมไม่แน่ใจนะ อาจจะนับรวมวันหยุดระหว่างนั้นด้วย
             เงินหักรายวันนั้นเขาคำนวนโดยเอา 30 หาร 15,000 ได้วันละ 500 ใช่หรือเปล่า ถ้าหาร 30 หักวันละ 500 บาท แสดงว่าหารทุกวันนำวันหยุดมารวมหารด้วย ก็คงนับวันหยุดที่คร่อมเป็นวันขาดงานด้วย




         6. วันที่ 7 พ.ย.65 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  มีระเบียบหรือไม่ว่า.พนักงานราชการ ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบล จะต้องปฏิบัติงานในตำแหน่งกี่ปี จึงจะมีสิทธิ์ขอย้ายพื้นที่ได้ ทั้งภายในและภายนอกจังหวัด
             โดยย้ายไปลง เลขตำแหน่งของ กศน.ตำบล ที่ว่าง
             และต้องแจ้ง สำนักงาน กศน.ส่วนกลาง ภายในกี่วัน

             ผมตอบว่า
             การย้าย ( เปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติงาน ) หลักเกณฑ์ของส่วนกลางไม่ได้กำหนดเรื่องอายุงาน คืออายุงานเท่าไรก็ย้ายได้ กำหนดแต่ให้มีอัตราว่างตำแหน่งเดียวกันรับย้าย แม้จะเพิ่งบรรจุก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของจังหวัดว่าจะให้ย้ายหรือไม่ ซึ่งบางจังหวัดก็กำหนดอายุงานเอง
             ถ้าย้ายภายในจังหวัด โดยไม่ได้ย้ายเลขที่อัตรา ( ทิ้งเลขที่อัตราเดิมของตนไว้ที่ตำบล-อำเภอเดิม แล้วไปลงในเลขที่อัตราของตำบล-อำเภออื่นที่ชื่อตำแหน่งเดียวกันนะ ) ไม่ต้องแจ้งส่วนกลาง แค่บันทึกลงระบบออนไลน์โดยเร็ว
             แต่ถ้าจะย้ายเลขที่อัตรา หรือเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเช่นเปลี่ยนตำแหน่งพนักงานราชการที่ว่างลง ต้องแจ้งให้ส่วนกลางดำเนินการ

         7. วันเดียวกัน ( 7 พ.ย.) มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  การออกเลขที่ใบประกาศนียบัตรของผู้จบการศึกษาในแต่ละระดับ ใช้รหัสนักศึกษาใช่หรือไม่คะ

             ผมตอบว่า   ไม่ใช่
             การออกเลขที่ประกาศนียบัตร ถ้าเป็นหลักสูตร กศน.2530-2531 ให้ออกเลขที่ด้วยรหัสประจำตัวนักศึกษา แต่ถ้าเป็นหลักสูตร กศน.2551 ให้ออกเป็นลำดับเลขที่ 1 2 3
             ( ดูในคู่มือการดำเนินงานฯ ถ้าเล่มปกสีเลือดหมู ดูหน้า 179 ข้อ 4.8 ระบุว่า "เลขที่ประกาศนียบัตร ... ... ให้ระบุเลข 1 ใหม่ทุกครั้งเมื่อมีการอนุมัติการสอบ
             และหน้า 171 เป็นระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการออกประกาศนียบัตร พ.ศ.2539 ข้อ 2.4.1 ระบุว่า เขียนหรือพิมพ์เฉพาะเลขลำดับ ไม่ต้องลง พ.ศ.กำกับ)
             การออกเลขที่ประกาศนียบัตรในโปรแกรม ITw คุณสุขุม ศรีวิไลฤทธิ์ ผู้พัฒนาโปรแกรม ITw บอกว่า ให้คีย์เลขที่ประกาศนียบัตรในเมนู 1-5 ( ขั้นตอนการดำเนินงาน - แก้ไขข้อมูลการจบ/ออก )

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

1.สรุป ให้ออกรหัส นศ.ที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรฯ ขึ้นต้นด้วย G ไม่ใช่เลข 0, 2.ผู้รับจ้างเหมาบริการ มีสิทธิ์ลาได้ไหม, 3.การออกหนังสือรับรองแทนใบ รบ.หลักสูตร 30, 4.คนตรวจเอกสารบอกว่า ใบรับรองแพทย์แบบนี้ใช้ไม่ได้, 5.จังหวัดให้แก้รหัสประจำตัว นศ.ต่างด้าว, 6.สงสัย ครู กศน. ต้องมี ชม. สอน กี่ ชม. ต่อสัปดาห์, 7.วิชาทยอยหมดอายุ ถ้าลาออก สมัครใหม่ที่เดิม โอนวิชาที่ยังไม่หมดอายุเพื่อเรียนต่อ ได้ไหม


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศเรื่องการรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ลงวันที่ 19 ม.ค.61
             ต่อมา กอง/กลุ่มงาน ส่วนกลาง กศน. 3 กอง คือ กป. กผ. และ ศกพ. ต่างก็ส่งเรื่องนี้มาให้จังหวัด แต่บางฉบับมีแนวปฏิบัติที่ไม่ค่อยเหมือนกัน ดังนี้

             - ฉบับแรก ออกโดย กป. ( หนังสือสำนักงาน กศน.ที่ ศธ 0210.04/ว710 ) ลงวันที่ 7 ก.พ.61  ฉบับนี้แค่ส่งประกาศ ศธ.นี้ มาให้ถือปฏิบัติ
             - ฉบับต่อมา ออกโดย กผ. ( หนังสือสำนักงาน กศน.ที่ ศธ 0210.04/ว1183 ) ลงวันที่ 28 ก.พ.61  แจ้งการรับเด็กเข้าเรียนให้เป็นไปตามประกาศ ศธ.นี้ โดยให้สถานศึกษากำหนดรหัสประจำตัว นศ.ที่ไม่หลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ทางเว็บไซต์ระบบกลางกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน ( รหัสขึ้นต้นด้วย G )
             - ฉบับที่สาม ออกโดย ศกพ. ( หนังสือสำนักงาน กศน. ด่วนมาก ที่ ศธ 0210.121/2350 ) ลงวันที่ 30 เม.ย.61  ส่งประกาศ ศธ.นี้ มาให้ถือปฏิบัติ แต่ระบุว่าการกำหนดรหัสประจำตัว สำนักงาน กศน.กำหนดเป็นเลข 0

             ( กผ.ให้กำหนดรหัสทางเว็บไซต์ ซึ่งขึ้นต้นด้วย G แต่ ศกพ.ให้กำหนดรหัสเป็นเลข 0 ตามโปรแกรมสำนักงาน กศน. )

             ปกติสถานศึกษาต้องปฏิบัติตามหนังสือแจ้งฉบับล่าสุด คือฉบับของ ศกพ. แต่ผมสงสัยว่า ประกาศ ศธ.ฉบับเดียวกัน ทำไมแนวปฏิบัติไม่เหมือนกัน จึงถามเรื่องนี้กับ ศกพ. ( อ.ฐิตาพร ) เมื่อวันที่ 15 พ.ค.
             อ.ฐิตาพร ได้ไปคุยกับ กผ. และบอกผมในวันที่ 16 พ.ค. โดยสรุปว่า ให้ดำเนินการกำหนดรหัสประจำตัวของ นศ.ที่ไม่มีหลักฐานทางทะบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ( ที่ยังไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก เพราะยังไม่ไปขึ้นทะเบียนและจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวกับหน่วยงานกระทรวงมหาดไทย ) ทางเว็บไซต์ระบบกลางกำหนดรหัส ขึ้นต้นด้วย G ไม่ใช่เลข 0

             ดูหนังสือแจ้งฉบับของ กผ. ได้ที่  https://www.dropbox.com/s/2mp4qr6r8f7lepv/NoThaiStudent.pdf?dl=1 
             ซึ่งหนังสือฉบับนี้ ส่งคู่มือการใช้งานระบบกำหนดรหัสมาด้วย ( แต่ตอนนี้ เว็บไซต์ระบบกำหนดรหัส นศ. เปลี่ยนเป็น  http://www.gcode.moe.go.th  แล้วนะ ขอให้แก้ในคู่มือด้วย )






         2. เช้าวันที่ 17 พ.ค.61 มี ผอ.กศน.อำเภอ ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ลูกจ้างเหมา ด้วยวิธีพัสดุ มีสิทธิ์ลาได้ไหม เช่น ครู ศรช ปวช ครูผู้สอนคนพิการ

             ผมตอบว่า   คำถามนี้มีผู้ถามซ้ำให้ผมตอบเป็นระยะ ๆ
             “ผู้รับจ้าง”เหมาบริการตามระเบียบพัสดุ ถือเป็นบุคคลภายนอกหรือเอกชน ไม่ใช่ลูกจ้าง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราว จึงไม่มีระเบียบให้ลา  ( ผู้บริหารบางท่านยังบอกว่าเป็นลูกจ้างชั่วคราว ถ้าเป็นลูกจ้างชั่วคราวก็จะมีระเบียบการลาของลูกจ้างชั่วคราว แต่ผู้รับจ้างเหมาบริการไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราว  ที่ถูกต้องในใบสั่งจ้าง/สัญญาจ้างต้องใช้คำว่า ผู้จ้าง/ผู้รับจ้าง ไม่ใช่ นายจ้าง/ลูกจ้าง )
             เมื่อไม่มีระเบียบให้ลาโดยได้รับค่าตอบแทน ก็ต้องให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา
             เรื่องนี้ สำนักฯ กศน. เคยซ้อมความเข้าใจแล้ว ตามหนังสือสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0210.117/1150 ลงวันที่ 24 ก.พ.2548 เรื่องซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายในการจ้างเอกชนดำเนินงานของส่วนราชการ
             ในหนังสือนี้ ระบุในข้อ 3. ว่า "กรณีไม่มาทำงานอาจหาผู้อื่นมาทำงานแทนหรือบอกกล่าวล่วงหน้าหากเกิดความเสียหายแก่ทางราชการเนื่องจากการไม่มาทำงานนั้นอาจกำหนดค่าปรับสำหรับความเสียหายดังกล่าวได้ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือกรมบัญชีกลางที่จัดส่งมาพร้อมหนังสือฉบับนี้"
             เมื่อเปิดไปอ่านหนังสือกรมบัญชีกลางที่แนบมา ระบุในข้อ 3. ว่า
             "เนื่องจากการจ้างเอกชนดำเนินงานของส่วนราชการมุ่งผลสำเร็จของงานที่ว่าจ้าง ...ผู้ว่าจ้างมีเพียงอำนาจในการตรวจตรางานและสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขเมื่องานผิดพลาดบกพร่อง ... ผู้รับจ้างไม่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับอื่น ๆ เช่นการลาหยุด ... การลงลายมือชื่อในบัญชีลงเวลาปฏิบัติราชการ ... การปฏิบัติงานอาจใช้วิธีบันทึกเวลาการมาทำงานว่ามาทำงานตามที่ตกลงไว้ก็ได้ กรณีไม่มาทำงานอาจหาผู้อื่นมาทำงานแทนหรือบอกกล่าวล่วงหน้า หากเกิดความเสียหายแก่ทางราชการเนื่องจากการไม่มาทำงานนั้นอาจกำหนดค่าปรับสำหรับความเสียหายดังกล่าวได้ ..."
             ( ดูหนังสือนี้ ได้ในข้อ 3 ที่  http://www.gotoknow.org/blogs/posts/478002
               แต่ ในหนังสือ “สาระน่ารู้...คู่งานคลัง ปี 2551” ของกลุ่มงานคลัง กศน. บอกว่า กระทรวงการคลังได้นำข้อกำหนดในหนังสือนี้ ไปรวมไว้ในระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการ พ.ศ.2549 ข้อ 11 แล้ว )

             สรุป คือ ให้เป็นไปตามที่ตกลง โดยสามารถกำหนดไว้ในข้อตกลงหรือสัญญาจ้างหรือเอกสารแนบท้ายสัญญา เช่นกำหนดว่าให้มาทำงานสัปดาห์ละกี่วัน
             ซึ่ง ตามแบบฟอร์มสัญญาจ้างของเรา กำหนดไว้ในผนวก 3 เรื่องการปรับ ( หักค่าจ้างเหมาจ่ายรายวัน ) กรณีไม่มาทำงาน  ดูแบบฟอร์มสัญญจ้างนี้ได้ที่  https://www.dropbox.com/s/0yevos15vb5ixx6/teacherJang.pdf?dl=1

             ในทางปฏิบัติ เรามักจะเห็นใจ คือถ้าหยุดเพียงไม่กี่วันโดยบอกกล่าวล่วงหน้า ผู้จ้างและคณะกรรมการตรวจรับการจ้างเห็นว่าเดือนนั้นมีผลงานตามปกติ ไม่มีอะไรผิดพลาดบกพร่องเสียหาย ก็อาจเซ็นตรวจรับการจ้างให้เบิกค่าตอบแทนเต็มโดยไม่ต้องมีคนทำงานแทนก็ได้ ถ้าหยุดหลายวันจึงให้หาผู้อื่นมาทำงานแทน
             กรณีหยุดตลอดทั้งเดือน เช่นคลอดบุตร ปกติต้องงดเบิกค่าจ้าง  ผู้บริหารบางท่านอาจให้เขาหาคนมาทำงานแทน โดยอนุโลมเป็นการภายใน ถ้าไม่มีคนร้องก็คงไม่เป็นไร
             ซึ่งการอนุโลมให้หยุดทั้งเดือนโดยได้รับค่าตอบแทน เป็นการภายในนี้ จริง ๆ แล้วไม่ถูกระเบียบ อาจมีปัญหาตามในข้อ 6 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2014/04/altc.html

         3. วันที่ 21 พ.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  นศ. มาขอคัดสำเนารบ. หลักสูตร 30 จบปี 39 เพื่อศึกษาต่อ งานทะเบียนตรวจค้นมีรายชืี่อจบจริง ไม่พบต้นฉบับ มีแต่ขั้วเลขที่รบ. ได้ออกหนังสือรับรองการจบแล้วแต่ทางวิทยาลัยไม่ยอม ทางกศน. ต้องทำอย่างไรคะ ขอคำแนะนำหน่อยคะ

             ผมถามว่า  ออกหนังสือรับรองการจบแบบไหนให้เขา
             ผู้ถามบอกว่า  ใช้แบบหนังสือรับรองทั่วไปตามโปรแกรม it คะ

             ผมตอบว่า  ดูในคำตอบเก่า ๆ นะ ให้ออกหนังสือรับรองตามแบบฟอร์มที่เคยตอบ  ( เคยลงไว้ทั้งแบบฟอร์มหนังสือรับรอง และหนังสือแจ้งเรื่องนี้ )  ควรสำเนาหนังสือแจ้งเรื่องนี้แนบหนังสือรับรองให้เขาไปด้วย ถ้าทางวิทยาลัยไม่ยอมอีกเราก็ทำอะไรอีกไม่ได้ นศ.เราก็คงศึกษาต่อวิทยาลัยนี้ไม่ได้
             ดูคำตอบเก่า ๆ เช่นใน
             - https://www.gotoknow.org/posts/442192
             - ข้อ 2 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/535023
             - ข้อ 4 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/472755

         4. ถาม : ได้ใบรับรองแพทย์แบบนี้มาค่ะ ( ตามภาพประกอบ ) แต่ คนตรวจเอกสารบอกว่าไม่ใช่ รพ ออก

            ตอบ
            1)  คำว่าสถานพยาบาลของรัฐ ไม่ได้แปลว่าโรงพยาบาลของรัฐอย่างเดียว แต่หมายความรวมถึง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ( รพสต.) และ “คลินิกในเครือข่ายประกันสังคมที่อยู่ในเครือข่ายโรงพยาบาลของรัฐ” ด้วย
            2)  ตามกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยโรค พ.ศ.2549 ไม่ได้กำหนดว่า แบบฟอร์มใบรับรองแพทย์ต้องออกแบบโดยใคร อย่างไร ประเด็นอยู่ที่ ต้องไม่ป่วย 5 โรค
                 แบบฟอร์มนี้รับรองไว้ทั้ง 5 โรค โดยระบุเรื่อง ไม่ติดสุราเรื้อรัง กับ ไม่ติดยาเสพติด ไว้ใน 3 บรรทัดก่อนขึ้นชื่อโรคที่ 1
                 ฉะนั้นจึงใช้ได้ เพราะระบุครบทั้ง 5 โรค
            ที่จริงแบบฟอร์มนี้แหละเป็นแบบที่ถูกต้อง โดยแพทยสภากำหนดให้เปลี่ยนมาใช้แบบนี้ตั้งแต่ปี 2551 แล้ว แต่สถานพยาบาลทั่วประเทศยังรู้กันไม่ทั่วถึง ( คงคล้ายกับ กศน.เรา มีระเบียบหลักเกณฑ์ออกมาใหม่ก็รู้กันไม่ทั่วถึง บางคนรู้แต่เห็นว่าไม่สำคัญ แบบฟอร์มเก่ายังเหลืออยู่ )






         5. วันที่ 24 พ.ค.61 มีครูชำนาญการพิเศษ นายทะเบียน กศน.อำเภอ โทร.มาถามผม ว่า จังหวัดให้แก้รหัสประจำตัว นศ.ที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ให้ขึ้นต้นด้วย G โดยออกรหัสทางเว็บไซต์ระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน ทั้ง ๆ ที่ นศ.รายนี้ มีเลขประจำตัว 13 หลักซึ่งได้จากการขึ้นทะเบียนที่หน่วยงานมหาดไทยมาแล้ว
             ถามว่า ต้องแก้ให้ขึ้นต้นด้วย G ทุกคนหรือ

             ผมตอบว่า   ให้แก้รหัสประจำตัว นศ.เฉพาะที่เราออกรหัสประชาชนเองด้วยโปรแกรม ITw  ( โปรแกรม ITw รุ่นก่อน 9 เม.ย.61 จะมีปุ่มรูปไม้กายสิทธิ์ อยู่ข้างที่กรอกรหัสประจำตัวประชาชน เมื่อเรากดปุ่มนี้ โปรแกรมจะออกรหัสประจำตัวให้คนต่างด้าวที่ยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ขึ้นต้นด้วย 0 ) แต่โปรแกรมรุ่น 9 เม.ย.61 จะไม่มีปุ่มนี้แล้ว ห้ามออกรหัสเองด้วยโปรแกรม ITw แบบนี้แล้ว ถ้าใครออกรหัสเองแบบนี้ไปแล้วต้องแก้ใหม่ โดยใช้รหัสใหม่ที่ออกทางเว็บไซต์ระบบกลางกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ขึ้นต้นด้วย G
             แต่ถ้าคนต่างด้าวรายใดไปขึ้นทะเบียนได้รหัส 13 หลักมาจากหน่วยงานมหาดไทยเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องใช้รหัสของเขา
             ถ้าอ่านในประกาศ ศธ.ตามภาพประกอบโพสตฺนี้ เรื่องนี้ จะเข้าใจ คือ
             1)  หากมีเลขประจำตัว 13 หลัก ให้ดำเนินการตามขั้นตอนตามปกติของสถานศึกษา
                  หากไม่มี ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนตามที่หน่วยงานต้นสังกัดกำหนด ( G ) ไปจนกว่า นศ.จะได้เลขประจำตัว 13 หลักตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
             2)  เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา รหัส G แล้ว สถานศึกษาต้องประสานผู้เรียน/ผู้ปกครอง ให้เขาไปขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เขาพักอาศัยอยู่ในท้องที่ใด ก็ไปขึ้นทะเบียนที่ฝ่ายทะเบียนของหน่วยงานมหาดไทยท้องที่นั้น
             3)  ถ้า นศ.ไปขึ้นทะเบียน ได้รับรหัสประจำตัว 13 หลัก จากหน่วยงานมหาดไทยมาแจ้งเราก่อนเรียนจบ เราต้องแก้รหัสประจำตัว 13 หลักในทะเบียน ตามรหัสของมหาดไทย แทนรหัสที่ขึ้นต้นด้วย G





         6. ค่ำวันเสาร์ที่ 26 พ.ค.61 มีผู้ถามในกลุ่มไลน์ ITw NFE ว่า  สงสัยว่า... ครู กศน. ต้องมี ชม. สอน กี่ ชม. ต่อสัปดา

             ผมตอบว่า   มันมีหลายเกณฑ์ เช่นเกณฑ์สำหรับข้าราชการครู กศน., เกณฑ์สำหรับผู้ที่จะมีสิทธิขอหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ+เรียน ป.บัณฑิต ( อย่างน้อย 10 ชม.), เป็นต้น
             ส่วนเกณฑ์สำหรับครู กศน.ทั่วไป กำหนดเกณฑ์ด้วยจำนวน นศ. ไม่ได้กำหนดเกณฑ์จำนวน ชม.ต่อสัปดาห์
             แต่ เกณฑ์สำหรับ นักศึกษา กศ.ขั้นพื้นฐาน วิธีเรียนแบบพบกลุ่ม ต้องมาพบกลุ่มสัปดาห์ละ 6 ชม. ฉะนั้น ถ้าครูคนใดมี นศ.แบบพบกลุ่ม เพียงระดับเดียว กลุ่มเดียว ก็สอนสัปดาห์ละเพียง 6 ชม.ได้ ( ถ้าไม่ขอหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาฯ+เรียน ป.บัณฑิต, ไม่ทำวิทยฐานะ นะ )  ถ้าเขามี นศ. 2 กลุ่ม หรือ 2 ระดับ ก็ต้องเป็นสัปดาห์ 12 ชม., 3 ระดับ 18 ชม.

             ผู้ถาม ๆ ต่ออีกว่า กรต.อีก 3 ขม.?
             ผมตอบว่า  ที่รวม กรต.อีก 3 ชม. เป็น 9 ชม.นั้น คือสมัยท่านประเสริฐ บุญเรือง เป็น เลขาฯ ตอนนี้กลับไปเหลือ 6 ชม.แล้ว

         7. วันที่ 25 พ.ค.61 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  นศ.บางคน วิชาที่เรียนผ่านแล้ว ทยอยหมดอายุเป็นงูกินหาง ถ้าเขาใช้วิธีลาออก สมัครใหม่ที่เดิม แล้วโอนวิชาที่ยังไม่หมดอายุ เพื่อเรียนต่อ ทำแบบนี้ถูกหรือผิด  วิธีนี้บางคนบอกว่าทำไม่ได้ ห้ามโอนในสถานศึกษาเดียวกัน

             เรื่องนี้  ผมไม่เห็นมีระเบียบหลักเกณฑ์ห้าม  โปรแกรม ITw ก็ทำได้  แต่เพื่อความแน่ใจผมจึงถามเรื่องนี้กับ อ.กิตติพงษ์ กลุ่มพัฒนา กศน.
             อ.กิตติพงษ์ บอกว่า  ไม่ได้ห้าม