แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุดหนุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุดหนุน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

1.พนักงานราชการหญิงใส่เสื้อคอแบะปล่อยเอวติดอินทรธนู ผิดไหม, 2.การลงโทษผู้เข้าสอบ, 3.ไม่ได้แจ้งให้เบิกต้นสังกัด เบิกได้ไหม, 4.ครู ศรช.รับค่าคุมสอบได้วันเดียวใช่ไหม-ตำนานค่าคุมสอบ, 5.ด่วน.. เปลี่ยนแปลงอัตราการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนใหม่ ตั้งแต่ 20 มี.ค.61, 6.การขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา, 7.ชพค.-ชพส.หักส่วนกลางอย่างไร


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 14 มี.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบล็อกเฟซบุ๊ก ว่า  การแต่งกายชุดผู้หญิงสีกากี ของพนักงานราชการ ครู กศน.ตำบล แบบคอแบะปล่อยเอว ต้องใส่อินทนูไหม มีคนว่าแต่งกายผิดระเบียบค่ะ

             ผมตอบว่า   เครื่องแบบพนักงานราชการ กศน.สีกากี ติดอินทรธนู 2 ขีด ( ถ้าติด 3 ขีดผิด )
             ระเบียบเครื่องแบบพนักงานราชการ กศน.สีกากี หญิง จะมีเสื้อ 2 แบบ คือแบบคอตั้ง กับแบบคอแบะปล่อยเอว ติดอินทรธนูได้ทั้ง 2 แบบ  แต่ของ ชาย จะมีเสื้อแบบคอตั้งเพียงแบบเดียว
             ดูระเบียบได้ที่  
https://www.dropbox.com/s/4c70t0n8ldwv6mx/formPRGnfe.pdf?dl=1

         2. เช้าวันเสาร์ที่ 17 มี.ค.61 มีผู้โพสต์ภาพประกาศ ในกลุ่มไลน์แชร์เข้มกศน. ว่า  ผู้ให้ผู้อื่นมาสอบ และผู้มาสอบแทน มีความผิด จำคุก 1 ปี 6 เดือน





             ผมเห็นว่าน่าสนใจ เป็นการป้องปรามไม่ให้มีการทุจริต เพื่อคุณภาพการศึกษา แต่ผมก็สงสัยอยากรู้ จึงถามว่า ใช้กฎหมายใดมาตราไหน
             ผู้โพสต์ไม่ได้ตอบ แต่มีผู้อื่นนำ
            
- ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการปฏิบัติของผู้เข้าสอบ พ.ศ. 2548 กับ
            
- ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548
             มาโพสต์
             ผมบอกว่า ถูกต้อง การลงโทษผู้เข้าสอบของเรา ที่ทำความผิด ต้องยึดระเบียบ
2 ฉบับนี้เป็นหลัก
             สถานศึกษาอาจจะกำหนดรายละเอียดการลงโทษไว้ในระเบียบสถานศึกษาอีกก็ได้ แต่จะกำหนดเกินอำนาจของ ผอ.สถานศึกษา เช่นให้จำคุก ไม่ได้

             ส่วนกรณี การลงโทษกรรมการดำเนินการสอบที่บกพร่อง/รู้เห็นการทุจริต ต้องอาศัยระเบียบกระทรวงอีกฉบับที่เกี่ยวกับการคุมสอบ ซึ่งให้ลงโทษทางวินัย ด้วยเหตุนี้ท่านอดีต ผอ.กจ.กศน.จึงสรุปว่าการแต่งตั้งกรรมการคุมสอบต้องแต่งตั้งบุคคลที่ทางราชการสามารถลงโทษได้ คือมีหน่วยราชการเป็นต้นสังกัด จะแต่งตั้งชาวบ้านทั่วไปไม่ได้ แม้แต่ผู้รับบำนาญก็ตั้งไม่ได้เพราะพ้นจากราชการแล้วต้นสังกัดเดิมสั่งลงโทษผู้รับบำนาญไม่ได้แล้ว ถ้าผู้รับบำนาญทำความผิดก็เป็นเรื่องของกฎหมายบ้านเมือง เว้นแต่จะทำความผิดไว้ตั้งแต่ก่อนเกษียณจึงจะสามารถลงโทษย้อนหลังแม้เกษียณแล้วได้

         3. คืนวันเสาร์ที่ 17 มี.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  จังหวัดมีหนังสือให้ไปประชุมที่จังหวัดแต่ในหนังสือไม่ได้บอกว่าให้เบิกจ่ายค่าเดินทางไปราชการ เราสามารถเบิกจ่ายค่าเดินทางไปราชการได้ไหม

             ผมตอบว่า   ถ้าเป็นการ "เดินทางไปราชการ" นอกรั้วสำนักงาน ก็สามารถเบิกจ่ายค่าเดินทางได้ ถ้า
             ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปราชการ+รวมเวลาเดินทางครบตามเกณฑ์+มีงบให้เบิก+ผู้บริหารอนุมัติให้เบิก

         4. คืนวันที่ 16 มี.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เรื่องการจ่ายค่าตอบแทนคุมสอบปลายภาคครู.ศรช. ในวันที่17-18มีนาคมนี้ ครู.ศรช.สามารถรับค่าตอบแทนได้แค่วันเดียวคือวันที่17..ใช่ไหม ส่วนวันที่18จะไม่ได้รับเนื่องจากเปนวันปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างเหมา

             ผมตอบว่า   เสิร์ชหาดูในที่ผมเคยโพสต์แล้วนะ
             ผมเพิ่งโพสต์เมื่อต้นเดือนนี้เองว่า
“ถ้าบุคลากรสังกัด กศน.ดำเนินการสอบนอกวันราชการของเขาก็เบิกได้เต็ม”
             ผมโพสต์มีคำว่า
“เต็ม” ด้วย เพราะผมยังติดกับตำนานค่าคุมสอบ คือเราเคยใช้ระเบียบกระทรวงการคลังปี 2534 ซึ่งกำหนดอัตราค่าคุมสอบในวันทำงาน เบิกได้ครึ่งหนึ่งของอัตราค่าคุมสอบในวันหยุด ( ระเบียบกระทรวงการคลังนี้ แม้จะคุมสอบในวันทำงานก็เบิกได้นะ แต่เบิกได้ไม่เต็ม ผมติดคำว่า เต็ม มาจากระเบียบนี้ )

             ที่มาที่ไปของค่าคุมสอบคือ กระทรวงการคลังไม่ได้ออกระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินเกี่ยวกับการสอบปลายภาคไว้โดยเฉพาะ
             ( อาจเป็นเพราะว่าการสอบปลายภาคในโรงเรียนไม่ได้จ่ายเงิน มีแต่ของ กศน. ที่จ่ายเงิน )
             แต่มี
“ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลเกี่ยวกับการสอบ พ.ศ.2534”
             ระเบียบนี้กำหนดไว้ในข้อ 8 ของระเบียบว่า
            
”ข้อ 8 เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบให้ได้เงินรางวัล ดังนี้
             (1)  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงในวันทำการปกติวันละ 50 บาท
             (2)  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงในวันทำการปกติวันละ 100 บาท
             (3)  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงในวันหยุดราชการวันละ 100 บาท
             (4)  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงในวันหยุดราชการ วันละ 200 บาท
             ข้าราชการที่ได้รับเงินรางวัลตามวรรคแรก ให้งดเบิกจ่ายค่าอาหารทำการนอกเวลาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินค่าอาหารทำการนอกเวลา
”
             สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กรมการศึกษานอกโรงเรียน) จึงขออนุมัติกรมบัญชีกลาง ขอใช้ระเบียบนี้ ในการเบิกจ่ายค่าตอบแทนกรรมการและเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญโดยอนุโลม
             เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว กศน. ก็แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและสถานศึกษาในสังกัด ตามหนังสือที่ ศธ 1106/5409 ลงวันที่ 16 ส.ค. 36 โดยแจ้งเหมือนข้อ 8. ของระเบียบนี้
             ( แต่พวกเรามาดัดแปลงกันเอง เช่นวันหนึ่งสอบ 3 วิชา ถ้าคุมสอบวิชาเดียวจ่าย 100 บาท ถ้าใครคุมสอบสองวิชาขึ้นไปจ่าย 200 บาท ทั้ง ๆ ที่ ในหนังสือ กศน. กำหนดตามข้อ 8. คือระบุจำนวนชั่วโมงไม่ใช่จำนวนวิชา )

             ต่อมา กระทรวงการคลังได้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังนี้ และให้ใช้ “ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนการสอบ พ.ศ.2549” แทน
             ระเบียบปี 49 นี้ กำหนดในส่วนของเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบ ไว้ในบัญชีหมายเลข 2 ข้อ 4 ว่า การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย หรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบ ให้ได้รับเงินค่าตอบแทน ดังนี้
             4.1  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงในวันทำการปกติ ไม่เกิน 100 บาทต่อวัน
             4.2  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงในวันทำการปกติ ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน
             4.3  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงในวันหยุดราชการ ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน
             4.4  ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงในวันหยุดราชการ ไม่เกิน 400 บาทต่อวัน

             สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กรมการศึกษานอกโรงเรียน) จึงต้องขออนุมัติกรมบัญชีกลาง อีกครั้ง ขอเบิกจ่ายตามหลักเกณฑ์และอัตราในระเบียบใหม่ คือระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนการสอบ พ.ศ.2549 โดยอนุโลม
             เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว สำนักบริหารงาน กศน. ก็แจ้งสถานศึกษาในสังกัด ตามหนังสือที่ ศธ 0210.117/5749 ลงวันที่ 11 ต.ค.49 ( ตามภาพประกอบโพสต์นี้ )
             เมื่อกระทรวงการคลังออกระเบียบใหม่ปรับเพิ่มอัตรา เราก็ขออนุฒัติใช้ระเบียบใหม่อีก จน กรมบัญชีกลางแจ้งว่า
“ให้ส่วนราชการเป็นผู้กำหนดระเบียบภายในได้โดยไม่ต้องขอตกลงกับกระทรวงการคลัง” สำนักงาน กศน.จึงกำหนดรายการค่าใช้จ่ายเองตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/52 เป็นต้นมา และแจ้งทุกจังหวัด ตามหนังสือสำนักงาน กศน.ที่ ศธ 0210.117/4514 ลว.3 ธ.ค.52 ( ดูหนังสือฉบับนี้ได้ในข้อ 1 ที่ https://www.gotoknow.org/posts/481090 )
             รายการค่าใช้จ่ายที่สำนักงาน กศน.กำหนดเองนี้ ไม่พูดถึงการคุมสอบในวันหยุด วันทำงาน แล้ว ( ไม่มีเบิกเต็ม ไม่เต็ม แล้ว )
             เมื่อไม่พูดถึง ก็คงต้องยึดตามหลักของระบบราชการเรา คือ
            
“ถ้าบุคลากรสังกัด กศน.ดำเนินการสอบในวันราชการของเขา ก็เบิกไม่ได้”
             อย่างไรก็ตาม วันเวลาทำงานของแต่ละคนในหน่วยงานเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ข้าราชการทั่วไปอาจทำงานวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนครู กศน.อาจทำงานวันอาทิตย์-พฤหัสบดี หยุดวันศุกร์เสาร์  ( ในช่วงวิกฤติการจราจร เวลาทำงานของบุคลากรใน กทม.บางคนเริ่ม 8.00 น. บางคนเริ่ม 9.00 น. )
             ถ้าวันทำงานของใครเป็นวันอาทิตย์-พฤหัสบดี และเป็นกรรมการดำเนินการสอบวันอาทิตย์ก็เบิกเงินไม่ได้
             แต่บางอำเภอ ระหว่างภาคให้ครู กศน.ทำงานวันอาทิตย์-พฤหัสบดี แต่พอพบกลุ่มวันสุดท้ายเสร็จ ก็เปลี่ยนให้ครู กศน.มาทำงานวันศุกร์ หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ทันที แบบนี้การคุมสอบวันอาทิตย์ก็เบิกได้
             แต่ ถ้าในสัญญาจ้าง-คำสั่งจ้าง ที่จังหวัดทำไว้ ระบุไว้ชัดเจนว่าให้ปฏิบัติงานในวันอาทิตย์ด้วย แบบนี้ก็จะเปลี่ยนไม่ได้
             หรือแม้สัญญาจ้าง-คำสั่งจ้าง ระบุไม่ชัดเจน แต่ ผอ.ยังให้หยุดวันศุกร์ทำงานวันอาทิตย์ในช่วงปิดเทอมอยู่เหมือนเดิม ก็เบิกค่าตอบแทนกรรมการดำเนินการสอบวันอาทิตย์ไม่ได้


 



         5. ด่วน.. เปลี่ยนแปลงอัตราการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนใหม่ ตั้งแต่ 20 มี.ค.61
             ดูหนังสือแจ้งที่ 
https://www.dropbox.com/s/7b4k52vjo4xphsv/Udnhun61.pdf?dl=1 
             มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้  ( การซื้อการจ้าง ให้ดำเนินการตามระเบียบพัสดุ )
            
1)  เพิ่มรายการอัตราค่าซื้อเครื่องแบบลูกเสือวิสามัญและเครื่องแบบอาสายุวกาชาด สำหรับให้ นศ.ยืมใช้ สถานศึกษาละไม่เกิน 40 ชุด  ( ถ้าชำรุด จำหน่ายจากทะเบียน ตามระเบียบพัสดุ แล้วซื้อทดแทนใหม่ได้ )
                 
- ค่าเครื่องแบบลูกเสือวิสามัญ พร้อมเครื่องหมายประกอบ ชุดละไม่เกิน 1,500 บาท
                 
- ค่าเครื่องแบบอาสายุวกาชาด พร้อมเครื่องหมายประกอบ ชุดละไม่เกิน 400 บาท
            
2)  ค่าใช้สถานที่ ให้พิจารณาสถานที่หน่วยงานของรัฐเป็นอันดับแรก
            
3)  ค่าตอบแทนวิทยากรเป็นคณะ ชม.ละไม่เกิน 1,200 บาท ( เดิมไม่เกิน 600 บาท )
            
4)  ระบุในส่วนของการแข่งขันกีฬาระดับอำเภอ/เขต ดังนี้
                  
- ตัดค่าจ้างเหมายานพาหนะออก
                 
- ตัดค่าพลุ-ดอกไม้ไฟออก ลดค่าใช้จ่ายในพิธีเปิดปิด จากไม่เกิน 30,000 เหลือไม่เกิน 10,000 บาท
                 
- ลดค่าวัสดุและเครื่องแต่งกายขบวนพาเหรด จากไม่เกิน 3,000 เหลือไม่เกิน 1,000 บาท
                  
- ตัดค่าที่พักออก
            
5)  เพิ่มอัตราการเบิก ในการแข่งขันกีฬาระดับจังหวัด และระดับภาคขึ้นไป จำนวนระดับละ 11 รายการ


 



         6. วันที่ 23 มี.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ พวก38ค(2)ในสนง.จังหวัด การขอใบประกอบผู้บริหารฯ มีเกณท์ยังไงบ้างนอกจากจบบริหารการศึกษาที่คุรุสภารับรอง เพราะจากการติดต่อสอบถามจนท.คุรุสภาตอบไม่เคยตรงกันสักที ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนและข้อสงสัยในการปฏิบัติ
             จนท.คุรุสภา จะบอกแค่ว่าเราไม่มีหน้าที่สอนไปสอนได้ไง เราบอกช่วยสอนและต้องการความก้าวหน้าในสาขาวิชาชีพเลยต้องทำตามคุณลักษณะที่คุรุสภากำหนด  ครั้งล่าสุดบอกว่าถ้ามีคำสั่งให้เป็นหัวหน้างานฯจะลดลงจาก 7 ปี เหลือ5ปี ต้องสอนต่อเนื่องอย่างต่ำ5ปีการศึกษา  โดยไม่มีอะไรการันตีว่าพอถึง5ปีจาก7ปีแล้วจะเปลี่ยนเกณไปเป็นแบบไหนอีก
             จึงอยากถามในเรื่องนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก้ข้าราชการ38ค(2) ในเรื่องการขอใบประกอบต่างๆที่ทางคุรุสภากำหนด

             ผมตอบว่า   ที่ว่าลดการสอนจาก 7 ปี เหลือ 5 ปี ถ้ามีคำสั่งให้เป็นหัวหน้างาน นั้น คงเข้าใจผิด
             ที่ถูกคือ ไม่ใช่ 7 ปี แต่ให้มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
             หรือ
             มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนไม่ครบ 5 ปี + มีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้าหมวดหรือหัวหน้าฝ่ายหรือหัวหน้างานหรือตำแหน่งบริหารอื่น ๆ ในสถานศึกษา ( ถ้าเป็นหัวหน้างานที่ สนง.กศน.จังหวัดไม่เกี่ยวนะ เพราะ สนง.กศน.จังหวัดไม่ใช่สถานศึกษา ) มาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือนใน 3 ปีการศึกษา   หมายถึง ถ้าได้รับแต่งตั้งมอบหมายให้เป็นหัวหน้างานในสถานศึกษารวมไม่น้อยกว่า 24 เดือนใน 3 ปี ก็สอนไม่ครบ 5 ปีก็ได้

             ลองเสิร์ชดูข้อมูลที่ผมเคยโพสต์/ตอบ เช่น ใน
             - ข้อ 6 ที่  
https://www.gotoknow.org/posts/505575
             - ข้อ 4 ที่  
https://www.gotoknow.org/posts/471886
             - ข้อ 3.2 (4) ที่  
https://www.gotoknow.org/posts/476995
             - ข้อ 5.2 ที่  
https://www.gotoknow.org/posts/462139
             และ ดูคู่มือการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต่าง ๆ ได้ที่
            
https://www.dropbox.com/s/3tik26l2j2ef2y8/ManualEdC.pdf?dl=1

         7. เช้าวันที่ 28 มี.ค.61 ผมนำภาพตัวเลขเงิน ชพค.-ชพส. ( ตามภาพประกอบโพสต์นี้ ) ไปลงในกลุ่มไลน์ต่าง ๆ
ปรากฏว่ามีสมาชิกกลุ่มไลน์ “ขับเคลื่อน พรบ.กศช.” เขียนว่า “ดูแปลกๆ... การหักส่วนกลางมีเกณฑ์อย่างไร เป็นเรื่องต้องรู้ยิ่ง”

             ผมตอบว่า
             - การหักเงินสงเคราะห์รายศพจากสมาชิก หักตามจำนวนผู้เสียชีวิตในงวดเดือนที่ผ่านมา ตัดยอดวันที่ 20 ( งวดที่ผ่านมาคือช่วง 21 ก.พ.-20 มี.ค.) ศพละ 1 บาท เช่น งวดเดือนที่ผ่านมา มีสมาชิก ชพค.เสียชีวิต 495 ศพ ก็หักสมาชิก ชพค.คนละ 495 บาท
             - ส่วนเงินที่ทายาทของ 1 ศพ จะได้รับนั้น จะได้ 96 % ของเงินที่หักได้จากสมาชิก เช่น ณ 20 มี.ค.61 มีจำนวนสมาชิก ชพค.คงเหลือทั้งสิ้น 947,860 คน หักเงินสมาชิกได้ศพละ 947,860 บาท ทายาทจะได้รับ 96 % เป็นเงิน 909,946 บาท เป็นต้น

             - เงินที่หักไว้ 4 % เป็นค่าบริหารจัดการ เช่น เจ้าหน้าที่ ชพค.-ชพส.ของทั้งส่วนกลางและทุกจังหวัด ทุกคนไม่ได้รับเงินเดือน/ค่าจ้างจากเงินงบประมาณนะ เป็นลักษณะเดียวกับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศ แต่ได้เงินเดือน/ค่าจ้างจากเงิน 4 % นี้ นอกจากนั้นเงิน 4 % ยังใช้จ่ายเป็นค่าวัสดุสำนักงาน ค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ
             - มีการประกาศ ชื่อ-สกุล-จังหวัด ของสมาชิก ชพค.-ชพส.ที่เสียชีวิตทุกศพ ทุกงวดเดือน ไว้ที่ สนง.คุรุสภาทุกจังหวัด หรือทุกคนดูได้ในเว็บไซต์คุรุสภาที่
                http://www.otep-cpks.go.th/otepcpks/cpk-member-9/





 

วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

1.Dropbox เปิดไม่ได้, 2.ใช้เงินอุดหนุนจ้างเหมาตำแหน่งหน้าที่อื่นที่จ้างได้ ให้มาทำหน้าที่ จนท.ธุรการ ได้ไหม ?, 3.กำหนดอัตราจ้างเหมาหน้าที่บรรณารักษ์ในแต่ละแห่ง, 4.ทำไมไม่ชัดเจนเรื่องจ้างนักวิชาการศึกษา(จังหวัดบอกว่าอย่าเสี่ยง), 5.เงินอุดหนุนควรใช้ได้เหมือนเงิน บกศ.?, 6.พนักงานราชการได้ขั้นดีเด่นติดต่อกันสองปีได้ไหม, 7.ยังสงสัยเรื่องจ้างเหมาฯตามกรอบปี 61



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. คืนวันที่ 15 ก.ย.60 มีผู้เขียนต่อท้ายโพสต์ผมในเฟซบุ๊ก ว่า  Dropbox เปิดไม่ได้

             ผมตอบว่า   เปิด Dropbox โดย คลิกที่ลิ้งค์ หรือ ก็อปปี้ลิ้งค์ไปให้ครบถ้วน ตั้งแต่ h ตัวแรก ไปจนถึงเลข 1 ตัวสุดท้าย โดยไม่มี .... ตรงกลาง

         2. มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ผมในเฟซบุ๊ก ว่า “ถ้าใช้เงินอุดหนุนรายหัวจ้าง จนท.ธุรการไม่ได้ จะแก้ปัญหาโดยจ้างตำแหน่งหน้าที่อื่นที่จ้างได้ แต่ให้ทำหน้าที่ จนท.ธุรการ” ได้ไหม

             ( การจ้างเหมาบริการ ต้องจ้างให้ตรงกับเงินที่ใช้จ้าง เช่น จะจ้างในหน้าที่บรรณารักษ์ ต้องได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อการจ้างเหมาบริการในหน้าที่บรรณารักษ์โดยเฉพาะ
               ถ้าจะใช้เงินอุดหนุนจ้าง ก็จะจ้างในหน้าที่ที่ไม่ใช่การทำงาน กศ.ขั้นพื้นฐานโดยตรง ไม่ได้ เช่นจ้างในตำแหน่ง จนท.ธุรการ การเงิน บัญชี แม่บ้าน ทำความสะอาด ไม่ได้ เป็นความผิด ฐานใช้เงินผิดประเภท ไม่มีระเบียบรองรับ )

             วันอาทิตย์ที่ 17 ก.ย.60 ผมได้เรียนถามเรื่องนี้ กับท่านสัจจา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กศน. ( อดีต ผอ.กจ.) และท่านอาจารย์สุนีย์ หน่วยตรวจสอบภายใน กศน.
             ทั้งสองท่านตอบเหมือนกันว่า การจ้างเหมาบริการตามระบียบพัสดุ ไม่จำเป็นต้องจ้างยาวตลอดปี ให้จ้างเป็นจ๊อบเป็นงาน ที่ จนท.ประจำทำไม่ทัน เมื่อหมดสัญญาไม่ต้องเลิกจ้างก็เลิกจ้างโดยปริยาย
             ท่านอาจารย์สุนีย์บอกว่า การใช้เงินอุดหนุน ตามคำสั่ง สป.ที่ 605 ข้อ 4 ให้เบิกจ่ายเงินอุดหนุนเป็นค่าตอบแทนบุคลากร
“ดำเนินงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ได้ คือ จ้างได้เฉพาะงานที่เกี่ยวกับ กศ.ขั้นพื้นฐานโดยตรงเท่านั้น
             ผมเรียนถามว่า  หน้าที่ต่อไปนี้ หน้าที่ใดเกี่ยวกับ กศ.ขั้นพื้นฐานโดยตรง
             
“นักวิชาการศึกษา, นักวิชาการเงินและบัญชี, นักวิชาการคอมพิวเตอร์, บรรณารักษ์, เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี, เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์, เจ้าหน้าที่เทคโนโลยีสารสนเทศ, ผู้ช่วยนักวิชาการศึกษา, เจ้าหน้าที่บริการสื่อ, เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์, เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล, เจ้าหน้าที่งานธุรการ, เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี, พนักงานบริการ”
             ท่านตอบว่า
             จนท.บันทึกข้อมูล เกี่ยวโดยตรง ส่วน การเงิน บัญชี ไม่เกี่ยวโดยตรง ทั้งนี้ให้พิจารณาจาก
“ขอบเขตงานจ้าง”
             ( ดู ขอบเขตงานจ้าง ของ 39 หน้าที่ ที่ส่วนกลางกำหนดไว้ ได้ที่
              
https://www.dropbox.com/s/cado5gh88umz65a/EmployMaoDoc.pdf?dl=1
               ดูหนังสือสั่งการในเรื่อง ขอบเขตงานจ้าง 39 หน้าที่ ได้ที่
              
https://www.dropbox.com/s/fad7kuqa8z8lwav/EmployMao.pdf?dl=1 )

             สรุป ใช้เงินอุดหนุนรายหัว จ้างในหน้าที่ จนท.บันทึกข้อมูล ได้, ส่วน จนท.งานธุรการ การเงิน บัญชี พนักงานบริการ ไม่ได้
             แต่อย่างไรก็ตาม จ้างในหน้าที่ใด ก็ต้องปฏิบัติงานตาม ขอบเขตงานจ้าง ของหน้าที่นั้น

             ดูเรื่องเดิม ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น ใน

             - ข้อ 2 ที่ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10203169103708831

             - ข้อ 5 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2017/08/oudnhun.html

         3. วันที่ 18 ก.ย.60 Chaloemsa Muicharoen ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เรื่องบรรณารักษ์อัตราจ้าง ที่มีอัตราให้จ้างในปี 61 จัดลงเฉพาะในห้องสมุดที่ไม่มีข้าราชการและพนักงานราชการแล้ว ยังมีอัตราเหลือ ไม่ทราบว่ามีแนวทางให้จัดลงที่ไหนอีกบ้าง เช่น ห้องสมุดเฉลิมราช จ้างคู่กับข้าราชการได้มั้ย หรืออยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละจังหวัด  พอดีหนูเป็น ขรก. เพิ่งย้ายมาอยู่เฉลิมราช ถ้าย้ายมาปุป น้องอัตราจ้างที่อยู่มา 5-6 ปี ต้องออก จะรู้สึกแย่มากๆเลย

             ผมตอบว่า   ส่วนกลาง กศน. จะมีข้อมูลว่า จัดสรรอัตราจ้างเหมา ให้ที่ไหนบ้าง ลองถาม กจ.ดู 02-2800324

             ต่อมา ผู้ถามแจ้งผมว่า  โทรคุยกับอาจารย์ปรารถนา กจ. ที่ดูแลกรอบอัตราแล้ว ได้รับแจ้งว่า
             1)  ให้อัตราจ้างเหมาฯกับ หสม.จังหวัด/หสม.อำเภอ ที่ไม่มี ขรก.หรือพนักงานราชการตำแหน่งบรรณารักษ์ แห่งละ 1 อัตรา
             2)  ให้อัตราจ้างเหมาฯกับห้องสมุดฯเฉลิมราชฯ แห่งละ 1 อัตรา แม้จะมี ขรก.หรือพนักงานราชการตำแหน่งบรรณารักษ์แล้ว 1 คน ( รวมเป็น 2 คน )

         4. คืนวันที่ 18 ก.ย.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เรื่องใช้เงินอุดหนุนจ้างเหมาบริการตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ที่ใช้คำว่าน่าจะจ้างได้นั้น เหมือนขาดความมั่นใจในทางปฏิบัติ ได้ปรึกษาจังหวัด จังหวัดให้ความเห็นว่าอย่าเสี่ยงเลย   ส่วนกลางควรซักซ้อมให้จัดเจน จ้างได้บอกให้ชัดเจน จ้างไม่ได้ก็ไม่ได้ เหมือนให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ปฏิบัติโดยไม่มีที่อ้างอิง

             ผมตอบว่า  ที่อ้างอิงคือ
             1)  คำสั่ง สป.ศธ.ที่ 605/59 เรื่องหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินอุดหนุนของสำนักงาน กศน. ( ซึ่งกำหนดในข้อ 4 ว่า “ค่าตอบแทนบุคลากรดำเนินงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน” )
             2)  ขอบเขตงานจ้าง 39 หน้าที่ ( ในส่วนของ 39 หน้าที่นี้ ส่วนกลางสั่งการชัดเจนไว้ในข้อ 1-3 ของหนังสือที่  https://www.dropbox.com/s/fad7kuqa8z8lwav/EmployMao.pdf?dl=1 )
             ซึ่ง ผู้จ้าง ( จังหวัด ) เป็นผู้รับผิดชอบ/เป็นผู้พิจารณา ถ้าจังหวัดบอกว่า อย่าเสี่ยงเลย ก็คือไม่จ้าง จบ

              ( ที่มาของข้อ 4 ตามคำสั่ง สป.ที่ 605/59 นั้น มาจาก สมัยก่อนไม่ได้เรียนฟรี มีการเก็บเงินบำรุงการศึกษา และมีหนังสือกรมบัญชีกลางด่วนมากที่ กค 0526.7/9614 ลว.12 มี.ค.40 กำหนดว่า
              “ ตามที่ กศน.จัดตั้งสถานศึกษาและมีผู้สนใจเรียนจำนวนมาก ทำให้จ้างบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยปฏิบัติงาน เช่น การทำทะเบียนนักศึกษา การรับสมัคร พิมพ์และตรวจสอบหลักฐานการศึกษา การบันทึกข้อมูลของผู้เรียน ฯลฯ นั้น ให้สถานศึกษาเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้แก่บุคคลภายนอกที่มาช่วยปฏิบัติงานในระหว่างเวลา 08.30-16.30 น.ได้ *ไม่เกิน 45 วันก่อนเปิดภาคเรียน* ในอัตราวันละไม่เกิน 200 บาท โดยเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณหรือเงินบำรุงการศึกษา จำนวนบุคลากรอยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าสถานศึกษา ”

             ต่อมาเมื่อมีเงินอุดหนุนมาเพื่อการเรียนฟรี จึงได้นำหลักการตามหนังสือกรมบัญชีกลางนี้ มาเป็นข้อ 4 ของคำสั่ง สป.ที่ 605
             โดยกระทรวงการคลังให้จ้างเป็นจ๊อบ ๆ ( จ้างชิ้นงาน ) ซึ่งจะเห็นว่า หน้าที่นักวิชาการศึกษา ไม่สอดคล้องโดยตรงกับข้อกำหนดนี้ และมีหน้าที่ จนท.บันทึกข้อมูล ให้จ้างอยู่แล้ว อีกทั้งขอบเขตงานจ้างในหน้าที่นักวิชาการศึกษาไม่ได้ทำเฉพาะ กศ.ขั้นพื้นฐาน ไม่เหมาะจะใช้เงินอุดหนุน ส่วนกลางจึงใช้งบดำเนินงานจัดสรรอัตราจ้างเหมาในหน้าที่นักวิชาการศึกษา

         5. หลังจากที่ผมโพสต์ในเฟซบุ๊ก ว่า  “ถ้าจะใช้เงินอุดหนุนจ้าง ก็จะจ้างเหมาบริการในหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน กศ.ขั้นพื้นฐานโดยตรง ไม่ได้ เช่นจ้างในตำแหน่ง จนท.งานธุรการ การเงิน บัญชี พนง.บริการ ไม่ได้ เป็นความผิด ฐานใช้เงินผิดประเภท ไม่มีระเบียบรองรับ”
             ต่อมา คืนวันอาทิตย์ที่
17 ก.ย.60 Nathanont Amnartcharoen เขียนความคิดเห็นต่อท้ายโพสต์ของผมในเฟซบุ๊ก ว่า เราต้องให้ สำนักงาน กศน. ตีความคำว่า เงินอุดหนุน ใหม่ ซึ่งตามความเป็นจริง เงินอุดหนุนได้มาเพื่อทดแทนเงินบำรุงการศึกษา เพราะฉะนั้นจะต้องใช้ได้เหมือนเงินบำรุงการศึกษา ทุกประการ

             ผมตอบว่า   เมื่อก่อนมีเงิน บกศ. ( เงินบำรุงการศึกษา ) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเงินรายได้สถานศึกษาแทน แต่ ทั้งเงิน บกศ.และเงินรายได้สถานศึกษา นั้น สถานศึกษาก็ไม่สามารถใช้จ่ายได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ แม้ว่าสถานศึกษาจะเป็นผู้เก็บเงิน/รับเงินจากนักศึกษามาเอง ไม่ใช่เงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรก็ตาม เพราะ อาคารโรงเรียนสร้างจากเงินงบประมาณ เงินเดือน ผอ.และครูก็เป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่กิจการส่วนตัว จึงต้องใช้จ่ายเงิน บกศ./รายได้สถานศึกษา ตามระเบียบที่ราชการกำหนด เช่น
            
- จะใช้เงิน บกศ.จ้างลูกจ้างชั่วคราว ต้องได้รับอนุมัติจากกรมบัญชีกลาง  ( ปัจจุบัน กศน.ไม่ได้รับอนุมัติจากกรมบัญชีกลางให้จ้างลูกจ้างชั่วคราวอีกแล้ว  ซึ่งผู้รับจ้างเหมาฯไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราว )
             - ใช้เงิน บกศ.หรือเงินงบดำเนินงาน จ่ายค่าจ้างบุคคลภายนอกมาช่วยปฏิบัติงาน เช่น การบันทึกข้อมูลของผู้เรียน ได้ไม่เกิน 45 วันก่อนเปิดภาคเรียน ในอัตราวันละไม่เกิน 200 บาท  ( ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น ข้อ 4 ในคำสั่ง สป.ที่ 605 )
             เป็นต้น

            ปัญหาเรื่องการจ้างเหมาฯหน้าที่ต่าง ๆ ด้วยเงินอุดหนุนนี้ คงไม่ค่อยเกิดข้อสงสัยในภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก เพราะแค่จ้างครู ศรช.ให้ครบทุกตำบลที่ไม่มีครู กศน.ตำบล เงินอุดหนุนก็ไม่เหลือจ้างหน้าที่อื่น
            ส่วนภาคเหนือ ภาคอิสาน และ กทม. มีครู กศน.ตำบล ครบทุกตำบลแล้ว จึงมีเงินอุดหนุนเหลือจ้างหน้าที่อื่นนอกเหนือจากครู ศรช.  ( นิติกร กจ. บอกว่า มีปัญหากรณีจ้างเหมาฯ ที่ผู้รับจ้างต้องจ่ายเงินให้ผู้บริหาร )

         6. เย็นวันที่ 19 ก.ย.60 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ผมในเฟซบุ๊ก ว่า  พนักงานราชการได้ขั้นดีเด่นติดต่อกันสองปีได้หรือไม่

             ผมตอบว่า   ผลการประเมิน ได้ดีเด่นติดต่อกันกี่ปีก็ได้ เป็นไปตามผลประเมินการปฏิบัติงาน ถ้าปฏิบัติงานดีเด่นติดต่อกันทุกปีก็เลื่อนค่าตอบแทนตามเปอร์เซ็นดีเด่นได้ทุกปี

         7. หลังจากมีหนังสือเรื่อง "แนวทางการปฏิบัติในการจ้างเหมาบริการปี งปม.61" ออกมาเมื่อวันที่ 19 ก.ย.60 ก็ยังมีหลายคนที่มีข้อสงสัย เช่น มีผู้ไปโพสต์ในกลุ่มไลน์ "เมืองนักอ่าน 2560" ว่า
            
"เรื่องบรรณารักษ์จ้างเหมาบริการ หนังสือส่วนกลางออกมาให้ส่วนจังหวัดดำเนินการขาดความชัดเจนและต้องให้จังหวัดมาวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่ง เกิดความสับสนอย่างมากในตอนนี้ ส่วนในเรื่องอำเภอที่มีข้าราชการก็ยังไม่ชัดเจน ตอนนี้น้องบรรณารักษ์เครียดมาก"
            
"ขอสังเกตุ..ในหนังสือสำนักงาน กศน. ลว. 19 กย.60 กรณีนอกกรอบเมื่อหมดสัญญาก็ไม่สามารถต่อสัญญาได้
               *** หสม.ใดที่มีบรรณารักษ์ที่เป็นพนักงานราชการ และมีบรรณารักษ์อัตราจ้าง เช่น อ.สัตหีบ ในปีงบ 61 จะต้องทำสัญญา 1 ปี (กรณีที่คิดจะช่วย) เพราะถ้าทำสัญญาแค่ 6 เดือน เมื่อหมดสัญญาก็ไม่สามารถต่อสัญญาได้ เช่นเดียวกัน ทำสัญญา 1 ปี เมื่อหมดสัญญา ก็ไม่สามารถต่อสัญญาได้เช่นกัน
               สรุป..ท้ายสุด หมดสัญญาเมื่อไหร่ ไม่จ้างต่อแน่นอน จึงควรจ้างเต็ม 1 ปี สรุปอีกครั้ง ถ้าทำสัญญา 6 เดือน ก็อยู่แค่ 6 เดือน ไม่สามารถต่อสัญญาได้ ถ้าทำสัญญา 1 ปี ก็อยู่ได้ 1 ปี"
             
"บรรณารักษ์ที่เป็นข้าราชการและมีบรรณารักษ์อัตราจ้างด้วย จะทำอย่างไร เพราะในหนังสือกล่าวถึง บรรณารักษ์ที่เป็นพนักงานราชการเท่านั้น"

             วันที่ 20 ก.ย.60 ผมจึงเรียนถามท่าน ผชช.พิเศษ อดีต ผอ.กจ. กับ อ.ปรารถนา กจ. ได้รับข้อมูลดังนี้
             1)  กรณีนอกกรอบ ให้จ้างคนเดิมต่อไปได้จนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งจะจ้างได้ไม่เกิน 30 ก.ย.61 เมื่อหมดสัญญาก็พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ แล้วจ้างต่อไม่ได้ทั้งคนเดิมหรือคนใหม่
            
2)  คำว่า "หากได้รับการจัดสรรอัตราพนักงานราชการ" ให้หมายความรวมถึง "ได้รับการจัดสรรอัตราข้าราชการในตำแหน่งเดียวกัน" ด้วย ซึ่งจะจ้างเหมาฯต่อไปได้จนพ้นตำแหน่งหน้าที่หรือหมดสัญญา ไม่ว่าจะเป็นอัตราในกรอบหรือนอกกรอบก็ตาม เมื่อมีข้าราชการหรือพนักงานราชการทดแทนแล้วให้ลดกรอบอัตราจ้างเหมาฯ
            
3)  กรณีที่มีข้าราชการหรือพนักงานราชการ ซ้ำซ้อนกับอัตราจ้างเหมา อยู่ ณ ปัจจุบันนี้แล้ว ยังไม่จำเป็นต้องเลิกจ้างเหมาฯในวันที่ 30 ก.ย.60 นี้ แต่สามารถจ้างคนเดิมต่อในปี 61 จนกว่าจะพ้นสภาพ ( ไม่เกิน 30 ก.ย.61 ) เช่นกัน