แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัสดุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัสดุ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561

1.ลืมส่งชื่อสอบ E-Exam ต้องทำไง, 2.การกำหนดรหัส นศ.ต่างด้าว, 3.ค่าใช้จ่ายที่ เป็นและไม่เป็น การจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ, 4.เราเรียกนักศึกษา กศน.ว่านักเรียนหรือนักศึกษา ดร.แย้งว่าเรียกนักศึกษา ผิด มีแหล่งอ้างอิงไหม, 5.ทำไมระเบียบการชักธงชาติในสถานศึกษา ไม่มีวันที่ 23 ตุลา, 6.วัสดุกับครุภัณฑ์, 7.การฝึกอบรมประชาชน

สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้


         1. ดึกวันที่ 5 มี.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ถ้าส่งรายชื่อคนสอบe examกศน.ไม่ทัน ต้องทำไงบ้าง ครูเค้าลืมกรอก มารู้อีกทีหมดเขตลงแล้ว

             เรื่องนี้  ท่าน ผอ.กลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ กศน. บอกว่า  ให้ กศน.อำเภอ รีบทำเรื่องขอส่งรายชื่อเข้าสอบเพิ่มเติม ไปยัง กศน.จังหวัด ด่วน และ กศน.จังหวัด ทำเรื่องขออนุญาตต่อไปยัง เลขาธิการ  กศน. ถ้ามีจำนวนมากพอสมควร จะกำหนดขยายเวลาการสอบออกไปอีก โดยอาจเปิดให้สอบเพิ่มในเดือนถัดไป หรือไม่ก็ ถ้ามีจำนวนไม่กี่คน อาจต้องรอเปิดสอบในภาคเรียนต่อไป

             ( ถ้าเป็นความบกพร่องของ นศ. อาจให้รอสอบปลายภาคเรียนต่อไป แต่ถ้าเป็นความบกพร่องของบุคลากร ควรมีการลงโทษบุคลากร  ถ้าเป็นความบกพร่องครั้งแรกอาจแค่ว่ากล่าวตักเตือน ถ้าบกพร่องครั้งที่ 2 ควรมากกว่าว่ากล่าวตักเตือน มิฉะนั้นจะไม่ตระหนักในการปฏิบัติงานต่อไป )

         2. สถานศึกษา ที่มี นศ.ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ ( ยังไม่มีบัตรประจำตัว 13 หลัก เพราะยังไม่ไปขึ้นทะเบียนและจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวกับหน่วยงานกระทรวงมหาดไทย )

             ให้สถานศึกษาดำเนินการตามขั้นตอนกำหนดรหัสประจำตัว นศ.เหล่านี้ ที่เว็บไซต์  http://www.gcode.moe.go.th
             ดูหนังสือแจ้งที่ 
https://www.dropbox.com/s/2mp4qr6r8f7lepv/NoThaiStudent.pdf?dl=1

         3. ค่าใช้จ่ายที่ เป็นและไม่เป็น การจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ

             1)  รายการค่าใช้จ่าย 15 รายการ ที่ถือเป็นการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ แต่ถ้าซื้อครั้งหนึ่งไม่เกิน 10,000 บาท ให้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบพัสดุข้อ 22 วรรค 1  ( ดูในตาราง 1 ) เช่น ค่าโล่ ใบประกาศเกียรติคุณ
             2)  รายการค่าใช้จ่าย 15 รายการ ที่ไม่ถือเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ต้องดำเนินการตามระเบียบพัสดุ ( ดูในตาราง 2 ) เช่น ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม
             ดูตาราง 1-2 ในหนังสือแจ้งที่
            
https://www.dropbox.com/s/mdhjf482flkp8dn/pasaduV119.pdf?dl=1

         4. วันเสาร์ที่ 10 มี.ค.51 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  เราเรียกนักศึกษา กศน. ที่ถูกต้อง ต้องเรียกว่าอะไร นักเรียน หรือ นักศึกษา  ดร.อาจารย์ที่ปรึกษาทำวิจัย ป.โท แย้งมาว่า นักศึกษาเรียกระดับอุดมศึกษา เรามีแหล่งอ้างอิงไหม หาอ้างอิงให้ไม่ได้ รู้แต่เราใช้แบบนี้ ดูใน พรบ.ก็ไม่เห็น

             ผมตอบว่า  เรื่องนี้ เคยมีคนแย้งว่า กศน.เรียกผิด เพราะ ตามพจนานุกรม ให้ความหมายของคำว่า นักศึกษา หมายถึง “ผู้มีความรู้สอบไล่ได้ไม่ตํ่ากว่ามัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือมีความรู้ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่า ซึ่งเข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา”
             กศน.ใช้คำว่า นักศึกษา เพราะ คำว่า นักเรียน ใช้กับวัยเรียนในระดับประถม ม.ต้น ม.ปลาย ในระบบโรงเรียน แต่ นักศึกษา กศน.โดยปกติจะพ้นวัยตามเกณฑ์การศึกษาแล้ว แม้แต่ผู้สูงอายุก็ยังมาเรียน กศน.ระดับประถม จึงไม่เหมาะจะใช้คำว่านักเรียนกับบุคคลกลุ่มนี้

             ท่าน ดร.รุ่งอรุณ ผอ.กลุ่มพัฒนา กศน. บอกว่า ใช้คำว่า “นักศึกษาผู้ใหญ่” มาตั้งแต่ “สมัยก่อน”
             ( กศน.ไม่ได้เป็นผู้คิดหรือกำหนดคำนี้ขึ้นมา แต่คำนี้มีมาก่อนที่จะมี กศน. คือใช้คำว่านักศึกษาผู้ใหญ่มาตั้งแต่มี
“การศึกษาผู้ใหญ่” โดยรัฐบาลได้จัดตั้งกองการศึกษาผู้ใหญ่ขึ้นในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงธรรมการ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2483 เพื่อให้ปฏิบัติงาน “ให้การศึกษาแก่ประชาชนให้อ่านออกเขียนได้และรู้หน้าที่พลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย” ตั้งแต่พวกเรายังไม่เกิดกันเลย
             แต่เริ่มทดลองวิธีการในการจัดการศึกษาผู้ใหญ่เมื่อ พ.ศ.2484 ขยายงานในปี พ.ศ.2485 เน้นสอนประชาชนผู้ไม่รู้หนังสือที่มีอายุระหว่าง 20-45 ปี ยังไม่มีระดับมัธยมศึกษา ยังไม่มีอาชีวศึกษาผู้ใหญ่ ยังไม่มีห้องสมุดประชาชน  และแม้เมื่อมีกรมสามัญศึกษา กองการศึกษาผู้ใหญ่หรือ กญ. อยู่ในสังกัดกรมสามัญศึกษาคือนักศึกษาผู้ใหญ่อยู่ในสังกัดเดียวกับนักเรียนในระบบโรงเรียน ก็ไม่ได้เปลี่ยนมาเรียกนักศึกษาผู้ใหญ่ว่านักเรียน )

             ถ้าดูใน “หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ( หลักสูตรปัจจุบันนี้ ) จะใช้คำว่า “ผู้เรียน”  ส่วนใน “คู่มือดำเนินงานหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ในส่วนของ บทนำ หลักการ จุดหมาย โครงสร้างหลักสูตร ฯลฯ จะใช้คำว่า “ผู้เรียน” แต่ในส่วนตั้งแต่การสมัครเรียนเป็นต้นไปจะใช้คำว่า “นักศึกษา” เช่น ใบสมัครเป็นนักศึกษา ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา การย้ายสถานศึกษาของนักศึกษา งานทะเบียนนักศึกษา ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเรื่องแนวปฏิบัติการรับนักศึกษาของสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน และ ในใบระเบียนแสดงผลการเรียน ( หลักฐานการจบการศึกษา : Transcript of Record ) ซึ่งออกตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ใช้คำว่า รหัสประจำตัวนักศึกษา
             ถ้าจะหาเอกสารไปอ้างอิงกับอาจารย์ ก็ใช้เอกสารเหล่านี้ โดยเฉพาะ ใบระเบียนแสดงผลการเรียน

             หรือจะใช้คำว่า ผู้เรียน ก็ได้ ซึ่งคำว่าผู้เรียนนี้เป็นคำรวม ๆ ใช้ได้กับทั้ง ผู้เรียนสายสามัญ ( กศ.ขั้นพื้นฐาน ) และ ผู้เรียนสายอาชีพ ( กศ.ต่อเนื่อง )
             โดยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาต่อเนื่อง พ.ศ.2554 จะใช้คำว่า
“ผู้เรียน” ซึ่งหมายความว่า “ผู้ที่ได้สมัครเข้ารับการศึกษาต่อเนื่อง...”
             ในส่วนของ กศ.ต่อเนื่อง จะใช้คำว่าผู้เรียนตลอด มีเผลอใช้คำว่านักศึกษาอยู่ที่เดียวคือในคู่มือการจัดจัดการศึกษาต่อเนื่องใช้คำว่า
“จำนวนนักศึกษา” ในตัวอย่างบัญชีลงเวลาเรียนการจัดการศึกษาต่อเนื่อง
             แต่ผมว่า กศ.ต่อเนื่อง ไม่น่าจะใช้คำว่าผู้เรียนทั้งหมด แต่ใช้คำว่าผู้เรียนกับ รูปแบบกลุ่มสนใจและชั้นเรียน ซึ่งผู้เรียนต้องลงทะเบียนเป็นผู้เรียน ส่วนรูปแบบอบรมประชาชน น่าจะใช้คำว่า ผู้เข้าอบรมหรือผู้เข้ารับการอบรม เพราะไม่ต้องลงทะเบียนเป็นผู้เรียน

             อย่างไรก็ตาม ทั้ง กศ.ต่อเนื่อง และ กศ.ขั้นพื้นฐาน กศน.เราไม่ใช่คำว่า นักเรียน
             สรุป
             - กศ.ขั้นพื้นฐาน ( สายสามัญ ) ใช้คำว่า ผู้เรียน หรือ นักศึกษา
             - กศน.ต่อเนื่อง รูปแบบกลุ่มสนใจและชั้นเรียน ใช้คำว่า ผู้เรียน
             - กศน.ต่อเนื่อง รูปแบบอบรมประชาชน ใช้คำว่า ผู้เข้าอบรมหรือผู้เข้ารับการอบรม

         5. วันเดียวกัน ( เสาร์ที่ 10 มี.ค.) ผมนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา ฉบับใหม่ ไปลงในกลุ่มไลน์ ปรากฏว่า มีผู้ถาม ว่า  “สงสัยว่าทำไมระเบียบการชักธงชาติในสถานศึกษา ไม่มีวันที่ 23 ตุลา”

             ผมตอบว่า   วันที่ 23 ตุลา ไม่เคยให้ประดับธงชาติมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะเป็นวันสวรรคต ( วันตายมีแต่ให้ลดธงครึ่งเสา ส่วนวันเกิดหรือวันเฉลิมพระชนมพรรษา จึงจะมีการให้ชักธง )  วันสวรรคตของรัชกาลที่ 9 คือวันที่ 13 ตุลา ก็ให้เป็นวันหยุดราชการแต่ไม่ได้ให้ประดับธงชาติ

             เรื่องนี้มักมีคนสับสน จนผมเคยโพสต์ถามในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2556 ว่า “การประดับธงชาติ เช่นตามบ้านเรือน ในวันสำคัญ ให้ประดับในวันที่ 23 หรือ 24 ตุลา”
             ( คำตอบที่ถูกต้องเป็นวันที่ 24 ตุลา เพราะเป็นวันสหประชาชาติ )






         6. ลองตอบคำถามกันครับ..

             1)  เก้าอี้ไม้ ราคา 200 บาท เป็นพัสดุประเภทใด ?
                  ก.  วัสดุคงทน
                  ข.  วัสดุสิ้นเปลือง
                  ค.  วัสดุอุปกรณ์ประกอบ
                  ง.  ครุภัณฑ์สำนักงาน
             2)  เก้าอี้พลาสติก ราคา 5,500 บาท เป็นพัสดุประเภทใด
?
                   ( ใช้ตัวเลือกชุดเดียวกับข้อ 1.)

             กศน.อำเภอ/จังหวัด จะใช้เงินงบดำเนินงานและเงินอุดหนุนรายหัว ซื้อครุภัณฑ์ไม่ได้นะ  เงินงบประมาณที่จะใช้ซื้อครุภัณฑ์ได้ ต้องได้รับจัดสรรมาโดยระบุว่าสำหรับซื้อครุภัณฑ์ใดโดยเฉพาะ
             ถ้าสงสัยว่า อะไรเป็นวัสดุ ( ซื้อได้ )
, อะไรเป็นครุภัณฑ์ ( ซื้อไม่ได้ ) ให้ดูตัวอย่าง รายการสิ่งของที่เป็นวัสดุ และรายการสิ่งของที่เป็นครุภัณฑ์ ที่
            
http://www.thailocalmeet.com/bbs/PDF/59/16816_1_1467001563095.pdf
             สิ่งของใดไม่มีชื่อในรายการข้างต้น ให้พิจารณาดังนี้
             - ครุภัณฑ์ คือ สิ่งของที่ โดยสภาพมีลักษณะคงทนถาวร มีอายุการใช้ยืนนาน เมื่อชำรุดเสียหายก็สามารถซ่อมแซมให้ใช้งานได้ดังเดิม
             - วัสดุ คือ สิ่งของที่ เมื่อใช้แล้วย่อมแปรเปลี่ยนสภาพหรือหมดไป หรือเป็นอะไหล่/ส่วนประกอบสิ่งของอื่น หรือคงทนแต่อายุการใช้งานไม่ยืนนานเมื่อชำรุดก็ไม่คุ้มที่จะซ่อมแซม

             ในการซื้อครุภัณฑ์ ส่วนมากเราจะได้รับการจัดสรรที่กำหนดราคาและสเป็คมาแล้ว แต่บางกรณีที่เราจะกำหนดเองเพื่อขอตั้งงบประมาณ หรือจะซื้อด้วยเงินรายได้สถานศึกษา/หน่วยงาน เราต้องดูมาตรฐานครุภัณฑ์ของสำนักงบประมาณ ซึ่ง ณ มี.ค.61 ดูบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ฉบับเดือน ม.ค.61 ( จะมีการปรับปรุงราคาเป็นระยะ ๆ )  ดู "มาตรฐานครุภัณฑ์" ได้ที่  http://www.bb.go.th/bbhome/page.asp?option=content&dsc=%C3%D2%A4%D2%C1%D2%B5%C3%B0%D2%B9&folddsc=32004  

             เฉลย :  ปัจจุบันเลิกการกำหนดราคา 5,000 บาท แล้ว
             เก้าอี้ไม้ เป็นครุภัณฑ์ เพราะมีในตัวอย่างรายการสิ่งของที่เป็นครุภัณฑ์ และ สภาพคงทนถาวร ใช้นั่งแล้วไม่แปรเปลี่ยนสภาพหรือหมดไป เมื่อชำรุดก็ให้
“ช่างไม้” ซ่อมแซมให้เป็นสภาพเดิมได้
             ส่วน เก้าอี้พลาสติก เป็นวัสดุ เพราะมีในตัวอย่างรายการสิ่งของที่เป็นวัสดุ และ แม้จะมีสภาพคงทนใช้นั่งแล้วไม่แปรเปลี่ยนสภาพหรือหมดไป แต่เมื่อชำรุดโดยปกติจะไม่มี
“ช่างพลาสติก” ซ่อมให้สภาพเหมือนเดิม

         7. จัดกันยังไง ? กป.กศน.กำหนดคู่มือให้จัดอบรมประชาชน 1-3 วัน แต่ให้อบรมภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ 30 ชม.
             เย็นวันที่
13 มี.ค.61 ผมตอบคำถามที่มีผู้ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  โครงการอบรมภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ กศน.ให้จัดตามคู่มืออบรมประชาชน คำถามคือ เราสามารถ อบรบ แล้วก็ดูงาน ในโครงฯเดียวกันได้เลยมัย อบรม 2 วัน ดูงาน 1 วัน (แล้วทำไมในคู่มือต้องกำหนดโครงการ 1-3 วันด้วย ถ้าจัดมากกว่านี้ได้มัย)

             ผมตอบว่า   การจัดฝึกอบรมประชาชนในโครงการต่าง ๆ ก็ให้จัดอยู่ภายใน กรอบ คู่มือฝึกอบรมประชาชน เป็นธรรมดา  คู่มือฝึกอบรมประชาชน ที่ว่า โครงการ 1-3 วัน นั้น เป็น "คู่มือของการจัดการศึกษาต่อเนื่อง รูปแบบการฝึกอบรมประชาชน ของทุกโครงการ/กิจกรรม" ( ยกเว้นการจัดเวทีประชาคม จำนวนวันตามความเหมาะสม )
             แต่ สำหรับ โครงการภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้านอาชีพ นี้ กำหนดว่า ในแต่ละรุ่นให้จัดหลักสูตร
30 ชั่วโมง จำนวน 30 คน งบประมาณ 31,000 บาท
             ในทางปฏิบัติคงทำได้ยากหรือทำไม่ได้ เพราะ
             - จะให้ครบ 30 ชม.ใน 3 วัน ต้องเป็นลักษณะการเข้าค่ายมีภาคกลางคืนทั้ง 3 วัน รวมทั้งวันสุดท้ายด้วย ซึ่งไม่เหมาะกับประชาชน ( ชาวบ้าน )  นอกจากจะจัดกับ นศ.กศน.ตามสไตล์เราโดยบอกว่า นศ.เราเป็นกลุ่มอาชีพเดียวกัน
             - ถ้าจะจัดเฉพาะกลางวัน 4 วัน ให้ครบ 30 ชม. ต้องวันละ 7 ชม. 30 นาที เริ่มตั้งแต่ 8.30 น. เลิก 17.00 น. พักกลางวัน 1 ชม. วันสุดท้ายก็ต้องเลิก 17.00 น. ซึ่งก็ไม่เหมาะกับชาวบ้าน

             ตามหลักการ หลักสูตรเกิน 30 ชั่วโมง จำนวนคนเกิน 30 คน ไม่เป็นไร แต่งบประมาณไม่เกิน 31,000 บาท เราต้องเขียนโครงการทำหลักสูตรขึ้นมา จำนวนไม่ต่ำกว่า 30 ชั่วโมง ในจำนวนชั่วโมงนี้จะมีการศึกษาดูงานด้วยหรือไม่ก็ได้ ขอให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ( ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ผ่านการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตประจำวันได้ )
             ตามกรอบการฝึกอบรมประชาชนทั่วไปให้จัดไม่เกิน 3 วัน แต่ถ้า 3 วัน ไม่ครบ 30 ชม. จะจัดเกิน 3 วันเพื่อให้ครบ 30 ชม.ก็ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเงิน 31,000 บาทพอจัด ( จำนวนคนไม่น้อยกว่า 30 คนนะ )

             ครูแหม่ง ราชมนตรี (กล้วยไม้ดิน คนนอกระบบ) บอกว่า  ขั้นตอนที่นี่ จัดทำโครงการ ทำหลักสูตร กำหนดตารางการอบรม จัดรูปแบบการฝึกอบรมประชาชน จัดฝึกอบรม 30 ช.ม. 6 วันๆละ 5 ช.ม.ค่ะ ตามแนวทางที่แนบมาพร้อมการจัดสรรงบประมาณค่ะ
             ผมตอบว่า  ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น   ผมก็งงว่าทำไมคู่มือการฝึกอบรมกำหนดว่าให้อบรม
1-3 วัน ซ้ำยังวงเล็บว่ายกเว้นการจัดเวทีประชาคมด้วย เป็นการย้ำว่าอย่างอื่นไม่ยกเว้น ต้องจัด 1-3 วัน
             อาจเป็นเพราะโครงการนี้เหมาะที่จะจัดรูปแบบชั้นเรียนหลักสูตรไม่ต่ำกว่า
30 ชม. แต่ก็อยากให้เบิกจ่ายเงินได้มากแบบฝึกอบรม จึงออกมาเป็นอย่างนี้
            
นายหนุ่ม เขาแก้ว ถามว่า  หลักสูตรฝึกอบรมจะทำแบบชั้นเรียนได้มั้ย มีการวัดก่อนและหลัง มีหลักสูตรที่ชัดเจนอาจจะดึงเนื้อหามาจากหนังสือเรียนในส่วนที่เกี่ยวข้อง
             ผมตอบว่า  ได้ซิ ทุกหลักสูตร หรือแม้แต่ทุกกิจกรรม ควรมีการประเมินผลว่าทำได้ดีหรือไม่แค่ไหน ซึ่งการ
Post Test อย่างเดียว หรือ Pre + Post Test ก็เป็นการประเมินที่ชัดเจนกว่าการสังเกต/การสรุปแบบคิดเอาเอง   เมื่อก่อน จังหวัดจัดอบรมต่าง ๆ ก็มีการ Pre-Post Test
             เรื่อง หลักสูตร/เนื้อหา ก็เอามาจากหนังสือเรียนได้ เขาบอกประเด็นนี้ไว้ในแนวทางการดำเนินงานโครงการนี้แล้ว

             Santitham Banchang MJ บอกว่า กศน.ตำบลบ้านฉาง ระยอง รับสมัครผู้เรียนเป็นประชาชนทั่วไปเพื่อฝึกอาชีพนวดเพื่อสุขภาพ หลักสูตร 60 ชั่วโมง จำนวน 20 คน หลังจากฝึกอาชีพเสร็จ เว้น 2 วัน เปิดโครงการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้านอาชีพนวดแผนไทยต่ออีก 6 วัน วันละ 5 ชั่วโมง จำนวน 30 คน โดยมาจากผู้เรียน 20 คนแรกที่อบรมอาชีพมาร้อนๆกับอีก 10 คนจากสถานประกอบการนวดไทยที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ เพราะเป็นสถานที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่แล้วจึงมีความต้องการด้านภาษา
             ผมตอบว่า  ดีจัง


วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

1.อนุญาตให้ใช้รถส่วนตัวไปราชการ ชนคนตาย หน่วยงานที่ให้ไปราชการเป็นผู้รับผิดชอบ, 2.ตัวอย่างเทคโนโลยีที่เหมาะสม, 3.วุฒิครู (กศน.อาจไม่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด), 4.การประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ (ว13/56), 5.หัวหน้ากลุ่มงานพัสดุ กศน. สรุปเรื่องพนักงานราชการเป็นประธานกรรมการตรวจรับพัสดุ, 6.การปรับกรณีส่งหนังสือเรียนล่าช้า, 7.การย้ายช่วง 1-15 ก.พ. ให้ผู้บริหารขอย้ายด้วยหรือเปล่า



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เย็นวันที่ 26 ม.ค.59 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ข้าราชการครูไปราชการโดยใช้รถยนต์ส่วนตัว ระหว่างเดินทางกลับเกิดอุบัติเหตุชนกับรถจักรยานยนต์ ทำให้ผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เสียชีวิต ในกรณีนี้สำนักงานจังหวัดจะมีส่วนร่วมหรือช่วยเหลืออย่างไรกับข้าราชการครู ดังกล่าว

             เรื่องนี้  กลุ่มงานวินัยและนิติการ กจ.กศน. บอกว่า  ถ้าเป็นเรื่องความรับผิดชอบในกรณีทำให้ผู้อื่นเสียหายหรือเสียชีวิต โดยข้าราชการครูได้รับอนุญาตให้ใช้รถส่วนตัวไปราชการ  ผู้รับผิดชอบคือ สนง.กศน.จังหวัด ที่อนุญาตให้ข้าราชการครูใช้รถส่วนตัวไปราชการ
             สนง.กศน.จังหวัดต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ( เป็นคู่กรณีกับญาติผู้เสียหาย )  ถ้าเราเป็นฝ่ายผิด สนง.กศน.จังหวัดต้องเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายตามความผิดทางการละเมิด ( ใช้เงินกองกลางชดใช้ไปก่อน แล้วทำรายงานไปส่วนกลาง )  ส่วนข้าราชการครูที่ขับรถชนคนเสียชีวิตมีความผิดทางอาญา
             หลังจากนั้น สนง.กศน.จังหวัด จึงดำเนินการกับข้าราชการครูในความผิดทางการละเมิด เพื่อเรียกชดใช้คืนจากข้าราชการครูในภายหลัง  อาจจะเรียกค่าชดใช้ที่จ่ายไป คืนจากข้าราชการครูทั้งหมด หรือบางส่วน อยู่ที่ผลการพิจารณาทางการละเมิดว่า ข้าราชการครูประมาทเลินเล่อ หรือมีเหตุสุดวิสัยอย่างไรแค่ไหน

         2. คืนวันที่ 28 ม.ค.59 ผมตอบ กศน. ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอศรีบุญเรือง ที่ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  มีโครงการเรียนรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสมพอเป็นตัวอย่าง แนวทางหรือป่าว

             ผมตอบว่า   ผมไม่มีตัวอย่างโครงการ

             การเรียนรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เป็นการศึกษาต่อเนื่องประเภทพัฒนาสังคมและชุมชน ( เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณเหมือนกับการพัฒนาสังคมและชุมชน คือหัวละ 400 บาท ) ก็จัดโครงการลักษณะเดียวกับโครงการพัฒนาสังคมและชุมชนปีก่อน เพียงแต่เนื้อหาวิชาที่จัดเป็นเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสม
             ผมเคยโพสต์ตัวอย่างเทคโนโลยีที่เหมาะสม ด้านการเกษตร เช่น
             - การปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์โดยใช้เทคนิควิธีใหม่ที่ให้ผลผลิต/กำไรมากขึ้น เช่น การปลูกพืชไร่โดยใช้ระบบน้ำหยด
             - การปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์พันธ์ใหม่ ๆ เช่น การเลี้ยงปลาหนังลูกผสมบึกสยามแม่โจ้ ( ปลาสวายผสมปลาบึก ), การทำฟาร์มเห็ดนางฟ้าฮังการี เห็ดโคนญี่ปุ่น
             - ฯลฯ

         3. เย็นวันที่ 1 ก.พ.59 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  เป็นพนักงานราชการตำแหน่งครู กศน.ตำบล มีวุฒิคหกรรมศาสตร์บัณฑิต ( คหกรรมศาสตร์ศึกษา ) ซึ่งเป็นวุฒิครู และ มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูโดยไม่ต้องเรียน ป.บัณฑิต
             ไปสมัครสอบเพื่อจะเปลี่ยนตำแหน่งเป็นครูอาสา แต่ เขาไม่รับสมัคร บอกว่าไม่มีวุฒิครู ตกลงไม่ใช่วุฒิครูหรือ
             คุณสมบัติที่เขาต้องการ คือ
             1)  บุคคลทั่วไป  มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา ดังนี้ ครุศาสตรบัณฑิต การศึกษาบัณฑิต หรือศึกษาศาสตรบัณฑิต ที่ ก.ค.ศ.รับรอง
             2)  บุคคลที่เป็นลูกจ้างในสังกัดสำนักงาน กศน.มีวุฒิไม่ต่ำปริญญาตรี และจบการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู

             ผมตอบว่า   วุฒิคหกรรมศาสตร์บัณฑิต ( คหกรรมศาสตร์ศึกษา ) เป็นวุฒิครู  ( คำว่าวุฒิครู เป็นภาษาพูด คำจริงคือ ปริญญาทางการศึกษา )
             ปริญญาทางการศึกษา มีหลายสาขา คือ
             1)  การศึกษา...
             2)  ครุศาสตร....
             3)  ศึกษาศาสตร....
             4)  ครุศาสตรอุตสาหกรรม....
             5)  วิทยาศาสตร... (ศึกษาศาสตร...) หรือ (ศึกษาศาสตรการสอน...) หรือ (การสอน...)
             6)  ศิลปศาสตร... (ศึกษาศาสตร์...) หรือ (ศึกษาศาสตรการสอน...)
             7)  คหกรรมศาสตรบัณฑิต วิชาเอกคหกรรมศาสตรศึกษา / เกษตรศาสตรบัณฑิต วิชาเอกเกษตรศึกษา / บริหารธุรกิจบัณฑิต วิชาเอกธุรกิจศึกษา

             แต่ คุณสมบัติที่ กศน.กำหนดสำหรับพนักงานราชการตำแหน่งครู นั้น ไม่ได้กำหนดแค่ว่ามีวุฒิครูอย่างเดียว แต่กำหนดว่ามีวุฒิครูเฉพาะ 3 สาขาเท่านั้น
              ( ผมไม่ทราบว่าทำไม กศน.กำหนดแค่ 3 สาขา อาจเป็นเพราะสาขาอื่นไม่เหมาะจะเป็นครู กศน. หรือสาขาอื่นมีน้อย หรือลืมไปว่าวุฒิครูมีหลายสาขา หรือ กศน.อาจไม่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด  ควรถาม กศน.ผ่าน กจ.ว่าจะกรุณาแจ้งแก้ไขคุณสมบัติได้ไหม )
             ถ้ากำหนดแค่ 3 สาขา ก็สมัครได้แค่ 3 สาขา

             ผมเห็น กศน.จ.อุบลฯเขาเพิ่มเติมคุณสมบัติด้วยว่า “หรือมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู”  ถ้ากำหนดแบบนี้คุณก็สมัครได้
              ( การที่แต่ละจังหวัดกำหนดคุณสมบัติแตกต่างเหลื่อมล้ำกัน ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือไม่  ท่าน ผอ.กจ.กศน.เคยบอกผมว่า ที่ไม่กำหนดเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพราะ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไม่ใช่วุฒิการศึกษา ส่วน ป.บัณฑิต เป็นวุฒิ ที่สูงกว่าปริญญาตรีต่ำกว่าปริญญาโท  ผมเคยโพสต์ประเด็นนี้เช่นในข้อ 5 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2015/05/130-131.html )

         4. วันที่ 4 ก.พ.59 ผมนำสรุปสาระจากการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ 1/59 วันที่ 27 ม.ค.59 เรื่อง การประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ (ว13/56 ชำนาญการพิเศษ-เชี่ยวชาญ) มาเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค ว่า

             - รางวัลสูงสุดระดับชาติขึ้นไป ที่ใช้พิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอรับการประเมิน มีจำนวน 281 รางวัล ( เดิม 206 รางวัล เพิ่มใหม่อีก 75 รางวัล )  ก.ค.ศ. จะมีหนังสือแจ้งรายชื่อรางวัลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักงาน ก.ค.ศ.
             - ชำนาญการพิเศษ ใช้รางวัลไม่น้อยกว่า 2 รางวัล/เรื่อง, เชี่ยวชาญ ไม่น้อยกว่า 3 รางวัล/เรื่อง
             - ต้องเป็นรางวัลจากผลงานดีเด่นฯ ระหว่าง วันที่ 1 พ.ค.56 – 30 เม.ย.59 (3 ปี)  และผลงานดีเด่นต้องตรงหรือสอดคล้องกับสาขาวิชา/กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ขอรับการประเมิน
             - กำหนดให้ยื่นคำขอ พร้อมแบบรายงานและข้อเสนอในการพัฒนางานต่อผู้บังคับบัญชา ระหว่างวันที่ 1-30 เม.ย.59
             - จากนั้น ให้เขตพื้นที่การศึกษา และส่วนราชการ พิจารณาคัดกรองคุณสมบัติในเบื้องต้น แล้วเสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในวันที่ 30 ก.ย.59  ( แต่ถ้าเป็นผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 ก.ย.59 ให้เสนอรายชื่อถึงสำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในวันที่ 30 มิ.ย.59 )

             ผู้มีคุณสมบัติที่จะขอรับการประเมินต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับการประเมินทั้ง 3 ด้าน ดังนี้

             ด้านที่ 1  ด้านวินัย คุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ  ( พิจารณาจากการมีวินัย การประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี การดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม ความรักและศรัทธาในวิชาชีพ และความรับผิดชอบในวิชาชีพ )

             ด้านที่ 2  ด้านความรู้ความสามารถ  ( พิจารณาจากความสามารถในการจัดการเรียนการสอน / ความสามารถในการการบริหารจัดการสถานศึกษา / ความสามารถในการบริหารและการจัดการศึกษา / ความสามารถในการนิเทศการศึกษา และการพัฒนาตนเอง )

             ด้านที่ 3  ด้านผลการปฏิบัติงาน  แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
                     - ส่วนที่ 1  ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน / ผลการพัฒนาคุณภาพในการบริหารและจัดการสถานศึกษา / ผลการพัฒนาคุณภาพในการบริหารและจัดการศึกษา / ผลการพัฒนาคุณภาพการนิเทศการศึกษา
                     - ส่วนที่ 2  ผลงานดีเด่นที่ประสพผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ( รางวัลระดับชาติขึ้นไป จำนวนรางวัลตามที่กำหนด )
                     - ส่วนที่ 3  ผลงานทางวิชาการ ผลการพัฒนางานตามข้อตกลง  ซึ่งการพัฒนางานตามข้อตกลงจะต้องต่อยอดจากผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง

 

         5. เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ปี 2557 ผมถามสำนักมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ( 02-1277000 ต่อ 4551 ) ได้รับคำตอบว่า พนักงานราชการเป็นประธานกรรมการตรวจรับพัสดุ ได้ โดยไม่ได้กำหนดจำกัดวงเงินไว้ อ้างอิงจาก ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 “ที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 7 พ.ศ.2552” ข้อ 35 ( ดูได้ที่ home.kku.ac.th/praud…/law/01_assets/07_2552_assets_edit7.pdf )

             ระเบียบฉบับที่ 7 ปี 2552 นี้ กำหนดไว้ในข้อ 4 ว่า
              “ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ 35 แห่งระเบียบปี 35  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
               ข้อ 35 คณะกรรมการตามข้อ 34 แต่ละคณะ ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอีกอย่างน้อย 2 คน ซึ่งแต่งตั้งจาก ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย หรือพนักงานของรัฐ โดยคำนึงถึงลักษณะหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นสำคัญ ...”

             ที่จริง ก่อนหน้าที่จะมีระเบียบฉบับที่ 7 ออกมาในปี 52 นี้  ก็มีหนังสือตอบข้อหารือก่อนแล้วว่า ให้พนักงานราชการเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุได้  ( ผมจำไม่ได้ว่าหนังสือตอบข้อหารือฉบับนั้น พูดถึงเฉพาะกรรมการ หรือเป็นประธานได้ด้วย และเฉพาะกรณีหน่วยงานไม่มีข้าราชการหรือเปล่า  เพราะเมื่อมีระเบียบฉบับที่ 7 ออกมาชัดเจนแล้ว ผมก็ทิ้งหนังสือตอบข้อหารือนั้นไป ไม่ต้องนำมาใช้อ้างอิงอีกแล้ว )
             ที่ระเบียบเดิม ปี 35 ไม่มีคำว่าพนักงานราชการไว้ เพราะ ปี 35 ประเทศไทยยังไม่มีพนักงานราชการ

             หลังจากนั้น เดือน ม.ค. ปี 58 ผมหารือเรื่องนี้กับกลุ่มงานพัสดุ กลุ่มการคลัง กศน. อีก ได้รับคำตอบว่า ถ้าหน่วยงานมีข้าราชการ ประธานกรรมการต้องเป็นข้าราชการ
             สรุปคือ ถ้าหน่วยงานไม่มีข้าราชการ ให้พนักงานราชการเป็นประธานกรรมการตรวจรับพัสดุได้โดยไม่จำกัดวงเงิน แต่ถ้ามีข้าราชการต้องให้ข้าราชการเป็นประธานกรรมการ

             แต่.. ต่อมา ปลายปี 58 มีผู้บอกว่า ถ้าวงเงินเกินแสน ต้องให้ข้าราชการอำเภออื่นมาเป็นประธาน

             ปลายเดือน ม.ค.59 ผมจึงหารือกลุ่มงานพัสดุ กลุ่มการคลัง กศน. ในเรื่องนี้อีก ครั้งนี้ได้รับคำตอบใหม่ว่า
              “เมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็มีผู้ถาม น้องที่กลุ่มงานพัสดุตอบตามระเบียบเดิมว่า ประธานกรรมการต้องเป็นข้าราชการเท่านั้น ผู้ถามอ้างระเบียบฉบับที่ 7 น้องที่ตอบจึงถามต่อไปที่กรมบัญชีกลาง ( ที่เดียวกับที่ผมถาม ) ได้รับคำตอบว่า จะให้พนักงานราชการใหญ่กว่าข้าราชการได้อย่างไร ประธานต้องเป็นข้าราชการ ส่วนพนักงานราชการเป็นกรรมการ”

             วันที่ 2 ก.พ.59 ผมจึงหารือสำนักมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ( 02-1277000 ต่อ 4551 ) อีก เขาก็ยืนยันเหมือนเดิมว่าระเบียบฉบับที่ 7 ชัดเจนแล้ว ประธานกรรมการแต่งตั้งจากพนักงานราชการได้ โดยระเบียบไม่ได้ระบุจำกัดวงเงินไว้ ถ้าส่วนราชการใดจะกำหนด “นโยบาย” เป็นอย่างอื่น เช่นห้ามพนักงานราชการเป็นประธานกรณีวงเงินเกินแสน ก็คงกำหนดได้ แต่ควรกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร

             วันที่ 4 ก.พ.59 ผมหารือกลุ่มงานพัสดุ กลุ่มการคลัง กศน. อีกครั้ง
             ครั้งนี้ หัวหน้า กลุ่มงานพัสดุ ( อรอัญญาญ์ ธีรกรณ์พัฒน์ ) สรุปชัดเจนว่า
             ให้ยึดระเบียบฉบับที่ 7 ซึ่งเป็นลายลักษณ์อักษรที่อ้างอิงได้ คือ
              “พนักงานราชการสามารถเป็นประธานกรรมการตรวจรับพัสดุได้โดยไม่จำกัดวงเงิน แต่ถ้าหน่วยงาน/สถานศึกษานั้นมีข้าราชการ ต้องให้ข้าราชการเป็นประธาน”

 

         6. เนื่องจากวันที่ 4 ก.พ.59 กศน.อ.ผักไห่ ยังได้รับหนังสือเรียน กศ.ขั้นพื้นฐานที่จ้างพิมพ์ไม่ครบ ทั้งที่เกินกำหนดส่งแล้ว เวลาผ่านมาเกินกลางเทอมแล้ว ผู้รับจ้างทยอยนำหนังสือมาส่ง 3 ครั้งแล้ว วันนี้ ( 4 ก.พ.59 ) ก็ยังไม่ครบ  หนังสือบางรายการ ( ประถม ) ก็เป็นหนังสือที่พิมพ์ไว้ก่อนกลุ่มพัฒนา กศน.แก้ไขคำผิด

             ผมบอกว่าจะต้องปรับ ( คิดว่าที่ไหนปรับเขาจะรีบส่งก่อน ที่ไหนไม่ปรับเขาจะส่งช้า ) ผู้รับจ้างบอกว่าถ้าปรับก็ปรับเฉพาะส่วนที่ยังไม่ได้ส่ง  ส่วนรายการที่พิมพ์ไว้ก่อนแก้คำผิด จะพิมพ์มาให้ใหม่ แต่ยังไม่กำหนดว่าพิมพ์ใหม่จะส่งเมื่อไร เล่มเก่าที่นำมาส่งแล้ว(ที่ไม่ได้แก้คำผิด)ก็จะยกให้ด้วย ให้นำหนังสือที่ส่งแล้วทั้งหมดไปให้ นศ.ได้เลย
             แต่ต่อมา ผู้รับจ้างก็ทำหนังสือมาขอยกเว้นค่าปรับ ให้เหตุผลว่า เขาไม่ได้ใช้ใบแทรกแก้คำผิดมาประกอบหนังสือเก่าแล้วนำมาส่ง แต่เขาพิมพ์หนังสือขึ้นมาใหม่ จึงล่าช้า
             ผมจึงหารือเรื่องนี้กับหัวหน้ากลุ่มงานพัสดุ กลุ่มการคลัง กศน. เมื่อ
4 ก.พ.59 ได้รับคำตอบว่า
             1)  การจ้างพิมพ์หนังสือ ถ้ายังส่งมอบไม่ถูกต้อง/ครบถ้วน จะยังตรวจรับ/รับมอบ ไม่ได้
             2)  เมื่อยังตรวจรับ/รับมอบไม่ได้ การปรับก็ต้องปรับตามยอดเต็ม ปรับถึงวันที่ส่งมอบถูกต้องครบถ้วน ( ถึงวันที่นำหนังสือที่พิมพ์แก้ไขคำผิดใหม่มาส่งครบถ้วน )
             3)  เมื่อยังตรวจรับ/รับมอบเป็นของเราไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิจะนำหนังสือส่วนที่ได้รับแล้วไปให้ นศ.
             4)  ผู้รับจ้างสามารถทำหนังสือขอยกเว้นค่าปรับมาให้กรรมการตรวจรับฯพิจารณาได้ เหตุผลเช่น ผู้จ้างส่งมอบต้นฉบับให้ช้า เป็นความบกพร่องของผู้จ้าง จึงจะพิจารณายกเว้นค่าปรับได้  แต่เหตุผลที่ว่าเขาพิมพ์ใหม่ไม่ได้ใช้หนังสือเก่ามาแทรกใบแก้คำผิดจึงล่าช้า นั้น เป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้องเพราะต้นฉบับที่ใช้จ้างพิมพ์เป็นต้นฉบับที่แก้คำผิดแล้ว และเรามอบให้ตั้งแต่ทำสัญญาหรือสั่งจ้าง เขารู้ตั้งแต่รับจ้างแล้วว่าต้องพิมพ์เหมือนต้นฉบับ

 

         7. คืนวันที่ 8 ก.พ.59 มี ผอ.กศน.อ. ถามผมทางไลน์ ว่า  ย้ายข้าราชการครูและบุคลากรรอบนี้ 1-15 ก.พ. ผู้บริหารย้ายด้วยป่าว

             ผมตอบว่า   ตามหลักเกณฑ์ข้อ 3.1 ในหนังสือสำนักงาน กศน. กำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาขอย้ายกรณีปกติปีละครั้งเดียว ในช่วง 1-15 ส.ค. ( ดูหนังสือนี้ได้ที่  https://db.tt/LbkfNeHq )

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

1.ลดการมอบอำนาจจัดซื้อจัดจ้างให้ ผอ.กศน.อำเภอ จากวงเงิน 2 ล้าน เหลือ 5 แสนบาท, 2.วิธีลงข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์สำนักงาน กศน., 3.การย้ายผู้บริหารสถานศึกษา, 4.การลดธงชาติครึ่งเสา, 5.การทำบัตรและรูปติดบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ( เดือน ต.ค.59 พนักงานราชการทุกตำแหน่งของ กศน. ต้องต่อสัญญาใหม่ ต้องทำบัตรใหม่ ), 6.การพิมพ์ตำแหน่งในบัตรประจำตัวฯกับในป้ายชื่อติดเครื่องแบบ, 7.มีความผิดทั้งครู และสถานศึกษา


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เย็นวันที่ 22 ม.ค.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องลดการมอบอำนาจ ว่า
             สป.ศธ.ออกคำสั่งที่ 111/58 ลงวันที่ 19 ม.ค.58 ยกเลิกคำสั่งที่ 1997/55 ลงวันที่ 11 ธ.ค.55 ที่มอบอำนาจการจัดซื้อจัดจ้างให้ ผอ.สถานศึกษา 2,000,000 บาท  และมอบอำนาจใหม่ในวงเงิน 500,000 บาท
            
https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/CM111-58.pdf

        
2. วันที่ 23 ม.ค.58 คุณ ณัฐพงศ์ โสภิณ ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  ถ้าจะประชาสัมพันธ์ผ่านหน้าเว็บสำนักต้องทำไง


             ผมตอบว่า
            
1)  ผู้ที่จะขึ้นข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ สนง.กศน. จะต้องมี “ชื่อสมาชิก” และ “รหัสผ่าน” โดยผู้ที่จะขึ้นข่าวประชาสัมพันธ์ไมใช่เป็นบุคคล แต่ให้ขึ้นข่าวประชาสัมพันธ์ในนามหน่วยงาน คือ กศน.จังหวัด อำเภอ หรือตำบล  ฉะนั้นในแต่ละหน่วยงาน จึงให้มี ชื่อสมาชิก/รหัสผ่าน ชุดเดียว
             2)  ลองถามกันดูว่า หน่วยงานนี้ ชื่อสมาชิก/รหัสผ่าน คืออะไร อยู่กับใคร ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ให้โทร.02-2820750, 2802924 ติดต่อขอกับผู้ดูแลเว็บไซต์สำนักงาน กศน. หรือคุณอุดมศักดิ์ บุญก่อ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ กลุ่มแผนงาน กศน.
             3)  เมื่อมี ชื่อสมาชิก/รหัสผ่าน แล้ว ให้คีย์ลงในหน้าโฮมเพจเว็บไซต์ สนง.กศน. แล้วคลิกที่ “เข้าสู่ระบบ”
             4)  จากนั้นคลิกที่ "เพิ่มบทความ"
             5)  เข้าไปกรอกข้อมูลข่าวประชาสัมพันธ์ ต่าง ๆ เสร็จแล้วคลิกที่ปุ่ม "บันทึก"
              ( ถ้าจำไม่ผิด เมื่อบันทึกข่าวประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ข่าวจะยังไม่ขึ้นประชาสัมพันธ์ออกหน้าเว็บในทันที ต้องคอยให้กลุ่มแผนงานตรวจสอบก่อน แล้วจึงจะปล่อยข่าวขึ้นประชาสัมพันธ์ในหน้าเว็บ สนง.กศน.ภายหลัง )







         3. วันเสาร์ที่ 24 ม.ค.58 มีผู้ถามในไทม์ไลน์ผม ว่า  มีเกณฑ์การย้าย ผอ.อำเภอ ไหม

             ผมตอบว่า   อยู่ในเรื่องเดียวกับที่แจ้งตำแหน่งว่างให้ ผอ.อำเภอ ขอย้ายครั้งก่อน ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/chengeBoss.PDF

         4. วันที่ 26 ม.ค.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องการลดธงชาติครึ่งเสา ว่า
             ให้ปฏิบัติการเหมือนการชักธงขึ้นตามปกติ แต่เมื่อธงถึงยอดเสาแล้วจึงลดลงให้อยู่ในระดับความสูงประมาณ
2 ใน 3 ส่วน ของความสูงของเสาธงนั้น คือลดลงเพียง 1 ใน 3 ของเสา ไม่ใช่ครึ่งเสา
             และเมื่อจะชักธงลงในตอนเย็น ก็ให้ชักธงขึ้นจนถึงยอดเสาก่อน แล้วจึงชักธงลง
             จะลดธงชาติครึ่งเสากรณีใด เป็นเวลาเท่าใด ทางราชการจะประกาศให้ทราบเป็นคราว ๆ ไป ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาการลดธงชาติครึ่งเสาจะกระทำในกรณีที่ประมุขหรือบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ เสียชีวิต โดยปกติทางราชการจะประกาศให้ลดธงชาติครึ่งเสาทั่วราชอาณาจักรเป็นเวลา 3 วัน








         5. วันเดียวกัน ( 26 ม.ค.) พรณรงค์ ผ่องไสววงศ์ ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  รูปติดบัตรประจำตัวข้าราชการบำนาญ ที่เขาได้สายสะพาย ใช้รูปแบบเต็มยศมีสายสะพาย หรือแบบแพรย่อ

             ผมตอบว่า   ตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวฯ จะใช้ได้ทั้ง 2 อย่าง เพราะเป็นเครื่องแบบพิธีการทั้งคู่ ( เครื่องหมายที่ติดปกคอเสื้อ จะต่างจากตอนเป็นข้าราชการประจำ )
             รูปถ่ายติดบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ( รวมทั้งพนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับบำเหน็จบำนาญ ) นั้น ตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542 ข้อ 4 (1) กำหนดให้เลือกแต่งเครื่องแบบได้หลายแบบคือ
             - เครื่องแบบปฏิบัติราชการ/เครื่องแบบพิธีการ เครื่องแบบเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งตนสังกัด หรือ
             - ชุดสากล หรือ
             - ชุดไทยพระราชทาน
              ( ดูกฎกระทรวงฯนี้ได้ที่ http://ahph9thi.gotoknow.org/assets/media/files/000/830/787/original_role2542.pdf )
             รูปถ่ายสำหรับติดบัตรนี้ ขนาด
2.5 X 3.0 ซ.ม. ถ่ายครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวกและแว่นตาสีเข้ม ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันยื่นคำขอมีบัตร
             กรณีข้าราชการสตรีไทยมุสลิม สามารถถ่ายรูปที่มีผ้าคลุมศีรษะได้ แต่ต้องเห็นหน้า ( เห็น หน้าผาก คิ้ว ตา จมูก ปาก และคาง ) ( ตามหนังสือที่ นร 1304/ว 1074/ 4 ก.พ.40 )

             สำหรับข้าราชการบำนาญ ( เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับบำเหน็จบำนาญ ) ก็ใช้เครื่องแบบปฏิบัติราชการ ( ชุดกากี ) และเครื่องแบบพิธีการ ( ชุดขาว ) เหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง เปลี่ยนแค่ ติดเครื่องหมายสังกัดข้างเดียว ( ถ้าเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เครื่องหมายสังกัดคือ เสมา ) ที่ปกคอเสื้อด้านหน้าข้างซ้าย  ส่วนข้างขวาให้เปลี่ยนเป็นเครื่องหมายอักษร นก ( นอกราชการ ) เท่านั้นเอง
             สำหรับพนักงานราชการ บัตรจะมีอายุครบกำหนดตามสัญญาจ้าง และจะทำบัตรได้เมื่อมีวาระการจ้าง
1 ปี ขึ้นไปเท่านั้น ( พนักงานราชการที่บรรจุใหม่ถ้าในช่วงแรกทำสัญญาจ้างไม่ถึง 1 ปี จะยังไม่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ )   เดือน ต.ค.59 พนักงานราชการทุกตำแหน่งของ กศน. ต้องต่อสัญญาใหม่ ก็ต้องทำบัตรใหม่








         6. คืนวันเดียวกัน ( 26 ม.ค.) แดง พัฒนสิน กศน.พิชัย ถามบนไทม์ไลน์ผม ว่า  บัตรประจำตัว ระบุตำแหน่งว่า ครูชำนาญการพิเศษ ป้ายชื่อเครื่องแบบข้าราชการต้องเปลี่ยนตามหรือไม่
             ผมตอบว่า   พ.ร.บ.บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับ พ.ร.บ.เครื่องแบบข้าราชการฯ เป็นคนละฉบับกัน โดยป้ายชื่อตาม พ.ร.บ.เครื่องแบบข้าราชการฯ กำหนดให้มี
2 บรรทัด บรรทัดแรกระบุชื่อ-สกุลไม่ต้องมีคำนำหน้า บรรทัดที่ 2 ระบุตำแหน่งปัจจุบัน  ต่างจากบัตรประจำตัวฯในช่องตำแหน่ง ให้ระบุตำแหน่ง/ระดับ/ยศ จึงไม่ต้องเปลี่ยนป้ายชื่อตามบัตรประจำตัว ( ถ้าจะเปลี่ยนตามก็คงไม่เป็นไร เพราะปัจจุบันหลายคนก็ใส่รูปเครื่องหมายสังกัดเช่นเสมาลงไปในป้ายชื่อด้วย ทั้งๆที่ไม่มีกำหนดให้ใส่ )

             ในส่วนของการพิมพ์ “ตำแหน่ง” ในบัตรประจำตัวข้าราชการครูนี้ สำนักนายกรัฐมนตรีตอบข้อหารือสำนักงาน ก.ค.ศ. ว่า
             1)  ครู ที่ไม่มีวิทยาฐานะ ให้ลงชื่อตำแหน่ง ( ชื่อตำแหน่งตาม ม.38 พรบ.ระเบียบข้าราชการครู 2547 ) เช่น ลงว่า ครู ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นต้น
             2)  ครู ที่มีวิทยฐานะให้ลงชื่อวิทยฐานะ ( ชื่อวิทยฐานะตาม ม.39 พรบ.ระเบียบข้าราชการครู 2547 ) เช่น ลงว่า ครูชำนาญการพิเศษ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการชำนาญการ เป็นต้น
              ( ดูหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ ได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/cardteacher.pdf )

         7. วันที่ 28 ม.ค.58 มนูญ ฮับ ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  พนักงานราชการ ครู กศน.ตำบล ไม่มีใบประกอบฯ และไม่ได้เรียน ป.บัณฑิต ในขณะนี้ผ่านล่วงเลยมา 4 ปี จะมีผลอย่างไร จะต่อสัญญาได้อีกหรือไม่ คนที่ต่อสัญญามีความผิดหรือไม่

             ผมตอบว่า   ถ้าสถานศึกษา ให้ ผู้ที่ไม่มี "ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู" ไม่มี "หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ" และไม่สามารถขออนุญาตต่อได้อีกแล้ว มาสอน "การศึกษาขั้นพื้นฐาน" จะมีความผิดทั้งสถานศึกษาและผู้สอนนั้น ( ถ้ามีผู้ร้องเรียนไปคุรุสภา )  ตอนที่ต่อสัญญายังไม่มีความผิดในเรื่องนี้ถ้าในสัญญาไม่ได้ระบุให้สอน กศ.ขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าให้สอน "การศึกษาขั้นพื้นฐาน" จึงจะมีความผิด  ไม่เกี่ยวกับการสอนการศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาตามอัธยาศัย
             ( ปัจจุบันให้สถานศึกษาขออนุญาตให้บุคคลปฏิบัติการสอนโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ถึง 3 ครั้ง ๆ ละ 2 ปี )