แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำลาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำลาย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2564

1.ป้ายชื่อต้องระบุตำแหน่งไหม, 2.การทำลายข้อสอบ, 3.ระเบียบที่ว่า กลุ่มสนใจ-วิชาชีพ ให้สอนไม่เกินวันละ 3, 5 ชม. ยกเลิกหรือยัง, 4.จ้างพิมพ์หนังสือเรียนจำนวนน้อย ราคาสูงกว่าราคาอ้างอิงได้หรือเปล่า, 5.ไม่เคยอบรมลูกเสือแต่ต้องสอนลูกเสือ แต่งเครื่องแบบยังไง, 6.ทำไมเงิน ชพค.สมัยก่อนจ่ายน้อยกว่า แต่ตายได้มากกว่าสมัยนี้, 7.จนท.จังหวัดบอกว่า การจัดกลุ่มสนใจและชั้นเรียน ต้องเขียนโครงการด้วยทุกครั้ง. (ถูกต้องหรือไม่?)

 สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. คืนวันอาทิตย์ที่ 3 ม.ค.64 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  หนูพึ่งสอบพนักงานราชการครูกศน.ตำบลได้ ขอรบกวนสอบถามการแต่งกายชุดกากีที่ถูกระเบียบหน่อยนะคะ
             ป้ายชื่อต้องระบุตำแหน่งไหมคะ

             ผมตอบว่า   ตามประกาศฯข้อ 2.8 ป้ายชื่อให้ระบุชื่อและตำแหน่ง ฉะนั้น ที่ถูกต้อง ต้องระบุตำแหน่งด้วย
             ( แต่บางคนเขาอาจจะยังไม่พอใจตำแหน่งปัจจุบันของตัวเอง จึงอาจไม่ระบุตำแหน่ง และยังบอกคนอื่นว่าไม่ต้องระบุตำแหน่งก็ได้ )
             ดูประกาศฯได้ที่ https://bit.ly/35xPQi3

         2. คืนวันที่ 13 ม.ค.64 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  การทำลายข้อสอบปลายภาค และ n-net เราต้องดำเนินการยังไง

             ผมตอบว่า
             1)  การทำลายข้อสอบ N-NET
                  ในคู่มือการจัดสอบ N-NET ของ สทศ.ฉบับปีการศึกษา 2563 ระบุว่า
                  “3.6  เมื่อเสร็จสิ้นกำรสอบ หัวหน้าสนามสอบต้องรวบรวมกล่องบรรจุซองกระดาษคำตอบกับกล่องบรรจุแบบทดสอบและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอบ ส่งมอบให้กับตัวแทนศูนย์สอบ(ผอ.กศน.อำเภอ) เพื่อนำส่งศูนย์สอบ(กศน.จังหวัด)ทันที
                   4.3  แบบทดสอบ ให้ศูนย์สอบ(กศน.จังหวัด)ดำเนินการทำลายภายใน 30 วัน หลังประกาศผลสอบ แล้วรายงานผลการทาลายแบบทดสอบให้ สทศ. ทราบ ตามแบบ N-NET 12”

                  การทำลายข้อสอบ ให้ดำเนินการตามระเบียบสารบรรณ ส่วนถ้ามีค่าใช้จ่ายในการจ้างทำลายให้จ้างตามระเบียบพัสดุ ( แต่การทำลายในปัจจุบัน จะมีรายได้ ไม่ใช่มีค่าใช้จ่าย ) เช่นเดียวกับการทำลายข้อสอบปลายภาคที่ตอบในข้อ 2)

             2)  การทำลายข้อสอบปลายภาค
                  ทั้งกระดาษคำถามและกระดาษคำตอบ ทั้งข้อสอบที่มาจากส่วนกลางและข้อสอบวิชาเลือกเสรีของจังหวัดเอง ใช้ระเบียบการทำลายหนังสือ ตามระเบียบสารบรรณ
                  ซึ่งตามระเบียบสารบรรณกำหนดเรื่องการทำลายหนังสือให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรม แต่ของ กศน.ระดับอธิบดีกรมคือปลัดกระทรวง และปลัดกระทรวง ศธ.มอบอำนาจเรื่องนี้ให้ ผอ.กศน.จังหวัด ตามคำสั่งมอบอำนาจที่ 531/51 ข้อ 7 ซึ่ง ผอ.กศน.จังหวัดจะมอบอำนาจต่อช่วงอีกไม่ได้ ต้องออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการเอง โดยถ้าจะทำลายหนังสือหรือข้อสอบที่อยู่ที่อำเภอ จังหวัดอาจแต่งตั้งบุคลากรของอำเภอเป็นคณะกรรมการ
                  อนึ่งเรื่องการทำลายข้อสอบนี้ ในคู่มือของกลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ(ชื่อเดิม) ระบุว่าทำลายตามระเบียบพัสดุ ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้อง เพื่อความแน่ใจ วันที่ 2 ต.ค.61 ผมถามอดีตหัวหน้ากลุ่มงานพัสดุ กลุ่มการคลัง กศน. ( เกษียณแล้ว ) ว่า
                  การทำลายข้อสอบปลายภาค ที่สอบเสร็จแล้ว ( กระดาษคำถาม และ กระดาษคำตอบ ) ทำลายตามระเบียบสารบรรณ หรือ ระเบียบพัสดุ
                  ท่านตอบว่า  ทำลายตามระเบียบสารบรรณ ( แต่ในส่วนของ ถ้ามีค่าใช้จ่ายเช่นค่าจ้างทำลาย ให้จ้างตามระเบียบพัสดุ )

                  ในทางปฏิบัติ เคยมีหนังสือแจ้งเมื่อปี 2551 เรื่องการทำลายข้อสอบ ( ชุดคำถาม ) ให้จังหวัดเป็นผู้ทำลาย เมื่อสอบเสร็จต้องขนส่งไปจังหวัด ไม่ได้อยู่ที่อำเภอ โดยอาจทำลายด้วยการเผา หรือให้เอกชนทำการย่อยเป็นเส้น ๆ ให้ไม่สามารถอ่านได้ เมื่อย่อยแล้วก็ ให้ หรือ ขาย เอกชนไป ( แทนที่จะมีค่าใช้จ่าย กลับมีรายได้ถ้าใช้วิธีทำให้ไม่สามารถอ่านได้แล้วขาย ซึ่งปัจจุบันมักใช้วิธีนี้ เอกชนมีเครื่องมือทำลายต่อหน้ากรรมการ ส่วนการเผากระดาษจำนวนมากนั้นไม่ง่ายและการเผาจะเกิดควันเป็นมลภาวะซึ่งอาจผิดกฎหมาย )
             ส่วนกระดาษคำตอบ ก็เป็นอำนาจของจังหวัดเหมือนกัน เพียงแต่เอกสารถ้าอยู่ที่อำเภอ จังหวัดมักจะออกคำสั่งแต่งตั้งคนอำเภอเป็นกรรมการทำลายอยู่ที่อำเภอ
             ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ( ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2560 กำหนดว่า “คณะกรรมการทำลายหนังสือประกอบด้วยประธานและกรรมการอีกอย่างน้อย 2 คน โดย ปกติ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการ”
             ถ้า กศน.อำเภอมีข้าราชการไม่ครบ 3 คน อาจให้ข้าราชการอำเภออื่นร่วมเป็นกรรมการ หรืออาจอนุโลมให้เป็นข้าราชการเฉพาะประธาน ส่วนกรรมการอาจเป็นลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการ

         3. วันที่ 17 ก.พ.63 มี ผอ.กศน.อ. โทร.ถามผมเรื่อง  ระเบียบที่ว่า กลุ่มสนใจ-วิชาชีพ ให้สอนไม่เกินวันละ 3, 5 ชม. ยกเลิกหรือยัง

             ผมตอบว่า   ระเบียบหลักเกณฑ์ที่ว่า “ให้สอนกลุ่มสนใจวันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง, วิชาชีพวันละ 3 ชั่วโมง ถ้าเกินต้องขออนุมัติ แต่ต้องไม่เกินวันละ 5 ชั่วโมง และไม่เกินสัปดาห์ละ 30 ชั่วโมง” นั้น เป็นระเบียบสมัยเก่า ถูกยกเลิกไปแล้ว ยกเลิกโดย ระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษานอกโรงเรียนหลักสูตรระยะสั้น พ.ศ. 2549 ประกาศ ณ วันที่ 27 มี.ค.49 ( ข้อแรก ๆ ของระเบียบปี 49 นี้ ระบุว่าให้ยกเลิกระเบียบสมัยเก่าดังกล่าว ) ซึ่งระเบียบปี 49 ไม่กำหนดจำกัดจำนวนชั่วโมงต่อวันแล้ว
             และปัจจุบัน ระเบียบ สป.ศธ.ว่าด้วยการจัด กศน.หลักสูตรระยะสั้น 2549 นี้ ก็ถูกยกเลิกไปอีกแล้ว ยกเลิกโดย ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาต่อเนื่อง พ.ศ.2554
             ปัจจุบันให้ยึดระเบียบปี 54 นี้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้กำหนดจำกัดจำนวนชั่วโมงต่อวัน จึงอยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารระดับจังหวัด/อำเภอสามารถกำหนดอย่างไรหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้บริหารเห็นว่าเนื้อหาวิชาและวัยผู้เรียนนั้น เรียน 6 ชั่วโมงไม่มาก ก็ 6 ชั่วโมงได้ ไม่มีระเบียบห้ามแล้ว  ถ้าผู้บริหารเห็นว่า เนื้อหาวิชานั้นหนักมาก ผู้เรียนเป็นผู้สูงอายุ ไม่ควรเรียนเกินวันละ 3 ชั่วโมง ก็กำหนดให้เรียนวันละ 3 ชั่วโมงก็ได้  ซึ่งถ้าให้เรียนเกินวันละ 5 ชั่วโมง ก็ย่อมเบิกจ่ายค่าสอนเกินวันละ 5 ชั่วโมงได้
             ทั้งนี้ มีเล่ม “แนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาต่อเนื่อง (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2561)” อยู่ที่  https://www.dropbox.com/s/pk5gscjnx5delb0/manualEdContineu61.pdf?dl=1  และมีไฟล์แบบฟอร์มต่างๆที่ใช้ในการจัด กศ.ต่อเนื่อง อยู่ที่  https://bit.ly/2DghZQ5  
             อนึ่ง ในแนวทางเล่มนี้ กำหนดให้มีการจัดกลุ่มสนใจ ประเภทจัดตามภารกิจ เช่น อำเภอ/จังหวัดเคลื่อนที่/ร่วมกิจกรรมกับหน่วยงานอื่น ผู้สนใจมาสมัครเรียน ณ สถานที่จัดกิจกรรม หลักสูตรไม่เกิน 5 ชั่วโมง  ซึ่งประเภทนี้ ถ้าจัดวันละไม่เกิน 3 ชม. ก็ต้องจัด 2 วัน ไม่สอดคล้องกับลักษณะภารกิจอำเภอ/จังหวัดเคลื่อนที่ ซึ่งเคลื่อนที่ไปเพียงวันเดียว และผู้มาร่วมกิจกรรมแต่ละคนมักจะมางานวันเดียว  นั่นคือ ระเบียบปัจจุบัน ไม่ได้ห้ามสอนกลุ่มสนใจเกินวันละ 3 ชั่วโมง

         4. เช้าวันที่ 4 ก.พ.64 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  ในการสั่งจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนรายวิชาเลือกบังคับ เราสามารถสั่งจ้างพิมพ์ในราคาที่สูงกว่า ราคาอ้างอิงหรือราคากลางที่สำนักฯ กำหนดได้หรือเปล่า. เพราะเราสั่งพิมพ์จำนวนน้อย
             ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราสั่งจ้างพิมพ์ จำนวน 500 เล่ม ราคาเล่มละ 100 บาท ไม่เกินราคาอ้างอิงหรือราคากลาง  แต่ถ้าเราสั่งจ้างพิมพ์ จำนวนน้อย คือ 150 เล่ม ราคาเล่มละ 120 บาท จะเกินราคาอ้างอิงหรือราคากลาง ที่สำนักฯ กำหนดทันที  เราจะดำเนินการสั่งจ้างพิมพ์ได้หรือไม่ อย่างไรบ้าง.. เพราะจะต้องสั่งจ้างพิมพ์ ในราคาที่เกินราคาอ้างอิงหรือราคากลางที่สำนักฯ กำหนดไว้

             ผมตอบว่า
             1)  ตามหลักการแล้ว สำนักงาน กศน.ให้กำหนดราคากลางตามสเป็ค( รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ ) โดย "ไม่เกิน" ราคาอ้างอิงของสำนักงาน กศน.ส่วนกลาง
             2)  การกำหนดราคาอ้างอิงนั้น จะพิจารณาจำนวนเล่มที่จ้างพิมพ์ด้วยอยู่แล้ว เช่นราคาอ้างอิงปี งปม.61 หนังสือเรียนวิชาภาษาไทยระดับประถม
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 500 เล่ม ๆ ละ 103.55 บาท
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 600 เล่ม ๆ ละ 90.45 บาท
                  ...
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 3,000 เล่มๆละ 41.32 บาท

                  โดยจ้างพิมพ์ถูกกว่าราคาอ้างอิงได้ แต่ไม่ให้แพงกว่า  เช่น
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ไม่เกิน 500 เล่ม ( 1-500 เล่ม ) เล่มละ 103.55 บาท
                  - ถ้าจ้างพิมพ์เกิน 500 แต่ไม่เกิน 600 เล่ม ( 501-600 เล่ม ) เล่มละ 90.45 บาท
             ทั้งนี้ ในการกำหนดราคาอ้างอิง ถ้าเห็นว่า การจ้างพิมพ์ต่ำกว่า 500 เล่ม เช่น 150 เล่ม ควรจะราคาแพงกว่าการจ้างพิมพ์ 500 เล่ม ก็จะกำหนดราคาอ้างอิงสำหรับการจ้างพิมพ์ 150 เล่มไว้อีกราคาหนึ่ง ถ้าไม่กำหนดไว้ก็หมายถึง 1-500 เล่ม ใช้ราคาของ 500 เล่ม

 

             5. วันเสาร์ที่ 3 ก.พ.64 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์เก่าของผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ไม่เคยอบรมทางด้านลูกเสือเลย แต่ต้องลงสอนลูกเสือ ต้องแต่งเครื่องแบบยังไงคะ

             ผมตอบว่า   แต่งเครื่องแบบลูกเสือแบบที่นักเรียนแต่งชุดลูกเสือนั่นแหละ คือชุดลูกเสือสีกากีใส่ผ้าผูกคอสีประจำจังหวัด ใส่วอคเกิ้ลหน้าเสือธรรมดา
             แต่ถ้าจะสอนเพียงบางเนื้อหาที่เรามีความรู้ในเนื้อหานั้น สอนได้โดยไม่ต้องแต่งเครื่องแบบลูกเสือ  แม้แต่ พระสงฆ์ หมอ ชาวไร่ชาวนา รวมทั้งนักเรียนรุ่นพี่ ก็สอนลูกเสือได้โดยไม่ต้องแต่งเครื่องแบบลูกเสือ


 

         6. คืนวันที่ 22 ก.พ.64 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  เงินชพค.ที่จะได้รับประโยชน์เมื่อปี2555 ทำไมยอดเงินล้านกว่าจ่ายแค่สี่ร้อยกว่าบาทแต่สมัยนี้ยอดที่ได้รับแค่เก้าแสนกว่าบาท และจ่ายเเพงกว่า ไม่คงที่

             ผมตอบว่า
             - จำนวนเงินที่สมาชิกจ่ายแต่ละเดือน เป็นไปตาม "จำนวนสมาชิกที่เสียชีวิต"ในแต่ละเดือน รายละ 1 บาท เช่นเดือนใดมีสมาชิกเสียชวิต 500 ราย สมาชิกที่ยังมีชีวิตก็จ่าย 500 บาท
             - จำนวนเงินที่ทายาทผู้เสียชีวิตจะได้รับ เป็นไปตาม "จำนวนสมาชิกที่ยังมีชีวิต"ในเดือนนั้น รายละ 0.96 บาท ( สมาชิกจ่ายรายละ 1 บาท หักไว้เป็นค่าบริหารจัดการเช่นค่าจ้างเจ้าหน้าที่ ชพค.จังหวัด 0.04 บาท อัตราหักไว้ 4% นี้เป็นอัตราต่ำสุดที่กฎหมายกำหนด ถ้าเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ระดับตำบลจะหักไว้เป็นค่าจ้างเจ้าหน้าที่ได้มากถึง 9% )
                เช่น เดือนใดมีจำนวนสมาชิกที่ยังมีชีวิต 1 ล้านคน ทายาทก็จะได้เงิน 960,000 บาท
             - ปัจจุบัน จำนวนสมาชิกลดลงเรื่อยๆ เพราะ สมาชิกเข้าใหม่แต่ละเดือน น้อยกว่าสมาชิกเก่าที่เสียชีวิตในแต่ละเดือน เนื่องจาก ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเก่า สมัครเป็นสมาชิกไปเกือบหมดแล้ว จะมีผู้สมัครใหม่ในแต่ละเดือนก็ต่อเมื่อมีการสอบบรรจุเข้ามาใหม่ ซึ่งยุคหลังรัฐคุมกำเนิดข้าราชการ อัตรามีจำกัด บรรจุใหม่แต่ละปีน้อย ต่างจากสมัยก่อนที่จำนวนสมาชิกมากและอายุยังไม่มากยังไม่ค่อยเสียชีวิต แต่ปัจจุบันจำนวนสมาชิกเก่าที่มีมากนั้นทยอยกันชราและเสียชีวิตในแต่ละเดือนมาก บางเดือนเสียชีวิตถึง 700 ราย
             - ยิ่งมีสมาชิกเสียชีวิตมาก สมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จ่ายเงินมาก แต่ยิ่งมีจำนวนสมาชิกน้อยลง ทายาทของสมาชิกที่เสียชีวิตก็ยิ่งได้เงินน้อยลง ด้วยเหตุนี้จึงมีการพยายามเพิ่มจำนวนสมาชิก เช่น ให้ผู้ที่อายุเกินเกณฑ์สมัครเป็นสมาชิกได้ เป็นต้น
             ( สกสค.ประกาศจำนวนสมาชิกเข้าออกคงเหลือ และชื่อ-สกุล-จังหวัดที่เสียชีวิต ทุกเดือน ทุกคนตรวจสอบทางออนไลน์ก็ได้ )

             7. วันเสาร์ที่ 10 เม.ย.64 มีผู้โพสต์ในเฟซบุ๊ก กลุ่มครูนอกระบบ ว่า  ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการจัดการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างความรู้และความเข้าใจที่ชัดเจนว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่
             ตามคู่มือแนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาต่อเนื่อง(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการดำเนินงาน การศึกษาต่อเนื่องรูปแบบกลุ่มสนใจ และ ชั้นเรียนวิชาชีพ ดังนี้
             1)การศึกษาต่อเนื่อง รูปแบบกลุ่มสนใจ หลักสูตรระยะสั้นไม่เกิน 30 ชั่วโมง  มีผังการดำเนินงานในคู่มือหน้าที่ 7 โดยมีขั้นตอนดังนี้
                -ประชาสัมพันธ์
                -ผู้เรียนรวมกลุ่ม
                -จัดหาหรือจัดทำหลักสูตร และจัดหาวิทยากร
                -ขออนุญาตจัด/แต่งตั้งวิทยากร และจัดหาวัสดุ
                -แจ้งการจัดกิจกรรมต่อสำนักงาน กศน.จังหวัด
                -จัดการเรียนรู้และประเมินผล
                -จัดทำหลักฐานการจบหลักสูตร
                -เบิกค่าใช้จ่ายและรายงานผลการดำเนินงาน
                ครูจะต้องจัดทำเอกสารในการขอจัดการศึกษาต่อเนื่องกลุ่มสนใจ ตามแบบ กศ.ตน.ที่ระบุในคู่มือหน้า 9-12
             2)การศึกษาต่อเนื่อง รูปแบบชั้นเรียนวิชาชีพ หลักสูตร 31 ชั่วโมงขึ้นไป  มีผังการดำเนินงานในคู่มือหน้าที่ 23 โดยมีขั้นตอนดังนี้
                -การสำรวจความต้องการ/ประชาสัมพันธ์/รับสมัครผู้เรียน
                -วิทยากร/การจัดหาหรือจัดทำหลักสูตร
                -แต่งตั้งวิทยากร/ขอจัดตั้งกลุ่ม/จัดหาวัสดุ
                -จัดการเรียนรู้และวัดผลประเมินผล
                -การจบหลักสูตรและการออกหลักฐาน
                -การรายงานผลการดำเนินงาน
                -เบิกค่าใช้จ่าย
                -ติดตามผลการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
                ครูจะต้องจัดทำเอกสารในการขอจัดการศึกษาต่อเนื่องชั้นเรียนวิชาชีพ ตามแบบ กศ.ตน.ที่ระบุในคู่มือหน้า 24-27
             ดังนั้นการดำเนินการจัดการศึกษาต่อเนื่องทั้ง 2 กิจกรรม ไม่ต้องเขียนโครงการผมเข้าใจถูกต้องใช่หรือไม่   เพียงแต่ระบุว่าให้จัดทำแบบขอจัดตั้งกลุ่ม ตามแบบ กศ.ตน ที่ระบุ
             การจัดทำโครงการนั้นจะปรากฏในการดำเนินงานการฝึกอบรมประชาชน ซึ่งใช้กับการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน การจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งต้องเขียนโครงการตามผังขั้นตอนการอบรมประชาชนในคู่มือหน้า 33 โดยใช้แบบ กศ.ตน 23(1) และ กศ.ตน. 23(2)
             จึงเป็นข้อสงสัยว่าการขอจัดกลุ่มการศึกษาต่อเนื่องรูปแบบกลุ่มสนใจ และ ชั้นเรียนวิชาชีพ จะต้องเขียนโครงการด้วยหรือไม่เพราะเจ้าหน้าที่จังหวัดบอกว่าต้องเขียนโครงการด้วยทุกครั้งเช่น ถ้าเปิดหลักสูตรสานตะกร้าพลาสติก 10 ชั่วโมง ต้องมีโครงการสานตะกร้าพลาสติกมาแนบด้วย  เป็นต้น   ขออนุญาตเรียนถามความคิดเห็นจากผู้รู้หรือผู้ปฎิบัติในจังหวัดอื่น ๆ ช่วยแสดงความคิดเห็นและแนะนำด้วย

             ผมตอบว่า   ใช่ครับ ผมเคยโพสต์ในข้อ 5.4 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2016/03/moenet.html  เรื่องการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ว่า ทุกประเภทต้องมีหลักสูตร แบ่งรูปแบบการจัดได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ
             1)  รูปแบบกลุ่มสนใจและชั้นเรียน ( ไม่ต้องทำโครงการ ) ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน.
             2)  รูปแบบอบรมประชาชน ( ต้องทำโครงการ ) เป็นหลักสูตรที่ใช้กระบวนการฝึกอบรมให้กับประชาชน ไม่ต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน.

 

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561

1-2.ผอ.กศน.อำเภอ/เขต มีอำนาจไหม ( 2 เคส ), 3.ผู้ไปซื้อแบบพิมพ์ทางการศึกษา ต้องเป็นข้าราชการหรือไม่, 4.การทำลายข้อสอบ ใช้ระเบียบสารบรรณหรือระเบียบพัสดุแน่, 5.“เงินที่ได้มา ผอ.ไม่ได้เอาไปไหน แต่ต้องเอาไว้ซื้อน้ำกับทำบุญ”, 6.ประกาศอำนาจหน้าที่ กศน.จังหวัด, 7.ครู กศน. แปลงร่าง..


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เย็นวันที่ 28 ก.ย.61 คุณวงศ์ธวัช ครู กศน.ตำบล ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ผอ.กศน.เขต มีอำนาจในการส่งตัว ครู กศน.ตำบล ไปช่วยราชการ กศน.จ.มั้ย (พอดี มีปัญหากับ ผอ.เขต เรื่องผมไปตรวจสอบการทุจริตเบิกจ่ายงบประมาณ)

             ผมตอบว่า   ตามข้อ 2.1 ใน “แนวปฏิบัติของระบบพนักงานราชการสังกัดสำนักงาน กศน.” กำหนดไว้ว่า
             1)  การสั่งให้ไปปฏิบัติ งาน นอกเหนือจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง ต้องมีระยะเวลาสิ้นสุดการไปปฏิบัติงานที่ชัดเจน ( จะต้องไม่เกิน 4 เดือน ในรอบปีงบประมาณ )
             2)  งาน ที่สั่งให้ไปปฏิบัติ ไม่ควรจะแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากที่ระบุไว้ในสัญญาจ้าง ( จะต้องคำนึงถึงลักษณะงาน ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ ภาระงาน สภาพการปฏิบัติงาน คุณลักษณะและคุณสมบัติของพนักงานราชการ และเงื่อนไขอื่น ๆ )
             3)  เคสนี้ เมื่อ ผอ.กศน.อำเภอ/เขต ประสานงานกับ ผอ.กศน.จังหวัด/กทม. แล้ว ผอ.กศน.จังหวัด/กทม. ต้องเป็นผู้สั่ง โดยระบุว่าให้ไปปฏิงานอะไร ตั้งแต่เมื่อไรถึงเมื่อไร จากนั้น ผอ.กศน.อำเภอจึงทำหนังสือส่งตัวไป







         2. วันที่ 1 ต.ค.61 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  แฟนฉันเป็นหัวหน้ากศน.ตำบล ฉันเป็นครูกศน.ตำบล อยู่ตำบลเดียวกัน มีครู กศน.ตำบล 3 คน ผอ.จะให้แยกกันอยู่ ให้แฟนฉันไปเป็นลูกน้องตำบลใหม่ เลขที่ตำแหน่งอยู่ที่เดิม ถามว่า ถ้าไม่ย้ายได้ไหม

             ผมตอบว่า   ถ้าย้ายแบบที่เจ้าตัวไม่ได้ยื่นขอย้ายเอง ต้องให้ไปปฏิบัติงานในลักษณะงานตามสัญญาจ้าง ปีงบประมาณละไม่เกิน 4 เดือน ระบุว่าให้ไปปฏิบัติงานอะไรและสิ้นสุดเมื่อใด ไว้ตั้งแต่วันให้ไป โดยเสนอให้ ผอ.จังหวัดเป็นผู้สั่ง
             ส่วนการตั้ง "หัวหน้า" กศน.ตำบล ก็ต้องเสนอให้ ผอ.จังหวัดเป็นผู้ตั้งเช่นกัน

         3. วันที่ 27 ก.ย.61 มีผู้ถามผมทางกลุ่มไลน์ ITw NFE ว่า  การจัดซื้อแบบพิมพ์ (ระเบียนฯ) ผู้ที่ไปซื้อ ต้องเป็นข้าราชการ หรือไม่

             ผมตอบว่า   ตามระเบียบของ กศน. ( ในคู่มือการดำเนินงานฯ ปกสีเลือดหมู หน้า 157 ) ระบุแต่เพียงว่า "การสั่งซื่อแบบพิมพ์ ให้ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กทม. เป็นผู้สั่งซื้อ”
             ในทางปฏิบัติ ถ้าไม่ได้สั่งซื้อทางไปรษณีย์ แต่ให้คนไปซื้อที่ร้านค้าของ สกสค. .. สนง.กศน.จังหวัด ต้องเป็นผู้ออกหนังสือสั่งซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุชื่อผู้ไปซื้อ ไว้ในหนังสือนี้ด้วย และผู้ไปซื้อต้องนำบัตรประจำตัวไปแสดงกับผู้ขายด้วย
             แต่ระเบียบของ องค์การค้า สกสค. กำหนดว่าผู้ไปซื้อต้องเป็น “ข้าราชการหรือบุคลากรทางการศึกษา”
             วันที่ 2 ต.ค.61 ผมถาม สกสค. ว่า คำว่าบุคลากรทางการศึกษา หมายถึงใครได้บ้าง
             ได้รับคำตอบว่า ใครก็ได้ที่เป็นบุคลากรทางการศึกษาของหน่วยงานทางการศึกษา/สถานศึกษานั้น เป็นลูกจ้างประจำก็ได้ เป็นพนักงานราชการก็ได้ ขอให้เป็นคนที่ระบุชื่อสกุลไว้ในหนังสือสั่งซื้อ

         4. เย็นวันที่ 1 ต.ค.61 มีผู้ถามผมในกลุ่มไลน์ กศน. ว่า  การทำลายข้อสอบ ที่ผ่านการสอบไปแล้ว ต้องดำเนินการขั้นตอนอย่างไร

             ผมตอบว่า   ที่ถูกต้อง การทำลายข้อสอบ ทั้งกระดาษคำถามและกระดาษคำตอบ ทั้งข้อสอบที่มาจากส่วนกลางและข้อสอบวิชาเลือกเสรีของอำเภอเอง ใช้ระเบียบการทำลายหนังสือ ตามระเบียบสารบรรณ
             ซึ่งตามระเบียบสารบรรณกำหนดเรื่องการทำลายหนังสือให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรม แต่ของเราระดับอธิบดีกรมคือปลัดกระทรวง และปลัดกระทรวง ศธ.มอบอำนาจเรื่องนี้ให้ ผอ.กศน.จังหวัด ตามคำสั่งมอบอำนาจที่ 531/51 ข้อ 7 ซึ่ง ผอ.กศน.จังหวัดจะมอบอำนาจต่อไม่ได้ ต้องออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการเอง โดยถ้าจะทำลายหนังสือหรือข้อสอบที่อยู่ที่อำเภอ จังหวัดอาจแต่งตั้งบุคลากรของอำเภอเป็นคณะกรรมการ
             เรื่องการทำลายหนังสือนี้ จังหวัดควรเป็นผู้เริ่มดำเนินการ แต่หลายจังหวัดไม่ค่อยรู้ไม่ค่อยทำเรื่องนี้ ลองคุยกับจังหวัดให้จังหวัดศึกษาดูซีครับ
             อนึ่งเรื่องการทำลายข้อสอบนี้ ในคู่มือของกลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ ระบุว่าทำลายตามระเบียบพัสดุ ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้อง เพื่อความแน่ใจ วันที่ 2 ต.ค.61 ผมถามอดีตหัวหน้ากลุ่มงานพัสดุ กลุ่มการคลัง กศน. ( เกษียณแล้ว ) ว่า
             การทำลายข้อสอบปลายภาค ที่สอบเสร็จแล้ว ( กระดาษคำถาม และ กระดาษคำตอบ ) ทำลายตามระเบียบสารบรรณ หรือ ระเบียบพัสดุ
             ท่านตอบว่า  ทำลายตามระเบียบสารบรรณ  ( แต่ในส่วนของ ถ้ามีค่าใช้จ่ายเช่นค่าจ้างทำลาย ให้จ้างตามระเบียบพัสดุ )
             ในทางปฏิบัติ เคยมีหนังสือแจ้งเมื่อปี 2551 เรื่องการทำลายข้อสอบ ( ชุดคำถาม ) ให้จังหวัดเป็นผู้ทำลาย เมื่อสอบเสร็จต้องขนส่งไปจังหวัด ไม่ได้อยู่ที่อำเภอ โดยอาจทำลายด้วยการเผา หรือให้เอกชนทำการย่อยเป็นเส้น ๆ ให้ไม่สามารถอ่านได้ เมื่อย่อยแล้วก็ ให้ หรือ ขาย เอกชนไป ( แทนที่จะมีค่าใช้จ่าย กลับมีรายได้ถ้าใช้วิธีทำให้ไม่สามารถอ่านได้แล้วขาย ซึ่งปัจจุบันมักใช้วิธีนี้ เอกชนมีเครื่องมือทำลายต่อหน้ากรรมการ ส่วนการเผากระดาษจำนวนมากนั้นไม่ง่ายและการเผาทำลายสิ่งแวดล้อม )  ส่วนกระดาษคำตอบ ก็เป็นอำนาจของจังหวัดเหมือนกัน เพียงแต่เอกสารถ้าอยู่ที่อำเภอ จังหวัดมักจะออกคำสั่งแต่งตั้งคนอำเภอเป็นกรรมการทำลายอยู่ที่อำเภอ
             ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ( ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2560 กำหนดว่า “คณะกรรมการทำลายหนังสือประกอบด้วยประธานและกรรมการอีกอย่างน้อย 2 คน โดย ปกติ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการ” 
             ถ้าอำเภอมีข้าราชการไม่ครบ 3 คน อาจให้ข้าราชการอำเภออื่นร่วมเป็นกรรมการ หรืออาจอนุโลมให้เป็นข้าราชการเฉพาะประธาน ส่วนกรรมการอาจเป็นลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการ

         5. “...ก็ให้ทำเหมือนอำเภอเพื่อนๆ เค้ามั่งนะ ทำอะไร ไม่ใช่ว่าแลอำเภอข้างเคียงก็ไม่แล ทำตามใจตัวเอง อยู่อำเภออื่นที่ผ่านมาเขาเข้าใจเรื่องนี้ว่าส่วนต่างที่ได้มานี่ ผอ.ไม่ได้เอาไปไหนนะ บอกทุกที่ ที่อยู่ ว่าส่วนต่างที่ได้มา พอเวลาทอดกฐิน ทอดผ้าป่าในปีงบประมาณหนึ่ง ประเทศไทยนั้นนะ ศาสนาพุทธมีเดือนไหนนะ เดือนตุลา เดือนพฤศจิกา เค้าต้องมีเรี่ยไรกันม่าย เค้าก็ต้องเรี่ยไรมา ถึงเค้ามาเรี่ยไรแล้วนั้นเราไม่ให้หรือ เราก็ต้องให้ ถึงให้ ให้ตามอัธยาศัย ให้ 10 บาท 20 บาท ต่ออำเภอนั้นมันก็ให้ได้ แต่คิดว่ามันเหมาะสมม่าย อำเภอเค้าให้สี่หลัก ไม่ใช่สามหลัก ห้าหลัก อำเภอใหญ่เค้าก็ให้มากตามงบประมาณที่ได้”

             “ตามความคิดผมนะ ผอ. ถ้าเหมือนแหลงถึงแล้ว ถ้าเหมือนว่ามันต่างกัน ก็มันไม่แตกต่างกับคอรัปชั่นหรือว่าโกง ในขณะที่เราสอนเด็กว่าอย่างงั้น แม้ว่าข้ออ้างไปทำบุญ ทำไรก็แล้วแต่ แต่ว่าเบี้ยทำบุญ สมมุติว่าเบี้ยขายยาเสพติด นี่แหละไปทำบุญ มันอิได้บุญมั้ย ตรงนั้นผมว่าไม่เห็นด้วยตรงนั้นนะ นี้ส่วนตัวผม เพราะว่าเราไปสอนเด็กว่า อย่าโกงพันโน้นพันนี้ ประเทศไทยในขณะที่เราด่าคนรุ่นก่อน ประเทศไทยเป็นพันนี้เพราะว่าเราเป็นพันนั้น ถึงเราอีทำแบบนั้นต่อไปก็ไม่รู้ ผมว่ามันแลว่าเราแหลงไหรไม่กล้าสบตาคน แม้ว่าเรามีข้ออ้าง ที่ว่ามันแลดูดี ว่าซื้อน้ำไว้ทำบุญพันนี้แหละ แต่ถ้าเหมือนว่าของมันแพงขึ้น ผมว่าก็คือโกงนั่นแหละ”

             https://mgronline.com/south/detail/9610000100752 ( มีคลิปเสียงอยู่ท้ายเว็บ )

         6. ตามที่ผมเคยถามท่านผู้รู้ ว่า "กศน.จังหวัดต่าง ๆ นำอำนาจหน้าที่ของ กศน.จังหวัด 13 ข้อ มาจากไหน มาจากระเบียบกฎหมายหรือคำสั่ง/หนังสือสั่งการ/หนังสือแจ้งฉบับไหน" นั้น

             ท่าน ดร.ปาน กิมปี ได้กรุณานำเอกสารประกาศฯ มาลงให้ในกลุ่มไลน์
             สรุปว่า อำนาจหน้าที่ของ กศน.จังหวัด/กทม. 13 ข้อ กำหนดไว้ใน “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ...จังหวัดและ...กรุงเทพ...เป็นหน่วยงานการศึกษา...”
             ประกาศ ณ วันที่ 4 มี.ค.51 ( ชื่อประกาศยาว 3-4 บรรทัด ผมเลยย่อชื่อ )
             ขอบพระคุณท่าน ดร.ปาน กิมปี มากครับ






         7. วันที่ 11 ต.ค.61 สำนักงาน กศน.แจ้งเรื่อง การบริหารอัตรากำลังพนักงานราชการ/จ้างเหมาบริการ จำกัดการจ้างเหมาบริการ ระบุว่างบประมาณค่าจ้างเหมาบริการของสำนักงาน กศน.ถูกตัดลดลง
             ( สวนทางกับ สพฐ.ที่ปีนี้จัดสรรอัตราให้ทุกโรงเรียนจ้าง จนท.ธุรการ )
             ดูหนังสือ กศน.นี้ได้ที่
             https://www.dropbox.com/s/aqj3iuvt3k9t4bd/JangMhao.pdf?dl=1

             ในเรื่องนี้ มีผู้โพสต์ในกลุ่มไลน์ ว่า
             “ปัญหาที่พบเห็นก็คือให้บรรณารักษ์ไปนั่งทำงานที่สถานศึกษา เช่นทำการเงินให้ ผอ. ทำพัสดุให้ ผอ. แม้บรรณารักษ์ที่เป็นข้าราชการก็ไม่เว้น หรือแม้แต่ครูตำบลแทนที่จะได้นั่งทำงานในพื้นที่กลับต้องนั่งในหน่วยงาน
               ประดางานที่ทำก็เลยกลายเป็นธุรการเสียส่วนใหญ่
               จะแก้ไขกันอย่างไร? ทีนี้ครูตำบลก็เลยกลายเป็นคนแปลกหน้าของตำบล ไปทีไรก็ใส่กุญแจปิด.เหลือแต่ป้าย ระวังชาวบ้านเขาจะส่งภาพมาเน้อ.
               เหตุที่เกิดคือไปพบน้องบรรณารักษ์ปรับทุกข์ให้ฟัง เขาต้องไปทำงานที่อำเภอด้วย”

             อีกท่านหนึ่ง ตอบว่า
             “บางทีก็ต้องคิดมุมกลับอีกนะ บางครั้งสำนักส่วนกลางมีหลายหน่วยงาน กองโน่นนี่นั่นจะเอาข้อมูลเรื่องนี้ด่วน อ้าวกพ.จะเอาเรื่องนี้ กองแผนให้ทำแผนและข้อมูลด่วนๆๆ กจ.อบรมครู ศกพ.อบรมครูพิการ เชิญชวนจัด กศน.คนพิการอีก นโยบายด่วนจากกระทรวงมาอีก ส่งเสริมการอ่านอีก มากมายเลย งานประจำก็มี จังหวัดจะอบรมอีก ศท.จะมาถ่ายทำวิดีโอกศน. กิจกรรมต่างๆมากมายหายใจไม่ทันเลย เลยเป็นอย่างที่ได้ยินมานะ ก็เลยต้องลุยและรู้ทุกงานยกเว้นงานในหน้าที่ โชคดีที่เป็นอดีต ศน.ที่ออกนิเทศก็เห็นใจทั้งหน่วยเหนือและหน่วยปฏิบัติ”

             ผมร่วมแสดงความคิดเห็น ว่า
             “อยู่ระดับอำเภอไม่มีใครทำงานหน้าเดียวหรอกครับ โดยเฉพาะครู กศน. ทำงานมากกว่า 8 หน้า
             เวลาเห็นใครปกป้องจะให้บางตำแหน่งทำงานหน้าเดียวแล้ว รู้สึกระทมขมขื่นแทนครู กศน. ( ใครดูแลงานใดก็ให้ความสำคัญแต่งานนั้น )
             หลายคนในส่วนกลางบอกว่า ครู กศน.ต้องอยู่ประจำตำบล ไม่ให้มาทำงานที่อำเภอ แล้วที่อำเภอมีตำแหน่ง จนท.ธุรการไหม มีตำแหน่ง จนท.พัสดุไหม มีตำแหน่ง จนท.การเงินไหม มีตำแหน่ง จนท.แผนฯไหม มีตำแหน่ง จนท.บัญชีไหม มีตำแหน่ง จนท.ฯลฯ ไหม  แม้แต่ตำแหน่ง จนท.ทะเบียนนักศึกษาก็ไม่มี
             บางอำเภอมี ขรก.คนเดียวคือ ผอ. อำเภอส่วนใหญ่มี ขรก.ครูอีก 1 คน ถ้าเป็น อ.ในเมืองจึงจะมี ขรก.ครู 2-3 คน  อำเภอ 99 % ไม่มีนักการฯ/คนงาน
             ( คนไม่พอทุกตำแหน่ง ทำให้ผลงานมีปัญหาทั้งห้องสมุดและ กศน.ตำบลหลายแห่ง บางกลุ่มงานในส่วนกลางมีอัตราจ้างเหมาบริการเป็น 10 )
             อำเภอในภาคกลาง(ยกเว้น กทม.)+ตะวันออก+ใต้ ส่วนใหญ่ ยังมีครู กศน.ตำบลไม่ครบทุกตำบล ที่ อ.ผักไห่ ช่วงที่ผมยังไม่เกษียณ ต้องใช้ครูอาสาฯ+ครู กศน.ตำบล+จ้างครู ศรช. จึงจะครบทุกตำบล ( เงินที่จ้างครู ศรช.ก็ได้ตามรายหัว นศ. บางตำบลมี นศ.น้อยเงินรายหัวน้อยไม่อยากจ้างก็ไม่ได้ เพราะไม่มีครูอาสา+ครู กศน.ตำบลเลย ก็ต้องจ้างครู ศรช.เพื่อให้มีคนอย่างน้อยตำบลละ 1 คน ตำบลไหนมีครูอาสาฯหรือครู กศน.ตำบลดูแลแล้วก็ไม่จ้างครู ศรช. จึงจะทำให้เงินอุดหนุนรายหัวเพียงพอ
             แต่หนังสือฉบับนี้ ก็ระบุว่าจะเกลี่ยครูอาสาฯให้เหลืออำเภอละคนเดียว อีกแล้ว
             คนส่วนกลางบางคน มีหน้าที่ดูแลงานห้องสมุดเคลื่อนที่เพื่อชาวตลาด ทำรายงานผลแต่ละเล่ม ใช้เวลาทำ/ตรวจปรู้ฟ เล่มละ 1 ปี อำเภอทำเอกสารเดือนละหลายเล่ม

             ครู กศน. แปลงร่าง..
             - เวลาจะสอน แปลงร่างเป็นครู
             - ไฟเจ๊ง ครู กศน.แปลงร่างเป็น ช่างไฟ
             - น้ำไม่ไหล ครูแปลงร่างเป็นช่างประปา
             - เจ้านายอยากได้อาคาร ครูแปลงร่างเป็นช่างปูน
             - เจ้านายอยากได้โปสเตอร์ ไวนิล ครูแปลงร่างเป็นช่างกราฟฟิค
             - เจ้านายอยากได้ป้ายผ้า ครู กศน.ก็แปลงร่างเป็นช่างศิลป
             - เจ้านายอยากได้รูปกิจกรรม ครูแปลงร่างเป็นช่างภาพ
             - มีของมาลงที่สำนักงาน ครูแปลงร่างเป็นกรรมกร
             - มีงานภาคเวที ครูแปลงร่างเป็นพิธีกร
             - รถ นศ. เจ๊ง ครูแปลงร่างเป็นช่างยนต์
             - ขยะเต็มสำนักงาน ครูแปลงร่างเป็นภารโรง
             - กลางคืนเกิดเหตุการณ์ไม่ค่อยสงบ ครูแปลงร่างเป็นยาม
             - เทศกาลกีฬา กศน. ครูแปลงร่างเป็นกองเชียร์ เป็นนักกีฬา
             - ในตำบลมีงานการกุศล ครูแปลงร่างเป็นเด็กโบกรถ
             - กำนันจัดงานแต่งลูกสาว ครูแปลงร่างเป็นเด็กเสิร์ฟ เด็กล้างจาน
             โดย Enrico Piaggio กศน.อ.มายอ จ.ปัตตานี

 



วันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560

1.ปกติไม่ให้พนักงานราชการเป็นกรรมการทำลายหนังสือ, 2.เพิ่มวิชาเลือกบังคับอีกสองวิชา, 3.นศ.ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาเดียว ต้องมาพบกลุ่ม 75 % ของ 18 สัปดาห์หรือไม่, 4.ปัญหาวิชาเลือกบังคับ, 5.ครู ศรช.มีนักศึกษาไม่ครบ 80 คน เบิกเป็นรายหัวถูกไหม, 6.ซักซ้อมแนวปฏิบัติของระบบพนักงานราชการ, 7.เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ คุมสอบปลายภาคได้ไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. สำนักนายกรัฐมนตรี ออกระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณฉบับที่ 3 ให้ ขรก.พลเรือนหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับปฏิบัติการ/ชำนาญงาน ขึ้นไป หรือพนักงานราชการ รับรองสำเนาหนังสือ “สำเนาถูกต้อง”
             และ โดยปกติให้แต่งตั้งคณะกรรมการทำลายหนังสือจาก ขรก.พลเรือนหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับปฏิบัติการ/ชำนาญงาน ขึ้นไป

             ( ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีใช้ทั่วไป
                การทำลายหนังสือตามระเบียบสารบรรณ ผอ.กศน.อำเภอแต่งตั้งกรรมการไม่ได้ ต้องแต่งตั้งโดยปลัดกระทรวงหรือผู้ได้รับมอบอำนาจคือ ผอ.กศน.จังหวัด
                ส่วนกรรมการ ก็คล้ายกับกรรมการตรวจรับพัสดุ คือ เดิม "ปกติ"ก็ไม่ให้พนักงานราชการตรวจรับพัสดุ เราต้องให้ข้าราชการอำเภออื่นมาเป็นกรรมการ แต่กรณีไม่ปกติเช่นหารือว่าไม่มีข้าราชการ ลำบาก ตอนนี้ก็ผ่อนพันให้พนักงานราชการตรวจรับพัสดุได้ แต่ก็ยังไม่ให้เป็นประธานกรรมการ
                สรุป กรณีไม่ปกติ ให้ขอความเห็นชอบ
                การแต่งตั้งผู้รักษาการ ผอ.กศน.อำเภอ ก็คล้ายกัน บางอำเภอไม่มีข้าราชการ ก็ต้องให้ข้าราชการอำเภออื่นมารักษาการ ยังไม่ยอมให้ลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการรักษาการ อำเภอใดมีข้าราชการก็ให้รักษาการ ผอ.ได้ ไม่ยุ่งยาก )






         2. เพิ่มวิชาเลือกบังคับอีก 2 วิชา คือ วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย กับ วิชาลูกเสือวิสามัญ ทั้ง 3 ระดับ ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/61 เป็นต้นไป ซึ่งจะสอบปลายภาคโดยข้อสอบกลาง
             ถ้าสถานศึกษาใดให้ลงทะเบียนเรียนตั้งแต่ภาคเรียนที่
2/60 นี้ เฉพาะภาคเรียนที่ 2/60 นี้ให้ กศน.จังหวัดกับสถานศึกษาจัดทำแบบทดสอบปลายภาคเอง






         3. วันที่ 26 ธ.ค.60 มี ผอ.กศน.เขต โทร.มาถามผม ว่า  ที่ว่า นศ.ต้องมาเรียนไม่น้อยกว่า 75 % ของเวลาเรียนนั้น ถ้าครูจัดพบกลุ่มวิชาละ 2 สัปดาห์ โดยตลอดภาคเรียนรวมเป็นจัดพบกลุ่ม 18 สัปดาห์ นศ.คนที่ภาคเรียนนี้ลงทะเบียนเรียนวิชาเดียว จะต้องมาพบกลุ่มให้ครบ 75 % ของ 18 สัปดาห์ หรือมาเพียง 2 ครั้งแล้วไม่ต้องมาอีก

.............ผมตอบว่า   ตามประกาศสำนักงาน กศน.ฉบับลงวันที่ 8 ต.ค.55 ข้อ 2 กำหนดว่า ต้องมีเวลาพบกลุ่มหรือพบครูไม่น้อยกว่า 75 % ของเวลาตามแผนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ตกลงร่วมกับครู จึงจะมีสิทธิเข้าสอบปลายภาคเรียน ถ้าผู้เรียนมีระยะเวลาการพบกลุ่มหรือพบครูไม่ถึงร้อยละ 75 แต่ถึงร้อยละ 50 ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะพิจารณาอนุญาตให้เข้าสอบปลายภาคเรียน ( ถ้าไม่ถึงร้อยละ 50 ผู้บริหารก็อนุญาตให้เข้าสอบไม่ได้ ยกเว้น นศ.ของสถาบัน กศ.ทางไกล ) นั้น
.............หมายถึง
75 % ของเวลาตามแผนการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคล เช่น ถ้าผู้เรียนบางคนลงทะเบียนเรียนวิชาเดียว และครูจัดพบกลุ่มวิชานั้นตลอดภาคเรียน 2 ครั้ง รวม 12 ชม. ผู้เรียนคนนั้นก็ต้องมาพบกลุ่มในวิชานั้น 75 % ของ 12 ชั่วโมง คือ 9 ชม., ถ้าผู้เรียนรายใดลงทะเบียนเรียน 2 วิชา และครูจัดพบกลุ่ม 2 วิชานั้นรวมตลอดภาคเรียน 24 ชม. ผู้เรียนคนนนั้นก็ต้องมาพบกลุ่มใน 2 วิชานั้น ให้ได้อย่างน้อย 18 ชม. ก็จะมีสิทธิเข้าสอบ 2 วิชานั้น เป็นต้น ส่วนวันพบกลุ่มวันอื่น ๆ ที่ไม่มีการพบกลุ่มวิชาที่ลงทะเบียนเรียน ผู้เรียนก็ไม่จำเป็นต้องมา
.............แต่ ถ้าจัดแผนการพบกลุ่มแบบสัปดาห์ละหลายวิชา เช่นเรียนวิชาละ
30 นาที โดยแต่ละครั้งเรียนทุกวิชาทั้ง 18 ครั้ง แม้ผู้เรียนจะลงทะเบียนเรียนวิชาเดียว ก็ต้องมาพบกลุ่มให้ได้ 75 % ของ 18 ครั้ง คืออย่างน้อย 13.5 ครั้ง 






         4. เช้าวันที่ 27 ธ.ค.60 มี ผอ.กศน.อำเภอ เขียนความคิดเห็นต่อท้ายโพสต์ของผมในเฟซบุ๊กกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  วิชาเลือก แต่บังคับ ภาษาวิบัติหมด ทำไมไม่เอาไปใส่ในวิชาบังคับหมวดสังคม ทุกคนจะได้เรียน ..พื้นฐานเขาเอาไปไว้ในหมวดสังคม นะ ..งงจริงๆกับนักวิชาการ กศน.

             ผมตอบว่า   "เลือกบังคับ" คือ ไม่ถึงกับบังคับ ไม่ต้องเรียนก็จบได้
            
"วิชาเลือกบังคับ" ในแต่ละระดับมีมากกว่า 2 วิชา ตอนนี้ ( ธ.ค.60 ) มี 6 วิชาแล้ว แต่ให้เลือกเรียนจากวิชาเลือกบังคับนี้ไม่น้อยกว่า 2 วิชา จะเลือกเรียนเพียง 2 วิชาก็ได้ เมื่อเลือกเรียนจากวิชาเลือกบังคับแล้วหน่วยกิตยังไม่ครบก็ไปเลือกเรียนจากวิชาเลือกเสรีให้ครบ
            
( สรุปว่า การเลือกเรียนจากวิชาเลือกบังคับ+วชาเลือกเสรีที่มีทั้งหมด ต้องเลือกเรียนจากวิชาเลือกบังคับอย่างน้อย 2 วิชา )
             ถ้านำวิชาเลือกบังคับไปรวมไว้ใน "วิชาบังคับ" ทุกคนก็ต้องเรียน จะเลือกไม่ได้
             และการเปลี่ยนวิชาบังคับต้องเปลี่ยนหลักสูตร ปลัดกระทรวงไม่มีอำนาจเปลี่ยน เปลี่ยนยากกว่ามาก ขณะนี้จึงเปลี่ยนแบบนี้ไปก่อนจนกว่าจะมีการเปลี่ยนหลักสูตร

             ผอ.ผู้เขียน เขียนต่อ ว่า  ความต่างมันอยู่ที่วิชาเลือกนี้ถ้าเลือกไปสองวิชาแล้ว วิชาเลือกหมวดวิทยาศาสตร์ 19 หน่วย ภาษาอังกฤษเลือก และคณิตศาตร์เพิ่มเติ่มที่เป็นทางเลือกให้กับ นศ.กศน.ที่จะไปเรียนพยาบาล หรือสายวิทย์ หน่วยกิตจะเกิน ..ถ้า จะเอาแค่พอดีกับหน่วยกิต โดยมีวิชาเลือกบังคับด้วย ทางเลือกที่ว่า ก็หมดกัน
             ผมตอบว่า  วิชาในวิชาเลือกบังคับ น่าจะเป็นวิชาสายวิทย์ด้วยนะ ( วิชาการใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
, การเรียนรู้สู้ภัยธรรมชาติ, วัสดุศาสตร์ ) แต่ถ้าไม่ใช่ และการต้องเรียนวิชาเลือกบังคับ 2 วิชา ทำให้วิชาเลือกเสรีเหลือไม่พอที่จะเป็นสายวิทย์ ก็คงต้องเรียนวิชาเลือกเสรีเกินกว่าที่กำหนด ( บางคนเรียนจบไปแล้วยังมาเรียนเพิ่มบางวิชาเพื่อให้เป็นสายวิทย์ )

         5. คืนวันที่ 26 ธ.ค.60 มี ผอ.กศน.อำเภอถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ครู ศรช มีนักศึกษาไม่ครบ80คนให้เบิกค่าตอบแทนเป็นรายหัวถูกไหม ถ้า80คนเหมาจ่าย15000บาทใช่ไหม

             ผมตอบว่า   ดูข้อมูลที่ผมเคยโพสต์ในข้อ 4 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2017/12/thai.html
             ซึ่งสรุปได้ว่า

             - เกณฑ์สำหรับครู ศรช. ให้แต่ละจังหวัดกำหนดเอง ไม่จำเป็นต้องเป็น 80 คน ( แต่ถ้าครบ 100 คน ก็เบิกเหมาจ่าย 15,000 บาทได้แล้ว จังหวัดจะกำหนดว่าเกิน 100 คนจึงจะให้เบิกเหมาจ่าย 15,000 บาท ไม่ได้ )
            
- ถ้ามี นศ.ไม่ครบตามเกณฑ์ที่จังหวัดกำหนด เช่นจังหวัดนั้นกำหนด 50-90 คน แล้วมีไม่ครบ 50 คน หนังสือสั่งการฉบับล่าสุดไม่ได้ระบุให้เบิกจ่ายเป็นรายหัวแบบที่เมื่อก่อนเคยกำหนด
            
- แต่ถ้าเป็น ครูประจำกลุ่ม จากหนังสือสั่งการ 2 ฉบับล่าสุด สรุปให้เบิกจ่ายเป็นรายหัวได้ถ้า นศ.ไม่ครบตามเกณฑ์
            
- ฉะนั้น ถ้า นศ.ไม่ครบตามเกณฑ์ น่าจะจ้างเป็นครูประจำกลุ่ม โดยถ้ามี นศ. 40-50 คน ครูประจำกลุ่มเบิกเหมาจ่ายเดือนละ 3,200 บาท  ถ้าไม่ครบ 40 คน เบิกรายหัว ๆ ละ 80 บาท

         6. ซักซ้อมความเข้าใจแนวปฏิบัติของระบบพนักงานราชการ กศน. เช่นเรื่อง การให้พนักงานราชการไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่ ( ย้าย : ต้องมีเลขที่ตำแหน่งว่างในตำแหน่งเดียวกัน ), การขอใช้บัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรของจังหวัดอื่น
             ดาวน์โหลดได้ที่ 
https://www.dropbox.com/s/jx7mfhgzu03eg4m/PRGunderstan.pdf?dl=1

         7. วันที่ 29 ธ.ค.60 มีผู้โทร.ถามผม ( ให้ตอบด่วนทางไลน์ ) ว่า เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ คุมสอบปลายภาคได้ไหม

             ผมตอบว่า   ผมเคยโพสต์เรื่องนี้ 4-5 ครั้ง เช่นใน
            
- ข้อ 6 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2017/08/oudnhun.html
            
- ข้อ 6 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2017/09/relax.html
             ซึ่งสรุปว่า
            
- ในส่วนของกรรมการคุมห้องสอบ ต้องเป็น ข้าราชการทุกสังกัด(ไม่รวมผู้เกษียณแล้ว) พนักงานราชการทุกสังกัด ครูในสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชน ( ผู้รับจ้างเหมาบริการ คุมสอบได้เฉพาะตำแหน่งครูต่าง ๆ เท่านั้น ) แต่ครูผู้สอนสังกัดสำนักงาน กศน. ไม่ให้คุมห้องสอบนักศึกษาของตนเอง
            
- ในส่วนของกรรมการกลาง จนท.กศน. ทั้งข้าราชการ-พนักงานราชการ-จ้างเหมา ทุกตำแหน่ง เป็นกรรมการกลางได้