แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SAR แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SAR แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

1.ผอ.ทำเรื่องย้าย ขรก.ครูโดยเจ้าตัวไม่ได้ขอย้ายได้ไหม, 2.มีตัวอย่าง SAR ของ กศน.ตำบลไหม, 3.ยกเลิกการให้พนักงานราชการปฏิบัติงานนอกพื้นที่กำหนดในสัญญา(ย้าย), 4.ทำสัญญาจ้างเหมาบริการย้อนหลังได้กรณีไหน-ทำสัญญาจ้างครู ศรช.เมื่อไร, 5.พนักงานจ้างเหมาข้องใจ, 6.จะทำสัญญาจ้างครู ศรช. ครู ปวช. ครูผู้สอนคนพิการ ครูประจำกลุ่ม ทั้งปี หรือครึ่งปี ?, 7.การทำลายข้อสอบ



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันเดียวกัน ( 21 ก.ย.) มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า
             1)  ในกรณีที่เป็นข้าราชการครู กศน.อำเภอ ถ้าเจ้าตัวไม่ได้ทำเรื่องขอย้าย ผอ.กศน.อำเภอมีสิทธิ์ทำเรื่องย้าย ขรก.คนนั้นไหม
             2)  ถ้าได้ ในกรณีใด และ ขรก.ครู คนนั้น เมื่อโดนสั่งย้ายไปอำเภออื่น มีสิทธิ์เบิกค่าเช่าบ้านได้ไหม
             3)  ถ้าไม่ได้ ข้าราชการคนนั้น ควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง

             ผมตอบว่า
             1)  ถ้าไม่ได้ยื่นขอย้ายตามความประสงค์ของตนเอง และไม่ได้ย้ายไปยังเขตที่บรรจุครั้งแรก ก็เบิกค่าเช่าบ้านได้
             2)  ไม่ได้ยื่นขอย้าย ผู้มีอำนาจในการสั่งบรรจุแต่งตั้ง ( ของเราปัจจุบันหมายถึงปลัดกระทรวง ศธ.) จึงจะมีอำนาจสั่งย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการได้ แต่ ผอ.กศน.อำเภอ มีสิทธิ์เสนอเหตุผลพร้อมหลักฐานไปตามลำดับเพื่อให้ปลัดกระทรวงฯพิจารณาย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ แต่โดยปกติถ้าเจ้าตัวไม่ประสงค์จะย้าย จะต้องเป็นผู้มีความผิดหรือมีปัญหาโดยมีหลักฐานชัด มิฉะนั้นเจ้าตัวจะฟ้องศาลปกครองได้

         2. วันเดียวกัน ( 21 ก.ย.58 ) กศน.ตำบลท่าไม้ อำเภอพรานกระต่าย ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  SAR ของ กศน.ตำบล จะต้องทำงัย มีแบบตัวอย่างมั้ย

             ผมตอบว่า   ไม่มีตัวอย่าง เพราะส่วนกลางไม่ได้ให้ทำ SAR ของ กศน.ตำบล ( ให้ทำ SAR เฉพาะ "สถานศึกษา" ซึ่ง กศน.ตำบลไม่ใช่สถานศึกษา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานศึกษา/กศน.อำเภอ ข้อมูลของ กศน.ตำบลจะเป็นส่วนประกอบใน SAR ของ กศน.อำเภอ )  ใครกำหนดให้ทำก็ถามคนนั้นจึงจะตรงใจ
              ( โดยปกติการประเมิน ต้องยึดประเมินตาม มาตรฐาน/ตัวบ่งชี้ หรือจุดประสงค์/วัตถุประสงค์ ของสิ่งที่จะประเมิน คือต้องมีการกำหนดมาตรฐาน/ตัวบ่งชี้ หรือจุดประสงค์/วัตถุประสงค์ ของบทบาทภาระหน้าที่ไว้ก่อน แล้วประเมินตามนั้น )

         3. ตามที่มีหนังสือแจ้งเรื่องซักซ้อมความเข้าใจมาจาก กพร. ให้พนักงานราชการปฏิบัติงานนอกพื้นที่กำหนดในสัญญาเป็นครั้งคราว นั้น
             1)  วันที่ 22 ก.ย.58 ภาคิณ วัชรานันทกุล เขียนต่อท้ายที่ผมโพสต์ในเฟซบุ๊ค ว่า  แล้วพอพนักงานราชการลาออก ทำไมเอาตำแหน่งไปยัดลงจังหวัดหมดเลย อำเภอเจ้าอัตราขาดคนทำงาน รู้ยัง
                  ผมตอบว่า  ปัจจุบัน "จังหวัด" ต้องเป็นผู้เสนอเข้าไปส่วนกลาง ขอเปลี่ยนตำแหน่งไปไว้ที่จังหวัดเพื่อให้ส่วนกลางเห็นชอบ  ฉะนั้นเรื่องนี้ จังหวัดไหนทำ ก็ถามเหตุผลที่จังหวัดนั้น ( ถ้าจังหวัดบอกว่าส่วนกลางเปลี่ยนเองโดยที่จังหวัดไม่ได้ขอ ก็ลองโทร.ถามข้อเท็จจริงจาก กจ.กศน. )

             2)  ดึกวันที่ 22 ก.ย.58 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ตามสัญญาจ้างฉันเป็นครูตำบล..... หลังจากมาตำบลตามตำแหน่งได้ระยะหนึ่ง มีคำสั่งจาก ผอ.อำเภอ ให้ไปปฏิบัติหน้าที่อีกตำบลหนึ่ง  แบบนี้ต้องย้ายกลับตำบลตามตำแหน่งใช่ไหม
                  ผมตอบว่า  เฉพาะตำแหน่งครู กศน.ตำบล เลขที่ตำแหน่งจะระบุพื้นที่เจาะจงตำบลเลย ตำแหน่งเราจะยังอยู่ที่ตำบลเดิม ผอ.อำเภอไม่มีสิทธิ์ย้ายอย่างเป็นทางการ แต่ย้ายเป็นการภายในเท่านั้น ที่ถูกต้องจะต้องย้ายกลับ แต่ตอนที่ ผอ.ให้ย้ายนั้นไม่ถูกต้องได้ ผอ.ก็อาจให้ทำไม่ถูกต้องต่อไปอีกโดยไม่ให้ย้ายกลับก็อาจเป็นได้

                  เช่นเดียวกับ ยังเหลือบางจังหวัดให้ครูอาสาฯไปทำงานอยู่ที่จังหวัดโดยไม่สนใจระเบียบหลักเกณฑ์อยู่เลย

                  กรณีที่มีคำสั่งส่วนกลาง ( สป.ศธ.) ออกมาแล้ว ให้ไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่กำหนดในสัญญา ( ในคำสั่งจะไม่มีคำว่า ย้าย และไม่ได้แปลว่า ถาวร )  ก็ยังไม่ต้องกลับ
                  ส่วนถ้าอำเภอหรือจังหวัดให้ไป ซึ่งไม่มีอำนาจ นั้น ถ้ามีผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ให้แจ้งไปที่ผู้บริหารเหนือขึ้นไปตามลำดับ ส่วนกลางจึงจะทราบและดำเนินการตามขั้นตอน

             3)  เรื่องที่ว่า ไปแล้วต้องกลับไหม ? ต่อไปย้ายไม่ได้แม้แต่การสับเปลี่ยนภายในจังหวัด/ภายในอำเภอ ใช่ไหม นั้น  ถ้าเป็นคำสั่ง สป.ศธ. ยังไม่ต้องกลับ, สับเปลี่ยนภายในจังหวัดก็ไม่ได้ ถ้าเป็นตำแหน่งครู กศน.ตำบลซึ่งเลขที่ตำแหน่งระบุพื้นที่เป็นตำบล ก็สับเปลี่ยนไม่ได้แม้ภายในอำเภอ
                  ( วันที่ 23 ก.ย. ผมเรียนถามท่าน ผอ.กจ.กศน.ในเรื่องนี้ ท่านก็บอกอย่างนี้เข่นกันว่า ย้ายไม่ได้ สับเปลี่ยนเลขตำแหน่งภายในจังหวัดก็ไม่ได้ จังหวัดให้ย้ายสับเปลี่ยนเป็นการภายในก็ไม่ถูกต้อง/ไม่ได้ )

         4. วันที่ 25 ก.ย.58 Kainoi Jansuda ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  สัญญาจ้างครู ศรช. เริ่มทำเดือนไหน

             ผมตอบว่า   แล้วแต่จังหวัด  บางจังหวัดอาจคอยดูจำนวนนักศึกษาภาค 2/58 ก่อน ว่าหลังจากมีจบออกไปและสมัครใหม่จะเหลือครบ 60 คนหรือไม่ และคอยให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณก่อน
             ถ้าเป็นการจ้างรายเดิมต่อเนื่องจากปีงบประมาณก่อน สามารถรอไปทำสัญญาจ้างภายหลัง โดยทำสัญญาจ้างให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ต.ค.ได้
             แต่ถ้ายังไม่ทำสัญญา โดยจะไปทำสัญญาในเดือน พ.ย.-ธ.ค. จะทำให้ในเดือน ต.ค.-พ.ย. ยังเบิกจ่ายค่าตอบแทน/ค่าจ้างให้ครู ศรช.ไม่ได้ ครู ศรช.จะไม่มีเงินใช้ ต้องคอยไปได้รับตกเบิกย้อนหลังในเดือนพ.ย.-ธ.ค.

             ในส่วนของการจ้างเหมาบริการ ถ้าจะจ้างอัตราเก่าต่อเนื่องจากปีงบประมาณก่อน ก็ยังไม่จำเป็นต้องทำสัญญาจ้างหรือใบสั่งจ้าง สามารถรอให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณก่อนแล้วค่อยทำสัญญาหรือใบสั่งจ้างให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ต.ค. ได้ เป็นไปตามข้อ 1-2 ในหนังสือคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวพ) 0408.4/ว351 ลงวันที่ 9 ก.ย.48 ( ดูหนังสือฉบับนี้ได้ที่  https://db.tt/sVLyUOSk )  แต่ต้องให้ผู้มีอำนาจอนุมัติให้จ้างไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 30 ก.ย. ( จัดทำเรื่องจัดจ้างไว้ให้พร้อมที่จะลงนามในสัญญาหรือใบสั่งจ้าง แต่ยังไม่ต้องลงนามในสัญญาหรือใบสั่งจ้าง )
             ถ้าจะลงนามในสัญญา/ใบสั่งจ้างเลยก็ได้ โดยถ้าจะทำสัญญา/ใบสั่งจ้างก่อนได้รับการจัดสรรงบประมาณ ให้ระบุในสัญญา/ใบสั่งจ้างว่า สัญญา/ใบสั่งจ้างฉบับนี้จะมีผลเมื่อได้รับอนุมัติเงินประจำงวดจากสำนักงบประมาณแล้ว

             แต่ถ้าจ้างอัตราตั้งใหม่ที่ยังไม่เคยจ้าง จะทำสัญญา/ใบสั่งจ้างให้มีผลย้อนหลังไปก่อนวันลงนามในสัญญา/ใบสั่งจ้างไม่ได้

         5. ตั้งแต่เย็นถึงคืนวันที่ 28 ก.ย.58 มีพนักงานจ้างเหมาคนหนึ่ง ถามตอบกับผมในแฟนเพจเฟซบุ๊คผมหลายข้อ เช่น

             1)  ทำสัญญาจะระบุวันจ่ายเงิน ปกติคือสิ้นเดือน ในระเบียบไม่มีแจ้งไว้เลยว่าการที่รัฐไม่สามารถจ่ายได้ในเวลาที่กำหนดจะต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือถูกปรับเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ มีแต่การปรับผู้รับจ้างในกรณีที่ส่งมอบงานล่าช้าหรือไม่ตรงตามสัญญา  ไม่ยุติธรรม
             2)  ผู้รับจ้างถือเป็นบุคคลภายนอกรับจ้างทำงานตามภารกิจ การว่าจ้างนั้นดูตามผลของงานที่มีขอบเขตของระยะเวลาการส่งมอบ  แล้วเพราะอะไรถึงต้องบังคับให้มาทำงานตามเวลาราชการ
                  ผู้ใช้บริการห้องสมุดจะใช้มากช่วงเย็นและสุดสัปดาห์ เวลาราชการมีเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว ทำไมถึงให้ผู้รับจ้างเหมามาทำงานในเวลาที่ซ้อนกัน เจ้าหน้าที่ให้ผู้รับจ้างเหมาทำงานมากกว่าตนเอง แทนที่จะให้จ้างเหมาเข้าทำงานเวลา 12.00-20.00 น. จะได้มีคนสับเปลี่ยน ดีกว่าเอาเปรียบให้เจ้าหน้าที่เบิกเงินล่วงเวลา
             3)  เพราะอะไรถึงไม่ใช้เงินตัวอื่น เปลี่ยนการจ้างจากผู้รับจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราว ทำไมไม่คุ้มครองแรงงานของตัวเองให้ดีเพราะถือว่าทำงานให้หลวงโดยตรง
                  สิ้นปีงบประมาณมาจะต้องคิดหาโครงการมาใช้เงินส่วนที่เหลือ หลวงมีระเบียบว่าขอเงินมาแล้ว ให้มาแล้วต้องใช้ให้หมด ซึ่งก็รู้ว่ากี่โครงการทำจริง กี่โครงการจัดขึ้นเพื่อใช้ให้เงินหมดๆไป การศึกษาดูงานบางอย่างเป็นแค่โครงการในกระดาษเท่านั้น
             4)  ตีค่าคนเป็นวัสดุ มองค่าคนต่ำไป

             ผมตอบว่า
             1)  ถ้าทำงานไป 2-3 เดือนแล้วราชการยังไม่จ่ายเงิน ไม่มีระเบียบราชการกำหนดให้ราชการจ่ายดอกเบี้ย จะมองว่าราชการเอาเปรียบก็อาจได้ กรณีนี้ผู้รับจ้างคงจะมีสิทธิฟ้องศาลปกครอง
                   ( ในสัญญาไม่น่าจะกำหนดว่าจ่ายเงินในวันสิ้นเดือน เพราะวันสิ้นเดือนต้องตรวจรับการจ้างก่อนแล้วจึงทำเรื่องไปเบิกจ่ายเงิน )
             2)  ผู้รับจ้างถือเป็นบุคคลภายนอก รับจ้างผลิตผลงานตามภารกิจ ตามปกติไม่ได้บังคับให้มาทำงานตามเวลาราชการ แต่เนื่องจากบางตำแหน่งบางภารกิจเป็นการทำงาน/ให้บริการแก่ผู้รับบริการหรือต้องประสานงานกับผู้ร่วมงานหรือหน่วยงานต่างๆ ถ้าไปทำเวลาอื่นก็จะไม่ได้พบเจอกับผู้รับบริการและผู้เกี่ยวข้อง จึงอาจจะมีการตกลงกันได้ว่าภารกิจนั้นให้มาทำงานตามเวลาราชการ  บางตำแหน่งเราอาจคิดเรื่องเวลาทำงานไม่ตรงกับผู้จ้าง ต้องตกลงกับผู้จ้างให้ได้
                  สามารถกำหนดให้ผู้รับจ้างเหมามาทำงานตั้งแต่เที่ยงถึงเย็นได้ แม้แต่เป็นข้าราชการก็ให้ทำอย่างนี้ได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ( ใช้แนวทางการทำงานให้ครบวันละ 7 ชั่วโมงไม่นับรวมเวลาพักทานอาหารมื้อหลักมื้อละ 1 ชั่วโมง ) แล้วแต่จะเห็นสมควรและตกลงกันในแต่ละแห่ง
                   ( ข้าราชการที่ไม่ได้เริ่มทำงานตั้งแต่เช้า ถึงแม้จะทำงานถึงเย็นก็เบิกค่าทำงานนอกเวลาไม่ได้ ต้องทำงานเกิน 7 ชั่วโมงในวันปกติ/สัปดาห์ละ 5 วัน จึงจะเบิกค่าทำงานนอกเวลาได้ )
             3)  "ผู้รับจ้าง" ตามระเบียบพัสดุ ถือเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่ "ลูกจ้าง" ไม่ไช่แรงงาน จึงไม่ใช้กฎหมายแรงงาน ใช้กฎหมายแรงงานเป็นเพียงแนวทางการพิจารณาบางประการ  ( ลักษณะเดียวกับการจ้างพิมพ์หนังสือเรียน หรือจ้างบริษัททำความสะอาด ผู้รับจ้างเขาไม่ได้เป็นลูกจ้างส่วนราชการ แต่เขามีลูกจ้างของเขา เขากับลูกจ้างเขาทำประกันสังคมกันเองไม่เกี่ยวกับส่วนราชการที่จ้าง  เพียงแต่กรณีนี้จ้างบุคคล ไม่ใช่จ้างบริษัท )
                  เราไม่ได้รับอัตราลูกจ้างชั่วคราว ( อัตราลูกจ้างชั่วคราวและพนักงานราชการ ต้องขอไปที่กรมบัญชีกลางและ กพร.) แต่บุคลากรของเราไม่พอ จึงต้องหาทางออกโดยนำงบดำเนินงาน ( งบดำเนินงาน เป็นงบค่าตอบแทนใช้สอยวัสดุ ไม่ใช่ค่าจ้างชั่วคราว ) มาจ้างตามระเบียบพัสดุ
                  เราอยากได้งบอื่นมาจ้าง ขออัตราพนักงานราชการตำแหน่งบรรณารักษ์ทุกรอบ 4 ปี แต่เขาไม่ให้อัตราค่าตอบแทนมาเพิ่ม คงจะใช้วิธีเอาอัตราค่าตอบแทนของพนักงานราชการตำแหน่งครูอาสาฯที่ลาออก-เกษียณ-ตาย-เลิกจ้าง เปลี่ยนเป็นพนักงานราชการตำแหน่งบรรณารักษ์และตำแหน่งอื่น
                  เรื่องการศึกษาดูงานที่ว่าบางอย่างเป็นแค่โครงการในกระดาษนั้น โครงการส่วนใหญ่ของหลายแห่งเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ เราไม่นำสิ่งที่ทำผิด/ทุจริตมาเป็นหลัก
             4)  เราพูดและคิดกันไปเองว่า "ตีค่าคนเป็นวัสดุ" เป็นการใช้วาทกรรมแบบนักการเมือง ผมรำคาญคำนี้มานาน ที่จริงการจ้าง "ตามระเบียบพัสดุ" หมายถึงการจ้างโดย "ตีค่าตามภารกิจ/ชิ้นงาน/ผลงาน" ไม่ใช่ผู้รับจ้างเป็นวัสดุ แต่ผู้รับจ้างเป็นผู้ผลิตผลงานตามภารกิจ ลักษณะเดียวกับการจ้างพิมพ์หนังสือเรียนก็เป็นการจ้างเหมาบริการเช่นกัน ผู้รับจ้างไม่ใช่วัสดุ แต่หนังสือเรียนเป็นผลงาน/ชิ้นงาน/วัสดุตามภารกิจ

         6. เย็นวันที่ 30 ก.ย.58 มีผู้ถามผม ในเฟซบุ๊ค ทั้งในอินบ็อกซ์ และต่อท้ายโพสต์ในกลุ่มครูนอกระบบ ว่า ให้ทำสัญญาจ้างครู กศน.ทั้งปีหรือครึ่งปี

             เรื่องนี้  ทำได้ทั้ง 2 แบบ อยู่ในดุลยพินิจของแต่ละจังหวัด ( การจ้างครูทั้ง 4 ประเภทนี้ เป็นบทบาทหน้าที่ของจังหวัด ไม่ใช่อำเภอ )

             - บางจังหวัดทำสัญญาจ้างครั้งละครึ่งปี เพราะ
                1)  ส่วนกลางจัดสรรงบประมาณให้ครั้งละครึ่งปี จึงต้องทำสัญญาจ้างตามที่ได้รับงบประมาณ
                2)  กศน.มีหลักเกณฑ์กำหนดจำนวน นศ.ของครูแต่ละคนต้องครบตามเกณฑ์ จึงจะได้เงินเดือนเต็มตามวุฒิ ป.ตรี 15,000 บาท ซึ่งไม่แน่ว่าภาคเรียนต่อไปครูคนนั้นจะมีนักศึกษาครบหรือไม่ จึงทำสัญญาจ้างเพียงครึ่งปีก่อน
                 ( การจ้างเพียงครึ่งปี จะมีช่วงต่อระหว่างสิ้นสุดสัญญาเก่าและยังทำสัญญาใหม่ไม่เสร็จ ช่วงนี้จะสมัครเรียน ป.บัณฑิตไม่ได้ และถ้าจะขอหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพกับคุรุสภา ต้องขอก่อนสิ้นสุดสัญญาไม่น้อยกว่า 4 เดือน )

             - บางจังหวัดทำสัญญาจ้างครั้งเดียวทั้งปี เพราะ
                1)  การทำสัญญแต่ละครั้งเสียเวลาทั้งสองฝ่าย จึงทำครั้งเดียวให้เสร็จไปเลย
                2)  การทำสัญญาครั้งเดียวทั้งปี ครูจะได้รับขวัญกำลังใจมากกว่าการทำสัญญาเพียงครึ่งปี ซึ่งจะส่งผลต่อการปฏิบัติงาน
                3)  สามารถแก้ปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ และจำนวน นศ.ที่ไม่แน่นอน ได้โดย ระบุเงื่อนไขรายละอียดเพิ่มในสัญญา เช่น เพิ่มรายละเอียดในเรื่องค่าตอบแทน ว่า “ถ้าภาคเรียนใด มีจำนวนนักศึกษาครบตามเกณฑ์ที่กำหนด อัตราค่าตอบแทนเป็นเดือนละ 15,000 บาท ถ้าภาคเรียนใด มีจำนวนนักศึกษาไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด อัตราค่าตอบแทนเป็นตามจำนวนนักศึกษา คนละ .. .. .. บาทต่อเดือน” เป็นต้น

             ผมเคยเขียนเรื่องนี้ในข้อ 1 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2014/12/nfe-mis.html


teacherPJGb.jpg



         7. วันที่ 5 ต.ค.58 Pornprasit Tae-mai ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  การทำลายแบบทดสอบ ใช้ระเบียบการทำลายหรือแนวทางอย่างไร

             ผมตอบว่า   ทำลายตามระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยงานสารบรรณ
             ( อ่านในข้อ 10 ที่ https://www.gotoknow.org/posts/531213 )
             ที่ถูกต้อง ถ้าจังหวัดจะให้อำเภอทำลาย ต้องให้อำเภอส่งรายชื่อบุคลากรอำเภอไปให้จังหวัดเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งเป็นกรรมการทำลายฯ


วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

1.บุคลากรทางการศึกษาหมายถึงข้าราชการ, 2.ถึงเวลาส่ง SAR ปี 58 แล้ว, 3.ให้ นศ.พิการ สอบที่บ้านได้ไหม, 4.ผอ.ใหม่รับงาน ไม่รับหนี้สินได้ไหม, 5.การแต่งกายของครู, 6.พนักงานราชการตำแหน่งครูต่อสัญญาได้ไหมถ้าไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู, 7.ครูช่วยกรอกข้อมูลในกระดาษคำตอบให้ นศ.พิการได้ไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 10 ก.ย.58 ผมถามคำถามในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบ ว่า
             คำว่า
“บุคลากรทางการศึกษา” ใน “พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” หมายถึงข้อใด ?
             ก.  ข้าราชการ
             ข.  แล้วแต่สถานการณ์
             ค.  บุคลากรทุกประเภท
             ง.  บุคลากรอื่นที่ไม่ใช่ข้าราชการ
             จ.  บุคลากรทุกประเภท ยกเว้นพนักงานจ้างเหมาบริการ

             เช้าวันเสาร์ที่ 12 ก.ย.58 ผมเฉลยว่า
             ตามมาตรา
38 ค. ของ พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ( http://www.sesa10.go.th/sesa10/data/mar55/7.pdf ) ระบุว่า บุคลากรทางการศึกษามี 2 ประเภท คือ
              (1)  ศึกษานิเทศก์ ( ซึ่งเป็นข้าราชการ )
              (2)  บุคลากรทางการศึกษาอื่น ( เช่น บรรณารักษ์ นักวิชาการศึกษา นักจัดการงานทั่วไป ซึ่งเป็นข้าราชการ )
             เช่น
             1)  การแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่ง ผอ.กศน.อำเภอ ต้องแต่งตั้งจาก ข้าราชการครูหรือ “บุคลากรทางการศึกษา” คำว่าบุคลากรทางการศึกษาในที่นี้หมายถึงข้าราชการ ก.ค.ศ. ( ไม่ใช่ข้าราชการ ก.พ.) เช่น ศึกษานิเทศก์ หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม ม.38 ค.(2) เช่นข้าราชการตำแหน่งบรรณารักษ์ ถ้าในอำเภอไม่มี ก็แต่งตั้งจากอำเภออื่น จะแต่งตั้งผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการให้รักษาการในตำแหน่ง ผอ.กศน.อำเภอ ไม่ได้
             2)  ผู้ช่วยเลขานุการกรรมการสถานศึกษา ต้องเป็น ข้าราชการครูและ “บุคลากรทางการศึกษา” คำว่าบุคลากรทางการศึกษาในที่นี้ หมายถึงข้าราชการเช่นกัน
             3)  โครงการเพชรน้ำหนึ่ง ของ กศน. กำหนดให้ผู้ที่ไปต่างประเทศ ต้องเป็นข้าราชการครูหรือ “บุคลากรทางการศึกษา” ตำแหน่งใดก็ได้ คำว่าบุคลากรทางการศึกษาในที่นี้หมายถึงเฉพาะข้าราชการเช่นกัน

             ฉะนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ข้าราชการ

         2. วันที่ 15 ก.ย.58 ผมโพสต์ในเฟซบุ๊ค ว่า  ขณะนี้ถึงเวลาที่สถานศึกษาต้องส่ง SAR ( รายงานการประเมินตนเอง ) ประจำปีงบประมาณ 2558 แล้ว

             การทำ SAR ต้องทำทุกปี  สถานศึกษาในระบบทำ SAR ตามปีการศึกษา แต่สถานศึกษา กศน.ทำ SAR ตามปีงบประมาณ ( 1 ต.ค. ถึง 30 ก.ย. )
             ในการประเมินฯภายในโดยต้นสังกัด คณะกรรมการต้องใช้ข้อมูลตาม SAR 3 ปีล่าสุด จึงจะคำนวณคะแนนออกมาได้ บางอำเภอเข้าใจผิดคิดว่าคณะกรรมการจะใช้ข้อมูลตาม SAR ปีล่าสุดปีเดียว กว่าจะรู้ก็ถึงวันที่คณะกรรมการไปถึงแล้ว หาข้อมูล 3 ปีไม่ทันแล้ว

             การทำ SAR ปีงบประมาณ 2558 ยังคงใช้หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณภาพภายในเดิม ( 6 มาตรฐาน 26 ตัวบ่งชี้เดิม ) เพราะหลักเกณฑ์ที่กำลังพัฒนาใหม่ยังไม่เสร็จ อาจเสร็จและเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2559 ซึ่งจะใช้ในการทำ SAR ประจำปีงบประมาณ 2559 เป็นอย่างเร็ว
             ดูแบบฟอร์มการทำ SAR ได้ที่
             - ไฟล์สกุล .pdf  ที่  https://db.tt/K96czmfJ
             - ไฟล์สกุล
.doc  ที่  https://db.tt/7PAofFGu  

             อนึ่งการทำ SAR ประจำปี งปม.58 ในตัวบ่งชี้ที่ 1.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะใช้ค่าขีดจำกัดล่างของการสอบปลายภาค เปรียบเทียบ 2 ปีงบประมาณ ระหว่างปีงบประมาณ 2558 (ภาค 2/57 และ 1/58 ) กับ ปีงบประมาณ 2557 ( ภาค 2/56 และ 1/57 ) โดยให้โปรแกรม ITw คำนวณให้  แต่ขณะนี้ยังไม่มีค่าขีดจำกัดล่างภาค 1/58 ( ยังไม่ได้สอบปลายภาค 1/58 ) เมื่อต้องรีบส่ง SAR ให้ปล่อยข้อมูลค่าขีดจำกัดล่างของภาคเรียนที่ 1/58 ในโปรแกรม ITw ว่างไว้ก่อน คำนวณเท่าที่มีข้อมูลไปก่อน  แต่เมื่อภายหลังได้ค่าขีดจำกัดล่างแล้ว ต้องเข้ามากรอกในโปรแกรม คำนวณใหม่ ปรับแก้ SAR ในส่วนนี้ใหม่

         3. วันที่ 14 ก.ย.58 Pattanan Dondee ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  การสอบปลายภาคเรียนนักศึกษาพิการด้านร่างกาย สามารถนำข้อสอบไปให้นักศึกษาสอบที่บ้านได้หรือไม่ ต้องดำเนินการอย่างไร

             ผมตอบว่า   ไม่มีระเบียบให้ปฏิบัติได้โดยตรง  อยู่ที่ผู้บริหารและประธานฯสนามสอบจะอนุญาตหรือไม่  ถ้าอนุญาตก็ให้คน 2 คนนำข้อสอบไปสอบที่บ้าน แล้วรีบนำมาบรรจุกลับเข้าซองข้อสอบในวันนั้น
             ที่ต้องใช้คนนำไปสอบ 2 คน เพื่อเป็นพยานให้กันและกันว่าดำเนินการถูกต้อง เช่น ใช้เวลาสอบตามที่กำหนด ไม่ได้คัดลอกหรือถ่ายเอกสารข้อสอบ ไม่ได้บอกข้อสอบ และช่วยกันแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ เป็นต้น

             กรณีจะให้นักศึกษาพิการใช้เวลาทำข้อสอบมากกว่านักศึกษาทั่วไป ก็ไม่มีระเบียบให้ปฏิบัติได้โดยตรงเช่นกัน เพราะปกติไม่ได้แยกห้องสอบจากนักศึกษาทั่วไป ผมคิดว่าผู้บริหารเป็นผู้รับผิดชอบในการอนุโลมที่เหมาะสมตามความจำเป็น

         4. คืนวันที่ 15 ก.ย.58 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ผอ.กศน.อำเภอคนใหม่ ไม่ยอมรับหนี้สินค่าวัสดุของ กศน.อำเภอ จะให้ ผอ.คนเก่ามาจ่ายหนี้สินได้หรือ

             เรื่องนี้  ผมซักผู้ถามอีกหลายประโยค จึงได้รับข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
             เมื่อเดือน ก.พ.58 ผอ.กศน.อำเภอ ย้ายกันอยู่ภายในจังหวัดเดียวกัน
             ระบบการซื้อวัสดุของอำเภอนี้ ผอ.เก่าจะให้เจ้าหน้าที่พัสดุเป็นผู้ไปทยอยนำวัสดุสำนักงานที่จำเป็นต้องใช้ จากร้านที่ กศน.อำเภอมีเครดิตกันอยู่ มาใช้ทำงานในสำนักงาน โดยภายหลังทางร้านจึงจะรวบรวมรายการทำใบส่งของมาให้ทำเอกสารจัดซื้อ
             แต่ค่าวัสดุประมาณ 28,000 บาทนี้ ยังไม่ได้ทำเอกสารขออนุญาตจัดซื้อเพราะเงินงบประมาณงวดแรกหมดแล้ว ต้องรอเงินงบประมาณงวดหลัง แต่ ผอ.ก็ย้ายไปก่อน และเมื่อ ผอ.ใหม่ย้ายมา ก็ใช้เงินงบประมาณงวดหลังสั่งซื้อของใหม่ ไม่สนใจหนี้เก่า ทั้งที่ ผอ.เก่าได้บันทึกหนี้สินนี้ไว้ในรายงานมอบงานของ ผอ.เก่า ด้วย

             ผมตอบว่า
             1)  ขั้นตอนการจัดซื้อพัสดุ ที่นำพัสดุมาใช้ก่อนแล้วจึงทำเอกสารจัดซื้อภายหลัง นี้ ไม่ถูกต้องตามระเบียบ จึงมีปัญหา
                  นอกจากนี้ จะก่อหนี้ผูกพันโดยที่ยังไม่มีเงินหรือยังไม่ได้รับการแจ้งจัดสรรเงินอย่างเป็นทางการไม่ได้  ถ้างบประมาณไม่พอใช้ก็ต้องวางแผนประหยัด
             2)  ถ้าทำทะเบียน/บัญชีพัสดุ จะมีการกำหนดขั้นต่ำขั้นสูงของวัสดุสำนักงานแต่ละรายการไว้ ( ขั้นต่ำคือ เมื่อวัสดุรายการนี้คงเหลือเท่าใดให้จัดซื้อจัดหามาเพิ่มเติม ไม่ต้องรอให้หมดจึงจัดซื้อมาเพิ่ม ขั้นสูงคือไม่จัดซื้อเก็บไว้เกินเท่าใด )  หมายความว่า วัสดุสำนักงานนั้นสามารถวางแผนจัดซื้อไว้ให้เพียงพอในการใช้งานตลอดปีหรือตลอดงวดได้ ไม่ใช่ทยอยไปนำมาจากร้านเมื่อพัสดุใดหมด
             3)  เมื่อ ผอ.เก่า ก็ยังไม่ได้ลงนามอนุญาตให้จัดซื้อในเอกสาร การก่อหนี้ผูกพันที่ไม่ถูกขั้นตอนนี้ก็ยังไม่เข้าระบบที่จะถือว่าเป็นพัสดุหรือหนี้ผูกพันของสถานศึกษา/กศน.อำเภอ  ซึ่งในการลงนามรับมอบงานของ ผอ.ใหม่ จะเกี่ยวข้องเฉพาะรายการที่อยู่ในระบบ ( ถ้า ผอ.เก่าอนุญาตให้จัดซื้อและลงนามในใบสังซื้อโดยชอบด้วยระเบียบแล้ว จึงจะเป็นหนี้ผูกพันในนามสถานศึกษา/กศน.อำเภอ ผอ.ใหม่จะปฏิเสธไม่ได้ )  กรณีนี้ ผอ.ใหม่จะปฏิเสธก็ได้
             4)  ถ้ายังไม่เข้าระบบ และ ผอ.ใหม่ปฏิเสธ ผู้ที่รับผิดชอบจะเป็นตัวบุคคล “ผู้รับของ” แต่ ผู้ขายเขาไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร ถ้าในที่สุดเขาไม่สามารถเรียกเก็บเงินจาก กศน.อำเภอ เขาอาจโกรธและไม่ให้เครดิตอีก กศน.อำเภอก็ต้องเปลี่ยนไปซื้อที่อื่น มีความคล่องตัวน้อยลง  การที่มีคนโกรธและไม่ให้เครดิตนี้ ถือได้ว่า กศน.อำเภอเสียหาย  ( ถ้าจะหาตัว/ลงโทษ ผู้ที่ทำให้ กศน.อำเภอเสียหายหรือเสื่อมเสียนี้ คนแรกก็คือผู้รับของ ผู้รับของอาจซัดทอดคนอื่นต่อ เช่นบอกว่า ผอ.เก่าวางระบบให้ทำแบบนี้ )
             5)  โดยส่วนตัวผม มีความเห็นว่า  เพื่อไม่ให้ กศน.อำเภอเสื่อมเสีย ผอ.เก่า+ผอ.ใหม่+ผอ.จังหวัด ควรคุยกันว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร  ถ้า เป็นการนำพัสดุมาใช้ในราชการตามความจำเป็นจริง ผอ.ใหม่จะอนุเคราะห์ยอมอนุญาตให้ใช้งบประมาณงวดต่อไปจัดซื้อ โดยกำชับว่าต่อไปไม่ให้ทำนอกระบบอีก จะได้หรือไม่

         5. เรื่องไม่ค่อยจะเป็นเรื่อง แต่ก็มีข้อคิด

             เย็นวันเสาร์ที่ 19 ก.ย.58 มีผู้ถามและผมตอบในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ดังนี้
             ผู้ถาม :  หนูเป็นครู ศรช. วันนี้มีเด็กสอบ หนูไม่ได้คุมสอบและเป็นกรรมการใดๆเลย วันนี้หนูใส่กระโปรงยีน ยาวถึงเข่า ผอ.อำเภอหนูเขาโทรมาบอกครูอีกท่านว่า ให้บอกว่าอย่าใส่กระโปรงยีนมาในสถานที่ราชการ ไม่สุภาพ หนูอยากถามว่า มันผิดระเบียบหรอคะ
             ผมตอบ :  ไม่ผิด แต่ก็มองว่าไม่สุภาพได้ เพราะสถานที่ราชการถือว่ายีนไม่สุภาพแม้จะเป็นกางเกงหรือกระโปรงยาว ไม่ค่อยเหมาะที่ใครจะใส่เข้าไปในสถานที่ราชการ โดยเฉพาะเราเป็นครูแม้จะไม่ได้เข้าไปเพื่อคุมสอบก็ตาม

              ( ปัจจุบัน บางคนไม่ถือ ผอ.บางคนไม่ถือ ก็ไม่ได้หมายความว่า ผอ.คนนี้จะเคร่งครัดมากไป ผอ.เห็นว่าไม่สุภาพก็แนะนำตักเตือน )

             ผู้ถาม :  แล้ว ผอ. ใส่กางเกงยีนได้ใช่ไหม วันนี้ท่านใส่ไปดูคุมสอบ
             ผมตอบ :  ผอ.ใส่กางเกงยีนเข้าไปในสถานที่ราชการในเวลาทำงานก็ไม่สุภาพเช่นกัน

             ผู้ถาม :  หนูจะลาออกละ หนูโดน ผอ.คนนี้กดดันมากเลย หนูไม่มีทางออกเลย หนูทำงานมา 10 ปี
             ผมตอบ :  อยากให้คิดเงียบๆซัก 3 วันก่อน จึงจะถือว่าไม่วู่วาม ถ้าตัดสินใจวู่วามอาจจะเสียใจภายหลัง

         6. เย็นวันที่ 20 ก.ย.58 กานต์ นครสวรรค์ ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า ในการต่อสัญญาพนักงานราชการตำแหน่งครู หลังจากหมดสัญญา 4 ปีแล้ว จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพครูแนบในการต่อสัญญาไหม หรือเป็นพนักงานราชการครูมาแล้ว 5 ปี แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะต่อสัญญาได้หรือไม่

             ผมตอบว่า   เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 เรื่องที่เป็นคนละส่วนกัน คือ 1) เรื่องการสมัครเป็นพนักงานราชการตำแหน่งครูและการต่อสัญญาของเรา ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และ 2) เรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูซึ่งเป็นกฎหมายของคุรุสภา
             1)  การสมัครเป็นพนักงานราชการตำแหน่งครูและการต่อสัญญาของเรา  ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู  โดยที่มีการกำหนดเพิ่มว่าจะสมัครพนักงานราชการตำแหน่งครู ต้องจบสาขา การศึกษาบัณฑิต ศึกษาศาสตร์บัณฑิต หรือครุศาสตร์บัณฑิต ( ถ้าเป็นลูกจ้าง กศน. จบ ป.บัณฑิตก็ได้ ) นั้น จะมีใบอนุญาติประกอบวิชาชีพครูหรือไม่ก็ไม่เกี่ยว
                  และการต่อสัญญาก็ไม่เกี่ยวกับวุฒิที่ใช้ตอนสมัครนี้ สามารถต่อสัญญาได้ถ้า ก.พ.ร.เห็นชอบให้ต่อ และผ่านการประเมินตามเกณฑ์
             2)  เรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามกฎหมายของคุรุสภา คือ ผู้ที่จะเป็นครูสอน กศ.ขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาทุกคนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู  ถ้าสถานศึกษาจะให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเข้ามาสอน กศ.ขั้นพื้นฐาน จะต้องขอหนัง "อนุญาติให้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาติประกอบวิชาชีพ" ครั้งละ 2 ปี ปัจจุบันต่ออายุได้รวม 3 ครั้ง 6 ปี ถ้าครบแล้วยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ต้องหยุดสอน กศ.ขั้นพื้นฐาน มิฉะนั้นจะมีความผิดทั้งผู้สอนและสถานศึกษา ( แต่สอน กศ.ต่อเนื่องและ กศ.ตามอัธยาศัยได้ )

         7. เช้าวันที่ 21 ก.ย.58 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  ระเบียบการสอบปลายภาคเรียนของนักศึกษาคนพิการมีอะไรบ้าง แล้วครูผู้สอนคนพิการมีสิทธิ์เขียนข้อความต่างๆบนกระดาษคำตอบแล้วให้ นศ.พิการเขียนเฉพาะชื่อตัวเองในกระดาษคำตอบ แบบนี้ถือว่าทุจริตในการสอบไหม

             ผมตอบว่า
             1)  การเข้าสอบปลายภาคของนักศึกษาคนพิการกับนักศึกษาปกติทั่วไป ใช้ระเบียบเดียวกัน
             2)  ที่ว่าให้ นศ.เขียนเฉพาะชื่อนั้นหมายถึง ครูกาเลือกคำตอบให้ด้วยหรือไง อ่านไม่เข้าใจ
ครูผู้สอนจะเข้าไปช่วยเขียนได้อย่างไร เป็นเรื่องของกรรมการคุมสอบในห้องสอบ อุปกรณ์สำหรับคนพิการไม่มีหรือ ปกติแม้แต่ตาบอดก็ต้องมีอุปกรณ์ให้ทำเอง
                  แม้คนปกติ ก็มีนโยบายไม่ให้ครูผู้สอนคุมสอบ เพราะจะอดใจช่วยไม่ได้ ถ้าถาม นศ.ว่าจะเลือกข้อไหนแล้วครูกาแทนให้ก็จะอดใจช่วยเลือกข้อถูกให้ไม่ได้


วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

1.การเปรียบเทียบคะแนน SAR 3 ปี ในการประเมินฯภายในภายนอก, 2.ชักธงชาติ หญิงชายใครซ้ายขวา, 3.การบรรจุครูผู้ช่วยต่างบัญชี, 4.พนักงานราชการลาคลอด, 5.1 ช่วงนี้มีกฏอัยการศึกทั่วประเทศ ได้เวลาทวีคูณไหม, 5.2 เงินเดือนเต็มขั้นจะข้ามไปแท่ง คศ.4 ไหม, 6.ไม่สามารถเก็บเงินค่าใช้บริการห้องสมุดฯได้, 7.การขอพระราชทานเครื่องราชฯข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ และขอชั้นสายสะพายให้ผู้บริหารที่จะเกษียณ



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 28 ม.ค.58 สบาย สบาย กับ สกายนนท์ ครู ศรช. กศน.ข.ทวีวัฒนา เขียนในอินบ็อกซ์ผม ว่า  หาวิธีการคิดคะแนนของ sar ปี 54 ให้เป็นร้อยละไม่เจอ รบกวนช่วยบอกอีกครั้ง

             ผมตอบว่า   จะเปรียบเทียบคะแนน SAR 3 ปีใช่ไหม ถ้าใช่ จะเปรียบเทียบกันด้วยคะแนนรวมเพียงตัวเดียวเท่านั้น ถ้าคะแนนเต็มแต่ละปีเท่ากัน ก็นำคะแนนที่ได้มาเปรียบเทียบกันได้เลย ถ้าคะแนนเต็มไม่เท่ากันก็ต้องปรับสัดส่วนแปลงคะแนนให้คะแนนเต็มเท่ากันกันก่อน เช่น สมมุติว่า SAR ปี 54 คะแนนเต็ม 5 แต่ SAR ปี 55-56 คะแนนเต็ม 100 ก็ปรับให้คะแนนเต็มของทุกปี เป็น 5 ทั้งหมด หรือเป็น 100 ทั้งหมด  แต่ปกติจะแปลงเป็นคะแนนเต็ม 5 นะ เพราะจะดูด้วยว่าได้คะแนนถึง 4.5 จากคะแนนเต็ม 5 หรือไม่
             เปรียบเทียบย้อนหลัง 3 ปี ถ้าคะแนนสูงขึ้นทุกปี ( หรือถ้าคะแนนถึง 4.5 ขึ้นไปจากคะแนนเต็ม 5 แล้วก็ไม่จำเป็นต้องสูงขึ้นอีก ) จึงจะได้คะแนนตัวบ่งชี้นี้เต็ม  ประเด็นนี้
ถ้าเป็นการประเมินภายในจะอยู่ในตัวบ่งชี้ที่ 4.2 ถ้าเป็นการประเมินภายนอกของ สมศ. จะอยู่ในตัวบ่งชี้ที่ 8
             เช่น สมมุติว่า
             - ปี 54 คะแนนรวม SAR ได้ 4.2 จากคะแนนเต็ม 5 ( ไม่ต้องปรับ เพราะคะแนนเต็มเป็น 5 อยู่แล้ว )
             - ปี 55 คะแนนรวม SAR ได้ 92.00 จากคะแนนเต็ม 100 ก็เทียบสัดส่วนให้คะแนนเต็ม 5
                = (92 X 5) หารด้วย 100 จะได้ 4.6
             - ปี 56 คะแนนรวม SAR ได้ 90.00 จากคะแนนเต็ม 100 ก็เทียบสัดส่วนให้คะแนนเต็ม 5
                = (90 X 5) หารด้วย 100 จะได้ 4.5
             จะเห็นว่า คะแนน SAR 3 ปีย้อนหลัง คือ 4.2, 4.6 และ 4.5 แม้จะไม่สูงขึ้นทุกปี โดยปี 56 ต่ำกว่าปี 55 แต่ ปี 56 คะแนนถึง 4.5 อย่างนี้ก็ได้คะแนนเต็มในด้านพัฒนาการ ของตัวบ่งชี้นี้

             แต่.. ตอนทำ SAR ( ประเมินภายในโดยสถานศึกษาประเมินตนเอง ) ปี 57 จะเปรียบเทียบคะแนน SAR ย้อนหลัง 3 ปี คือปี 54-56 แตกต่างจากการประเมินภายนอก ถ้าคณะกรรมการเข้าประเมินในช่วงปีงบประมาณ 2558 นี้ จะเปรียบเทียบคะแนน SAR ย้อนหลัง 3 ปี คือปี 55-57 นะ
              ( เคยตอบเรื่องนี้ในข้อ 3 ที่ https://www.gotoknow.org/posts/503537 )


         2. ดึกวันที่ 29 ม.ค.58 ครูปู ภัทรนันท์ สว่างวิจิตรา ถามบนไทม์ไลน์ผม ว่า  การเชิญธงชาติที่ถูกต้องถ้าหันหน้าเข้าหาเสาธงแล้ว ผู้หญิงยืนฝั่งไหน  เห็นตามโรงเรียนประถมผู้หญิงยืนด้านขวา แต่ลูกเสือผู้หญิงยืนซ้าย

             ผมตอบว่า   ผู้ที่ยืนด้านขวา จะเป็นผู้แก้เชือกจากเสาก่อนเริ่มชักธง และเป็นผู้ผูกเชือกกับเสาเมื่อชักธงเสร็จ โดยเมื่อเริ่มชักธง ธงจะอยู่กับผู้ที่ยืนด้านขวานี้ ผู้ที่ยืนด้านซ้ายจะเป็นผู้ชักธง ผู้ที่ยืนด้านขวาเป็นผู้ปล่อยเชือกตามเฉย ๆ
             กรณีที่ผู้ชักธงเป็นหญิงกับชาย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้การชักหรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ.2529 และ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา พ.ศ. 2547 ไม่ได้กำหนดว่าชายหรือหญิงจะต้องยืนอยู่ด้านใด  ชายจะยืนด้านซ้ายหรือขวาก็ได้ ถ้าหญิงยืนอยู่ด้ายซ้าย หญิงจะเป็นผู้ชักธง ถ้าหญิงยืนอยู่ด้านขวาหญิงจะเป็นผู้แก้เชือกและผูกเชือกที่เสา   แต่ สำหรับลูกเสือ กำหนดว่ากรณีที่ผู้ชักธงเป็นหญิงกับชาย ให้หญิงยืนด้านซ้าย ( เป็นผู้ชักธง ) ชายยืนด้านขวา


         3. วันที่ ( 30 ม.ค.58 ) ผมเรียนถามท่าน ผอ.กจ.ว่า  ตอนนี้มีอัตราว่างของสถานศึกษาทั่วไป 98 อัตรา และของศูนย์วิทย์ฯอีก 21 อัตรา แต่บัญชีครูผู้ช่วยศูนย์วิทย์ไม่เหลือผู้ขึ้นบัญชีค้างอยู่แล้ว จะนำผู้ขึ้นบัญชีทั่วไป ไปบรรจุที่ศูนย์วิทย์ฯได้หรือไม่   ท่าน ผอ.กจ.บอกว่า ไม่ได้  และจะไปบรรจุในบัญชีจังหวัดชานแดนใต้ก็ไม่ได้เช่นกัน  บรรจุข้ามกลุ่มไม่ได้   แต่ ข้าราชการเก่าทั้ง 3 กลุ่มนี้ สามารถขอย้ายข้ามกลุ่มได้ ( จะย้ายไปศูนย์วิทย์ฯ ต้องจบเอกวิทย์ )
             ฉะนั้นจึงจะเรียกบรรจุครูผู้ช่วยได้เพียง 2 บัญชี รวมประมาณ 98 คน แต่จะเท่าไรแน่ยังบอกไม่ได้ เพราะถ้ามี ขรก.ครูเก่า จากสถานศึกษาทั่วไปทั้งชายแดนใต้และจังหวัดอื่น ย้ายไปศูนย์วิทย์ ก็จะเกิดอัตราว่างในบัญชีทั่วไปกับบัญชีชายแดนใต้ รวมบรรจุได้มากกว่า 98 คน  ในทางกลับกัน ถ้ามี ขรก.ครูเก่าจากศูนย์วิทย์ย้ายมาสถานศึกษาทั่วไป ก็จะเหลืออัตราว่างสำหรับ 2 บัญชีนี้น้อยกว่า 98 อัตรา
             จำนวนตำแหน่งว่างที่จะเรียกบรรจุในบัญชีทั่วไปกับบัญชีชายแดนใต้ ก็ยังบอกไม่ได้เช่นกันว่าจะบรรจุได้บัญชัละอีกกี่คน รู้แต่ว่ารวมประมาณ 98 คน เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีครูเก่าชายแดนใต้ย้ายมาจังหวัดทั่วไปกี่คน หรือมีครูเก่าจากจังหวัดทั่วไปย้ายไปชายแดนใต้กี่คน ( กลุ่มไหนย้ายออกมากกว่าย้ายเข้า ก็จะมีอัตราว่างในบัญชีนั้นมากขึ้น )
             การให้ขอย้ายครั้งนี้ บรรณารักษ์ขอโอนเป็นครูไม่ได้ เรื่องบรรณารักษ์โอนเป็นครูผ่านมาแล้ว ต้องรอครั้งต่อไป หนังสือฉบับนี้ถ้าบรรณารักษ์จะขอย้ายเปลี่ยนตำแหน่งต้องเป็นตำแหน่งในประเภทบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ด้วยกัน


         4. คืนวันที่ 28 ม.ค.58 นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว สมหมาย ดีทิพย์ ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  พนักงานราชการลาคลอด 45 วัน ได้รับค่าตอบแทนจากต้นสังกัด 45 วัน และได้รับค่าคลอดบุตรและค่าตอบแทนจากประกันสังคม ถ้ากลับเข้ามาทำงานจะได้รับค่าตอบแทนจากต้นส้งกัดหรือไม่ (ประมาณว่า 45 วันหลังที่กลับมาทำงานจะได้รับเงินเดือนไหม )

             ผมตอบว่า   แม้พนักงานราชการมีสิทธิลาคลอด 90 วัน แต่ถ้าลาหยุดเกิน 45 วัน จะไม่ได้รับเงินเดือนในส่วนที่เกิน ถ้าลาไม่เกิน 45 วัน ก็ได้รับเงินเดือนเต็มตามปกติทุกอย่าง  ส่วนของประกันสังคมก็ได้เพิ่มต่างหากอีกเดือนครึ่ง ( ประกันสังคมเขาไม่สนใจว่าจะลาหรือไม่ จะลากี่วัน จะได้เงินเดือนจากต้นสังกัดเท่าไร  ขอแค่คลอดบุตรคนที่ 1-2 เขาก็จ่ายให้เดือนครึ่งทุกคน )  เคยตอบ 3 ครั้งแล้ว

         5. เย็นวันที่ 4 ก.พ.58 Anupan Chaiwirach เขียนในอินบ็อกซ์ผม 4 ข้อ ผมขอนำข้อที่น่าสนใจมาเผยแพร่ต่อ 2 ข้อ คือ

             5.1  ประกาศกฏอัยการศึกเราคงได้รับวันทวีคูณนะ
                   ผมตอบว่า   เรื่องเวลาราชการทวีคูณนั้น สมัยก่อน กฎหมายบำเหน็จบำนาญกำหนดไว้ตายตัวว่าข้าราชการที่รับราชการในเขตประกาศใช้กฎอัยการศึก จะได้รับเวลาราชการทวีคูณ แต่ตอนหลัง พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2543 เปลี่ยนให้ ครม.เป็น ผู้กำหนดว่าจะให้ข้าราชการประเภทใดไดัรับเวลาราชการทวีคูณ  ถ้าข้าราชการประเภทใดไม่ได้เสี่ยงภัยอะไรในช่วงประกาศกฏอัยการศึกนั้น ครม.ก็ไม่ให้ได้รับเวลาราชการทวีคูณ
                   การประกาศกฏอัยการศึกในช่วงล่าสุดนี้ยังไม่ยกเลิกการใช้กฏอัยการศึก  ครม.ยังไม่ได้พิจารณากำหนดในเรื่องนี้ จึงยังไม่แน่นอนชัดเจนว่าข้าราชการประเภทใดจะได้รับเวลาราชการทวีคูณ
                   อย่างไรก็ตาม  การคำนวณบำเหน็จบำนาญของผู้เข้า กบข. ให้ใช้เวลาราชการมาคำนวณไม่เกิน 35 ปี เวลาทวีคูณจึงไม่มีความหมายถ้ารวมแล้วเกิน 35 ปี  ( ผู้ที่อายุราชการเกิน 35 ปี โดยเฉพาะตำรวจทหารที่มีเวลาราชการทวีคูณมาก จึงต้องการ Undo กลับไปใช้ พรบ.บำเหน็จบำนาญเดิม )

             5.2  เงินเดือนตันมาปีนึงแล้ว จะข้ามไปแท่ง คศ.4. ไหม
                   ผมตอบว่า   ใช่  เรื่องเงินเดือนเลื่อนไหลทะลุแท่งนี้ กฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 21 ธ.ค.55 มีผลบังคับใช้แล้ว มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554  โดยมีผลให้ ครูที่เงินเดือนถึงขั้นสูงสุดของอันดับ (ตัน) คศ.2 คศ.3 หรือ คศ.4 แล้วแต่กรณี  จะได้รับการเลื่อนเงินเดือนต่อไปได้โดยให้ไปอาศัยรับเงินเดือนในอันดับถัดไป ได้อีกหนึ่งอันดับ   ตัวอย่างเช่น ข้าราชการครูที่เงินเดือนตันอันดับ คศ.3 ที่อัตรา 53,080 บาทแล้ว จะได้เลื่อนเงินเดือนสูงขึ้นต่อไปได้อีก โดยอาศัยเบิกในอันดับ คศ.4 อัตรา 53,820 บาท และเลื่อนต่อไปได้จนถึงขั้นสูงของอันดับ คศ.4 คืออัตรา 62,760 บาท เป็นต้น
                   ( แต่ วิทยฐานะ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ยังคงเป็นไปตามอันดับเงินเดือนเดิม )

         6. วันที่ 4 ก.พ.58 Kapoom Ka ถามในหน้าเฟซบุ๊คผม ว่า  เมื่อปี 2552 มีหนังสือที่ ศธ 0210.122/992 เรื่องการเก็บเงินห้องสมุด ทำให้ห้องสมุดต้องยกเว้นการเก็บเงินค่าสมาชิกรายปีแก่ประชาชนทุกคน  อยากทราบว่าในขณะนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แล้วมีหนังสือเรื่องนี้ไหม  เนื่องจากผู้บริหารต้องการความชัดเจนในการเก็บค่าสมาชิก แต่หาในเน็ตไม่เจอ หาได้แต่เลขที่หนังสือ

             ผมตอบว่า   ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เป็นหนังสือราชการซักซ้อมความเข้าใจจากสำนักฯ ที่ต้องปฏิบัติตาม








         7. เย็นวันที่ 5 ก.พ.58 Anupan Chaiwirach ถามผมในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  ผู้บริหารที่เงินเดือนเต็มขั้น คศ.3 และจะเกษียณ  จะขอเครื่องราชฯชั้นสายสะพายได้หรือไม่

             ผมตอบว่า   ได้  ช่วงนี้ถึงเวลาขอพอดี ให้จังหวัดส่งเรื่องถึงสำนักงาน กศน.ภายในวันที่ 31 มี.ค.58  ตามหนังสือแจ้งที่  http://www.nfe.go.th/onie2014/index.php?option=com_attachments&task=download&id=673

             - พนักงานราชการที่ได้เครื่องราชฯชั้นที่ 5 ( บ.ช. : เบญจมาภรณ์ช้างเผือก ) มาครบ 5 ปี นับถึงวันที่ 5 ธ.ค.58 ปีนี้ให้ขอพระราชทานชั้นที่ 4 ( จ.ม. : จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย )

             - ตามหนังสือแจ้งของสำนักงาน กศน. ในส่วนของการขอเครื่องราชฯชั้นสายสะพาย ( ป.ม. ) สำหรับระดับ 8 ( คศ.3 ) ให้ขอได้เฉพาะผู้บริหาร ที่เงินเดือนเต็มขั้น ได้ ท.ช.มาแล้ว 5 ปี และเป็นปีที่เกษียณหรือจะเกษียณ เท่านั้น   ( เดิม ผู้บริหาร และครู คศ.3 ที่ไม่ใช่ปีที่จะเกษียณ ก็ขอได้ แต่ภายหลังเปลี่ยนแปลงตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0508/ท1330ลงวันที่ 3 มี.ค.57 ที่แจ้งว่า  คศ.3 ขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย ได้เฉพาะ ผอ.ที่จะเกษียณเท่านั้น  ฉะนั้น ถ้าไม่ใช่ คศ.4 หรือไม่ใช่ ผอ.ที่จะเกษียณ ก็ไม่ต้องขอเครื่องราชฯชั้นสายสะพายไปอีกแล้ว )