แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝากเรียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝากเรียน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2563

1.ตำแหน่งครูอาสาฯว่าง จะจ้างครูอาสาฯคนใหม่ได้ไหม, 2.การสอบ E-Exam กรณีปกติ กับกรณีพิเศษ, 3.ใบ รบ.ตอนจบเป็นฆราวาส สูญหาย มาขอใหม่ตอนเป็นพระ ไม่มีรูปฆราวาสแล้ว ทำอย่างไร?, 4.คุมสอบภาคบ่าย 40 นาที จ่ายค่าตอบแทนอย่างไร, 5.ฝากสอบได้ไหม, 6.เลื่อนสอบได้ไหม, 7.จบ ม.6 แล้วบวช อยากเรียนธรรมจะต้องเริ่มชั้นไหน


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้



         1. วันเสาร์ที่ 29 ก.พ.63 มี ผอ.กศน.อำเภอ ถามผมทางไลน์ ว่า  อาจารย์มีหนังสือสั่งการ หรือแจ้งจากสำนักงาน กศน ไหม ที่มีเนื้อหาทำนองว่า เมื่อครูอาสาสมัครฯ ของสถานศึกษาว่าลง หากสถานศึกษายังมีความจำเป็นที่ต้องมีครูอาสาสมัคร ก็สามารถบรรจุในตำแหน่งเดิมได้ หรือจะเปลี่ยนเป็นตำแหน่งนักวิชาการก็ โดยบรรจุในสถานศึกษานั้น คือไม่อยากให้จังหวัดตัดตำแหน่งครูอาสาสมัครไป ครูอาสาสมัคร จะเกษียณ ก.ย นี้

             ผมตอบว่า   เรื่องตำแหน่งครูอาสาฯ ล่าสุดต้องดำเนินการตามข้อ 2 ของหนังสือในภาพประกอบโพสต์นี้ คือ
             1)  ถ้าจังหวัดนั้นมีจำนวนครูอาสาฯมากกว่าจำนวนอำเภอ เมื่อมีครูอาสาฯออกด้วยเหตุใดๆก็ตาม ต้องขอเปลี่ยนตำแหน่งครูอาสาฯที่ว่างลงนั้น เป็นตำแหน่งอื่นที่เหมาะสม เช่นถ้าอำเภอไม่มีข้าราชการตำแหน่งบรรณารักษ์ ก็เปลี่ยนตำแหน่งครูอาสาฯที่ว่างเป็นพนักงานราชการตำแหน่งบรรณารักษ์ แล้วเลิกจ้างเหมาบริการตำแหน่งบรรณารักษ์ เป็นต้น
                  เปลี่ยนตำแหน่งแล้วอยู่ที่อำเภอเดิมหรือจะย้ายไปอยู่ที่อำเภออื่น จังหวัดก็คุยกับอำเภอแล้วจังหวัดเสนอขอไปที่ส่วนกลาง
             2)  ถ้าจังหวัดนั้นมีจำนวนครูอาสาฯไม่มากกว่าจำนวนอำเภอ แม้มีครูอาสาฯออกด้วยเหตุใดๆก็ตาม จะขอเปลี่ยนตำแหน่งครูอาสาฯที่ว่างลงนั้นเป็นตำแหน่งอื่นที่เหมาะสม หรือจะจ้างในตำแหน่งครูอาสาฯคนใหม่ก็ได้  ถ้าจะเปลี่ยนตำแหน่งหรือจ้างครูอาสาคนใหม่แล้วจะให้อยู่ที่อำเภอเดิมหรืออำเภอใด จังหวัดก็คุยกับอำเภอต่างๆ ถ้าสรุปว่าไม่เปลี่ยนตำแหน่งและไม่เปลี่ยนอำเภอก็ไม่ต้องแจ้งส่วนกลาง จังหวัดจ้างครูอาสาฯคนใหม่ไว้อำเภอเดิมได้เลย แต่ถ้าจะเปลี่ยนตำแหน่ง และ/หรือ เปลี่ยนอำเภอ จังหวัดต้องเสนอส่วนกลาง

         2. วันเดียวกัน ( เสาร์ที่ 29 ก.พ.) ผมถามข้อมูลความรู้จาก อ.ธานี เครืออยู่ กลุ่มพัฒนา กศน. ทางไลน์ เรื่องการสอบ E-Exam กรณีปกติกับกรณีพิเศษ ได้รับความรู้จาก อ.ธานี สรุปได้ดังนี้

             1)  การสอบ E-Exam กรณีปกติ มีกรณีเดียว คือ เคยส่งชื่อเข้าสอบ N-NET ของ สทศ.แล้วขาดสอบ จะขอสอบ E-Exam ในภาคเรียนหลังจากภาคเรียนที่ขาดสอบ N-NET และจะสอบในศูนย์ทดสอบฯภายในจังหวัดที่เรียนนั้น
                  กรณีปกตินี้ สถานศึกษาสามารถลงทะเบียนสอบให้นักศึกษาในระบบออนไลน์ตามช่วงเวลาที่กำหนดได้เลย ไม่ต้องยื่นคำร้องไปถึงส่วนกลาง
             2)  การสอบ E-Exam กรณีพิเศษ มี 4 กรณีย่อย คือ
                  2.1  กรณีที่เคยส่งชื่อสอบ N-NET ของ สทศ.แล้วขาดสอบในภาคเรียนก่อนหน้า และภาคเรียนนี้ก็ไม่ได้ลงทะเบียนสอบ E-Exam "กรณีปกติ" ในช่วงเวลาที่กำหนด
                  2.2  กรณีที่เคยส่งชื่อสอบ N-NET ของ สทศ.แล้วขาดสอบในภาคเรียนก่อนหน้า และภาคเรียนนี้จะขอไปสอบที่ศูนย์ทดสอบฯต่างจังหวัด แม้จะสามารถลงทะเบียนสอบในช่วงเวลาปกติก็ตาม ถ้าจะขอไปสอบที่ศูนย์ทดสอบฯในจังหวัดที่ไม่ใช่จังหวัดที่เรียน ถือเป็นกรณีพิเศษหมด
                  2.3  กรณีส่งชื่อสอบ N-NET ของ สทศ.ในภาคเรียนนี้ แต่ขาดสอบโดยมีเหตุจำเป็น เช่น ป่วย ติดราชการทหาร เป็นต้น และจะขอสอบ E-Exam ปลายภาคเรียนที่ขาดสอบ N-NET นี้เลย
                  2.4  กรณีไม่เคยส่งชื่อสอบ N-NET ของ สทศ.แต่มีความจำเป็นต้องรีบจบ/ต้องใช้วุฒิการศึกษา ไม่สามารถรอส่งชื่อเข้าสอบ N-NET ได้
                  การขอสอบกรณีพิเศษทั้ง 4 กรณีย่อย นักศึกษาต้องยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานแสดงเหตุผลความจำเป็นประกอบการพิจารณา แล้วสถานศึกษาส่งไปยังสำนักงาน กศน.จังหวัด ถ้า สนง.กศน.จังหวัดพิจารณาว่ามีเหตุผลความจำเป็นที่เหมาะสม ก็ส่งคำร้องต่อไปยังสำนักงาน กศน.ในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ลงทะเบียนสอบต่อไป

         3. คืนวันเสาร์ที่ 29 ก.พ.63 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ของผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  มีปัญหานิดค่ะ พระจะขอใบรับรองวุฒิกศน. มปลาย (แทนใบเก่าที่หาย) ใช้รูปถ่ายพระสงฆ์ ถูกมั้ย คะ? ท่านบอกเจ้าหน้าที่ให้ใช้รูปถ่ายสวมเสื้อนักศึกษา ซึ่งท่านไม่มี เพราะเป็นพระ แบบนี้ทำยังไงคะ

             ผมตอบว่า   ตอนที่เรียนจนจบเป็นฆราวาส ได้ใบวุฒิติดรูปฆราวาส แต่ใบวุฒิหาย จะขอใหม่ เจ้าหน้าที่ขอรูปฆราวาส แต่ท่านไม่มีเพราะปัจจุบันท่านเป็นพระสงฆ์ ใช่ไหม ( คุณเป็นโยมของท่านใช่ไหม )
             การออกใบ รบ.(ใบวุฒิ) ตอนจบครั้งแรก รูปถ่ายต้องสอดคล้องกับคำหน้านาม ณ วันจบ เช่นถ้าคำนำหน้านามเป็นนายรูปถ่ายก็ใส่เสื้อฆราวาส ถ้าคำนำหน้านามเป็นพระภิกษุสามเณรรูปถ่ายก็สวมจีวร ถ้าคำนำหน้านามเป็นยศรูปถ่ายก็ใส่เครื่องแบบตามยศ
             แต่การออกใบ รบ.ตอนขอใหม่แทนใบเก่าที่สูญหาย ต่างกัน ผมเคยตอบประเด็นนี้แล้วในข้อ 4 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2017/11/rachsute.html
             คุณลองนำคำตอบนี้และคำตอบในข้อ 4 ของผมนั้น ไปให้เจ้าหน้าที่ดู ถ้าเขาไม่เชื่อก็ขอคุยกับ ผอ.เขา ถ้าผอ.ไม่เชื่ออีกก็ขอคุยกับระดับเหนือขึ้นไปคือเริ่มจากระดับ กศน.จังหวัด
             คำตอบคือ ต้องใช้รูปที่ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ณ เวลาปัจจุบันตอนขอใหม่นี้ แม้จะไม่สอดคล้องกับคำหน้านามในใบ รบ.ก็ไม่เป็นไร ( คำนำหน้านามใช้นายตามเดิม แต่รูปในใบ รบ.ที่ขอใหม่สวมจีวร ไม่เป็นไร )
             ประเด็นนี้ตรงข้ามกับคำตอบในข้อ 4 นั้น คือในข้อ 4 ใบ รบ.เดิมรูปสวมจีวร แต่ตอนขอใหม่ลาสิกขานานแล้ว รูปในใบ รบ.ใหม่เป็นฆราวาสแต่คำนำหน้านามเป็นสามเณร ซึ่งหลักการเดียวกันคือใช้รูปปัจจุบัน

             เมื่อผมนำ การถาม-ตอบนี้ ไปลงในไลน์โอเพนแช็ทกลุ่ม กศน. มีผู้ถามว่า กรณีนี้เขามีสิทธิ์ยื่นคำร้อง ขอเปลี่ยนคำนำหน้าให้ตรงกับปัจจุบันได้ไหมคะ
             ผมตอบว่า  ไม่ได้.. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-สกุล-คำนำหน้า ต้องลงวันที่ก่อนวันอนุมัติการจบเท่านั้น ถ้าเปลี่ยนหลังจากนี้สถานศึกษาจะเปลี่ยนให้ไม่ได้ เมื่อเขานำใบ รบ.ไปใช้ที่ใดเขาต้องใช้ใบ รบ.ประกอบควบคู่กับใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล-คำนำหน้าเอาเอง
             และปกติการเปลี่ยนต้องแจ้งสถานศึกษาก่อนจบด้วย ถ้าหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-สกุล-คำนำหน้านาม ลงวันที่ก่อนวันอนุมัติจบแต่เขาแจ้งสถานศึกษาหลังจบ กรณีนี้แล้วแต่สถานศึกษาจะอนุเคราะห์เปลี่ยนให้หรือไม่ก็ได้





         4. วันที่ 5 มี.ค.63 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  การสอบปลายภาคกรรมการกำกับห้องวันที่ 14มี.ค.63 คุมสอบภาคเช้าเริ่มเวลา 08.30-12.30 น. และภาคบ่ายเวลาเริ่มเวลา 16.00- 16.40 น. จ่ายค่าตอบแทนอย่างไรคะ

             ผมตอบว่า   กรณีนี้อนุโลมให้เบิกเต็มวัน แม้ช่วงกลางจะไม่ได้คุมสอบ เพราะเขาแต่งตัวออกจากบ้านมาแล้ว ช่วงกลางคงไม่ได้กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพักผ่อน
             ถ้าเริ่มคุมสอบหลัง 9.00 น. และ/หรือ เลิกสอบก่อน 16.00 น. จึงให้เบิกครึ่งวัน
             ( ดูคำตอบเก่าในข้อ 6 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2015/02/e-exam-7.html )

         5. เย็นวันที่ 6 มี.ค.63 มีผู้ถามผมทางไลน์กลุ่ม ITw NFE ว่า  นักศึกษามาสมัครเรียนไว้เทอมนี้พอหลังปีใหม่ลงไปทำงานที่ กทม.แล้วโทรมาว่าขึ้นมาสอบวันที่ 14-15 ไม่ได้ขอสอบใน กทม.ได้มั้ยเขาบอก กศน.ที่ไกล้ที่เขาอยู่มาให้ค่ะ หนูก็เลยประสานไปที่อำเภอว่าขอฝากสอบ เจ้าหน้าที่อำภอนี้บอกฝากไม่ได้ มีแบบนี้ด้วยเหรอ หนูก็เลยรบกวนถามอาจารย์ว่า กศน.เราฝากสอบกับอำเภออื่นหรือจังหวัดอื่นได้หรือไม่ค่ะจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไปค่ะ

             ผมตอบว่า   ฝากสอบอย่างเดียว หรือฝากเรียนอย่างเดียว ไม่ได้ ต้องฝากทั้งเรียนและสอบ ทั้งเทอมเลย โดยต้องฝากตั้งแต่ต้นเทอม มิฉะนั้นจะมีปัญหาหลายอย่าง เช่นวิชาไม่ตรงกัน จะเอาข้อสอบที่ไหน โดยเฉพาะวิชาเลือกเสรีไม่ค่อยตรงกัน แม้แต่วิชาบังคับ+เลือกบังคับ ก็ไม่ใช่ว่าทุกแห่งจะมีข้อสอบทั้ง 14+6 วิชาทั้ง 3 ระดับ ทุกเทอม เพราะแต่ละเทอมเปิดวิชาบังคับไม่ครบทุกวิชา ถึงจะมีบางวิชาตรงกัน แต่เขาจัดห้องสอบไปแล้วจะเอาเข้าโปรแกรมห้องสอบอย่างไร หรือให้สอบกับกรรมการกลางหรือเข้าห้องสอบที่มีคนขาดสอบ ตรวจข้อสอบที่ไหน ฯลฯ
             ผมเคยโพสต์เรื่องนี้หลายครั้งแล้ว ลองอ่านดู เช่นใน
             - ข้อ 7 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2015/09/51-55.html
             - ข้อ 2 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2015/03/5000.html
             - ข้อ 2 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2018/09/e-exam.html

         6. คืนวันเดียวกัน ( 6 มี.ค.) มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  การสอบปลายภาคเรียน สมมุติว่า มีนักเรียนที่ทำงาน กับ อบต. แล้วเค้าติดภาระกิจไปราชการ ไม่สามารถมาสอบได้ตามกำหนดเวลา แต่เค้าทำหนังสือจากต้นสังกัดขอสอบปลายภาค หลังกำหนดการการสอบปลายภาค มายัง ผอ.อำเภอ แล้ว ผอ.อำเภออนุญาตให้สอบหลังกำหนดการสอบปลายภาคได้ มันมีระเบียบให้สามารถสอบหลังได้มั้ย

             ผมตอบว่า   กรณีมีเหตุจำเป็น การเลื่อนสอบ ต้องใช้ข้อสอบคนละฉบับ ส่วนกลางหรือภาคจะมีข้อสอบฉบับสำรอง ( คู่ขนานกัน แต่คนละฉบับ ส่วนใหญ่ทหารกองประจำการจะขอใช้ข้อสอบนี้สอบนอกตารางเพราะติดภารกิจ )
             การสอบที่ใช้ข้อสอบฉบับเดียวกัน โดยเฉพาะข้อสอบระดับชาติ จะสอบนอกตารางไม่ได้ เพื่อป้องกันข้อสอบรั่ว เมื่อสอบเสร็จกรรมการกลางต้องตรวจนับบรรจุคืนเข้าซอง ส่งคืนจังหวัด/ทำลาย
             ด้วยเหตุนี้จึงต้องแจ้งตารางสอบให้นักศึกษาทราบตั้งแต่ต้นเทอมเลย เพื่อให้เขามีเวลาเคลียร์ให้ว่าง (ไม่ใช่เคลียร์ที่เรา)
             ผมเคยตอบเหตุผลเรื่องนี้ 3-4 ครั้งแล้ว ลองดูใน
             - ข้อ 5 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2018/09/mou.html
             - ข้อ 6 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/474979
             ในส่วนของเอกสารอ้างอิง ไม่มี “ระเบียบ” โดยตรง แต่มีหนังสือราชการตั้งแต่ปี 2553 ตามภาพประกอบโพสต์นี้ ( ตอนนั้นสถาบันภาคเป็นผู้พิมพ์ข้อสอบทั้งหมด ) คือหนังสือสำนักงาน กศน. ด่วนมาก ที่ ศธ 0210.03/4031 ลงวันที่ 17 พ.ย.2553 ระบุไว้ในข้อ 2. ว่า “กำหนดการเลื่อนสอบให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนดเอง โดยขอความเห็นชอบจากสำนักงาน กศน.จังหวัด ส่วนการสั่งข้อสอบกรณีเลื่อนสอบให้แจ้งขอข้อสอบที่สถาบัน กศน.ภาค”





         7. วันที่ 19 มี.ค.63 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ถ้าเรียนจบม.6แล้วบวชอยากเรียนธรรมจะต้องเริ่มชั้นไหน

            ผมนำเรื่องนี้ไปถามในกลุ่มไลน์ต่าง ๆ   มีผู้รู้ระดับ ผอ. 3 ท่าน ช่วยตอบมาดังนี้
            ไม่ว่าจะมีวุฒิทางโลกสูงเพียงใดแล้ว การเรียนทางธรรมก็ต้องเริ่มต้นเรียนที่ชั้นต้นไปตามลำดับ ไม่มีการข้ามชั้น แต่มีนักธรรม กับเปรียญธรรม
            - นักธรรม ต้องเริ่มเรียนจากนักธรรมชั้นตรีก่อน ต่อด้วยชั้นโท ชั้นเอก
            - เปรียญธรรม(บาลี) ต้องเริ่มจากบาลีไวยากรณ์ก่อน แล้วต่อด้วย เปรียญธรรม ( ปธ.) 1 จนถึง 9 ตามลำดับ
            จะเรียนทั้งนักธรรมและเปรียญธรรมไปพร้อมกันก็ได้ แต่มีเงื่อนไขว่า
            เมื่อผ่าน ปธ.2 แล้วจะเริ่มเรียน ปธ.3 ต้องสอบได้นักธรรมชั้นตรีก่อน
            จะเริ่มเรียน ปธ 4 ต้องสอบได้นักธรรมโทก่อน
            จะสอบ ปธ 7 ต้องสอบได้นักธรรมชั้นเอกก่อน
            ได้ ปธ 3 ถ้าเป็นพระเขาก็เรียกท่านมหาแล้ว แต่ถ้าเป็นสามเณรจะไม่เรียกมหา แต่จะเรียกสามเณรเปรียญ
            ถ้าฆราวาสเรียนนักธรรม จะเป็นธรรมศึกษาตรี-เอก ถ้าเรียนเปรียญธรรม จะเป็นบาลีศึกษา ( บ.ศ.) 1-9


วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

1.สตง.เรียกเงินคืน ค่าชุดลูกเสือ ชุดกีฬา เบี้ยประชุมกรรมการสถานศึกษา, 2.การฝากเรียน กศ.ขั้นพื้นฐาน, 3.กศน.นครราชสีมา จะต่อสัญญาเฉพาะเอกบรรณารักษ์, 4.ใครเซ็นหนังสือยินยอมให้ไปสอบ, 5.ค่าเสื้อกีฬา, 6.จังหวัดบอกว่า ซื้อหมึกเครื่องปริ้นท์เลเซอร์ราคาเกิน 5,000 ไม่ได้, 7.ศัพท์เกี่ยวกับสมเด็จพระเทพฯ



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

        
1. วันที่ 17 มี.ค.58 Sarinya Doungloy กศน.จ.ยโสธร ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  กศน.อำเภอซื้อชุดลูกเสือให้นักศึกษามาจัดโครงการเข้าค่ายลูกเสือได้ไหม

             ผมถามคำถามนี้ต่อไปที่ อ.สุณีย์ หน่วยตรวจสอบภายใน กศน.  ได้รับคำตอบว่า  ซื้อไม่ได้ ไม่มีระเบียบรองรับ และยกตัวอย่างว่า  ที่ กศน.นครปฐม ถูก ส.ต.ง. เรียกเงินคืนแล้ว ทั้งชุดลูกเสือ ชุดกีฬา เสื้อสุดยอด กศน. ( นครปฐมซื้อแจกเลย )   ผมถามต่อว่า แล้วถ้าซื้อไว้ให้ยืมล่ะ ได้ไหม  อ.สุณีย์ ตอบว่า เมื่อไม่มีระเบียบรองรับก็ซื้อไม่ได้ ( ซื้อไว้ให้ยืมก็เบาหน่อย ส.ต.ง.บางเขต “อาจจะ” ไม่ทักท้วง  แต่ที่ถูกต้องถ้าไม่มีระเบียบรองรับ ซื้อให้ยืมก็ไม่ได้ )

             นอกจากนี้ อ.สุณีย์ เล่าให้ฟังต่อว่า  ขณะนี้ ส.ต.ง.ส่วนกลาง ที่ตรวจสอบ กศน.เขต  กำลังเรียกเงินคืน ค่าเบี้ยประชุมกรรมการสถานศึกษา ที่จ่ายไปในปีงบประมาณ 2556 จำนวน 50,000 บาท

         2. วันที่ 16 มี.ค.58 มุนินทร์ แรงเงา กศน.อ.รัตนวาปี ถามผมในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  มีสถานศึกษามาฝากสอบ มาเรียนกับเรา แต่บางรายวิชาเลือกเราไม่มี จึงคุยกับสถานศึกษาที่ฝากสอบกับเราว่าขอปรับให้ตรงกับรายวิชาเลือกที่สถานศึกษาเรามีได้ไหม แต่หน่วยกิตจะรักษาให้เท่ากับเดิมที่ฝากมา  แต่ทางสถานศึกษาที่ฝากสอบมาไม่ยอมปรับให้   ถามว่ากรณีฝากสอบนั้นเราสามารถปรับรายวิชาให้เข้ากับที่เปิดอยู่ได้หรือไม่ จะผิดระเบียบไหม

             ผมตอบว่า   การฝากเรียน
             - ต้องบันทึกประวัติขึ้นทะเบียนทั้งที่สถานศึกษาต้นสังกัด และสถานศึกษาที่รับฝากเรียน  โดยสถานศึกษาต้นสังกัดบันทึกประวัติตามปกติ ส่วนสถานศึกษาที่รับฝากเรียนบันทึกประวัติโดยใช้รหัสของต้นสังกัด ในโปรแกรม ITw ที่เมนู 1-1-2 ( ขั้นตอนการดำเนินงาน – บันทึกประวัตินักศึกษา  -เพิ่มนักศึกษาฝากเรียน )

             - รายวิชาที่ฝากเรียน ต้องเป็นวิชาในหลักสูตรสถานศึกษาของทั้ง 2 สถานศึกษา   ถ้าเป็นวิชาเลือกที่ไม่เหมือนกัน ก็ต้องเพิ่มวิชาเลือกนั้นเข้าไปในหลักสูตรสถานศึกษาของทั้ง 2 สถานศึกษา  ( การเพิ่มรายวิชาเข้าไปในหลักสูตรสถานศึกษา เพิ่มได้โดยขอความเห็นชอบจากกรรมการสถานศึกษา )  วิชาใดที่ไม่เหมือนกันและสถานศึกษาทั้ง 2 แห่งต่างก็ไม่ยอมเพิ่มให้เหมือนกัน วิชานั้นก็ฝากเรียนไม่ได้

             - ต้องลงทะเบียนเรียนรายวิชานั้นทั้ง 2 สถานศึกษา  แต่ ให้สถานศึกษาต้นสังกัดลงทะเบียนเรียนวิชานั้นหลังสิ้นภาคเรียนแล้ว โดยลงทะเบียนเรียนย้อนหลังเมื่อได้รับผลการเรียนมาจากสถานศึกษาที่รับฝากเรียนแล้ว เพราะถ้าลงทะเบียนเรียนตั้งแต่ต้นภาคเรียนเมื่อตรวจสอบจะเกิดความซ้ำซ้อน

             - การฝากเรียน ต้องฝากสอบด้วย จนได้ผลการเรียน แล้วสถานศึกษาที่รับฝากเรียนจึงส่งผลการเรียนไปให้สถานศึกษาต้นสังกัดลงทะเบียนเรียนย้อนหลัง

         3. คืนวันที่ 18 มี.ค.58 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  กศน.ทุกอำเภอของจังหวัดนครราชสีมา ตำแหน่งบรรณารักษ์ที่จะสามารถต่อสัญญาจ้างได้ในสิ้นเดือนมีนาคม 2558 ต้องจบเอกบรรณารักษ์เท่านั้น  เลยอยากทราบว่ามันเป็นข้อกำหนดของสำนักงาน กศน.รึเปล่า

             ผมตอบว่า   สำนักงาน กศน.ไม่ได้กำหนดชัดเจนอย่างนั้น   ต้องพิจารณาจาก
             1)  หลักการจ้าง  ต้องจ้างจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถสร้างผลงานดีกว่า ถ้าค่าจ้างเท่ากัน
             2)  ดูคุณสมบัติการจ้างที่ สำนักงาน กศน.กำหนดไว้  ( ดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/EmployMaoDoc.pdf )  แต่คณะทำงานที่กำหนดคุณสมบัติการจ้างเหมาบริการตำแหน่งบรรณารักษ์นี้ ก็ฟันธงสับสน ตอนประชุมช่วงแรกกำหนดว่าต้องมีวุฒิทางบรรณารักษ์ศาสตร์ แต่เอกสารออกมาตอนท้ายบอกว่า “หรือมีประสบการณ์”

             คุณสมบัติที่กำหนดในเอกสารคือ
              “ได้รับวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งทางบรรณารักษศาสตร์ ทางบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ ทางบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ทางสารสนเทศศึกษา หรือทางสารนิเทศศาสตร์ หรือทางใดทางหนึ่ง หรือหลายทางดังกล่าว ที่ส่วนราชการเห็นว่าเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบ และลักษณะงานที่ปฏิบัติ  หรือมีประสบการณ์ซึ่งมีความเหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติ และมีคุณสมบัติเป็นบรรณารักษ์ที่มีจิตบริการ”

             จากหลักทั้ง 2 ข้อนี้ คิดว่า กศน.นครราชสีมา ในฐานะผู้จ้าง สามารถกำหนดคุณสมบัติให้จ้างเฉพาะผู้จบทางบรรณารักษ์ได้  ( ผมไม่ทราบนะว่า กศน.นครราชสีมา กำหนดอย่างนี้จริงหรือไม่ )

         4. คืนวันที่ 18 มี.ค.58 Jeab Chuenkamol ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  เป็นข้าราชการ ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ จะขออนุญาตไปสอบครูผู้ช่วย ในหนังสือยินยอมให้สอบต้องให้ใครเซ็น ต้องไปถึงระดับเลขาไหม หรือเอาแค่ ผอ.จังหวัด

             เรื่องนี้  กจ.กศน.ตอบว่า ถ้าจะสอบโอน ต้องส่งหนังสือถึงระดับเลขาฯเพื่อลงนามยินยอมให้ไปสอบ ( สอบโอนได้เฉพาะข้าราชการ )
             การสอบโอนคือ ถ้าสอบได้แล้วจะโอนอายุราชการพร้อมเงินเดือนไปด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเริ่มเงินเดือนขั้นต้นใหม่  ( แต่ถ้าอายุราชการยังนิดเดียว เงินเดือนยังขั้นต้น ๆ อยู่ ถ้าสอบได้จะลาออกจากที่เดิมไปบรรจุที่ใหม่ เริ่มต้นใหม่ ไม่ประสงค์จะขอโอน ก็ไม่ต้องยื่นใบนี้ก็ได้ )


         5. เย็นวันที่ 23 มี.ค.58 Bai Baidah ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  ในกรณีจัดโครงการแข่งขันกีฬา เราระบุในโครงการเป็นค่าเสื้อกีฬา สามารถเบิกได้หรือเปล่า   ตามที่ผมเคยเขียนเรื่องค่าใช้จ่ายในการแข่งขันกีฬาไว้ในข้อ 7 ที่ https://www.gotoknow.org/posts/539646 โดยนำหนังสือกรมบัญชีกลางที่ กค 0526.7/28899 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2544 มาลง  ซึ่งหนังสือกรมบัญชีกลางฉบับนี้ระบุว่า
             “2. ค่าสกอร์บอร์ด ค่าเช่าเครื่องจับเวลา ค่าชุดนักกีฬาและอุปกรณ์กีฬา ค่าแก๊สจุดคบเพลิง เบิกจ่ายตามหนังสือกระทรวงการคลังที่อ้างถึง 2  (หนังสือที่อ้างถึง 2 คือ หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.7/ว 129 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2539 )
             ตอนนี้จัดโครงการแข่งขันกีฬาและระบุค่าใช้จ่ายในโครงการเป็นค่าเสือกีฬา เสร็จเรียนบร้อยแล้ว แต่เมื่อเห็นผมโพสต์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ว่า สตง.เรียกคืนเงินค่าชุดกีฬา ก็เลยไม่กล้าเบิก จึงถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งหนึ่ง

             ผมตอบว่า   ถ้าตามไปดูหนังสือที่อ้างถึง 2 คือ หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.7/ว129 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2539  ( ดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/moneyother.pdf )  จะเห็นว่าไม่มีค่าเสื้อกีฬาหรือค่าชุดนักกีฬา นะ

         6. วันที่ 27 มี.ค.58 แดง พัฒนสิน กศน.พิชัย ถามในไทม์ไลน์ผม ว่า  การซื้อหมึกเครื่องปริ้นส์เลเซอร์ราคาเกิน 5000 บาทต่อหน่วย ด้วยเงินงบประมาณได้หรือเปล่า  ตามความรู้ที่มีน่าจะซื้อได้  (ค่าวัสดุ ตามหนังสือการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณของสำนักงบประมาณ หมายถึง รายจ่ายดังต่อไปนี้
             (1)  รายจ่ายเพื่อจัดหาสิ่งของซึ่งโดยสภาพเมื่อใช้แล้วย่อมสิ้นเปลือง หมดไป แปรสภาพ หรือไม่คงสภาพเดิม หรือสิ่งของที่มีลักษณะคงทนถาวร และมีราคาต่อหน่วยหรือต่อชุดไม่เกิน 5,000 บาท ......)
                   ตัวอย่างรายการสิ่งของที่จัดเป็นวัสดุโดยสภาพ เช่น
                   วัสดุสำนักงาน
                   - กระดาษ
                   - หมึก
             ส่งหลักฐานเบิกแล้วถูกตีความว่าเบิกไม่ได้ ว่าราคาเกิน 5000 บาทต่อหน่วย  (เครื่องปริ้นส์มาพร้อมคอมพิวเตอร์ที่สำนักงาน กศน.จัดสรรให้)

             ผมตอบว่า เข้าใจถูกต้องแล้ว
             จริง ๆ แล้ว ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 5,000  แต่ประเด็นจริง ๆ คือ การซื้อครุภัณฑ์ด้วยเงินงบประมาณ ต้องเป็นเงินที่กำหนดให้ซื้อครุภัณฑ์โดยเฉพาะ
             ประเด็นคือ เงินงบดำเนินงาน "ซื้อครุภัณฑ์" ไม่ได้
             แต่ที่เกี่ยวกับตัวเลข 5,000 เพราะ มีข้อกำหนดว่า "วัสดุถาวร ที่ราคาเกิน 5,000 บาท ถือเป็นครุภัณฑ์"
             ส่วน หมึก ไม่ใช่วัสดุถาวร แต่เป็นวัสดุสิ้นเปลือง ( ใช้แล้วสิ้นเปลืองหมดไป หรือแปรสภาพ หรือไม่คงสภาพเดิม )  เมื่อไม่ใช่ครุภัณฑ์/ที่ดิน/สิ่งก่อสร้าง แม้ราคาจะเกิน 5,000 บาท ก็ซื้อได้
             ในขณะเดียวกัน พัสดุบางอย่างราคาไม่ถึง 5,000 บาท ก็ซื้อไม่ได้ ถ้าในเอกสารการจำแนกประเภทรายจ่ายฯกำหนดว่าพัสดุนั้นเป็นครุภัณฑ์


         7. เย็นวันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องศัพท์เกี่ยวกับสมเด็จพระเทพรัตนฯ ว่า
             ใคร อ่านว่า
“รัด-ตะ-นะ-ราด-ชะ-สุ-ดา” อ่านผิดนะ  ต้องอ่านว่า “รัด-ราด-ชะ-สุ-ดา”  หรือ  “รัด-ราด-สุ-ดา”  คือไม่มี “ตะ-นะ” แต่จะมี “ชะ” หรือไม่มีก็ได้

             ๑)  การขานพระนาม "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี"
                  ตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการที่ รล ๐๐๐๓/๓๘๓๔ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๔ ได้ระบุการขานพระนาม " ไว้ว่า.. “สม-เด็ด-พฺระ-เทบ-พะ-รัด-ราด-สุ-ดา-สะ-หฺยาม-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-กุ-มา-รี”
                  ส่วนตามหนังสือ อ่านอย่างไรและเขียนอย่างไร ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ปี ๒๕๕๖ ให้อ่านได้ ๒ แบบ คือ  “สม-เด็ด-พฺระ-เทบ-พะ-รัด-ราด-สุ-ดา-สะ-หฺยาม-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-กุ-มา-รี”  หรือ  “สม-เด็ด-พฺระ-เทบ-พะ-รัด-ราด-ชะ-สุ-ดา-สะ-หฺยาม-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-กุ-มา-รี”

             ๒)  ต้องใช้ "เนื่องในโอกาส..."  ไม่ใช่  "เนื่องในวโรกาส...”   เพราะคำว่า "วโรกาส" ใช้เฉพาะเมื่อ "ขอโอกาส" หรือ “ให้โอกาส”  เช่น “ขอพระราชทานพระราชวโรกาส”

             ๓)  สำหรับเจ้าฟ้าชั้นเอก ต้องใช้ "พระชนมายุ ๖๐ พรรษา"  ไม่ใช่  “พระชันษา ๖๐ ปี"  ( คำว่า "พระชนมายุ" อ่านว่า พระ-ชน-นะ-มา-ยุ แปลว่า อายุ )
                  ส่วนคำว่า “พระชนมพรรษา....พรรษา” จะใช้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ  และคำว่า “พระชันษา...ปี” ใช้แก่ ชั้นพระองค์เจ้า ลงมาถึงชั้นหม่อมเจ้า

             ๔)  ควรใช้ "ถวายชัยมงคล"
                  คำว่า "ถวายพระพร" เป็นคำที่พระสงฆ์เป็นผู้ใช้กับพระบรมวงศานุวงศ์    สำหรับเราทั้งหลายซึ่งไม่ใช่พระสงฆ์ แนะนำให้ใช้ว่า "ถวายชัยมงคล"    ปัจจุบัน อนุโลมให้ใช้ "ถวายพระพรชัยมงคล" เพื่อกล่าวโดยรวมในกรณีการนั้นมีผู้แสดงความจงรักภักดีหรือร่วมลงนามทั้งพระและฆราวาส

             ๕)  ไม่มีธรรมเนียมการใช้คำว่า "น้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล"
                  คำว่า น้อมเกล้าฯ หรือ ทูลเกล้าฯ ใช้กับการถวายสิ่งของเท่านั้น  ถ้าของนั้นยกได้ ก็ใช้ว่า ทูลเกล้าฯถวาย  ถ้าของหนักยกไม่ได้ ใช้ว่า น้อมเกล้าฯ ถวาย    และแม้จะเขียนย่อ เวลาอ่านต้องอ่านเต็มว่า ทูลเกล้าทูลกระหม่อม  น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

             ๖)  คำลงท้ายเมื่อถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระเทพฯ ใช้ว่า "ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม" เท่านั้น ไม่ต้องต่อด้วย ขอเดชะ    คำว่า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ จะใช้แก่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เท่านั้น

             ๗)  ต้องใช้คำว่า "แสดงความจงรักภักดี" หรือ “เพื่อแสดงพลังความจงรักภักดี”  อย่าใช้  "ถวายความจงรักภักดี"    "ความจงรักภักดี" จะนำมาถวายกันไม่ได้ หรือยกให้กันไม่ได้ เพราะเป็นคุณลักษณะส่วนบุคคล เป็นนามธรรม

             ๘)  การเขียนตัวเลขที่เกี่ยวเนื่องกับการพระราชพิธี หรือเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ ต้องใช้ตัวเลขไทยเท่านั้น