แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561

1.ความหมายของ เข็มเชิดชูเกียรติครู กศน., 2.ปีนี้จะให้พนักงานราชการย้ายข้ามจังหวัดไหม, 3.ควรสอบแบบอัตนัย, 4.MOU มากเกินไป, 5.คำถามที่แสดงความคิดของครู กศน.ทั่วไปและคนรุ่นใหม่ ที่คิดต่าง, 6.ผอ.กศน.อำเภอ ถามว่าคำสั่งตั้งกรรมการสอบปลายภาค อ้างระเบียบอันไหน, 7.ความสำเร็จของนักศึกษาคือ...


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. ความหมายของ เข็มเชิดชูเกียรติครู กศน.

             - พื้นหลัง สีฟ้า หมายถึง สง่าราศี ความภาคภูมิใจ
             - พื้นหลังธรรมจักร สีเหลือง หมายถึง ตั้งมั่นในคุณธรรม จริยธรรม
             - ปีกพื้นตัวหนังสือ สีขาว หมายถึง การเสียสละอย่างบริสุทธิ์
             รวม หมายถึง “ได้ปฏิบัติงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อย่างต่อเนื่อง ด้วยความวิริยะอุตสาหะ เสียสละอุทิศตน เพื่อส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี”
             ออกแบบโดย นางเสาวณี รักคง ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก ( วิทยาลัยในวัง )

         2. วันอาทิตย์ที่ 9 ก.ย.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ปีนี้จะมีหนังสือย้ายพนักงานราชการ ข้ามจังหวัดไหม

             ผมตอบว่า   คงไม่มี.. เพราะตามข้อ 4.1 ใน “แนวปฏิบัติของระบบพนักงานราชการ สังกัดสำนักงาน กศน.” ( ส่งตามหนังสือสำนักงาน กศน.ที่ ศธ 0210.118/6651 ลงวันที่ 12 ธ.ค.60 เรื่องซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับแนวปฏิบัติของระบบพนักงานราชการสังกัดสำนักงาน กศน.)  กำหนดว่า
             พนักงานราชการที่จะขอไปปฏิบัติงานราชการนอกพื้นที่ฯ จากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง ให้ดำเนินการระหว่าง “การต่อสัญญาจ้าง + ตามข้อสั่งการของสำนักงาน กศน.เท่านั้น”
             คือ เมื่อถึงเวลาต่อสัญญจ้างพร้อมกันของพนักงานราชการ กศน.ทั่วประเทศ สำนักงาน กศน.จะมีหนังสือสั่งการมาให้ขอข้ามจังหวัดได้ จึงจะขอข้ามจังหวัดได้
             ซึ่งโดยปกติ จะต่อสัญญาจ้างพนักงานราชการ กศน.พร้อมกันทั่วประเทศ 4 ปีครั้ง ครั้งต่อไปคือ 1 ต.ค.63 ( ครั้งที่ผ่านมาต่อสัญญา 3 ปีนั้น ผิดปกติ )
             ในส่วนของผู้ที่บรรจุใหม่ครั้งแรกจะทำสัญญาไม่เกิน 1 ปีก่อน และไม่ข้ามวงรอบ หลังจากนั้นจะเข้าระบบเหมือนคนอื่นทั่วประเทศ คือครั้งต่อไปจะทำสัญญาตามวงรอบ โดยไม่ข้ามวงรอบของการจ้างพนักงานราชการ กศน.
             ( รอบละ 4 ปี คือ 1 ต.ค.2555-30 ก.ย.2559, 1 ต.ค.2559-30 ก.ย.2563, 1 ต.ค.2563-30 ก.ย.2567  ดูในข้อ 2 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2015/09/9.html )
             โดยการต่อสัญญาจ้างในช่วงก่อนเริ่มวงรอบของเพียงบางคนนี้ จะขอข้ามจังหวัดไม่ได้

             หลังจากที่ผมตอบไปแล้ว ผมได้เรียนถามท่าน ผอ.กจ.เพื่อความมั่นใจ ท่านบอกว่า ปกติจะมีหนังสือแจ้งให้ขอข้ามจังหวัดในช่วงปลายปีงบประมาณ 2563 ช่วงนี้ไม่มีหนังสือแจ้ง แต่ ถ้าใครมีกรณีความจำเป็นจริง ๆ ก็เสนอไปให้พิจารณาเฉพาะรายได้

         3. เช้าวันที่ 11 ก.ย.61 มีผู้ถามในกลุ่มไลน์ “แชร์เข้มกศน.” ว่า  ข้อสอบวิชาเลือกเสรี ต้องให้นักศึกษาสอบเขียนด้วยลายมือตัวเองมีท่านใดเหมือนกับจังหวัดนางไหม

             ผมร่วมตอบว่า  เป็นไปตาม “นโยบายที่ดี” ( เป็นนโยบายจากส่วนกลางแต่ก็ไม่ถึงกับบังคับ ) เพื่อฝึกการเขียน แก้ปัญหาที่คนยุคนี้มีปัญหาการคิดการเขียน
             ( การสอบแบบเลือกตอบ ยากที่จะวัดการคิดวิเคราะห์ได้จริง )
             เพียงแต่ การสอบแบบอัตนัยไม่เหมาะจะใช้กับการสอบปลายภาคที่มีผู้เข้าสอบจำนวนมาก เพราะจะตรวจไม่ทัน
             นโยบายนี้แนะนำว่า
             - การประเมินระหว่างภาค ถ้าสอบด้วยแบบทดสอบ ควรสอบแบบอัตนัย และ
             - วิชาเลือกเสรีตามโปรแกรมการเรียนรู้ อาจจัดสอนแบบโครงงานและประเมินโดยข้อสอบอัตนัยข้อเดียว
             ( แม้ว่า การเรียนการสอน กับ การวัดผล จะเป็นคนละส่วนกัน แต่ในความเป็นจริง เราไม่ค่อยมีเวลาพัฒนาระหว่างการเรียนการสอน และเมื่อการวัดผลเน้นที่การเลือกตอบเข้าไปอีก จึงเกิดเป็นปัญหาการคิดการเขียนของคนยุคนี้  แนวคิด “สอบเพื่อสอน” จึงมีขึ้นมา เช่น ข้อสอบให้ความรู้ด้วย ให้เจตคติที่ดีด้วย ตัวเลือกถูกจะต้องไม่ขัดแย้งกับคุณธรรม เป็นต้น การสอบที่เสริมการสอนไปด้วยจึงมีประโยชน์มากขึ้นถ้าทำได้ และอีกประการหนึ่งข้อสอบอัตนัยจะวัดการวิเคราะห์-สังเคราะห์-ประเมินค่า ได้ถูกต้องกว่า
                แต่การสอบโดยให้ฝึกเขียนนี้ ถ้าผู้สอบเขียนคำผิด แต่อ่านเข้าใจได้ว่าตอบถูก ก็จะหักคะแนนที่เขียนคำผิดไม่ได้ เพราะไม่ได้สอบวิชาการเขียนภาษาไทย )

         4. ตามที่ผมโพสต์ภาพเด่นในเฟซบุ๊กของผมปี 61 ไป ด้วยมีเรื่อง "ใครเป็นคนเหนื่อย.. การทำ MOU กับหน่วยงานอื่นจนมากเกินไป ครู กศน.สับสนว่าจุดยืนที่แท้จริงของ กศน.คืออะไร"
ปรากฏว่าเช้าวันที่ 12 ก.ย.61 มีผู้แสดงความคิดเห็นถึงผมในกลุ่มไลน์ “ภาคีเครือข่ายคนดี” ว่า

             “...เฉพาะการเตรียมการเรียนการสอนที่ดีมีคุณภาพ การประสานจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น หลักสูตรอาชีพ จัดหาวิทยากร วัสดุประกอบการจัดในแต่ละกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละพันธกิจงาน ก็แทบจะไม่มีเวลากระดิกตัวไปไหนกัน แล้วยังต้องรับหน้าที่งานเพิ่มที่หน่วยงานต้นสังกัดไปทำบันทึกข้อตกลงทำงานร่วมกับอีกหลายหน่วยงานเครือข่าย ครู กศน.จึงทำงานจับฉ่ายแบบหัวไม่ได้วางหางไม่ได้เว้น บ่นกันระงมกับการทำงานไม่ทัน ทำเรื่องเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า(ระเบียบงานการเงินและพัสดุก็แสนจะยุ่งยากวุ่นวาย) รายงานผลกิจกรรมล่าช้า เกิดความสับสนบทบาทหน้าที่และตั้งคำถาม
             แต่ต้นสังกัดซึ่งเป็นต้นเหตุไปหาภารกิจรองมาทับซ้อนภารกิจหลักมากมายจน แยกแยะแทบไม่ออกว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ก็มองบุคลากรตัวเองทำงานเจียนตายตาปริบ ๆ ไม่แก้ไขอะไรให้เขา
             ฉันเองก็อยากถามว่า ถ้าท่านให้ความสำคัญกับครู กศน.ในพื้นที่ว่าเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงาน เป็นรูปธรรมความสำเร็จของงาน และเรียกร้องงานเชิงคุณภาพ ก็ควรรับฟังปัญหาข้อเรียกร้องและให้การดูแลแก้ไข ..ทบทวนหรือยกเลิกบันทึกข้อตกลงการทำงานกับเครือข่ายลงไปบ้างไม่ได้หรือ ?”

             ผมตอบว่า
             1)  บางเรื่องก็เข้าใจผู้บริหารระดับสูงของเรา เพราะเป็นนโยบายมาจากระดับรัฐบาล/กระทรวง ยากที่ผู้บริหารระดับสูงของเราจะกล้าปฏิเสธ ( บอกว่า ทุกเรื่องในประเทศไทย เกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ กศน.เราทั้งนั้นแหละ )

             2)  เห็นใจครับ  ผมเคยทำงานระดับอำเภอจนเกษียณแล้ว ใกล้ชิดครู กศน. ย่อมเข้าใจมากกว่าผู้ที่ทำงานระดับจังหวัดและส่วนกลาง
                  งานของเราเองก็มีหลายเรื่อง แต่ละกอง/กลุ่มงานในส่วนกลางที่ดูแลแต่ละเรื่องก็ให้ความสำคัญกับงานที่ตนดูแล ติดตามทวงถามทุกเรื่อง คิดว่าครู กศน.ทำเรื่องที่เขาดูแลเป็นหลัก
                  การสั่งการและติดตามทวงถาม ง่ายกว่าการทำ
             ( ไม่แน่ใจว่า คนส่วนกลางคิดจริงว่า ครู กศน.ในพื้นที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงาน หรือคิดว่าตนเป็นนาย มีบทบาทในการสั่งการและติดตามทวงถาม )

         5. คืนวันที่ 13 ก.ย.61 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า
             “เรื่องตารางสอบปลายภาค สามารถปรับตาราง(เวลา)สอบให้เหมาะสมกับกับสนามสอบได้ไหม จังหวัดฉันให้กศน.ตำบลจัดสนามสอบเอง แต่ทางอำเภอไม่ให้ปรับตารางสอบ ให้ยึดตามตารางสอบอย่างเคร่งครัด(ว่าตารางสอบเหมือนกันทั้งประทศ) กศน.ตำบลไม่มีอำนาจปรับเปลี่ยนตารางสอบเอง ถือว่ามีความผิด
             ทำให้เกิดเวลาว่างนักศึกษารอสอบ คนคุมสอบก็ว่าง รอสอบตามตาราง เกิดเสียงบ่นอื้ออึง เรารับส่งข้อสอบเป็นรายวันต่อวัน และมีพนักงานราชการจากจังหวัดมาตรวจสนามสอบ(มาแบบไม้บรรทัด) บางครั้งมาถึงในช่วงว่างสอบก็ไม่รู้จะดูอะไร ขอคำชี้แนะด้วย ปัญหานี้เป็นทุกเทอม”

             ผมตอบว่า   ที่ กศน.อำเภอ บอกนั้น ถูกต้องแล้ว เรื่องนี้ผมเคยอธิบายเหตุผล แต่คน กศน.ก็ยังเห็นต่าง
             ข้อสอบที่เหมือนกัน ให้สอบพร้อมกัน เพื่อป้องกันข้อสอบรั่ว ยิ่งสมัยนี้การสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือ ทางอินเทอร์เน็ต ทางไลน์ ฯลฯ สามารถกระจายไปทั่วประเทศได้ใน 1 นาที  ผู้เข้าสอบอาจมีญาติหรือเพื่อนที่ติดต่อสื่อสารกันและเรียน กศน.ด้วยกัน ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าสอบวิชาเดียวกันแต่สอบไม่พร้อมกัน ก็จะเตรียมการบอกข้อสอบกัน
             ครู กศน.ก็บอกว่าผม เว่อร์ ไม่มีจริงหรอก
             ผมบอกว่า แต่โอกาสมันเป็นไปได้ แม้ทั้งอำเภอจะมีกรณีอย่างนี้เพียง 1-2 ราย ก็ปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ ข้อสอบรั่วเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งถ้าเป็นการสอบบรรจุเข้าทำงาน เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ถ้ารู้ว่าที่ไหนสอบไม่ตรงตาราง แม้ยังไม่รู้ว่าข้อสอบรั่วหรือไม่ ที่นั่นก็ต้องถูกลงโทษออกจากราชการแน่นอน
             ครู กศน.ก็บอกว่า ก็นี่ไม่ใช่สอบบรรจุ คนคุมสอบ กศน.ก็บอกคำตอบในห้องสอบกันบ้าง ไม่งั้นก็ตกกันหมด ข้อสอบหลายข้อครูเองยังทำไม่ได้
             อธิบายอย่างไร ความเห็นก็ยังต่างเหมือนเดิม
             ( การกระจายสนามสอบเป็นสนามย่อย ๆ ต้องระมัดระวัง
                ช่วงเวลาที่ว่าง สามารถใช้สอบวิชาเลือกเสรีได้
                ถ้าผู้นิเทศมาถึงในช่วงว่าง ก็สามารรถดูสภาพทั่วไปทั้งบริเวณภายนอกภายในห้องสอบ ป้ายนิเทศต่าง ๆ การจัดโต๊ะสอบ สภาพซองข้อสอบก่อนและหลังสอบ หรือสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง ฯลฯ )  ถ้าผู้นิเทศมาถึงตามตาราง แต่เรารวบสอบเสร็จกลับบ้านกันไปก่อนแล้วผู้นิเทศจะดูอะไร
             ถ้าจะสอบวิชาบังคับไม่ตรงตาราง ต้องขอความเห็นชอบส่วนกลาง เช่น กรณีหน่วยทหารที่ต้องออกพื้นที่ในช่วงเวลาสอบ ส่วนกลางจะจัดข้อสอบสำรองให้  หรือมีปีหนึ่งน้ำท่วมใหญ่ส่วนกลางก็ให้บางจังหวัดเลื่อนสอบ โดยเลื่อนไปสอบสัปดาห์ถัดไปพร้อมกันทั้งจังหวัด


         6. วันที่ 13 ก.ย.61 มี ผอ.กศน.อำเภอ ถามผมทางไลน์ ว่า  ระเบียบการวัดผลและประเมินผลการเรียนที่ออกโดยสำนักงาน กศน.ที่จะต้องใช้อ้างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบปลายภาคคืออันไหน

             ผมตอบว่า   ให้อ้างระเบียบการวัดและประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา  ซึ่งตามคู่มือการดำเนินงานฯ ปกสีเลือดหมู หน้า 36 ข้อ 1 ( 1.1 ) ระบุใหเสถานศึกษาออกระเบียบนี้ไว้
             ถ้าไม่ได้ออกไว้ ก็อาจจะอ้างว่า "อาศัยอำนาจการบริหารการวัดและประเมินผล ข้อ 1.3 ตามประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเรื่องคู่มือการดำเนินงานหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551"
             ( ข้อ 1.3 ก็อยู่ในหน้า 36 เช่นกัน )  หรือจะไม่อ้างเลยก็ได้ การออกคำสั่งที่เป็นบทบาทหน้าที่โดยตรงของ ผอ. ไม่ไช่อำนาจของตนสังกัด ไม่จำเป็นต้องอ้างอะไร
             ( ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงนี้ อยู่ในหน้าแรกของคู่มือการดำเนินงานฯ โดยถือว่าคู่มือการดำเนินงานทั้งเล่ม เป็นส่วนหนึ่งของประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงนี้ ใช้อ้างอิงได้ทั้งเล่ม )
             สมัยก่อน ตอนยังไม่มี กศน.อำเภอ โดยจังหวัดจัดสอบปลายภาคเอง กรณีตั้งบุคลากรต่างสังกัดเป็นกรรมการ เคยมีหนังสือแจ้งให้ ผวจ.เป็นผู้แต่งตั้ง แต่หนังสือฉบับนั้นยกเลิกไปแล้ว
             ท่าน ผอ.กจ.กศน.ท่านปัจจุบัน เคยบอกผมตั้งแต่ท่านยังเป็นหัวหน้านิติกร ว่า การแต่งตั้งกรรมการสอบปลายภาค เป็นบทบาทหน้าที่โดยตรงของผู้บริหารสถานศึกษา ไม่ใช่อำนาจของต้นสังกัด

         7. เห็นข้อความของคน กศน.พิบูลย์มังสาหาร แล้ว สนใจ ใคร่รู้

             เช้าวันที่ 17 ก.ย.61 ผมเห็นข้อความที่คน กศน.อ.พิบูลย์มังสาหาร อุบลฯ 2 ท่าน โพสต์ในเฟซบุ๊ก คือ
             - Chakhrit Phongarm โพสต์ว่า  “ความสำเร็จของการศึกษา คือ การมีคุณธรรม และความรับผิดชอบของนักศึกษา”
             - เฉลิมพล อ่อนละออ (Chalermpol Onlaor) โพสต์ว่า
                “คุณธรรมที่คาดหวังคือให้น้องนักศึกษามีวินัยต่อตนเอง วินัยต่อสถานศึกษา ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานในการดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข การเข้าสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเป็นอีกหน้าที่ที่น้องนักศึกษาต้องมีความรับผิดชอบ ทุกคนได้แสดงให้เห็นภาคเรียนแล้วภาคเรียนเล่า ปีแล้วปีเล่า ว่า นักศึกษา กศน.พิบูลมังสาหาร มีวินัยต่อตนเอง โดย เข้าสอบสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดอุบลราชธานีติดต่อกันมานาน”

             ผมสนใจที่..  เราบอกว่า นศ.กศน. ย่อม “เก่ง” วิชาการ สู้นักเรียนในระบบไม่ได้.. แล้วเรื่อง คุณธรรม วินัย ความรับผิดชอบ ล่ะ
             ถ้า นศ.กศน.มี คุณธรรม วินัย ความรับผิด ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มีพื้นฐานในการดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขแล้ว ภาคภูมิใจกันได้แล้ว

             ส่วนประเด็นที่ผมอยากรู้คือ มีวิธการอย่างไรที่ทำให้ นักศึกษา กศน.พิบูลมังสาหาร มีวินัยต่อตนเอง โดย เข้าสอบสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดอุบลราชธานี ภาคเรียนแล้วภาคเรียนเล่า ปีแล้วปีเล่า
             ( ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อำเภอที่ นศ.เข้าสอบสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของจังหวัด ติดต่อกันมานาน คือ กศน.อ.ลาดบัวหลวง )
             ผมไม่ค่อยอยากให้ความสำคัญกับร้อยละของผู้เข้าสอบนี้ เพราะ คำนวณร้อยละจากจำนวนผู้มีสิทธิสอบ ไม่ได้คำนวณร้อยละจากจำนวนผู้ลงทะเบียนเรียนซึ่งได้รับเงินอุดหนุนรายหัวทั้งหมด บางแห่งจึงมีวิธีการที่ไม่ถูกต้อง การเผยแพร่เรื่องนี้อาจทำให้รู้และใช้วิธีการที่ไม่ดีกันมากขึ้น
             ผมอยากรู้วิธีการ ที่ดี ที่ทำให้ร้อยละของ นศ.เข้าสอบสูงสุดของจังหวัดติดต่อกันมานาน


วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2560

1.คุมสอบครึ่งวัน เบิกค่าเครื่องดื่มคนละ 15 หรือ 30 บาท, 2.เงินอุดหนุนรายหัวเหลือจากปีก่อน เปลี่ยนโครงการใช้จ่ายได้ไหม, 3.มีคนว่า กศน.ไม่ได้มาตรฐาน, 4.จากอยุธยาไปเชียงใหม่ ไปขึ้นรถไฟที่หัวลำโพง เบิกได้ไหม, 5.ตอบไปก็แสลงใจผู้รับจ้างเหมาบริการต่าง ๆ, 6.จนท.บันทึกข้อมูล/ธุรการ ที่จ้างด้วยเงินอุดหนุน คุมสอบปลายภาคไม่ได้, 7.เรียน ป.บัณฑิต พ่อเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันอาทิตย์ที่ 20 ส.ค.60 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ค่าเครื่องดื่มในการสอบคนละ 30 บาทต่อวันต่อคน..ถ้าคุมสอบครึ่งวัน เบิก 15 บาท/คน..ใช่หรือเปล่า

             เรื่องนี้ ผมไม่แน่ใจ จึงเรียนถามต่อไปยัง หน่วยตรวจสอบภายใน กศน. ว่า  ในหนังสือที่แจ้งเรื่องค่าใช้จ่าย/ค่าบำรุงสนามสอบ ถ้าเป็นค่าตอบแทนกรรมการ จะระบุว่าไม่เกิน 300 บาทต่อครึ่งวัน ไม่เกิน 600 บาทต่อวัน แต่ในส่วนของค่าเครื่องดื่ม ไม่พูดถึงครึ่งวันเลย ระบุเพียงว่า "ค่าเครื่องดืม วันละไม่เกิน 30 บาท/คน" เมื่อระบุอย่างนี้ กรรมการที่คุมสอบครึ่งวัน จะเบิกค่าเครื่องดื่มได้ไม่เกิน 15 บาท หรือไม่เกิน 30 บาท
             อ.สุนีย์ หน่วยตรวจสอบภายใน ตอบตอนค่ำวันอาทิตย์ ว่า  ระเบียบระบุเป็นวัน หากคุมสอบครึ่งวันซึ่งระเบียบไม่ระบุครึ่งวัน ให้อยู่ในดุลพินิจของ ผอ.กศน.อำเภอผู้อนุมัติเบิก ว่าจะให้เบิกไม่เกิน 15 บาท หรือไม่เกิน 30 บาท

         2. ค่ำวันอาทิตย์ที่ 20 ส.ค.60 ผมเรียนถาม อ.สุนีย์ หน่วยตรวจสอบภายใน กศน. ว่า  เงินอุดหนุนรายหัวปี 59 ยังใช้ไม่หมด ปกติจังหวัดต้องทำแผน/โครงการใช้จ่ายเงิน ส่งคลังจังหวัดเพื่อนำเงินมาเก็บไว้ในบัญชีธนาคารใช่ไหม  ถ้ามีนโยบายเร่งด่วนเช่นเรื่องลูกเสือ จะใช้เงินนี้นำ นศ.ไปเข้าค่ายลูกเสือ แต่ในแผน/โครงการที่ทำไว้ไม่มีโครงการนี้ จะใช้จ่ายได้ไหม หรือจะปรับแก้แผนได้ไหม

             อ.สุนีย์ ตอบว่า  เงินอุดหนุนปี 59 ต้องใช้จ่ายตามโครงการที่ขออนุมัติไว้ก่อนสิ้นปี งปม.59 เท่านั้น เปลี่ยนโครงการไม่ได้ .. เรื่องเข้าค่ายลูกเสือให้ใช้เงินพัฒนาผู้เรียนปี 60
             ( ปกติ งบพัฒนาผู้เรียน ปี 60 ก็ต้องเสนอแผนให้ สนง.กศน.จังหวัดล่วงหน้า แต่ก็ขออนุมัติปรับเปลี่ยนแผนกับ ผอ.จังหวัดได้ )





         3. ดึกวันที่ 22 ส.ค.60 หลังจากผมโพสต์คลิปท่านเลขาธิการ กศน.ตอบเรื่องมีผู้บอกว่า กศน.ไม่ได้มาตรฐานไป ก็ไม่ผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  ถ้าเราคิดว่า กศน.ให้ความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เราก็ควรใช้ว่าเทียบเท่า แต่วุฒิเรามันมีศักดิ์และสิทธิเท่าในระบบโรงเรียน ประเด็นนี้แหละที่ทำให้คนดูถูกและมีปัญหามาตลอด เรื่องนี้มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยที่ กป.ไปทำ MOU กับ Seven Eleven เขาอยากได้เด็ก ม.ปลายของเราไปทำงาน แต่พอเอาไปอบรมก่อนออกทำงาน ปรากฏว่าเด็กเราอ่อนความรู้ ไม่ get ideas ซักเรื่อง  เขาพูดว่าวุฒิมีศักดิ์และสิทธิเท่ากับเด็กในระบบแต่ทำไมเด็กเรากับเด็กในระบบจึงมีความรู้ต่างกันมาก  ถ้าเราใช้เทียบเท่ามันก็ไม่เกิดปัญหา เพราะยังไง ๆ มันก็ไม่เท่า หรือว่าไง

             ผมตอบว่า   กศน.เราอยากได้ทุกอย่าง อยากเรียนง่ายจบเร็ว แล้วก็อยากได้ศักดิ์และสิทธิ์เหมือนในระบบ  ( ครู กศน.ก็อยากสอนแบบพัฒนาชุมชน ไม่อยากยุ่งยากเหมือนครูในระบบ แต่ก็อยากได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเพื่อให้มีสิทธิสอบเป็น ขรก.ครูและมีวิทยฐานะ ) มันก็มีปัญหาเรื่อยไป
             ( แต่ ปวช.ก็ไม่เหมือน ม.ปลายในระบบ เชาเรียนวิชาสามัญนิดเดียวเน้นวิชาชีพ แต่เขาก็มีศักดิ์และสิทธิเท่า ม.ปลายในระบบเหมือนกันนะ เพียงแต่เขาแยกเป็นคำว่า ปวช.ให้แตกต่าง )

         4. คืนวันที่ 22 ส.ค.60 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  จากอยุธยาเดินทางไปราชการที่เชียงใหม่ หากไปรถไฟ เราจะไปขึ้นรถที่หัวลำโพงได้ไหม กรณีเบิกค่าเดินทาง แต่รถจอดยุดยาด้วย คือจะตีตั๋วพร้อมกันหลายคน เพื่อได้ที่นั่งใกล้กัน

             เรื่องนี้  ผมคิดว่า ตามหลักการคงไม่ได้ แต่เพื่อความแน่ใจผมจึงเรียนถามหน่วยตรวจสอบภายใน กศน. ตอนดึกวันเดียวกัน ท่านตอบว่า
             ไม่ได้  เป็นการเดินทางย้อน ต้องเบิกจากอยุธยาไปเชียงใหม่ แล้วอย่าลืมเก็บกากตั๋วรถไฟเป็นหลักฐานเบิกด้วยนะคะ เพราะกลุ่มงานคลังเคยเวียนแจ้งไปแล้วกรณีเบิกค่าโดยสารรถไฟ
             ( ราชการไม่รับเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน และ การจะได้ที่นั่งใกล้กันหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ขึ้นรถต้นทางหรือไม่ แต่อยู่ที่จองเร็วที่นั่งยังว่างมาก รวมกันให้คน ๆ เดียวจอง ก็ได้ที่นั่งใกล้กัน )

         5. ดึกวันเสาร์ที่ 26 ส.ค.60 มี ผอ.กศน.อำเภอ ถามผมในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  การจ้างเหมาตามระเบียบพัสดุ ตำแหน่งครู ศรช. ครู ปวช. ครูสอนคนพิการ บรรณารักษ์ ปี 2560 ต้องทำการประเมินเพื่อต่อสัญญาจ้างหรือไม่ เพราะสัญญาบอกสิ้นสุด 30 กย 60 / ปึ 61 สอบคัดเลือกใหม่ใช่ไหม

             ผมตอบว่า   ที่จริง “การประเมินเพื่อต่อสัญญาจ้าง” นั้น ไม่ถูกต้อง ตอบไปก็จะแสลงใจผู้รับจ้างเหมาบริการต่าง ๆ  ( การ “สอบคัดเลือก” ก็ไม่จำเป็น )
             เรื่องนี้  เมื่อเดือน ก.ค.53 กระทรวงการคลังส่งหนังสือเวียน ด่วนมาก ถึงส่วนราชการต่าง ๆ
             ( สำนักงาน กศน. ส่งหนังสือกระทรวงการคลังฉบับนี้ไปให้ทุกจังหวัด ตามหนังสือสำนักงาน กศน. ที่ ศธ 0210.117/2782 ลงวันที่ 9 ส.ค.53  และที่ สนง.กศน.จ.อย. ก็ส่งหนังสือนี้ต่อให้ทุกอำเภอ แต่เนื่องจากหนังสือมันยาว หลายแห่งจึงอ่านไม่เข้าใจ )
             หนังสือฉบับนี้สรุปได้ว่า
             " ปัจจุบัน ส่วนราชการหลายแห่งได้ดำเนินการจ้างเอกชนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ( กศน. ก็จ้างเหมาบริการหลายตำแหน่งหน้าที่ ด้วยวิธีจ้างเอกชนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ) เพื่อปฏิบัติงานในลักษณะเช่นเดียวกับการจ้างแรงงาน ที่ไม่ถูกต้อง ทำให้
             ผู้รับจ้างคิดว่าเป็นบุคลากรของรัฐ และเรียกร้องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้เหมือนบุคลากรของรัฐ
             ดังนั้นเพื่อลดปัญหาข้อโต้แย้ง จึงให้ส่วนราชการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีโดยเคร่งครัด ดำเนินการจ้างตามระเบียบพัสดุ ไม่ใช่ระเบียบลูกจ้าง
             - จ้างดำเนินงานเฉพาะโครงการหรือเฉพาะครั้งคราวที่มีความจำเป็นเพื่อเสริมการปฏิบัติงานในหน้าที่ปกติของส่วนราชการ ไม่จำเป็นต้องจ้างเต็มปีงบประมาณ และ มิให้ทำสัญญาจ้างในลักษณะต่อเนื่อง
             - อัตราค่าจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายตามวุฒิการศึกษา แต่ให้เป็นอัตราค่าจ้างปกติทั่วไปที่เป็นที่ยอมรับว่าเหมาะสมกับงานนั้น โดยให้คำนึงถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย
             - ไม่ถือเป็นบุคลากรของรัฐที่จะมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ จากทางราชการ แต่เป็น "ผู้รับจ้างทำของ" ผู้ว่าจ้างไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม แต่ผู้รับจ้างสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนได้ตามมาตรา 40 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม "

.             หนังสือฉบับนี้ คุณดำรงศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายพัสดุ กลุ่มงานคลัง กศน. ปี 53 ท่านยกตัวอย่างการจ้างตามระเบียบพัสดุว่า การค้ำประกันสัญญาจ้างต้องใช้ทรัพย์ไม่ใช่ใช้คนค้ำฯ และ
            
“ไม่ทำสัญญาจ้างในลักษณะต่อเนื่อง คือไม่ใช้วิธีประเมินผลงานแล้วจ้างคนเดิมต่อเหมือนลูกจ้างชั่วคราว แต่ต้องดำเนินการเรื่องจ้างใหม่ทุกครั้ง ซึ่งอาจจะได้คนเดิมหรือไม่ก็ได้”
             ( อนึ่ง ถึงแม้ว่า กระทรวงการคลังจะกำหนดว่า อัตราค่าจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายตามวุฒิการศึกษา แต่การจ่ายค่าจ้างตามวุฒิก็ไม่ผิด เพราะกระทรวงการคลังแค่ใช้คำว่า "ไม่จำเป็น" )
             ส่วนการ "ประกาศสอบคัดเลือก" ผู้รับจ้างเหมาบริการนั้น จริง ๆ แล้วไม่ถูกตามหนังสือกระทรวงการคลังฉบับนี้ ซึ่งให้ดำเนินการจ้างตามขั้นตอนของระเบียบพัสดุ  ( แต่ถ้าการสอบคัดเลือกนั้น เพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อหาคนที่เหมาะสม นอกเหนือจากการดำเนินการตามระเบียบพัสดุถูกต้องครบทุกขั้นตอนด้วย ก็คงไม่เป็นไร )
             ผมเคยตอบเรื่องนี้เช่น ใน
             - ข้อ 2 ที่  
https://www.gotoknow.org/posts/406637
             - ตอบ อ.สุพจน์ ตอนท้ายที่  
https://www.gotoknow.org/posts/445618

         6. วันอาทิตย์ที่ 27 ส.ค.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล/เจ้าหน้าที่ธุรการที่จ้างด้วยเงินอุดหนุน สามารถคุมสอบปลายภาคเรียนได้หรือเปล่า

             ผมตอบว่า   ใน “คู่มือดำเนินการจัดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาฯ” หน้า 22 ข้อ 2.6 ( ดูได้ในข้อ 3 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2016/05/testkill.html ) กำหนดว่า กรรมการกำกับห้องสอบ เป็นครูของ กศน. ครู ศรช. สพฐ.
             เรื่อง
“คู่มือการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาค” นี้ จะมีการปรับปรุง โดยผมได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งสำนักงาน กศน.ที่ 80/2560 ให้เป็นคณะทำงานจัดทำคู่มือดำเนินการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนและการจัดสอบ E-Exam  ซึ่งคณะทำงานประชุมเมื่อวันที่ 30 พ.ค.- 1 มิ.ย.60 และเสนอวิธีดำเนินการจัดสอบในเรื่องต่าง ๆ เช่น ในส่วนของกรรมการกำกับห้องสอบ ให้เป็น ข้าราชการทุกสังกัด พนักงานราชการทุกสังกัด ครูในสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชน แต่ครูผู้สอนสังกัดสำนักงาน กศน.ไม่ให้กำกับห้องสอบนักศึกษาของตนเอง  ( ดูในข้อ 2 ที่ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10207165722541804 )
             ฉะนั้น จึงให้ จนท.บันทึกข้อมูล/ธุรการ ที่จ้างด้วยเงินอุดหนุน คุมสอบปลายภาคไม่ได้ เพราะ ไม่ใช่ข้าราชการ-ไม่ใชพนักงานราชการ-ไม่ใช่ครู
             ท่าน ผชช.พรรณทิพา ( ผชช.เฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐาน กศน. อดีต ผอ.กลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ ) บอกว่า จนท.กศน. ทั้งข้าราชการ-พนักงานราชการ-จ้างเหมา ทุกตำแหน่ง เป็นกรรมการกลางได้

             ( จริง ๆ แล้ว เงินอุดหนุนรายหัว ใช้จ้าง จนท.ธุรการ ไม่ได้นะ เพราะธุรการเป็นเรื่อง กศ.ขั้นพื้นฐาน โดยอ้อมไม่ใช่โดยตรง )

         7. วันเสาร์ที่ 26 ส.ค.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ถามเกี่ยวกับระเบียบการเบิกจ่ายค่าเล่าเรียนบุตรหน่อย คือลูกสาวอายุ 22 ปี และเรียนจบ ศศ.บ.เอกภาษาอังกฤษ จาก ม.ราชภัฎกำแพงเพชร และกำลังมารายงานตัวเพื่อเข้าเรียนต่อ ป.บัณฑิต ที่เดิม  พ่อจะยังมีสิทธิเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้อีกหรือไม่ เพราะว่าลูกสาวอายุยังไม่ถึง 25 ปี แต่ว่าเรียน ป.บัณฑิต

             ผมตอบว่า   เบิกไม่ได้  ค่าการศึกษาบุตรเบิกได้แค่ระดับ ป.ตรี และเบิกในระดับ ป.ตรี ได้เพียงหลักสูตรเดียว  ( ป.บัณฑิต เป็นหลักสูตรที่สูงกว่า ป.ตรี แต่ต่ำกว่า ป.โท )