แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มอบอำนาจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มอบอำนาจ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

1.นศ.แก้เกรดในใบ รบ., 2.คณะวิทยากรกี่คน จึงจะเบิก ชม.ละ 600, 3.ขรก.ครูขอย้าย ต้องแนบหลักฐานอะไร, 4.พานักศึกษาไปต่างจังหวัดไม่ค้างคืน ขออนุญาตตามคำสั่งมอบอำนาจฉบับใด, 5.เปิดอาชีพจริง จำนวนผู้เรียนเกินในโครงการ ต้องบันทึกเหตุผลหรือไม่, 6.พนักงานราชการที่จะเกษียณ ต้องประเมินหรือไม่, 7.เบิกจ่ายค่าดำเนินการสอบกลางภาค แบบเดียวกับสอบปลายภาคได้หรือไม่



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้
 

         1. เช้าวันที่ 26 ก.ค.59 มีผู้ถามต่อจากที่ผมโพสต์ในเฟซบุ๊ค ว่า  กรณี นศ.แก้ใบ รบ. เปลี่ยนเกรดเฉลี่ยให้มากขึ้นเอง จะทำอย่างไร ( สมัยก่อน ใบ รบ ใช้ปากกาเขียน )

             ผมตอบว่า   ให้ตอบกลับไปไปยังหน่วยงานที่เขาส่งใบ รบ.มาให้เราตรวจสอบ ว่า ใบ รบ.มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเกรดเฉลี่ย ถือเป็นใบ รบ.ชำรุด ใช้ไม่ได้  ( ให้ นศ.มาทำใบ รบ.ใหม่ )

         2. เย็นวันที่ 4 ส.ค.59 จ่าจ้า แหม่ม ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  เกณฑ์การจ่ายกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ค่าตอบแทนวิทยากรเป็นคณะนั้น หมายถึงคณะต้องประกอบด้วยกี่คน ถึงจะได้ ชม.ละ 600

             ผมตอบว่า
             - ถ้าเป็นวิทยากร 1-2 คนในเวลาเดียวกัน เบิกได้ไม่เกินชั่วโมงละ 200 บาท/คน
             - ถ้าร่วมกันเป็นวิทยากร 3 คนขึ้นไปในเวลาเดียวกัน เบิกได้ไม่เกินชั่วโมงละ 600 บาท/คณะ

         3. วันที่ 8 ส.ค.59 มี ผอ.กศน.เขต โทร.มาถามผมแทนลูกน้อง ว่า  ขรก.ครูขอย้าย จะต้องแนบเอกสารหลักฐานแบบที่ ผอ.สถานศึกษาแนบขอย้ายหรือไม่

             ผมตอบว่า   การขอย้ายของข้าราชการครู ไม่มีแบบประเมินฯอย่าง ผอ.สถานศึกษา การขอย้ายกรณีปกติ ไม่ใช่กรณีพิเศษ จึงไม่จำเป็นต้องแนบเอกสารหลักฐานอื่นแบบ ผอ.สถานศึกษา
             โดยคณะกรรมการพิจารณาย้าย จะมีเกณฑ์การพิจารณาของคณะกรรมการ
             แต่ก็สามารถแนบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตามเหตุผลที่ขอย้าย ที่จะแสดงให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า ตนสมควร/จำเป็น/เหมาะสม กับสถานศึกษาที่จะย้ายไป มากกว่าคนอื่นที่ยื่นขอย้ายไปยังตำแหน่งเดียวกัน ก็ได้ เช่น ทะเบียนบ้านของตนหรือครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่ที่ขอย้ายไปซึ่งจะต้องไปดูแล  วุฒิการศึกษา/สาขาวิชาเอก/ความรู้ความสามารถพิเศษที่เป็นที่ต้องการ/ขาดแคลน ของสถานศึกษาที่ขอย้ายไป ..

         4. วันเดียวกัน ( 8 ส.ค.) มีผู้โทร.มาถามผมจาก กศน.อ.แห่งหนึ่ง บอกว่า ผอ.กศน.อ.ให้ถามว่า  การพานักศึกษาไปทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ที่ต่างจังหวัด ไม่ค้างคืน ต้องขออนุญาตตามคำสั่งมอบอำนาจฉบับใด

             ผมตอบว่า   การจะทำอะไร ไม่จำเป็นต้องอ้างคำสั่งมอบอำนาจทุกอย่าง จะอ้างคำสั่งมอบอำนาจเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจของผู้อื่นเช่นอำนาจของปลัดกระทรวง แต่เรื่องที่มีระเบียบกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหรือบทบาทหน้าที่ของหัวหน้าสถานศึกษาหรือ ผอ.กศน.จังหวัดโดยตรง ก็ไม่ต้องอ้างคำสั่งมอบอำนาจ  ( ผมเคยตอบเรื่องนี้ใน ข้อ 6 (4) ที่  https://www.gotoknow.org/posts/436408 , ข้อ 2 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/484069 )

             ในเรื่องของกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนนี้ ถ้าไปนอกเขต ไม่ว่าจะค้างคืนหรือไม่ ต้องได้รับความเห็นชอบแผนงาน หรือโครงการ จาก ผอ.กศน.จังหวัด  ( อ้าง กรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ข้อ 3.3 ดูได้ที่  https://db.tt/lke71Gou )

             ส่วนในขั้นตอนของการขออนุญาตเดินทางไปราชการ แบ่งเป็น 2 ส่วน
             - ส่วนของนักศึกษา ถ้าไม่ค้างคืน ขออนุญาต ผอ.สถานศึกษา โดยอ้างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา พ.ศ.2548 ข้อ 7, ถ้าค้างคืน ไม่ใช่อำนาจของ ผอ.สถานศึกษาโดยตรง ฉะนั้น ผอ.สถานศึกษาอนุญาตโดยอ้างคำสั่งมอบอำนาจที่ 489/2551 ข้อ 16
             - ส่วนของบุคลากร กศน. ขออนุญาตตามคำสั่งมอบอำนาจ

         5. คืนวันที่ 23 ส.ค.59 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กผม ว่า  เปิดอาชีพ เขียนแผนไว้มีคนสมัครเรียนจำนวนหนึ่ง พอเปิดจริงกลับมีผู้เรียนเกินนั้น จนท.การเงินของอำเภอบอกให้ครู กศน.ตำบล ทำบันทึกถึง ผอ. ว่ามีผู้เรียนเพิ่มเพราะอะไร ... อยากถามว่า มันต้องบันทึกหรือมีระเบียบอะไรบังคับรึเปล่า เรื่องเบิกเงินตีกลับจนจะเบิกไม่ทันเวลา

             เรื่องนี้   ไม่มีระเบียบบังคับ อยู่ที่นโยบาย ผอ. ว่าจะให้บันทึกหรือไม่ก็ได้
             การมีผู้สมัครเรียนมากขึ้น ( สมัครภายในเวลาที่จะมีเวลาเรียนครบตามเกณฑ์ที่สามารถผ่านการประเมินได้ ) แต่ยังเบิกเงินตามโครงการเดิม ก็อาจแค่แก้ไขข้อมูลผู้เรียนเท่านั้น ( แก้ไขข้อมูลสถิติผู้เรียนที่ขอเปิดกลุ่ม ไม่ต้องแก้แผนงาน/โครงการ )  แต่ถ้าจะเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ต้องขอความเห็นชอบต่อผู้อนุมัติโครงการเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงการ

         6. วันที่ 26 ส.ค.59 วัชลี ฟักทับทิม ถามในอินบ๊อกซ์เฟซบุ๊กผม ว่า  พนักงานราชการที่จะเกษียณเดือน ต.ค.นี้ ต้องประเมินหรือป่าว

             ผมตอบว่า   ไม่ต้องประเมินฯ

         7. วันอาทิตย์ที่ 28 ส.ค.59 มี ผอ.กศน.อำเภอ ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  การเบิกจ่ายค่าคุมสอบ จากงบอุดหนุนรายหัว ครอบคลุมการสอบกลางภาคไม๊ สามารถดำเนินการสอบกลางภาคในลักษณะเดียวกับปลายภาค ได้หรือไม่

             ผมตอบทันทีที่เห็นคำถาม ว่า  เบิกจ่ายไม่ได้
             หลังจากตอบไปแล้ว เพื่อความมั่นใจชัดเจนผมได้ค้นหาระเบียบ/หนังสือแจ้ง  ปรากฏว่าในระเบียบ/หนังสือแจ้งไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเบิกจ่ายค่าดำเนินการสอบ ได้เฉพาะการสอบปลายภาค
             วันที่ 29 ส.ค.59 ผมจึงเรียนถามเรื่องนี้กับท่านหัวหน้าหน่วยตรวจสอบภายใน กศน.  ท่านตอบว่า เบิกจ่ายไม่ได้ ไม่มีระเบียบให้เบิกจ่ายค่าดำเนินการสอบกลางภาค   ผมบอกว่าในระเบียบ/หนังสือแจ้งไม่ได้ระบุชัดเจน  ท่านบอกว่า ถ้าระเบียบ/หนังสือแจ้งไม่ชัดเจน ต่อไปก็จะระบุให้ชัดเจนว่า เบิกจ่ายค่าดำเนินการสอบได้เฉพาะการสอบปลายภาค


วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

1.เรื่องน่าสนใจที่หลายคนยังไม่รู้ (ซื้อพัสดุเกินห้าแสน อำเภอเป็นผู้ดำเนินการ-ให้จ้างเหมาบริการไปประชุมอบรมไม่ได้-การประดับธงชาติอาเซียน), 2.วิชาเลือกที่เรียนได้ทุกระดับต้องแยกข้อสอบหรือไม่, 3.การขอเครื่องราชฯของ ขรก.ครู, 4.ให้ครู กศน. หยุดวันศุกร์-เสาร์ แทนการหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ได้หรือ ?, 5.พนักงานราชการขอใช้รถส่วนตัวไปราชการ, 6.จบ มสธ. ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไม่ได้แล้ว, 7.ครู ศรช. ครูสอนคนพิการ เบิกค่าคุมสอบปลายภาคได้ไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. ระหว่างการอบรม "ยุทธศาสตร์และกระบวนทัศน์การจัดการเรียนการสอนของ กศน.ตำบล"  ของ กศน.พระนครศรีอยุธยา ที่ เฮฟเว่นแควรีสอร์ท กาญจนบุรี 4-6 ก.พ.58  ในช่วงก่อนพักเที่ยงวันที่ 5 ก.พ. คุณดำรงค์ศักดิ์ ว่าวกำเหนิด อดีตเจ้าพนักงานพัสดุ สป.ศธ. มีความเชี่ยวชาญด้านการพัสดุมากที่สุดคนหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันเกษียณแล้วมาเป็นที่ปรึกษาที่ สนง.กศน.จ.พระนครศรีอยุธยา  ได้มาแนะนำเรื่องน่าสนใจในที่ประชุม เช่น

             - การซื้อการจ้างพัสดุของ กศน.อำเภอ/เขต แม้วงเงินจะเกินที่ได้รับมอบอำนาจ 500,000 บาท. กศน.อำเภอ/เขต ก็ยังเป็นผู้ดำเนินการได้ เพียงแต่ในขั้นตอนขออนุมัติหลักการต้องส่งเรื่องต่อไปให้จังหวัดอนุมัติ  จากนั้น ถ้าจังหวัดลงนามตั้งบุคลากรอำเภอเป็นกรรมการและให้ยื่นซองที่อำเภอ  กศน.อำเภอ/เขตก็ดำเนินการต่อ  ถ้าผลการสอบราคาได้ราคาน้อยกว่าวงเงิน โดยไม่เกิน 500,000 บาท กศน.อำเภอ/เขตก็อนุมัติจัดซื้อจัดจ้างเองเลย  แต่ถ้าผลการสอบราคาจะเสนอซื้อ/จ้างในราคาเกิน 500,000 บาท ก็ส่งไปขออนุมัติที่จังหวัดอีกครั้ง

             - การจ้างเหมาบริการ ปกติจะให้ผู้รับจ้างไปประชุมอบรมไม่ได้ ลักษณะเดียวกับการจ้างพิมพ์หนังสือเรียน ไม่ถือว่าผู้รับจ้างเป็นบุคลากรของส่วนราชการ จะให้ผู้รับจ้างพิมพ์หนังสือเรียน ไปประชุมอบรมเรื่องการพิมพ์หนังสือเรียนหรือเรื่องอื่น โดยเบิกค่าเบี้ย เลี้ยงที่พักค่าเดินทางจากส่วนราชการ ไม่ได้  เช่น การจ้างบรรณารักษ์จ้างเหมาบริการ ต้องเลือกจ้างจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถในงานบรรณารักษ์อยู่แล้ว จ้างมาให้ทำงานเลย ไม่ใช่การฝึกงาน จะส่งไปประชุมอบรมเรื่องบรรณารักษ์อีกไม่ได้ จะส่งไปประชุมอบรมเรื่องอื่นก็ไม่ได้ เพราะอยู่นอกเหนือบทบาทหน้าที่ .. แต่.. ถ้ามีเหตุผล เช่น ส่วนกลางกำหนดแนวปฏิบัติมาให้ห้องสมุดทุกแห่งปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน จึงต้องจัดอบรมชี้แจงแนวปฏิบัติ เป็นต้น.. ซึ่ง จ.พระนครศรีอยุธยาก็ทำโครงการให้บรรณารักษ์ไปประชุมอบรมในลักษณะนี้แล้ว กำลังจะจัดประชุมอบรมในไม่ช้านี้
                ผู้รับจ้างเหมาบริการจะเบิกค่าปฏิบัติงานนอกเวลาราชการได้ก็ต่อเมื่อกำหนดในสัญญาจ้างไว้ชัดเจนว่าให้เบิกได้อย่างไร   ( ข้อมูลบางส่วนนี้ผมสอบถามคุณดำรงศักดิ์เพิ่มเติมหลังการแนะนำในที่ประชุม )

             - ธงชาติของทุกประเทศเป็นของสูง เป็นที่เคารพ มีศักดิ์ศรี แสดงถึงความเป็นเอกราช  การชักธงชาติของประเทศอื่นขึ้นสู่ยอดเสานอกอาคาร ในแต่ละประเทศจะมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ  ส่วนในที่อื่น ๆ เช่นสถานศึกษาต่าง ๆ สามารถประดับธงชาติประเทศอื่นเป็นครั้งคราวได้ในระหว่างการประชุมหรือการจัดงานจัดกิจกรรม เช่นในวันอาเซียน 8 สิงหาคมของทุกปี เป็นต้น
                การติดตั้งหรือปักธงอาเซียน ต้องเรียงลำดับธงชาติสมาชิกอาเซียนตามตัวอักษรในภาษาอังกฤษของชื่อประเทศ และต่อด้วยธงอาเซียน ดังนี้
                1)  Brunei Darussalam บรูไน ดารุสซาลาม
                2)  Cambodia กัมพูชา
                3)  Indonesia อินโดนีเซีย
                4)  Lao ลาว
                5)  Malaysia มาเลเซีย
                6)  Myanmar พม่า
                7)  Philippines ฟิลิปปินส์
                8)  Singapore สิงคโปร์
                9)  Thailand ไทย
               10)  Vietnam เวียดนาม
               11)  ธงอาเซียน








         2. วันที่ 6 ก.พ.58 Nana Veo ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  การออกข้อสอบวิชาเลือก ถ้าวิชาที่ใช้รหัสเดียวกัน 3 ระดับ การออกข้อสอบจำเป็นต้องทำชุดเดียวกันแล้วนำไปสอบทั้ง 3 ระดับเลยมั้ย หรือว่าข้อสอบวิชาเดียวกันเช่นรหัส อช02013 ออกไม่เหมือนกัน
                ผมตอบว่า   รหัสเดียวกัน คือวิชาเดียวกัน ทำข้อสอบชุดเดียวกันได้ ดีกว่าสะดวกกว่า ถ้าอยากทำไม่เหมือนกันก็ได้ ไม่ผิด แต่ไม่สะดวก  จะอ้างว่า ม.ปลายเรียนยากกว่านั้น ไม่จริง ก็มันเป็นวิชาเดียวกัน ถึงจะระดับประถมก็ต้องเรียนทั้งเล่ม ( เล่มเดียวกัน )   การออกข้อสอบที่ถูกต้อง ต้องออกให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหลักสูตร จะบอกว่าระดับประถมเรียนในบทแรก ๆ ระดับ ม.ต้น เรียนกลางๆเล่ม ระดับ ม.ปลาย เรียนบทท้ายๆเล่ม ก็แสดงว่าจัดการเรียนการสอนในแต่ละระดับไม่ครบถ้วนตามเนื้อหาหลักสูตร
                คนละอย่างกับวิชาที่เนื้อหาคล้ายกัน แต่รหัสต่างกัน เช่น พค11001 คณิตศาสตร์, พค21001 คณิตศาสตร์, พค31001 คณิตศาสตร์  3 วิชานี้ถึงแม้จะมีเนื้อหาซ้ำกันเกิน 50 % แต่ก็ต่างกันบ้าง  เมื่อรหัสต่างกันก็เป็นคนละวิชากัน ข้อสอบอาจจะเหมือนกันได้เพียงบางข้อ
                วิชาที่รหัสเดียวกัน ถ้าใช้ข้อสอบชุดเดียวกันทั้ง 3 ระดับ เวลาสอบทั้งสามระดับในวิชานี้ ต้องสอบในเวลาเดียวกันนะ

         3. วันเดียวกัน ( 6 ก.พ.) December Mju ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  เคยเป็นพนักงานราชการ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น บ.ช. ประกาศเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ต่อมาสอบได้บรรจุเป็นข้าราชการครูเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่อไปถ้าจะทำการขอ จะขอชั้นอะไร  สอบถามเอาไว้ก่อน

             ผมตอบว่า   ถ้าบรรจุเป็นครูผู้ช่วย ก็เหมือนกับครูผู้ช่วยคนอื่นๆคือ ให้รอให้บรรจุเป็น ขรก.ครูครบ 5 ปีจึงขอ ( เริ่มนับตั้งแต่วันบรรจุเป็นครูผู้ช่วย )  โดยถ้าในวันที่บรรจุครบ 5 ปีนั้น เป็นอันดับ คศ.1 ก็ขอ ต.ม.  ถ้าในวันที่บรรจุครบ 5 ปีนั้น เป็นอันดับ คศ.2 แล้ว ก็ขอ ต.ช.

         4. วันที่ 4 ก.พ.58 มีผู้ถามผมว่า  ให้ครู กศน.หยุดวันศุกร์-เสาร์ แทนการหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ได้หรือไม่

             เรื่องนี้  ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2502 ข้อ 3 กำหนดว่า  “ถ้าส่วนราชการใดจะใช้ระเบียบพิเศษนอกเหนือไปจากที่กล่าว ( ระเบียบที่กล่าว คือ เวลาทำงานตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 16.30 น. หยุดกลางวันเวลา 12.00 น. ถึง 13.00 น. และวันหยุดราชการประจำสัปดาห์คือวันเสาร์ และวันอาทิตย์หยุดราชการเต็มวันทั้ง 2 วัน )  เพื่อความสะดวกให้ทำได้ แต่เมื่อคำนวณเวลาทำงานรวมกันในสัปดาห์หนึ่ง ๆ แล้ว ต้องเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนรวมเวลาราชการในสัปดาห์หนึ่ง ๆ ดังกล่าว ( ไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง ) และสำหรับโรงเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด”
             ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถาน ศึกษา พ.ศ.2547 ข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่า  “สถานศึกษาใดมีความจำเป็นต้องกำหนดเวลาทำงานหรือวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนด และรายงานส่วนราชการต้นสังกัดทราบ ทั้งนี้ ต้องมีเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง” ( ไม่นับรวมเวลาหยุดพักวันละ 1 ชั่วโมง ) ถ้าจะหยุดวันศุกร์เต็มวัน วันอาทิตย์ต้องทำงานเต็มวัน ( 8.30 - 16.30 น.)   ดูระเบียบกระทรวงศึกษาธิการฉบับนี้ได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/1090140…/PDF/stopday.pdf

             จากระเบียบดังกล่าว อนุโลมได้ว่า ถึงแม้หน่วยงาน/สถานศึกษาจะยังหยุดราชการในวันเสาร์อาทิตย์ แต่ก็สามารถให้บุคลากรบางคนหยุดในวันอื่นแทนวันเสาร์อาทิตย์ได้  ซึ่งโดยปกติถ้าหยุดในวันศุกร์เสาร์เต็มวัน วันอาทิตย์ก็ต้องสอนเต็มวัน ถ้าวันอาทิตย์สอนครึ่งวัน วันศุกร์ก็หยุดเพียงครึ่งวัน

         5. เย็นวันที่ 9 ก.พ.58 Sura Phong ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  พนักงานราชการขออนุญาตเดินทางไปราชการโดยรถยนต์ส่วนตัวได้ไหม..มีระเบียบไหม..

             เรื่องนี้  เคยตอบไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งแล้ว เช่นในข้อ 2 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2014/06/2-2-2.html ว่า  ได้ แม้ไม่มีข้าราชการไปด้วย  อยู่ที่ผู้มีอำนาจอนุมัติจะพิจารณาอนุมัติตามความจำเป็นและความเหมาะสม  แต่ ผู้มีอำนาจอนุมัติให้ใช้รถส่วนตัว ไม่ใช่ ผอ.กศน.อำเภอ/เขต  โดย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไปราชการและการจัดการประชุมของทางราชการ พ.ศ.2524 ข้อ 11 ( 4 ) กำหนดผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร ให้เป็นอำนาจของอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการ ( ของ กศน. ขณะนี้หมายถึงปลัดกระทรวง ) ซึ่งจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้ผู้ดำรงตำแหน่งใด ๆ เป็นผู้อนุมัติการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักรแทนก็ได้
             ตามคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 270/51
ปลัดกระทรวงมอบอำนาจให้ ผอ.สนง.กศน.จ./กทม. ในข้อ 8 ว่า  “การอนุมัติให้เดินทางไปราชการภายในราชอาณาจักรของตนเอง ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างในสังกัด และบุคคลภายนอก การอนุมัติค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ การใช้รถยนต์ส่วนตัวไปราชการ... ...”
             แต่ ในคำสั่งที่มอบอำนาจให้ ผอ.กศน.อ./ข. ที่ 489/51 ข้อ 9 ระบุดังนี้
             - วรรคหนึ่ง  การอนุมัติไปราชการ ... ของข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา พนักงานราชการ ลูกจ้าง บุคคลภายนอก ... ...
             - วรรคสอง  การอนุมัติไปราชการสำหรับตนเอง ของ ผอ.กศน.อ. ภายในเขตจังหวัดที่สถานศึกษาตั้งอยู่ และจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับจังหวัดนั้น ... ...
             - วรรคสาม  การอนุมัติการใช้รถยนต์ส่วนตัวไปราชการภายในเขตพื้นที่ตาม
วรรคสอง
             สรุปว่า  ผอ.กศน.อ./ข. มีอำนาจอนุมัติการใช้รถยนต์ส่วนตัวได้เฉพาะการไปราชการภายในเขตพื้นที่ของตนเอง  ส่วนข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง อื่น ๆ ถ้าจะขออนุมัติไปราชการ
โดยใช้รถยนต์ส่วนตัวต้องขออนุมัติ ผอ.สนง.กศน.จ./กทม.

         6. เย็นวันที่ 10 ก.พ.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องจบ มสธ. ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไม่ได้แล้ว  ว่า
             ยังมีผู้ให้ข้อมูลผิด เป็นระยะ ๆ ว่า เรียน มสธ.สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เช่นเอกหลักสูตรและการสอน จบแล้วขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้  ในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบก็มีผู้ให้ข้อมูลผิดอย่างนี้ ทำให้มีผู้เข้าใจผิดเสียเวลาเสียเงินไปสมัครเรียนโดยหวังใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่ได้ต้องการแค่ความรู้

             เมื่อ 2 ปีก่อน วันที่ 30 พ.ย.55 ผมเขียนให้ข้อมูลในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบ ว่า เรื่องที่ว่าเรียน มสธ.สาขาวิชาศึกษาศาสตร์จบแล้วขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้นั้น เป็นข้อมูลเก่าเมื่อ 4 ปีก่อน
             ที่ถูกต้องคือ
             - ถ้าเริ่มเรียนหลัง 19 ส.ค.53 ถึงปีการศึกษา 2556 คุรุสภาไม่รับรองแล้ว ต้องใช้วิธีนำใบแสดงผลการเรียนไปยื่นขอเทียบโอน ซึ่งจะเทียบโอนได้ไม่ครบทุกมาตรฐาน
             - ถ้าเริ่มเรียนหลังปีการศึกษา 2556 คุรุสภาไม่รับเทียบโอนแล้ว
             ถ้าถามว่า แล้วจะเรียนทำไม  ตอบว่า ถ้าเรียนจบหลักสูตร สิ่งที่ได้คือ ได้ความรู้ ไปใช้ในด้านการเผยแพร่ให้ความรู้ต่าง ๆ เช่นเป็นวิทยากร หรือการสอนที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ( สอนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การศึกษาขั้นพื้นฐาน )  หรือถ้ายังจะมีการเปิดสอบมาตรฐานวิชาชีพครูอีก ก็นำความรู้ที่เรียนมานี้ไปใช้ในการสอบ ( อาจจะดีกว่าดูหนังสือเตรียมสอบด้วยตนเอง )

             ในขณะนี้ การเรียนเพื่อเป็นเส้นทางให้ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู มีเพียง 2 กรณี คือ
             1)  เรียนปริญญาทางการศึกษาหลักสูตรใหม่ ( หลักสูตร 5 ปี ) ในสถาบันที่คุรุสภารับรอง
             2)  สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นครูอยู่แล้ว แต่ยังไม่มี “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” มีเพียง “หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ” เช่น ครูจ้างสอน ครู ศรช. ใหเรียน ป.บัณฑิต ตามหลักสูตรที่คุรุสภากำหนดและอนุญาตให้สถาบันการศึกษาบางแห่งเปิดสอน

         7. เย็นวันที่ 11 ก.พ.58 ปนันท์ญา ตันทอง กศน.อ.ท่าวังผา ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  ครู ศรช.และครูสอนคนพิการ เบิกเงินค่าคุมสอบปลายภาคเรียนได้หรือเปล่า

             ผมตอบว่า   ตอบบ่อยแล้ว ครู กศน.ตำบล ครู ศรช. และครูสอนคนพิการ เบิกเงินค่าคุมสอบปลายภาคเรียนได้ ถ้ามีเงินอุดหนุนมากพอและผู้บริหารให้เบิก  ดูคำตอบเก่า ๆ เช่น ในข้อ 5 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2014/09/n.html
             ครู ศรช. และ ครูสอนคนพิการเบิกค่าคุมสอบได้ แต่ ปัญหาคือ วันเสาร์-อาทิตย์ ( วันคุมสอบ ) อาจไม่ใช่วันหยุดราชการของครู ศรช.บาง คน  เช่น กศน.อ.บางแห่ง กำหนดให้ครู ศรช.และบรรณารักษ์บางคนทำงานในวันอาทิตย์ถึงพฤหัสฯ หยุดวันศุกร์เสาร์  กรณีนี้วันอาทิตย์จะเป็นวันทำการปกติของเขา  ซึ่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนการสอบ พ.ศ.2549 กำหนดว่าให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบในวันทำการปกติ เบิกค่าดำเนินการสอบในอัตราครึ่งหนึ่ง  และ หลักเกณฑ์ กศน. กำหนดว่า บุคลากรในสังกัด กศน.ถ้าทำงาน เช่น สอนวิชาชีพ สอนเสริม ในเวลาราชการ ไม่ให้เบิกค่าตอบแทน
             ฉะนั้น ถ้าจะให้ครู ศรช.เบิกค่าคุมสอบเต็ม เมื่อพบกลุ่มครั้งสุดท้ายก่อนสอบปลายภาคแล้ว กศน.อ.ต้องปรับเปลี่ยนให้ครู ศรช.มาทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ทุกวันทันที เพื่อให้วันเสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดราชการของเขา


วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

1.ลดการมอบอำนาจจัดซื้อจัดจ้างให้ ผอ.กศน.อำเภอ จากวงเงิน 2 ล้าน เหลือ 5 แสนบาท, 2.วิธีลงข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์สำนักงาน กศน., 3.การย้ายผู้บริหารสถานศึกษา, 4.การลดธงชาติครึ่งเสา, 5.การทำบัตรและรูปติดบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ( เดือน ต.ค.59 พนักงานราชการทุกตำแหน่งของ กศน. ต้องต่อสัญญาใหม่ ต้องทำบัตรใหม่ ), 6.การพิมพ์ตำแหน่งในบัตรประจำตัวฯกับในป้ายชื่อติดเครื่องแบบ, 7.มีความผิดทั้งครู และสถานศึกษา


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เย็นวันที่ 22 ม.ค.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องลดการมอบอำนาจ ว่า
             สป.ศธ.ออกคำสั่งที่ 111/58 ลงวันที่ 19 ม.ค.58 ยกเลิกคำสั่งที่ 1997/55 ลงวันที่ 11 ธ.ค.55 ที่มอบอำนาจการจัดซื้อจัดจ้างให้ ผอ.สถานศึกษา 2,000,000 บาท  และมอบอำนาจใหม่ในวงเงิน 500,000 บาท
            
https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/CM111-58.pdf

        
2. วันที่ 23 ม.ค.58 คุณ ณัฐพงศ์ โสภิณ ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  ถ้าจะประชาสัมพันธ์ผ่านหน้าเว็บสำนักต้องทำไง


             ผมตอบว่า
            
1)  ผู้ที่จะขึ้นข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ สนง.กศน. จะต้องมี “ชื่อสมาชิก” และ “รหัสผ่าน” โดยผู้ที่จะขึ้นข่าวประชาสัมพันธ์ไมใช่เป็นบุคคล แต่ให้ขึ้นข่าวประชาสัมพันธ์ในนามหน่วยงาน คือ กศน.จังหวัด อำเภอ หรือตำบล  ฉะนั้นในแต่ละหน่วยงาน จึงให้มี ชื่อสมาชิก/รหัสผ่าน ชุดเดียว
             2)  ลองถามกันดูว่า หน่วยงานนี้ ชื่อสมาชิก/รหัสผ่าน คืออะไร อยู่กับใคร ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ให้โทร.02-2820750, 2802924 ติดต่อขอกับผู้ดูแลเว็บไซต์สำนักงาน กศน. หรือคุณอุดมศักดิ์ บุญก่อ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ กลุ่มแผนงาน กศน.
             3)  เมื่อมี ชื่อสมาชิก/รหัสผ่าน แล้ว ให้คีย์ลงในหน้าโฮมเพจเว็บไซต์ สนง.กศน. แล้วคลิกที่ “เข้าสู่ระบบ”
             4)  จากนั้นคลิกที่ "เพิ่มบทความ"
             5)  เข้าไปกรอกข้อมูลข่าวประชาสัมพันธ์ ต่าง ๆ เสร็จแล้วคลิกที่ปุ่ม "บันทึก"
              ( ถ้าจำไม่ผิด เมื่อบันทึกข่าวประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ข่าวจะยังไม่ขึ้นประชาสัมพันธ์ออกหน้าเว็บในทันที ต้องคอยให้กลุ่มแผนงานตรวจสอบก่อน แล้วจึงจะปล่อยข่าวขึ้นประชาสัมพันธ์ในหน้าเว็บ สนง.กศน.ภายหลัง )







         3. วันเสาร์ที่ 24 ม.ค.58 มีผู้ถามในไทม์ไลน์ผม ว่า  มีเกณฑ์การย้าย ผอ.อำเภอ ไหม

             ผมตอบว่า   อยู่ในเรื่องเดียวกับที่แจ้งตำแหน่งว่างให้ ผอ.อำเภอ ขอย้ายครั้งก่อน ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/chengeBoss.PDF

         4. วันที่ 26 ม.ค.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องการลดธงชาติครึ่งเสา ว่า
             ให้ปฏิบัติการเหมือนการชักธงขึ้นตามปกติ แต่เมื่อธงถึงยอดเสาแล้วจึงลดลงให้อยู่ในระดับความสูงประมาณ
2 ใน 3 ส่วน ของความสูงของเสาธงนั้น คือลดลงเพียง 1 ใน 3 ของเสา ไม่ใช่ครึ่งเสา
             และเมื่อจะชักธงลงในตอนเย็น ก็ให้ชักธงขึ้นจนถึงยอดเสาก่อน แล้วจึงชักธงลง
             จะลดธงชาติครึ่งเสากรณีใด เป็นเวลาเท่าใด ทางราชการจะประกาศให้ทราบเป็นคราว ๆ ไป ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาการลดธงชาติครึ่งเสาจะกระทำในกรณีที่ประมุขหรือบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ เสียชีวิต โดยปกติทางราชการจะประกาศให้ลดธงชาติครึ่งเสาทั่วราชอาณาจักรเป็นเวลา 3 วัน








         5. วันเดียวกัน ( 26 ม.ค.) พรณรงค์ ผ่องไสววงศ์ ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  รูปติดบัตรประจำตัวข้าราชการบำนาญ ที่เขาได้สายสะพาย ใช้รูปแบบเต็มยศมีสายสะพาย หรือแบบแพรย่อ

             ผมตอบว่า   ตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวฯ จะใช้ได้ทั้ง 2 อย่าง เพราะเป็นเครื่องแบบพิธีการทั้งคู่ ( เครื่องหมายที่ติดปกคอเสื้อ จะต่างจากตอนเป็นข้าราชการประจำ )
             รูปถ่ายติดบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ( รวมทั้งพนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับบำเหน็จบำนาญ ) นั้น ตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542 ข้อ 4 (1) กำหนดให้เลือกแต่งเครื่องแบบได้หลายแบบคือ
             - เครื่องแบบปฏิบัติราชการ/เครื่องแบบพิธีการ เครื่องแบบเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งตนสังกัด หรือ
             - ชุดสากล หรือ
             - ชุดไทยพระราชทาน
              ( ดูกฎกระทรวงฯนี้ได้ที่ http://ahph9thi.gotoknow.org/assets/media/files/000/830/787/original_role2542.pdf )
             รูปถ่ายสำหรับติดบัตรนี้ ขนาด
2.5 X 3.0 ซ.ม. ถ่ายครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวกและแว่นตาสีเข้ม ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันยื่นคำขอมีบัตร
             กรณีข้าราชการสตรีไทยมุสลิม สามารถถ่ายรูปที่มีผ้าคลุมศีรษะได้ แต่ต้องเห็นหน้า ( เห็น หน้าผาก คิ้ว ตา จมูก ปาก และคาง ) ( ตามหนังสือที่ นร 1304/ว 1074/ 4 ก.พ.40 )

             สำหรับข้าราชการบำนาญ ( เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับบำเหน็จบำนาญ ) ก็ใช้เครื่องแบบปฏิบัติราชการ ( ชุดกากี ) และเครื่องแบบพิธีการ ( ชุดขาว ) เหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง เปลี่ยนแค่ ติดเครื่องหมายสังกัดข้างเดียว ( ถ้าเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เครื่องหมายสังกัดคือ เสมา ) ที่ปกคอเสื้อด้านหน้าข้างซ้าย  ส่วนข้างขวาให้เปลี่ยนเป็นเครื่องหมายอักษร นก ( นอกราชการ ) เท่านั้นเอง
             สำหรับพนักงานราชการ บัตรจะมีอายุครบกำหนดตามสัญญาจ้าง และจะทำบัตรได้เมื่อมีวาระการจ้าง
1 ปี ขึ้นไปเท่านั้น ( พนักงานราชการที่บรรจุใหม่ถ้าในช่วงแรกทำสัญญาจ้างไม่ถึง 1 ปี จะยังไม่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ )   เดือน ต.ค.59 พนักงานราชการทุกตำแหน่งของ กศน. ต้องต่อสัญญาใหม่ ก็ต้องทำบัตรใหม่








         6. คืนวันเดียวกัน ( 26 ม.ค.) แดง พัฒนสิน กศน.พิชัย ถามบนไทม์ไลน์ผม ว่า  บัตรประจำตัว ระบุตำแหน่งว่า ครูชำนาญการพิเศษ ป้ายชื่อเครื่องแบบข้าราชการต้องเปลี่ยนตามหรือไม่
             ผมตอบว่า   พ.ร.บ.บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับ พ.ร.บ.เครื่องแบบข้าราชการฯ เป็นคนละฉบับกัน โดยป้ายชื่อตาม พ.ร.บ.เครื่องแบบข้าราชการฯ กำหนดให้มี
2 บรรทัด บรรทัดแรกระบุชื่อ-สกุลไม่ต้องมีคำนำหน้า บรรทัดที่ 2 ระบุตำแหน่งปัจจุบัน  ต่างจากบัตรประจำตัวฯในช่องตำแหน่ง ให้ระบุตำแหน่ง/ระดับ/ยศ จึงไม่ต้องเปลี่ยนป้ายชื่อตามบัตรประจำตัว ( ถ้าจะเปลี่ยนตามก็คงไม่เป็นไร เพราะปัจจุบันหลายคนก็ใส่รูปเครื่องหมายสังกัดเช่นเสมาลงไปในป้ายชื่อด้วย ทั้งๆที่ไม่มีกำหนดให้ใส่ )

             ในส่วนของการพิมพ์ “ตำแหน่ง” ในบัตรประจำตัวข้าราชการครูนี้ สำนักนายกรัฐมนตรีตอบข้อหารือสำนักงาน ก.ค.ศ. ว่า
             1)  ครู ที่ไม่มีวิทยาฐานะ ให้ลงชื่อตำแหน่ง ( ชื่อตำแหน่งตาม ม.38 พรบ.ระเบียบข้าราชการครู 2547 ) เช่น ลงว่า ครู ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นต้น
             2)  ครู ที่มีวิทยฐานะให้ลงชื่อวิทยฐานะ ( ชื่อวิทยฐานะตาม ม.39 พรบ.ระเบียบข้าราชการครู 2547 ) เช่น ลงว่า ครูชำนาญการพิเศษ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการชำนาญการ เป็นต้น
              ( ดูหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ ได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/cardteacher.pdf )

         7. วันที่ 28 ม.ค.58 มนูญ ฮับ ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  พนักงานราชการ ครู กศน.ตำบล ไม่มีใบประกอบฯ และไม่ได้เรียน ป.บัณฑิต ในขณะนี้ผ่านล่วงเลยมา 4 ปี จะมีผลอย่างไร จะต่อสัญญาได้อีกหรือไม่ คนที่ต่อสัญญามีความผิดหรือไม่

             ผมตอบว่า   ถ้าสถานศึกษา ให้ ผู้ที่ไม่มี "ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู" ไม่มี "หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ" และไม่สามารถขออนุญาตต่อได้อีกแล้ว มาสอน "การศึกษาขั้นพื้นฐาน" จะมีความผิดทั้งสถานศึกษาและผู้สอนนั้น ( ถ้ามีผู้ร้องเรียนไปคุรุสภา )  ตอนที่ต่อสัญญายังไม่มีความผิดในเรื่องนี้ถ้าในสัญญาไม่ได้ระบุให้สอน กศ.ขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าให้สอน "การศึกษาขั้นพื้นฐาน" จึงจะมีความผิด  ไม่เกี่ยวกับการสอนการศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาตามอัธยาศัย
             ( ปัจจุบันให้สถานศึกษาขออนุญาตให้บุคคลปฏิบัติการสอนโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ถึง 3 ครั้ง ๆ ละ 2 ปี )