แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช่วยราชการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช่วยราชการ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561

1.การขอเครื่องราชฯเป็นหน้าที่ของจังหวัด ไม่ใช่อำเภอ, 2.ครูอาสารับผิดชอบพื้นที่กี่ตำบล-ย้ายภายในจังหวัด, 3.ครูอาสาไปช่วยราชการที่ สนง.กศน.จังหวัดคราวละกี่เดือน แล้วประเมินยังไง, 4.การจ้าง จนท.รักษาความปลอดภัยสนามสอบ, 5.อบรม 60 คน แต่ช่วงวันไปศึกษาดูงานต่างจังหวัดไป 30 คน, 6.ครูประจำกลุ่มเรือนจำ กลุ่มทหาร เบิกค่าคุมสอบได้ไหม, 7.สมาชิกเสียชีวิตน้อยได้เงินสงเคราะห์มาก



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. คืนวันที่ 19 ก.พ.61 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ของผมในหน้าเฟซบุ๊กผม ว่า  แนวทางขอเครื่องราชย์เป็นหน้าที่ของอำเภอ หรือจังหวัด ไม่เห็นมีรายชื่อจังหวัดสตูล

             ผมตอบว่า   เป็นหน้าที่ของจังหวัด ( บางจังหวัดแจ้งไปอำเภอให้สำรวจส่งจังหวัด, แต่ถ้าเป็นเหรียญจักรพรรดิมาลา เจ้าตัวจึงจะต้องลงนามขอเอง )  ดูทั่วแล้วหรือ หรือว่าปีนี้สตูลไม่มีผู้สมควรเสนอขอให้เลย

             ที่ว่า การขอพระราชทานเครื่องราชฯ ( คำว่าเครื่องราชฯนี้ ไม่รวมเหรียญจักรพรรดิมาลา ) เป็นหน้าที่ของจังหวัดไม่ใช่อำเภอ มีเหตุผล 3 ประการ คือ
             1)  การขอพระราชทานเครื่องราชฯ ไม่ได้ให้เจ้าตัวขอเอง ผู้ลงนามเสนอขอพระราชทานในแบบ ขร.4/37 คือ ผอ.สนง.กศน.จังหวัด/หัวหน้าหน่วยงานสถานศึกษาขึ้นตรง
                  และตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ พ.ศ.2536 ข้อ 8 กำหนดว่า
                 
“ในการเสนอขอพระราชทานแก่บุคคลใด ไม่ใช่เพียงแค่อายุราชการครบก็ขอให้ทุกคน แต่ให้พิจารณาโดยรอบคอบว่าบุคคลนั้นได้กระทำความดีความชอบจนถึงขนาดสมควรได้รับพระราชทานฯ เพื่อให้บุคคลที่ได้รับพระราชทานรู้สึกภาคภูมิใจอย่างแท้จริง และเพื่อให้เครื่องราชฯเป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติยศอย่างสูง”
             2)  การบริหารงานบุคคลต่าง ๆ เป็นบทบาทอำนาจของ ผอ.สนง.กศน.จังหวัด/สถานศึกษาขึ้นตรง  เช่น การออกคำสั่งจ้าง/ทำสัญญาจ้าง  แม้แต่การรับรองเงินเดือนบุคลากรรวมทั้งผู้รับจ้างเหมาบริการซึ่งจังหวัดเป็นผู้ออกคำสั่ง/ทำสัญญาจ้างและเบิกจ่ายค่าจ้างให้โดยไม่ผ่านระบบบัญชีอำเภอ  ก็ยังเป็นบทบาทอำนาจของ ผอ.สนง.กศน.จังหวัด/สถานศึกษาขึ้นตรง ส่วน ผอ.กศน.อำเภอ/เขต ไม่มีสิทธิอำนาจในการรับรองเงินเดือน/ค่าจ้างบุคลากรในอำเภอ ( แต่ถ้า ผอ.กศน.อำเภอออกหนังสือรับรองเงินเดือนไปแล้ว หน่วยที่รับเขายอมรับไม่ว่าอะไร ก็ไม่เป็นอะไร แต่ตามระเบียบกฎหมาย ผอ.กศน.อำเภอ/เขต ไม่มีสิทธิอำนาจในการรับรองเงินเดือน )
             3)  ทะเบียนประวัติบุคลากรต่าง ๆ เช่น กพ.7 ต้องมีอยู่ที่ สนง.กศน.จังหวัด/กทม./สถานศึกษาขึ้นตรง อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสำรวจข้อมูลไปยัง กศน.อำเภอ/เขต

             แต่บางจังหวัดแจ้งไปอำเภอให้สำรวจส่งจังหวัด อาจจะมีเหตุผลจาก
             1)  ให้อำเภอช่วยสำรวจเพื่อความรอบคอบ จะได้ไม่ตกหล่นผิดพลาด
             2)  จนท.งานบุคลากรของจังหวัด ขี้เกียจหรือทำทะเบียนประวัติต่าง ๆ ไม่เป็นปัจจุบัน ไม่ถูกต้อง
             ( บางจังหวัดแจ้งให้อำเภอสำรวจส่งจังหวัด ส่วนงานบุคลากรของอำเภอก็ไม่ทำทะเบียนประวัติบุคลากรให้ละเอียดเป็นปัจจุบันเช่นกัน จังหวัดถามอะไรไป ก็ให้บุคลากรแต่ละรายกรอกให้ใหม่ทุกครั้ง บุคลากรกรอกอย่างไรก็เชื่อตามนั้น ส่งกลับไปจังหวัด
                หลายจังหวัดเมื่อมีบุคลากรเกษียณ จะใช้ทะเบียนประวัติของจังหวัดในการเสนอเรื่องขอบำเหน็จบำนาญไม่ได้ เพราะบันทึกไม่ครบถ้วน ต้องใช้ทะเบียนประวัติที่ กจ.กศน. ซึ่งยังพอเป็นหลักได้
                 แต่ระยะหลัง ๆ แม้แต่ กจ.กศน.ก็มีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ถูกต้องเป็นปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากการประกาศบัญชีตำแหน่งว่างเพื่อการบรรจุหรือให้ขอย้าย ที่มักจะมีการแจ้งแก้ไขตามมาอีกบ่อย บางครั้งถึงขนาดเคยออกคำสั่งย้ายไปทับซ้อนในตำแหน่งที่มีคนอื่นครองอยู่
                 คนรุ่นเก่าที่มีความละเอียดถี่ถ้วน เกษียณไปเกือบหมดแล้ว
                 ความละเอียดถี่ถ้วนนี้ จะใช้เฉพาะตอนตรวจสอบไม่พอ แต่ต้องขยันบันทึกข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงให้เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา ถ้าผลัดวันประกันพรุ่งไว้เพียงไม่กี่วันก็อาจลืมไปเลย )

         2. วันที่ 20 ก.พ.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ฉันตำแหน่งครูอาสาสมัครพื้นที่ปกติ อยากทราบข้อมูลการรับผิดชอบพื้นที่ปฏิบัติงาน เพราะมีเพื่อนครูอาสาเคยพูดว่าครูอาสาพื้นที่ปกติหนึ่งคนต้องรับผิดชอบพื้นที่2ตำบล พอจะมีหลักฐานตัวนี้มั้ย

             ผมตอบว่า   ส่วนกลางไม่เคยกำหนดว่าครูอาสาพื้นที่ปกติหนึ่งคนต้องรับผิดชอบสองตำบล แต่ให้อยู่ที่บริบทของแต่ละพื้นที่
             ผู้ถาม เขียนต่อ ว่า  ขอบคุณ พอดีฉันจะย้ายพื้นที่ปฏิบัติงานภายในจังหวัดเดียวกัน
             ผมตอบว่า  การย้ายพื้นที่ ไม่เกี่ยกับการรับผิดชอบกี่ตำบล แต่เกี่ยวกับเลขที่ตำแหน่งว่าง
             ปัจจุบันจังหวัดย้ายพื้นที่ปฏิบัติงานพนักงานราชการภายในจังหวัดได้ แต่ต้องมีเลขที่ตำแหน่งว่างในตำแหน่งเดียวกัน และพนักงานราชการเป็นผู้ขอย้าย ( ต่างกับการให้ไปช่วยปฏิบัติราชการนอกพื้นที่ชั่วคราวเพื่อความเหมาะสม )
             ต้องขอย้ายไปในอำเภอที่มีเลขที่ตำแหน่งครูอาสาฯว่างอยู่หรือสับเปลี่ยนกันเท่านั้น เลขที่เดิมของเราต้องอยู่ที่เดิม จะนำเลขที่เดิมตามตัวไปไม่ได้ ถ้าที่จะย้ายไปไม่มีเลขที่ตำแหน่งครูอาสาฯว่างอยู่ก็ย้ายไปไม่ได้ ถ้าจะย้ายเลขที่ตำแหน่ง ( เกลี่ยตำแหน่ง ) จังหวัดต้องขออนุมัติส่วนกลางก่อน  ( งานบุคลากร สนง.กศน.จังหวัด จะรู้ว่า มีเลขที่ตำแหน่งครูอาสาฯว่างอยู่ที่อำเภอใดบ้าง )

         3. วันที่ 21 ก.พ.61 มัณฑน์กาญจน์ ไชยหงษ์ (Mantakan Ch) ( สระแก้ว ) ถามต่อท้ายโพสต์ของผมในเฟซบุ๊กกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  กรณีตำแหน่งครูอาสาไปช่วยราชการที่สนง.กศน.จังหวัดคราวละกี่เดือน

             เรื่องนี้  อ.ณัฐพนธ์ กจ.กศน. บอกว่า ถ้าเป็นไปตามข้อ 2.1 ใน “แนวปฏิบัติของระบบพนักงานราชการ สังกัดสำนักงาน กศน.” ( ข้อ 2.1 นี้ พนักงานราชการไม่ต้องร้องขอ ) ไม่ได้กำหนดเวลาไปช่วยราชการในแต่ละคราวไว้ แต่ กำหนดว่า รวมทุกคราวในปีงบประมาณเดียวกัน ต้องไม่เกิน 4 เดือน  เช่น คราวแรกให้ไป 3 เดือน คราวที่สองก็ต้องไม่เกิน 1 เดือน  ทั้งนี้ในแต่ละคราวต้องระบุระยะเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน ไม่ใช่แจ้งให้ไปช่วยราชการโดยไม่ระบุว่าให้ไปช่วยราชการถึงวันไหน
             ผู้ถาม ถามต่อ ว่า  แล้วแบบประเมินละ..ประเมินแบบไหน เพราะตอนนี้ไปช่วยแล้วแต่ทางสนง.กศน.จังหวัดไม่มีรายบะเอียดให้ รบกวนส่งระเบียบไปช่วยราชการใหหน่อยนะ
             ผมตอบว่า  แบบประเมินอะไร การไปช่วยราชการนี้ไปชั่วครั้งชั่วคราว การประเมินก็ยังประเมินตำแหน่งเดิมงานเดิม

             ส่วนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการไปปฏิบัติราชการนอกพื้นที่นี้ ดูที่ผมเคยโพสต์เรื่องซักซ้อมแนวปฏิบัติของระบบพนักงานราชการ 2 ครั้งแล้วนะ
            
( ดูแนวปฏิบัติข้อ 2.1 จะระบุว่าให้ไปปฏิบัติราชการนอกพื้นที่ได้ในงานราชการที่ไม่แตกต่างจากที่ระบุในสัญญาจ้าง
             เช่น ครูอาสาฯอำเภอ ก. ลาออก ในขณะที่ยังสรรหาบรรจุคนใหม่ไม่เสร็จ ก็ให้ครูอาสาฯอำเภอ ข. ที่มีหลายคน แบ่งไปปฏิบัติงานที่อำเภอ ก. ชั่วคราว ในบทบาทหน้าที่ครูอาสาฯ เป็นต้น การประเมินก็ใช้แบบประเมินครูอาสาฯนั่นแหละ
             ถ้าคุณคิดว่าการไปช่วยปฏิบัติงานที่จังหวัด ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติ ทำให้ผลงานครูอาสาฯลดและคะแนนการประเมินต่ำ คุณก็ควรบันทึกแจ้งขอไม่ไปช่วยราชการ )

         4. เย็นวันที่ 26 ก.พ.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ขอหนังสือ/เอกสาร เรื่องการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามสอบปลายภาคเรียน อาจารย์โพสไว้ แต่หาแล้วไม่เจอ

             ผมตอบว่า   ผมไม่เคยโพสต์เรื่องการ “จ้าง” จนท.รักษาความปลอดภัยสนามสอบ
             ไม่มีระเบียบรองรับให้จ้าง จนท.รักษาความปลอดภัยสนามสอบ
             เคยมีหนังสือสำนักงาน กศน. แจ้งเรื่องมาตรการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณสนามสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน ( ตามภาพประกอบโพสต์นี้ )
             แต่หนังสือฉบับนี้ไม่ได้ระบุให้ จ้าง แต่ระบุให้
“ประสานขอความอนุเคราะห์” จากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่อยู่ในพื้นที่
             อย่างไรก็ตาม ถ้าประสานขอความอนุเคราะห์โดยไม่ต้องจ้างไม่ได้ เราอาจจะแต่งตั้งให้ จนท.ตำรวจเป็นกรรมการดำเนินการสอบ และเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้ตามเกณฑ์กรรมการดำเนินการสอบได้
             กรรมการดำเนินการสอบต้องเป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำ หรือพนักงานราชการ ที่ยังไม่เกษียณ ( สังกัดอื่นก็อนุโลมได้ ) ถ้าไม่ได้เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการ ต้องเป็นครูสังกัด กศน. ( แต่นโยบายเรา ไม่ให้ครู กศน.คุมสอบ นศ.กลุ่มของตนเอง )
             อนึ่ง อย่าลืมว่า การตั้งกรรมการดำเนินการสอบมีเกณฑ์กำหนดจำนวนคนตามจำนวนห้องสอบ รวมกรรมการดำเนินการสอบทั้งหมดต้องตั้งไม่เกินเกณฑ์







         5. เย็นวันเดียวกัน ( 26 ก.พ.61 ) มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ถามเกี่ยวกับการเบิกจ่าย Smart ONIE เพื่อสร้าง Smart Farmer คือ กศน.อำเภอหนึ่งมี 6 ตำบล ได้รับงบประมาณ 91,200 บาทสำหรับจัดกิจกรรม ซึ่งสำนักงาน กศน.ให้นโยบายว่าเป้าหมายตำบลละ 10 คนขึ้นไป ตามระเบียบการฝึกอบรมแล้วจะต้องมีเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 15 คน ถึงจะเบิกได้ตามระเบียบนี้ แต่ว่าอำเภอนี้เขาจัดเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกอบรมในพื้นที่ 60 คน วันเดียว และระยะที่ 2 คัดเลือกตัวแทนเพียง 30 คนจาก 60 คนแรก ไปศึกษาดูงานที่จังหวัดเชียงใหม่ 3 วัน
             อยากถามว่าจะใช้เป้าหมายรวมกันทั้ง 2 ระยะ คือระยะแรก 60 คน กับระยะที่ 2 อีก 30 คน รวมเป็น 90 คน เพื่อที่จะเบิกงบประมาณทั้งหมดจะได้หรือไม่ ในส่วนตัวฉันมองว่าจะเป็นการฉีกแบ่งเป้าหมายทำให้อบรมไม่ครบตามหลักสูตร คือ 27-30 =4 วัน หรือเปล่า ขอความรู้หน่อย

             ผมตอบว่า   ต้องดูว่าโครงการนี้มีการกำหนดไว้ไหมว่า หลักสูตรจะต้องกี่วัน หลักสูตร 1 วันได้ไหม 3 วันได้ไหม เนื้อหาของหลักสูตรต้องมีแค่ไหน
             - ถ้าโครงการนี้ หลักสูตรจะกี่วันก็ได้ เนื้อหาแค่ไหนก็ได้ ก็สามารถเบิกจ่ายเป็น 2 โครงการ 2 หลักสูตร หลักสูตรที่ 1 เบิกจ่าย 60 คน 1 วัน หลักสูตรที่ 2 เบิกจ่าย 30 คน 3 วัน นับรวมเป็น 90 คนได้ เพราะเนื้อหา 2 หลักสูตรไม่เหมือนกัน
             - แต่ถ้ามีกำหนดว่า หลักสูตรจะต้อง 4 วัน ( 27-30 ชม.) หรือหลักสูตรจะต้องมีเนื้อหาครบตามที่กำหนด คงต้องจัดอบรมเพิ่มเติมให้ครบ จึงจะเบิกจ่ายได้ คือต้องให้ 30 คน ที่เดิมมาแค่ 1 วัน มาอบรมเพิ่มอีก 3 วัน แล้วเบิกจ่ายโดยถือว่าเป็นหลักสูตร 4 วัน ผู้เข้าอบรม 60 คน

         6. ดึกวันที่ 1 มี.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ระเบียบให้ครูประจำกลุ่มเรือนจำ ครูประจำกลุ่มทหาร เบิกค่าตอบแทนกรรมการคุมสอบได้ไหม

             เรื่องนี้  ผมถามต่อทางไลน์ไปที่ อ.เอมอร ครูชำนาญการพิเศษ กศน.อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีครูประจำกลุ่มเรือนจำ
             และถาม อ.สุนีย์ หน่วยตรวจสอบภายใน กศน. ว่า
            
“ เท่าที่ผมทราบ หน.กลุ่มงานตรวจจ่าย กลุ่มการคลัง กศน.คนเก่า เคยตอบว่า ถ้าแต่งตั้งให้เป็นกรรมการดำเนินการสอบก็เบิกได้ตามระเบียบ
             เช่น ถ้าสังกัด กศน.ดำเนินการสอบนอกวันราชการของเขาก็เบิกได้เต็ม  ถ้าสังกัดอื่นแม้ดำเนินการสอบในเวลาราชการเขาแต่ถ้าผู้บังคับบัญชาระดับสูงเขาอนุญาตให้ทำ ก็เบิกได้
             โดย กรรมการดำเนินการสอบต้องแต่งตั้งจาก ข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำ หรือพนักงานราชการ ที่ยังไม่เกษียณ ( สังกัดอื่นก็อนุโลมได้ ) ถ้าไม่ได้เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการ ต้องเป็นครูสังกัด กศน. ( แต่นโยบายเรา ไม่ให้ครู กศน.คุมสอบ นศ.กลุ่มของตนเอง )
             กรณีนี้จะคุมสอบ และเบิกค่าตอบแทนกรรมการคุมสอบได้ไหมครับ
”

             อ.สุนีย์ หน่วยตรวจสอบภายใน ตอบว่า
            
“คำอธิบายทั้งหมดข้างต้น ถูกต้องแล้ว เหตุผลทั้งหมด ปัจจุบันยังไม่เปลี่ยนแปลง”
             ส่วน อ.เอมอร ตอบว่า
            
“ใช้ครูประจำกลุ่มคุมสอบ โดยสลับห้อง เช่นถ้าเขาเป็นครูประถม ก็ให้ไปคุม ม ต้น ถ้าครูประจำกลุ่มไม่พอ(ห้องสอบต้องมีครูคุมสอบ 2 คน) ก็จะต้องมีคนอื่นไปคุมสอบด้วย”

             สรุป ครูประจำกลุ่มในเรือนจำ ในค่ายทหาร สามารถเบิกค่าตอบแทนกรรมการคุมสอบได้ ไม่มีระเบียบห้าม แต่นโยบายไม่ให้คุมสอบ นศ.กลุ่มของตนเอง

         7. เช้าวันเสาร์ที่ 3 มี.ค.61 มีผู้แสดงความคิดเห็นต่อท้ายโพสต์ของผมในเฟซบุ๊กกลุ่มครูนอกระบบ ที่ผมใช้ภาพ “ยอดเงินสงเคราะห์รายศพ ชพค.,ชพส.” ประกอบโพสต์ ว่า
            
“สมาชิกเสียชีวิตน้อยได้เงินสงเคราะห์มาก”

             ประเด็นนี้ ผมอธิบายข้อมูลว่า
             จำนวนเงินสงเคราะห์ที่ทายาทจะได้รับ ไม่ได้คำนวณจากจำนวนสมาชิกที่เสียชีวิต
             แต่จำนวนเงินที่ทายาทจะได้รับ =
96 % ของจำนวนสมาชิกคงเหลือในเดือนนั้น เช่น เดือนนั้นมีจำนวนสมาชิกคงเหลือ 948,422 คน ทายาทก็จะได้รับเงิน 96 % เป็นเงิน 910,485 บาท โดยได้รับทันทีที่ยืนมรณบัตร 200,000 บาท เพื่อใช้จัดการศพ ส่วนที่เหลือได้รับภายหลัง
            
( ที่หักไว้ 4 % เป็นค่าบริหารจัดการ เช่น เจ้าหน้าที่ ชพค.-ชพส.ของทั้งส่วนกลางและทุกจังหวัด ทุกคนไม่ได้รับเงินเดือน/ค่าจ้างจากเงินงบประมาณนะ เช่นเดียวกับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศ แต่ได้เงินเดือน/ค่าจ้างจากเงิน 4 % นี้ นอกจากนั้นเงิน 4 % ยังใช้จ่ายเป็นค่าวัสดุสำนักงาน ค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ )
             ส่วนจำนวนเงินที่หักจากสมาชิกแต่ละคน = จำนวนสมาชิกที่ถึงแก่กรรมในเดือนนั้น เช่น
627 บาท = 627 ศพ
             บางเดือนสมาชิกถึงแก่กรรมมากแต่จำนวนสมาชิกเหลือน้อยเพราะสมัครใหม่น้อยกว่าถึงแก่กรรม+ลาออก บางเดือนสมาชิกถึงแก่กรรมน้อยแต่จำนวนสมาชิกมากขึ้นเพราะสมัครใหม่มากกว่าถึงแก่กรรม+ลาออก





วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

1. ทำไมไม่มี “เงื่อนไข ขอบเขต และมาตรฐานผลงาน” ในการทำบรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ, 2.ผอ.จังหวัดบางท่านชอบให้ครูไปทำงานที่จังหวัด จังหวัดยังมีอำนาจให้ครูไปช่วยราชการ 30 วันไหม, 3.มีระเบียบเกี่ยวกับกิจกรรมผู้เรียนไม่ให้ไปต่างจังหวัดไหม, 4.พนักงานราชการเสียชีวิตจะได้บำเหน็จอะไร, 5.จังหวัดมอบอำนาจให้อำเภอรับสมัครครู ศรช.เองได้ไหม, 6.ยื่นขอเข้าอบรมพัฒนาเป็นครูชำนาญการพิเศษ แต่ตอนนี้เป็น ผอ.แล้ว จะเข้าอบรม ผอ.ชำนาญการพิเศษได้ไหม, 7.เบิกจ่ายเงินอุดหนุนเป็นค่าอะไรได้บ้าง เบิกเป็นเงินรางวัลประกวดโครงงานนักศึกษาได้ไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 26 มิ.ย.58 วิวิ ห้องสมุด ถามต่อท้ายโพสต์ผมในไทม์ไลน์เฟซบุ๊คผม ว่า  มีเงื่อนไข ขอบเขต และมาตราฐานผลงาน การประเมินผลงานชำนาญการพิเศษ ของบรรณารักษ์ไหม  อยากทำผลงานแต่ไม่ทราบแนวทาง  ( ที่ลงเว็บ สำนักงาน กศน. มีแต่ของตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กับนักจัดการงานทั่วไป )

             เรื่องนี้  ผมเรียนถาม จนท.กจ.กศน. ในวันที่ 29 มิ.ย. ได้รับคำตอบว่า ยังไม่มีเงื่อนไขขอบเขตและมาตรฐานผลงานของตำแหน่งบรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ เพราะยังทำไม่เสร็จเนื่องจากเปลี่ยนคณะกรรมการชุดใหม่  ของบรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษจึงยังให้ทำตามรูปแบบเดิม  ( ดูแบบ ปส. ในหนังสือที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/library.pdf   ส่วนรายละเอียดและตัวอย่างการทำ ลองสมัครเข้ากลุ่มในเฟซบุ๊คเช่น "กลุ่มบรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชน..คนขยัน" แล้วถามสมาชิกในกลุ่ม   อย่างไรก็ตาม มีรายละเอียดปลีกย่อยอีก ติดต่อสอบถามได้โดยตรงที่ สนง.กศน.จ. หรือ กจ.กศน. )
             กจ.กศน.ฝากย้ำว่า นักวิชาการศึกษา กับนักจัดการงานทั่วไป ต้องทำตามเงื่อนไขใหม่นะ เช่น ต้องทำผลงาน 2 เรื่อง  ต่างจากบรรณารักษ์ที่ยังทำเรื่องเดียวตามเดิม  แบบฟอร์มบางส่วนก็ไม่เหมือนกับของบรรณารักษ์

 

         2. วันที่ 29 มิ.ย.58 อำเภอหนึ่ง ถามผมว่า  จังหวัดยังมีอำนาจนำครูอาสาฯไปช่วยราชการที่จังหวัดไหม บางจังหวัดยังนำครูอาสาฯไปทำงานที่จังหวัดตลอดมาถึง 10 คน ไม่ใช่ให้ไปแค่ 30 วัน  อ้างว่า ถ้าครูย้ายลงอำเภอ ใครจะทำงานเป็นล่ะ ทำกันไม่ได้หรอก

             ผมตอบว่า   เรื่องให้ครูไปทำงานที่อำเภอ  ทุกจังหวัดต้องดำเนินการกันมาตั้งแต่ พรบ.กศน.ปี 51 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่ง สนง.กศน.จังหวัดเป็น "หน่วยงานทางการศึกษา" ไม่ใช่ "สถานศึกษา" ครูต้องทำงานที่สถานศึกษา แม้แต่ข้าราชการครูที่ตำแหน่งอยู่ สนง.กศน.จังหวัด ก็ต้องขอย้ายลงอำเภอ ใครไม่อยากย้ายก็ต้องสมัครเป็น ศน.  ครูอาสาฯก็ลักษณะเดียวกัน บางคนสอบใหม่เป็นพนักงานราชการตำแหน่งอื่นเพื่อทำงานที่ สนง.กศน.จังหวัดต่อไป   ตอนนั้นก็วุ่นวายพอสมควร  เหตุผลเขาที่ว่าคนเก่าออกไปหมดคนใหม่จะทำงานได้อย่างไร ก็จริงครับ มีปัญหาลักษณะนี้จริง  แต่ทุกจังหวัดก็ต้องทำกันมาแล้ว แก้ปัญหากันไป

             วันนี้บางจังหวัดยังเข้าใจผิดอยู่เลยว่า ผอ.จังหวัดสามารถสั่งให้ครูไปช่วยราชการที่จังหวัดหรือที่อำเภออื่นได้ 30 วัน  ที่จริงคำสั่งมอบอำนาจนี้ก็ยกเลิกไปแล้ว ตอนนี้แม้แต่ให้ไปช่วยราชการไม่ถึง 30 วันก็ไม่ได้  ยกเลิกโดยคำสั่ง สป.ศธ.ที่ 582/52 โดยให้เหตุผลในการยกเลิกว่า “การมอบอำนาจกรณีดังกล่าวมีเจตนาจะให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างรวดเร็วและสั่งการโดยให้ยึดผลประโยชน์ของทางราชการเป็นที่ตั้ง แต่ ผู้รับมอบอำนาจได้นำไปใช้โดยไม่ถูกต้อง จึงยกเลิก"

             ผอ.จังหวัดบางท่านชอบให้ครูไปทำงานที่จังหวัด ( ครูก็ชอบ )  พอ ผอ.จังหวัดย้ายไปจังหวัดอื่นก็ไปทำที่จังหวัดใหม่อีก ส่วนจังหวัดเดิมผู้ที่ย้ายมาแทนท่านก็ส่งตัวครูกลับ เพราะทำผิดอาจถูกร้องเรียน








         3. วันที่ 29 มิ.ย.58 Nattha Suparat สนง.กศน.จ.ปทุมธานี ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  มีระเบียบเกี่ยวกับกิจกรรมผู้เรียนที่ไม่ให้ไปต่างจังหวัดไหม

             ผมตอบว่า   ตามกรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของสำนักงาน กศน. ข้อ 3.3 กำหนดว่า  ถ้าจัดกิจกรรมในรูปแบบศึกษาดูงาน ให้ไปในพื้นที่ใกล้เคียงหรือภายในจังหวัด/ภาคเดียวกัน  กรณีออกนอกพื้นที่ ให้ขอความเห็นชอบจากผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กทม. และ ข้อ 4 ย่อหน้าท้าย ไม่ให้สถานศึกษาเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้เรียน  ฉะนั้น งบคงไม่เพียงพอที่จะไปไกล  ( ดูกรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ได้ที่  https://db.tt/lke71Gou )
 

         4. วันที่ 1 ก.ค.58 Khamton Wannashu ถามต่อท้ายที่ผมโพสต์ในเฟซบุ๊คกรณีครู กศน.ตำบล ของ กศน.อ.เวียงชัย จ.เชียงราย เสียชีวิต ว่า  นี่เรียกว่าตายในหน้าที่ ปูนบำเหน็จกี่ขั้นเหมือนทหารมั้ยครับ สงสารลูกเมีย

             ผมตอบว่า   ไม่เหมือนทหาร  ( ข้าราชการครูชายแดนใต้ก็ไม่ได้ปูนบำเหน็จเป็นขั้นเหมือนทหาร )  โดยถ้า ข้าราชการ/พนักงานราชการ เสียชีวิตเนื่องจากการทำงานให้ราชการ จะได้รับเงินทดแทน เป็น “ค่าทำศพ หนึ่งร้อยเท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน”  แต่ กรณีนี้ มีผู้บอกว่า ไม่ได้เสียชีวิตเนื่องจากการทำงานให้ราชการ  ฉะนั้นจะไม่ได้รับเงินทดแทนหรือเงินอื่นจาก “ส่วนราชการ”  จะได้รับในส่วนอื่น เช่น เงิน ชพค., เงินประกันสังคม
             ในส่วนของเงินประกันสังคม จะได้
             1)  ค่าทำศพ 40,000 บาท
             2)  เงินสงเคราะห์
                  - หากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี จะได้รับเงินสงเคราะห์ 1.5 เท่าของเงินเดือน
                  - หากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกินกว่า 10 ปี จะได้รับเงินสงเคราะห์ 5 เท่าของเงินเดือน
             3)  เงินบำเหน็จชราภาพกรณีตาย
                  - หากจ่ายเงินสมทบกองทุนชราภาพไม่ครบ 12 เดือน ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จกรณีตาย เท่ากับเงินสมทบเฉพาะส่วนที่ผู้ประกันตนจ่าย
                  - หากจ่ายเงินสมทบกองทุนชราภาพเกิน 12 เดือน ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จกรณีตาย เท่ากับเงินสมทบทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้างจ่าย พร้อมดอกผล

         5. เย็นวันที่ 2 ก.ค.58 นี่เหละ วริศราภรณ์ สารี่ นิติกรตัวน้อย ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  กศน.จังหวัด สามารถมอบอำนาจให้ กศน.อำเภอ เปิดสอบรับสมัครสรรหาครู ศรช. ครูผู้สอนคนพิการ เองได้ไหม

             ผมตอบว่า   ถ้าเป็นการจ้างเหมาบริการตามระเบียบพัสดุ ปลัดกระทรวงฯมอบอำนาจให้ ผอ.กศน.อำเภอดำเนินการจ้างเองตามวงเงิน  แต่ถ้าเป็นการจ้างแบบครู ศรช. จังหวัดได้รับมอบอำนาจมาจากปลัดกระทรวงฯ จะมอบอำนาจต่ออีกไม่ได้  ที่ทำได้คือ ออกเป็นคำสั่ง/ประกาศของจังหวัด แต่รายชื่อคณะกรรมการในคำสั่งเป็นรายชื่อบุคลากรอำเภอ และกำหนดสถานที่ต่างๆในคำสั่งเช่นสถานที่รับสมัคร ให้ไปสมัครที่อำเภอ
 

         6. คืนวันเดียวกัน ( 2 ก.ค.) ผมตอบคำถามที่มีผู้ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  การอบรมชำนาญการพิเศษ วันที่ 16-19 ส.ค.นี้ ตอนยื่นขอตอนตำแหน่งครู แต่ปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารสถานศึกษา  ได้โทรปรึกษาทาง กจ. ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถเข้าร่วมได้  ขอสอบถามว่า เข้าอบรมในหลักสูตรผู้บริหารได้หรือไม่ ขัดกับระเบียบกฎหมาย หรือขัดกับหลักสูตรการอบรมอย่างไร  กลัวเสียสิทธิ์ในการจะยื่นทำชำนาญการพิเศษในโอกาสต่อไป

             ผมตอบว่า  คงต้องฟัง กจ.ครับ ตอนยื่น ๆ เป็นครูชำนาญการพิเศษ ถ้าจะเปลี่ยนยื่นใหม่ในตอนนี้ เป็น ผอ.ชำนาญการพิเศษ คงหมดเวลายื่นแล้ว ที่สำคัญตอนนี้คงยังไม่มีสิทธิ์ทำ ผอ.ชำนาญการพิเศษ ถ้ายังไม่มีสิทธิ์ทำ ก็ยังไม่มีสิทธิ์เข้าอบรมพัฒนา  เมื่อถึงวันที่มีสิทธิ์ทำ ผอ.ชำนาญการพิเศษ ต้องสมัครเข้าอบรมพัฒนาเป็น ผอ.ชำนาญการพิเศษใหม่
             ผู้ที่เคยเป็น ขรก.ตำแหน่งครู เมื่อเปลี่ยนเป็น ผอ.หรือรอง ผอ. การนับอายุราชการเพื่อประเมินวิทยฐานะ ไม่สามารถนับรวมเวลากับตำแแหน่งครู ต้องเริ่มนับใหม่ เพราะเป็นคนละประเภทกัน
             คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้ารับการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้มีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ก็คือ มีคุณสมบัติในการเสนอขอรับการประเมินให้มีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ  และผู้ผ่านการพัฒนาฯถ้ายังไม่เคยส่งแบบคำขอเลื่อนวิทยฐานะ ก็ต้องส่งภายใน 3 ปีหลังผ่านการพัฒนา ถ้าไม่ส่งอาจถูกเรียกชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ส่วนราชการออกให้ในการพัฒนา  ( ต้องมีสิทธิส่งคำขอเลื่อนเป็น ผอ.ชำนาญการพิเศษอยู่ก่อน จึงจะมีสิทธิ์เข้าอบรมพัฒนาเป็น ผอ.ชำนาญการพิแศษ )

             เมื่อคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ที่จะส่งคำขอเลื่อนเป็น ผอ.ชำนาญการพิเศษ ถ้าปีนั้นไม่มีการเปิดอบรมพัฒนา ก็ส่งคำขอและทำชำนาญการพิเศษให้ผ่านไปก่อนได้ จะเข้ารับการพัฒนาฯ ก่อนหรือหลังผ่านการประเมิน ก็ได้ เพียงแต่ ถ้าผ่านการประเมินชำนาญการพิเศษแล้ว แต่ยังไม่ผ่านการพัฒนา หรือเงินเดือนยังห่างขั้นต่ำของอันดับ คศ.3 เกิน 1 ขั้น ก็จะยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ  ( ใช้คำว่า พัฒนาก่อนแต่งตั้ง ไม่ใช่ พัฒนาเพื่อทำชำนาญการพิเศษ )
 

         7. คืนวันเดียวกัน ( 2 ก.ค.) มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  เบิกจ่ายเงินอุดหนุนเป็นค่าอะไรได้บ้าง เบิกเป็นเงินรางวัลประกวดโครงงานนักศึกษาได้ไหม

             ผมตอบว่า  การเบิกจ่ายเงินอุดหนุน เบิกได้เฉพาะที่กำหนดไว้ตามข้อ 1-13 ในคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ 895/2551 เรื่องหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินอุดหนุนของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย  ( ดูคำสั่งนี้ได้ในข้อ 6 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/476995 )  เบิกจ่ายเป็นเงินรางวัลไม่ได้  ซึ่งที่ในข้อ 14 ของคำสั่งนี้ กำหนดว่า "ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ" นั้น ส่วนกลางอธิบายว่า ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต้องขออนุมัติปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นรายกรณี ( ดูคำอธิบายของส่วนกลางนี้ ในหน้า 54 ของคู่มือการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ที่  https://db.tt/ByfsCRQc )


วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

1.จะไม่ให้เข้าสอบมิติความรู้ความคิดถ้าไม่ผ่านมิติประสบการณ์ ได้ไหม, 2.จังหวัดให้ไปช่วยราชการ, 3.การสอบ e-Exam, 4.การสอบ ขรก.(บรรณารักษ์ นักวิชาการศึกษา นักจัดการงานทั่วไป), 5.วันเงินเดือนออก, 6.คุมสอบ 8:30-13:30 เบิกครึ่งวันหรือเต็มวัน, 7.ค่าน้ำค่าไฟ กศน.ตำบล-ศรช.



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 19 ก.พ.58 คุณอ้อย กศน.อ.ลำลูกกา โทรศัพท์มาถามผมว่า  การเทียบระดับการศึกษาแบบเดิม บางอำเภอกำหนดเป็นข้อตกลงร่วมกับผู้เข้ารับการเทียบระดับ ว่า ถ้าไม่ส่งแฟ้มประมวลประสบการณ์ หรือไม่ผ่านมิติประสบการณ์ จะไม่มีสิทธิ์เข้าสอบมิติความรู้ความคิด   กำหนดได้หรือไม่

             ผมตอบว่า   ไม่ถูกต้อง โดยตามคู่มือการดำเนินงานฯ  การประเมินมิติความรู้ความคิดไม่ได้ต่อเนื่องจากการประเมินมิติประสบการณ์  สามารถเข้าสอบมิติความรู้ความคิดโดยไม่ต้องผ่านมิติประสบการณ์ก่อน

         2. คืนวันที่ 19 ก.พ.58 ผอ.กศน.อำเภอแห่งหนึ่ง เขียนในอินบ็อกซ์ผม ว่า  ขอข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบที่ยกเลิกคำสั่ง ผอ.จังหวัด ในการให้ข้าราชการไปช่วยราชการจังหวัด

             ผมตอบว่า   ดูในข้อ 6 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2015/01/n-net.html

             ผอ.บอกว่า  ขอระเบียบที่ ผอ.จังหวัดไม่มีอำนาจในการเอาครูไปช่วยราชการที่ สนง.จังหวัด ลงนามโดยเลขาการุณ มีไหม เพราะ กศน.อำเภอ... ... ผอ.จังหวัดเอาครูไปช่วยราชการไม่ยอมส่งครูกลับมา ไปเป็นปีแล้ว
             ผมตอบว่า  ก็ใช้คำสั่งฉบับนี้แหละ  ( ถ้าจังหวัดให้ครูไปช่วยราชการเกิน 30 วัน ยิ่งผิดมานานมากแล้ว เพราะปัจจุบันไม่มีระเบียบฉบับไหนให้อำนาจไว้  ผอ.จังหวัดหลายท่านไม่ให้ครูไปช่วยราชการแล้ว แต่บางท่านยังทำ  ผอ.จังหวัดบางท่านชอบทำอย่างนี้ พอย้ายไปจังหวัดใหม่ก็ไปทำที่จังหวัดใหม่อีก ส่วนจังหวัดเดิมผู้ที่ย้ายมาแทนท่านก็ส่งตัวครูกลับ เพราะอาจถูกร้องเรียน )   คำสั่งฉบับนี้ใช้คลุมหมด
             ถ้าไม่มีระเบียบมอบอำนาจ ก็คือ ไม่มีอำนาจ  ( ไม่มีระเบียบ/คำสั่งฉบับไหนที่บอกว่า "มอบให้ ผอ.ไม่มีอำนาจ" )   ผู้ที่ว่ามีอำนาจ จะต้องเป็นฝ่ายหาระเบียบคำสั่ง


         3. คืนวันที่ 22 ก.พ.58 ผมประชาสมพันธ์ในเฟซบุ๊ค เรื่องการสอบแบบ e-Exam ของศูนย์ กศน.อำเภอพระนครศรีอยุธยา ว่า
             จะทำการเปิดสอบเพื่อประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ สำหรับผู้ไม่ได้เข้าสอบ N-NET  โดยการสอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ระหว่างวันที่ 1 – 30 มีนาคม 2558 ( หยุดวันเสาร์ )
             สถานศึกษาใดที่ต้องการให้นักศึกษาเข้าสอบ e-Exam ที่ศูนย์ กศน.อำเภอพระนครศรีอยุธยา สามารถส่งรายชื่อนักศึกษาขอเข้าสอบได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  (สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 035 – 213385 อ.น้ำฝน และ อ.ชิษณุพงศ์)

             ส่วนกลางจะเปิดระบบการสอบในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของส่วนกลาง ระหว่าง 1-31 มี.ค.58  แต่จุดสอบบางแห่งอาจกำหนดรายละเอียดในการเปิดสอบต่างกันบ้าง เช่นบางแห่งอาจไม่เริ่มตั้งวันที่ 1  บางแห่งกำหนดวันหยุดต่างกัน  ต้องสอบถามแต่ละแห่งด้วย ( แต่จะไม่มีเริ่มก่อนวันที่ 1 มี.ค.)

         4. วันที่ 23 ก.พ.58 Anndear Natchanok Ninwong ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  ข่าวว่าจะมีการสอบบรรจุบรรณารักษ์ ขอถามว่าสอบประเภททั่วไป กับประเภทประสบการณ์ ต่างกันอย่างไร เตรียมตัวอ่านอะไรบ้าง แล้วจะสอบเดือนไหน มีติวมั้ย

             เรื่องนี้  ท่าน ผอ.กจ.กศน. บอกว่า “สอบบรรจุข้าราชการประเภทบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งบรรณารักษ์ และตำแหน่งอื่น ๆ มีประเภทเดียว ไม่มีประเภทประสบการณ์   ตอนนี้ตำแหน่งบรรณารักษ์ว่างประมาณ 30-40 ตำแหน่ง ส่วนตำแหน่งนักวิชาการศึกษากับตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไปมีตำแหน่งว่างไม่มาก  จะเปิดรับสมัครสอบประมาณปลายเดือนเมษายน 2558 โดยจะรับสมัครพร้อมกับตำแหน่งนักวิชาการศึกษา และนักจัดการงานทั่วไป”

             ส่วนกลางเป็นผู้ดำเนินการสอบ รับสมัครทั่วไป ยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนใต้ สมัครผ่านจังหวัดได้ทุกจังหวัด แต่ไม่ได้สอบที่จังหวัด และอัตราว่างที่จะบรรจุผู้สอบได้มีไม่ครบทุกจังหวัด โดยในการประกาศรับสมัครจะระบุว่ามีตำแหน่งใดว่างที่ไหนเท่าไร   ผู้สมัครไม่ต้องมีอายุงาน ไม่ต้องเคยทำงาน กศน. ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู รับผู้มีคุณวุฒิตามที่กำหนด
             คุณวุฒิที่ใช้สมัครสอบในแต่ละตำแหน่ง คือ
             1)  ตำแหน่งบรรณารักษ์ปฏิบัติการ = ได้รับปริญญาทางบรรณารักษศาสตร์ สารนิเทศศาสตร์   ในแต่ละมหาวิทยาลัย อาจตั้งชื่อสาขาวิชาเอกแตกต่างกันบ้าง ปกติถ้าสงสัยจะใช้วิธีดูทรานสคริปท์ว่าเรียนวิชาบรรณารักษ์มาครบหน่วยกิตหรือไม่ ถ้าจังหวัดไหนสงสัยก็บอกให้เขาโทร.หารือ กจ.กศน.  ( ต้องจบ สาขาวิชาเอก ต่อไปนี้
                  - บรรณารักษศาสตร์
                  - บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์
                  - บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์
                  - สารสนเทศศาสตร์และบรรณารักษศาสตร์
                  - สารสนเทศศึกษา หรือสารนิเทศศาสตร์ )

             2)  ตำแหน่งนักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ = ได้รับปริญญาทางการศึกษา ในสาขาดังนี้  (ถ้าจบสาขาอื่น ถึงแม้จะจบ ป.บัณฑิตด้วย ก็สมัครไม่ได้ )
                  - การศึกษา
                  - ครุศาสตร์
                  - ศึกษาศาสตร์
                  - ครุศาสตร์อุตสาหกรรม
                  - วิทยาศาสตร์ (ศึกษาศาสตร์...) หรือ (ศึกษาศาสตร์การสอน...) หรือ (การสอน...)
                  - ศิลปศาสตร์ (ศึกษาศาสตร์...) หรือ (ศึกษาศาสตร์การสอน...)
                  - คหกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิชาเอกคหกรรมศาสตร์ศึกษา)  เกษตรศาสตร์บัณฑิต (วิชาเอกเกษตรศึกษา)  บริหารธุรกิจบัณฑิต ( วิชาเอกธุรกิจศึกษา)

             3)  ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ = ได้รับปริญญาในทุกสาขาวิชา

             การสอบนี้ไม่ใช้ภาค ก. ของ ก.พ. เพราะเป็นข้าราชการสังกัด ก.ค.ศ. ไม่ใช่สังกัด ก.พ.  การสอบครั้งนี้จะสอบทั้งภาค ก. ภาค ข. ตามหลักสูตรที่ ก.ค.ศ.กำหนด ในวันเดียวกัน  โดยภาค ก. คือภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ( วิชาความสามารถด้านการคิดคำนวณ/ด้านเหตุผล, วิชาภาษาไทย )  ส่วนภาค ข. คือภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ( ความรู้ที่ใช้ในการปฏิบัติงานในหน้าที่ ตามมาตรฐานตำแหน่ง )
             การติว ต้องรวมตัวกันจัดติวกันเอง

             ดูหลักสูตรการสอบข้าราชการตำแหน่งบรรณารักษ์-นักวิชาการศึกษา-นักจัดการงานทั่วไป จากประกาศรับสมัครของ กศน.ครั้งที่แล้ว ได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/38k(2).pdf

         5. เช้าวันที่ 24 ก.พ.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องกำหนดวันเงินเดือนออก ว่า  กรมบัญชีกลางกำหนดให้โอนเงิน งบบุคลากร ที่กำหนดจ่ายสิ้นเดือน
             - เข้าบัญชีผู้รับบำนาญ ล่วงหน้า 5 วันทำการ ก่อนวันทำการสุดท้ายของเดือน

             - เข้าบัญชีข้าราชการและลูกจ้าง ล่วงหน้า 3 วันทำการ ก่อนวันทำการสุดท้ายของเดือน ( ถ้านับเฉพาะวันทำการ ไม่นับวันหยุด ตั้งแต่วันเงินเดือนออก ถึงวันทำการสุดท้ายของเดือน รวมเป็น 4 วัน )   ลูกจ้างในที่นี้คือลูกจ้างที่มีเลขที่อัตรา ( ถ้าจ้างเหมาบริการ จะไม่ใช่ลูกจ้าง แต่เป็น ผู้รับจ้าง )






         6. วันตรุษจีน 19 ก.พ.58 สุนันทา สุขเคหา กศน.อ.บางปะหัน ถามผมทั้งทางอินบ็อกซ์ และทางโทรศัพท์ ว่า  จำนวนเจ้าหน้าที่และกรรมการดำเนินการสอบ ดูจากระเบียบเก่าปี 36 ใช่ไหม ค่าคุมสอบปัจจุบันเท่าไร และถ้าคุมสอบ 8:30 - 13:30 น. จะเบิกจ่ายค่าคุมสอบครึ่งวันหรือเต็มวัน
             ผมตอบไปแล้ว ว่า  จำนวนเจ้าหน้าที่และกรรมการดำเนินการสอบ ดูจากระเบียบปี 36 ถูกแล้ว  อ่านในข้อ 1 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/481090 
             ( หนังสือในลิ้งค์นี้ กำหนดไว้ในข้อ 1.3 ว่า "กรรมการควบคุมการสอบ ห้องสอบละไม่เกิน 2 คน" นั่นคือ ห้องสอบละ 1 คนได้ แต่ คงไม่เหมาะสม )

             และผมตอบด้วยความหนักใจเพราะกลัวคนคุมสอบจะไม่พอใจ ว่า ปกติถ้าคุมสอบไม่เต็มวัน จะเบิกเต็มวันไม่ได้ ตามหลักการเบิกจ่ายเงินของทางราชการนั้น เบิกเงินต่ำกว่าเกณฑ์ได้ แต่เบิกเกินเกณฑ์ไม่ได้ เช่น คุมสอบไม่เต็มวันเบิกเงินเต็มวันไม่ได้ แต่คุมสอบเกินครึ่งวันเบิกเงินแค่ครึ่งวันได้

             วันที่  24 ก.พ.58 ผมได้เรียนถามประเด็นนี้กับหน่วยตรวจสอบภายใน กศน. ( อ.สุณีย์ ) ได้รับคำตอบว่า  เต็มวันคือเวลาสอบ 8:30-16:30 น.  แต่ถ้า 9:00-16:00 น. ก็อนุโลมให้เบิกเงินเต็มวันได้ เพราะถ้าจะเริ่มสอบ 9:00 น. ก็ต้องมาถึงสนามสอบตั้งแต่ 8:30 น. และเมื่อหมดเวลาสอบ 16:00 น. ก็อาจต้องจัดการเอกสารต่างๆต่อถึง 16:30 น.
             แต่กรณีสอบถึง 13:30 น.ตามที่ถามนี้  ( กรณีเริ่มสอบหลัง 9:00 น. หรือหมดเวลาสอบก่อน 16:00 น. )  จะอนุโลมให้เบิกเต็มวันไม่ได้ ต้องเบิกครึ่งวัน   ถ้าเวลาสอบไม่ถึงครึ่งวันจึงจะอนุโลมให้เบิกครึ่งวันได้
             ( กรณีนี้ ถ้าผู้คุมสอบจะไม่พอใจ ควรจัดให้บุคลากร กศน.เป็นผู้คุมสอบในห้องสอบนี้ )


         7. ตั้งแต่คืนวันที่ 11 พ.ย.57 Mickeymouse FC และ วีรากร มณีทรัพย์สุคนธ์ ถามในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  กศน.ตำบลที่ใช้อาคารสถานที่ของหน่วยงานภาครัฐต่างสังกัดหรือเอกชน เช่น โรงเรียน  จะเบิกค่าน้ำค่าไฟจากต้นสังกัดได้หรือไม่

             ผมตอบไปแล้ว ว่า  สามารถเบิกจ่ายค่าสาธารณูปโภค(ค่าน้ำค่าไฟ) จากเงินอุดหนุนได้ ถ้า.. มีเงินอุดหนุนรายหัวมากพอและผู้บริหารอนุญาต
             ( ต่างกับการใช้สถานที่หน่วยงานอื่นเป็นสนามสอบปลายภาค หรือใช้สอนการศึกษาต่อเนื่อง ซึ่งใช้เพียงครั้งคราว ให้จ่ายเป็นเงินทดแทนหรือเงินชดเชยการใช้สถานที่  แต่ กศน.ตำบล และ ศรช. ถ้าขอใช้สถานที่หน่วยงานอื่นตลอดปี เบิกจ่ายเป็นค่าสาธารณูปโภคได้ )

             วันที่ 24 ก.พ.58 ผมได้เรียนถามประเด็นนี้กับหน่วยตรวจสอบภายใน กศน. ( อ.สุณีย์ ) อีกครั้ง ได้รับคำตอบว่า  กรณีนี้เคยมี กศน.อ.หาดใหญ่หารือ กรมบัญชีกลางตอบว่าใช้ใบเสร็จค่าสาธารณูปโภคของหน่วยงานอื่นมาเบิกจ่ายได้  แต่ถ้าไม่แยกมิเตอร์จะมีปัญหาไม่มีระเบียบรองรับ ถ้าจะขอใช้อาคารสถานที่เขาเป็นเวลานาน ให้เขาแยกมิเตอร์สำหรับส่วนที่เราใช้โดยเฉพาะ และนำใบเสร็จรับเงินค่าสาธารณูปโภคสำหรับมิเตอร์นี้ ( ใบเสร็จฉบับจริง ) มาเบิกจากเราได้ ถึงแม้ชื่อหน่วยงานในใบเสร็จนั้นจะเป็นชื่อหน่วยงานอื่นไม่ใช่ชื่อหน่วยงาน กศน. ( ใช้บันทึกการขอใช้อาคารสถานที่ ประกอบ )