แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โครงสร้าง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โครงสร้าง แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562

1.โฆษณาการเรียน กศน. โดยผู้โฆษณาไม่ใช่ กศน., 2.ผอ.ตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว.. เตือนทุกหน่วยงาน, 3.เรียน ม.ปลาย กศน.รอบสอง ?!? ต้องสอบ N-NET อีกไหม, 4.การแบ่งกลุ่มงาน กศน.อำเภอ, 5.ถ้าสอบ E-Exam ไม่ผ่าน จะเป็นไง, 6.ไม่เลื่อนเงินเดือนเพราะลาเกิน ถือเป็นการลงโทษทางวินัยหรือไม่ - สมุดประวัติ หรือ กพ.7 เป็นอย่างไร, 7.ขอเรียน กศน. เพื่อ สอบ O-NET ?


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้



         1. วันที่ 22 มี.ค.62 มีท่าน ผอ.กศน.จังหวัด ส่งภาพโฆษณามาให้ผมดูทางไลน์ ถามผมว่า “จริงหรือเปล่า” (เป็นโฆษณาการเรียน กศน. แต่ไม่ได้โฆษณาโดย กศน.)

             ผมตอบว่า   จริงครับ  คือ “การเทียบระดับการศึกษา” ของเรา (ปัจจุบันเหลือรับสมัครเพียงแบบไต่ระดับ เทียบไปทีละระดับ แต่ละระดับสามารถใช้เวลาครึ่งปีก็ผ่านได้)
             เขานำเรื่องนี้ไปรับสมัครให้คนที่จะเทียบระดับ สมัครผ่านเขาอีกต่อหนึ่ง โดยเขาจะดูแลช่วยเหลือเป็นพี่เลี้ยงให้ในการเข้าเทียบระดับกับเรา
             การเทียบระดับของเราไม่ได้ยากมากอยู่แล้ว เราต้องการให้คนมีกำลังใจ จึงไม่ให้ยากมาก
             ถ้าผู้เทียบระดับรายใดมีพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์ คอยดูแลช่วยเหลือจัดทำเอกสารต่างๆให้ ฯลฯ ก็ย่อมมีโอกาสผ่านแต่ระดับในครึ่งปีได้โดยง่าย ( จ่ายเงินให้เขาตามที่เขากำหนด
             รายนี้มีผู้ โทร.ไปถาม เขาบอกว่าคนละ 13,500 บาท และเขาบอกว่าเขาดิวกับ กศน.เขตสายไหม
             ในเรื่องนี้ กศน.เขตสายไหม เก็บค่าลงทะเบียนนักศึกษาคนละ 3,000 บาท ตามคู่มือการดำเนินงานเทียบระดับการศึกษา ฉบับปรับปรุง พศ.2559 และกิจกรรมสัมมนา จำนวน 3 วัน 2 คืน ขึ้นอยู่กับจำนวนนักศึกษา และสถานที่ โดยนักศึกษาเป็นคนดำเนินการค่าใช้จ่ายเอง  กศน.เขตสายไหมไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องที่โฆษณานี้ ไม่ระแคะระคายว่าผู้ที่มาเทียบระดับ มีใครรู้จักเกี่ยวข้องกับที่โฆษณานี้ ขณะนี้ ผอ. กศน.เขตสายไหม กำลังจะดำเนินการแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเอาผิดกับผู้ที่แอบอ้างและกล่าวหาว่า กศน.เขตสายไหม ดิวในเรื่องดังกล่าวต่อไป 



         2. คืนวันที่ 23 มี.ค.62 มีท่าน ผอ.สนง.กศน.จังหวัด บอกผมทางไลน์กลุ่มภาคีเครือข่ายคนดี ว่า  พี่ช่วยหารูปเครื่องหมาย และประชาสัมพันธ์พวกเราปฎิบัติตาม พ.ร.บ.ด้วย ที่ จ. ..... ทั้งหน่วยงานราชการ และหลายวัด โดนแจ้งความเสียค่าปรับแล้ว หลายตังค์ด้วย

             เรื่องนี้  ค่าปรับสำหรับผู้สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ ปัจจุบันโทษปรับรู้สึกว่าจะเพิ่มจาก 2,000 บาท เป็นไม่เกิน 5,000 บาทแล้ว
             ส่วนเจ้าของสถานที่หากไม่แสดงเครื่องหมายเขตปลอดบุหรี่ โทษปรับปี 53 คือ 2,000 บาท ปัจจุบันไม่ทราบว่าเปลี่ยนหรือยัง
             สำหรับสถานศึกษาระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา นั้น นอกจากภายในสถานศึกษาจะเป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมดแล้ว ภายนอก 5 เมตร จากทางเข้าออก ก็เป็นเขตปลอดบุหรี่ด้วย จึงต้องติดเครื่องหมายเขตปลอดบุหรี่ทั้งบริเวณต่าง ๆ ภายในสถานศึกษา และทางเข้าสถานศึกษาด้วย ตามที่กำหนดในภาพประกอบโพสต์นี้






         3. วันเสาร์ที่ 23 มี.ค.62 มีผู้ถามผมที่บล็อกของผม ว่า  นักศึกษาเขาเคยสอบเอ็นเน็ทไปแล้วค่ะของระดับ ม.ปลาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ตัวนักศึกษาเองยังเรียนไม่จบหลักสูตรของ ม.ต้น เลยค่ะ ก็เลยทำการยกเลิกผลการเรียนของ ม.ปลายไปแล้ว และให้นักศึกษาเรียน ม.ต้นใหม่ค่ะ ตอนนี้นักศึกษาเขาอยู่ ม.ปลายแล้ว อยากทราบว่าผลคะแนนเอ็นเน็ตที่เขาเคยสอบไปก่อนหน้านั้นไม่สามารถนำมาใช้ได้ ใช่หรือไม่คะ แล้วทางแก้ไขจะต้องทำอย่างไรคะ

             ผมตอบว่า   ถ้าเคยสอบ N-NET ม.ปลาย ตอนที่ยังเรียนไม่จบหลักสูตร ม.ต้น .. ที่ถูกต้อง ต้องถือว่าการเรียน ม.ปลาย และการสอบ N-NET ม.ปลาย นั้น เป็นโมฆะทั้งหมดครับ  เมื่อมาเรียน ม.ปลาย รอบสอง จะบันทึกภาคเรียนที่เคยสอบ N-NET ม.ปลายครั้งก่อนในทะเบียนของการเรียน ม.ปลายรอบสองไม่ได้ เพราะจะเป็นภาคเรียนย้อนหลังไปก่อนสมัครเรียน
             จึงต้องสอบ N-NET ม.ปลายใหม่ครับ ลองส่งชื่อเข้าสอบ N-NET ในระบบ สทศ.ใหม่นะ ถ้าไม่ได้จึงค่อยขอสอบ E-Exam แทน

         4. เย็นวันที่ 26 มี.ค.62 มีท่าน ผอ.กศน.จังหวัด ถามผมทางไลน์กลุ่มขับเคลื่อน พรบ.กศช. ว่า  พี่มีประกาศ หรือระเบียบ ที่กำหนดการแบ่งกลุ่มงาน กศน.อำเภอบ้างเปล่า ผอ.อำเภอถามว่า การแบ่งกลุ่ม/งาน กศน. มีประกาศหรือหนังสือสั่งการให้แบ่งโครงสร้างหรือไม่

             ผมตอบว่า   ทั้งขนาดและโครงสร้าง มีกำหนดในกรอบอัตรากำลัง ตามหนังสือสำนักงาน กคศ. ที่ ศธ 0206.5/34 ลว. 25 ม.ค.53
             ซึ่งโครงสร้าง กศน.อ./ข. แบ่งเป็น 5 ขนาด แต่ละขนาดมีอัตรากำลังต่างกัน แต่ทุกขนาดกำหนดให้มี 3 กลุ่มเหมือนกัน คือ กลุ่มอำนวยการ-กลุ่มส่งเสริมปฏิบัติการ-กลุ่มภาคีเครือข่ายและกิจการพิเศษ ตามภาพประกอบโพสต์นี้ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ แต่ละแห่งกำหนดเอง





         5. เย็นวันที่ 29 มี.ค.62 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ถ้าเราสอบE Exam ไม่ผ่านจะเป็นไงบ้างค่ะ หรือต้องทำยังไง

             ผมตอบว่า   สอบ E-Exam แทนการสอบ N-NET ใช่ไหม
             สอบไม่ผ่านก็ไม่ต้องทำยังไง ไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร
             ( การสอบ E-Exam แทนการสอบ N-NET เป็นการทดสอบระดับชาติ เพื่อ ประเมินสถานศึกษา สอบเพื่อดูว่า กศน.อำเภอจัดการศึกษาบรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวังแค่ไหน ถ้าไม่ผ่านก็แปลว่า กศน.อำเภอควรปรับปรุงการจัดการศึกษา )

         6. วันที่ 29 มี.ค.62 มีครูชำนาญการพิเศษ กศน. ถามผมทางไลน์ ว่า
             - การถูกลงโทษ ไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน เพราะมีวันลาเกินกำหนด ถือเป็นการถูกลงโทษทางวินัยหรือไม่
             - สมุดประวัติ เป็นเล่มอย่างไร เคยมีหรือไม่ จนท.งานบุคลากร จว.เขาบอกไม่มี มีแต่ กพ.7

             ผมตอบว่า
             1)  การไม่เลื่อนเงินเดือนเพราะวันลาเกินกำหนด ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย
                  ( โทษทางวินัย ไม่มี "ไม่เลื่อนเงินเดือน" นะ มีแต่ "ตัดเงินเดือน" "ลดขั้นเงินเดือน”
                  แต่ กรณีไม่ได้รับการเลื่อนเงินเดือนเนื่องจาก
                  - ผลการประเมินการปฏิบัติราชการต่ำกว่าเกณฑ์
                  - ลาป่วย ลากิจ และมาสาย เกิน
                  ไม่อาจถือได้ว่ารับราชการมาด้วยความเรียบร้อย จึงไม่อยู่ในเกณฑ์เสนอขอพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลา )

             2)  สมัยก่อน เป็น "สมุดประวัติ" เป็นเล่ม ๆ ปกแข็ง ขนาดครึ่งหนึ่งของ A4 แต่ตอนหลังเปลี่ยนเป็น "แฟ้มประวัติ" สำหรับใส่ กพ.7 และเอกสารสำคัญ แทน
                  รุ่นผมก็เป็นแฟ้มประวัติแล้ว
                  ( แฟ้มประวัติเป็นแฟ้มสีเหลือง ส่วน กพ.7 เป็นแผ่นการ์ดหนาสีขาว ขนาด A4 เก็บไว้ในแฟ้มประวัติ  ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารุ่นหลัง ๆ ที่บรรจุตั้งแต่ปี 55 เป็นต้นมา ก็เปลี่ยนจาก กพ.7 เป็น กคศ.16 อีกแล้วนะ )

         7. เช้าวันที่ 29 มี.ค.62 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายในระบบมาแล้ว (หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533) ในตอนนี้มีความประสงค์จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันต้องสอบ O-NET เลยต้องการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายใหม่อีกครั้งเพื่อเข้าสอบ O-NET อยากถามว่าสามารถใช้วุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นสมัครเรียน กศน. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้หรือไม่ หากสมัครได้ วุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายในระบบที่มีจะถือเป็นโมฆะหรือไม่

             ผมตอบว่า   ถ้าจบ ม.ปลายแล้ว ก็มีสิทธิ์ขอสอบ O-NET ได้นี่ครับ ลองติดต่อสอบถาม สทศ.ให้ชัดเจนอีกที
             การเรียน กศน.ไม่ได้ช่วยให้สอบ O-NET ได้  คนที่จบ ม.ปลาย กศน.ถ้าจะแอดมิชชั่น ก็ต้องไปสมัครสอบ O-NET เอาเองก่อน


วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560

1.ถ้าเปลี่ยนบุคลากร จะเปลี่ยนในระบบ DMIS อย่างไร, 2.ผอ.ให้พนักงานราชการลาคลอดแค่ 45 วัน ได้ไหม, 3.โครงสร้าง กศน.อ./ข., 4.ค่าสาธารณูปโภคห้องสมุดไม่พอ จะใช้งบอะไรได้อีก, 5.ขอระเบียบการแต่งตั้งนายทะเบียน กศ.ต่อเนื่อง, 6.การเงินบอกว่าครู ศรช. เบิกค่าไปราชการจากงบอุดหนุนรายหัวไม่ได้, 7.ขอเอกสารการเปลี่ยนชื่อ ศบอ.เป็น กศน.อ.



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 6 มิ.ย.60 ผมเผยแพร่ข้อมูลจากกลุ่มงานพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ กศน. ลงในเฟซบุ๊ก ว่า  กรณีที่มีการเปลี่ยนบุคลากร ซึ่งมีชื่อรับผิดชอบงานอยู่ในระบบ DMIS60 เช่นมีครู กศน.ตำบลลาออกหรือย้าย  ให้เข้าไปดำเนินการโอน/เปลี่ยน โดยเข้าโปรแกรมในระบบระดับอำเภอหรือจังหวัด ดังนี้

             1)  ถ้ามีคนใหม่มาทำงานแทน ให้เพิ่มบุคลากรคนใหม่เข้าในระบบ
             2)  เข้าที่เมนู โครงการนอกแผน
>> โอนงาน แล้วโอนงานของคนที่ย้ายหรือลาออก ให้กับคนใหม่ หรือคนเก่าคนอื่นที่มีชื่ออยู่ในระบบอยู่ก่อนแล้ว
             3) เปลี่ยนสถานะคนที่ย้ายหรือลาออก จากสถานะ ทำงาน เป็น ย้าย หรือ ลาออก

         2. ดึกวันที่ 12 มิ.ย.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  ขอโทษที่รบกวนถามตอนดึกนะคะ เพราะกลุ้มใจไม่รู้จะทำอย่างไรดี.. สิทธิ์ลาคลอดของพนักงานราชการลาได้ 90 วันใช่ไหมคะ? แต่พอดี ท่านหัวหน้าเขาให้ลาได้แค่ 45 วัน เรามีสิทธิ์ที่จะขอลาแบบเต็ม 90 วันได้ไหมคะ เพราะว่างานสอนกับงานโครงการที่ตำบลเราก็ต้องรับผิดชอบทำตามเป้าหมายอยู่แล้วค่ะ

             ผมตอบว่า  ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า รู้แล้วใช่ไหมว่าถ้าลาเกิน 45 วัน อำเภอต้องแจ้งจังหวัดเพื่องดเบิกจ่ายค่าตอบแทนในส่วนที่เกิน 45 วัน

             เรื่องนี้ ถ้าตาม “ความคิดเห็น” ของแต่ละคน จะคิดต่างกัน 2 ฝ่าย
             ฝ่ายหนึ่งคิดว่า  พนักงานราชการส่วนใหญ่เขาก็ลากันแค่
45 วันนะ แม้แต่ข้าราชการซึ่งลาแล้วได้เงินเดือนเต็มหลายคนก็ลาแค่ 45 วัน เพราะเห็นแก่งาน  หัวหน้าบางคนบอกว่า “ตอนสมัยฉันลาคลอด แค่ครึ่งเดือนฉันก็มาทำงานแล้ว”
             อีกฝ่ายหนึ่งคิดว่า  ถ้าการลาดคลอด
90 วัน มันไม่เหมาะสม แล้วเขาจะกำหนดระเบียบนี้มาทำไม ?!?

             ( แม้แต่ลูกจ้างเอกชน ถ้านายจ้างไม่ให้ลาคลอดบุตร 90 วัน นายจ้างก็ผิดกฎหมายแรงงาน
               แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกจ้างร้องเรียนไปที่กรมแรงงาน ลูกจ้างก็มักจะถูกนายจ้างหาทางเลิกจ้างในภายหลัง )

             กรณีนี้ ถ้ายืนยันจะลาเกิน 45 วัน ยื่นเสนอใบลาไปแล้ว ผอ.เกษียณในใบลาว่าให้ลาเพียง 45 วัน ใบลานี้ก็จะเป็นหลักฐานให้ใช้ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นไปได้
             แต่การร้องเรียน อาจจะทำให้การทำงานต่อไปไม่รุ่ง ( เพื่อนร่วมงานก็มี
2 แบบ บางคนถ้าได้รับผลกระทบต้องทำงานแทนเราเพียงส่วนหนึ่งก็ไม่พอใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่งานใดจะไม่ทำงานเกิน 45 วันโดยไม่มีผลกระทบใด ๆ เลย )

             ควรปรึกษาหารือดี ๆ กับ ผอ.  จะลาไม่เกิน 45 วันได้ไหม  ถ้ามีความจำเป็นต้องลาเกิน 45 วัน ก็ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นให้ ผอ.เข้าใจ
             
( ตามระเบียบ พนักงานราชการมีสิทธิลาคลอดบุตรได้ 90 วัน ได้รับค่าตอบแทน 45 วัน เว้นแต่ผู้ลาประสงค์จะใช้สิทธิการลาคลอดบุตรน้อยกว่าสิทธิที่ตนมีอยู่ หรือขอถอนการลาบางส่วนภายหลัง  และไม่มีระเบียบให้ผู้บังคับบัญชาสามารถเรียกตัวกลับมาปฏิบัติราชการระหว่างการลาคลอดบุตรได้แต่อย่างใด )

         3. วันที่ 14 มิ.ย.60 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  อยากได้หนังสือการแบ่งโครงสร้าง กศน.อำเภอ... พอดีจังหวัดเค้าให้ทำโครงสร้างอำเภอ จึงต้องการโครงสร้าง กศน.อำเภอ มาประกอย

             ผมตอบว่า   ทั้งขนาดและโครงสร้าง มีกำหนดในกรอบอัตรากำลัง ตามหนังสือสำนักงาน กคศ. ที่ ศธ 0206.5/34 ลว. 25 ม.ค.53
             ซึ่งโครงสร้าง กศน.อ./ข. แบ่งเป็น
5 ขนาด แต่ละขนาดมีอัตรากำลังต่างกัน แต่ทุกขนาดกำหนดให้มี 3 กลุ่มเหมือนกัน คือ กลุ่มอำนวยการ-กลุ่มส่งเสริมปฏิบัติการ-กลุ่มภาคีเครือข่ายและกิจการพิเศษ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ แต่ละแห่งกำหนดเอง

             ดาวน์โหลดโครงสร้างกรอบอัตรากำลัง ( ทั้งจังหวัด/อำเภอ ทุกขนาด ) ได้ที่
            
https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/framework.pdf

 


         4. เช้าวันที่ 15 มิ.ย.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เงินค่าสาธารณูปโภคของห้องสมุดประชาชนหมดแล้ว สามารถใช้เงินส่วนไหนได้  แต่ก่อน กศน.อำเภออยู่กับห้องสมุด เดี่ยวนี้แยกกันอยู่เป็นเอกเทศ

             ผมตอบว่า   ใช้เงินค่าสาธารณูปโภคงบบริหาร กศน.อำเภอ ก็ได้ แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะ กศน.อำเภอต้องดูแลทั้งอำเภอ

             เมื่อผมตอบไปแล้ว ผู้ถามก็หมดปัญหาแล้ว แต่ ผมเองยังสงสัยต่อว่า ค่าสาธารณูปโภคงบบริหาร กศน.อำเภอ ส่วนใหญ่ก็ไม่พอด้วย ต้องเบิกจากเงินอุดหนุนรายหัวอยู่แล้ว .. ผมจึงเรียนถาม อ.สกุลนา หน่วยตรวจสอบภายใน กศน. ว่า เงินอุดหนุนรายหัว จะเบิกจ่ายเป็นค่าสาธารณูปโภคห้องสมุดได้หรือไม่
             อ.สกุลนา บอกว่า ถ้ามิเตอร์สาธารณูปโภคเป็นชื่อห้องสมุด จะเบิกจ่ายจากเงินอุดหนุนรายหัวไม่ได้ ถ้ามิเตอร์รวมกับ กศน.อำเภอและเป็นชื่อ กศน.อำเภอ ก็พอจะถูไถเบิกจ่ายจากเงินอุดหนุนรายหัวไปได้
             กรณีแยกมิเตอร์นี้ ถ้าค่าสาธารณูปโภคงบบริหาร กศน.อำเภอก็ไม่พอด้วย ให้รายงานจังหวัด โดยให้จังหวัดสำรวจกรณีนี้ทุกอำเภอว่ารวมตลอดปีไม่พอเท่าไร แล้วเสนอของบค่าสาธารณูปโภคเพิ่ม ไปที่ส่วนกลาง

         5. วันที่ 15 มิ.ย.60 มีผู้ถามผมทางโทรศัพท์ ว่า  การออกคำสั่งแต่งตั้งนายทะเบียน กศ.ต่อเนื่อง จะใช้ระเบียบหลักเกณฑ์ใด

             ผมตอบว่า   ไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์การแต่งตั้งนายทะเบียน กศ.ต่อเนื่อง โดยตรง  ( ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาต่อเนื่อง พ.ศ.2554 ก็ไม่ระบุเรื่องการแต่งตั้งนายทะเบียน )
             ในการแต่งตั้งให้บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ของหน่วยงาน/สถานศึกษา เป็นอำนาจหน้าที่ของ ผู้บริหาร/ผู้อำนวยการ อยู่แล้ว ตามกฏหมายหลัก เช่น ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถานศึกษา
, พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546  จึงแต่งตั้งได้โดยไม่ต้องมีระเบียบหลักเกณฑ์โดยตรงในบางเรื่อง คือสามารถออกคำสั่งแต่งตั้งในลักษณะเดียวกับ การออกคำสั่งแบ่งงาน/มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบทั่วไป



         6. วันเสาร์ที่ 17 มิ.ย.60 มี ผอ.กศน.อำเภอ ถามผมทางไลน์ ว่า  ปัจจุบัน ครู ศรช.เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ จากเงินอุดหนุนรายหัวได้ไหม  การเงินบอกว่าครู ศรช. เป็นการจ้างเหมาบริการ เบิกงบอุดหนุนรายหัวไม่ได้ ต้องเบิกงบดำเนินการ ( งบบริหาร กศน.อำเภอ ) งบนี้อำเภอได้น้อยมาก ไม่พอ ต้องเบิกอุดหนุนทุกปี  การเงินอยู่เหนือผู้บริหารจังหวัดอีก

             ผมตอบว่า   ที่ถูกต้อง ให้เบิกจ่ายจากงบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไปราชการนั้น ถ้าไปราชการในเรื่องการจัด กศ.ขั้นพื้นฐาน ก็เบิกจากเงินอุดหนุนรายหัวได้ตามคำสั่ง สป.ศธ. เรื่องหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินอุดหนุนฯ ที่ 605/59 ข้อ 10
            
( ส่วนงบบริหาร กศน.อำเภอ ก็ใช้ได้กับทุกงานของ กศน.อำเภอ  ถ้าไปราชการในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการจัด กศ.ขั้นพื้นฐานโดยตรง จะเบิกจากเงินอุดหนุนรายหัวไม่ได้ และ โดยปกติเงินอุดหนุนรายหัวจะใช้จ่ายอะไรบ้าง ต้องทำแผนฯก่อน )
             การเบิกค่าไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ ( ไปราชการ ) ของผู้รับจ้างเหมาบริการนี้ บางจังหวัดก็อนุโลมให้เบิกรวมไปกับบุคลากรอื่น บางจังหวัดให้ทำเป็นเรื่องจ้างตามระเบียบพัสดุต่างหาก แต่ถึงจะทำเป็นเรื่องจ้างฯก็เบิกจ่ายจากเงินอุดหนุนรายหัวได้ถ้าไปราชการในเรื่องการจัด กศ.ขั้นพื้นฐาน

             ผอ.ผู้ถาม  บอกข้อมูลต่อ ว่า ไปอบรมประวัติศาสตร์ชาติไทย ตามที่สำนักงานแจ้ง แล้วมาจัดกิจกรรมขยายผล ซึ่งก็จัดกับ นศ. แผนก็เขียนไว้กว้างๆว่า เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของครู
             ผมตอบว่า  แผนฯเขียนไว้กว้าง ๆ ได้ ( จังหวัดควรอนุโลมให้เขียนแผนกว้าง ๆ ได้ในบางเรื่องที่ไม่สามารถรู้รายละเอียดล่วงหน้า )
             ถ้าตอนให้ไปราชการปฏิบัติงานนอกสถานที่ ระบุว่า ไปอบรมประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมขยายผลกับ นศ. กศ.ขั้นพื้นฐาน ก็เบิกเงินอุดหนุนรายหัวได้

         7. วันเดียวกัน ( เสาร์ที่ 17 มิ.ย.) มีผู้ถามผมทางอีเมล์ ว่า  ฉันทำหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงิน ทำเรื่องไปขอเปลี่ยนลายมือชื่อเพื่อใช้ในการสั่งจ่ายเช็ค  ชื่อที่ใช้ในเช็คยังเป็น ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ เจ้าหน้าที่ธนาคารถามว่า ทำไมไม่เปลี่ยนชื่อสถานศึกษาให้เป็นชื่อปัจจุบัน  เค้าให้แนบหนังสือที่เปลี่ยนชื่อสถานศึกษาจาก ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ เป็น ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ... รบกวนขอหนังสือเรื่องนี้

             ผมตอบว่า   เรื่องการเปลี่ยนชื่อ ศบอ.เป็น กศน.อ. นี้ ในเอกสารประวัติ กศน.อำเภอ ของหลายอำเภอ มักจะบอกว่า เปลี่ยนชื่อตาม พรบ.กศน.ปี 51 เมื่อ 4 มี.ค.51  ซึ่งไม่ค่อยถูกต้องชัดเจน 
             ที่ถูกต้องชัดเจนคือ เปลี่ยนชื่อเมื่อวันที่
25 มี.ค.51 โดย “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องบัญชีรายชื่อสถานศึกษาในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจของสถานศึกษาตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2551” ลงวันที่ 10 มี.ค.51 แต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 25 ม.ค.51
             ดาวน์โหลดประกาศฉบับนี้ ได้ที่
            
https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/cheingeNFEd.pdf


วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

1.คุณสมบัติของผู้สมัครสอบเป็นข้าราชการครู กับข้าราชการบรรณารักษ์, 2.การทำ SAR กับค่าขีดจำกัดล่าง, 3.กรอบโครงสร้างการบริหารงาน กศน.อ., 4.การทำสัญญาจ้าง-การค้ำประกัน-การติดอากรแสตมป์, 5.วิธีแก้ปัญหาการจ้างทำการบ้าน, 6.ครู คศ.1 ค้ำประกันครู ศรช.ได้ไหม, 7.ครู ศรช.มี นศ.ไม่ถึง 60 คน เบิกจ่ายอย่างไร



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันอาทิตย์ที่ 28 ก.ย.57 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่อง คุณสมบัติของผู้สมัครสอบเป็นข้าราชการครู กับ ข้าราชการบรรณารักษ์  ดังนี้

             ถ้าจะสอบเป็นข้าราชการครูต้องมีคุณสมบัติหลัก 2 ข้อ คือ
             1)  มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษาที่ ก.ค.ศ.รับรองแล้ว
             2)  มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือ ใบอนุญาตปฏิบัติการสอน(ไม่ใช่หนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู)
                  เชื่อหรือไม่ คุณวุฒิทางการศึกษาที่ ก.ค.ศ.รับรองแล้ว ปัจจุบันมีมากกว่า 19,000 คุณวุฒิ !

             ในขณะที่ ถ้าจะสอบเป็นข้าราชการบรรณารักษ์ ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทาง บรรณารักษศาสตร์ สารนิเทศศาสตร์ หรือสารสนเทศศาสตร์ เท่านั้น
             ที่ผ่านมา ผู้จะสอบเป็นข้าราชการบรรณารักษ์ มีเพียงวิธีเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยให้จบหลักสูตรปริญญาตรีทางบรรณารักษศาสตร์ สารนิเทศศาสตร์ หรือสารสนเทศศาสตร์ หรือ ให้ได้หน่วยกิตวิชาบรรณารักษ์ศาสตร์ตามที่กำหนด เท่านั้น

             แต่.. ตอนนี้ เรากำลังหาวิธีอื่น แทนการต้องเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยหลักสูตรทางบรรณารักษศาสตร์สารนิเทศศาสตร์หรือสารสนเทศศาสตร์
             คือ สพร.กศน.จะทำหลักสูตรให้บรรณารักษ์จ้างเหมาบริการที่ไม่จบวุฒิบรรณรักษศาสตรฯ และมีอายุงานครบ 3 ปี เข้าอบรม 300 ชัวโมง และฝึกงาน 100 ชัวโมง เสนอให้ ก.พ.พิจารณา
             ถ้า ก.พ.อนุมัติ ก็จะง่ายกว่าเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยให้จบหลักสูตรปริญญาตรีทางบรรณารักษศาสตร์ฯ

            
( สำหรับคุณวุฒิทางการศึกษาซึ่งเป็นคุณสมบัติการสอบเป็นข้าราชการครู ที่ ก.ค.ศ.รับรองแล้วมากกว่า 19,000 คุณวุฒินั้น มีวุฒิอะไรบ้าง ตรวจสอบได้ในเว็บ ก.ค.ศ. ที่ http://qualification.otepc.go.th/menu.php โดย
             - ชี้ที่ "คุณวุฒิ”  คลิกที่ “รับรองก่อน 6 ก.ย.54"
             - ใส่ชื่อมหาวิทยาลัยในช่อง ค้นหา
             - คลิกที่ปุ่มค้นหา (รูปแว่นขยาย)  ก็จะโชว์วุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรอง ( อาจมีหลายหน้า ให้คลิกดูทีละหน้า )  ถ้าดูทุกหน้าแล้วไม่มีวุฒิที่หา ให้กลับออกมาแล้วคลิกเข้าไปหาที่ "คุณวุฒิ รับรองหลัง 6 ก.ย.54" ด้วย  ถ้าไม่มีอีก แสดงว่าวุฒินั้นไม่ได้รับการรับรอง  ถ้าไม่แน่ใจให้ติดต่อสอบถาม ก.ค.ศ.


         2. เช้าวันที่ 30 ก.ย.57 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องการทำ SAR กับค่าขีดจำกัดล่าง ว่า
             ทุก กศน.อำเภอ/เขต ต้องทำ SAR ( รายงานการประเมินตนเอง ) ทุกปี  ตอนนี้ถึงเวลาส่ง SAR ปี งปม.57 แล้ว
             วิธีการคำนวณ ตัวบ่งชี้ที่ 1.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อทำ SAR
             - ให้โปรแกรม ITw คำนวณให้ ง่ายนิดเดียว
             - SAR เป็นการประเมินภายใน ใช้ค่าขีดจำกัดล่างของการสอบปลายภาค และเปรียบเทียบ 2 ปีงบประมาณ ( ถ้าเป็นการประเมินภายนอกโดย สมศ. จะใช้ค่าขีดจำกัดล่างของ N-NET และเปรียบเทียบ 2 ปีการศึกษา )
             - ทำ SAR ปีงบประมาณ 2557 ต้องเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างปีงบประมาณ 2557 (ภาค 2/56 และ 1/57 ) กับ ปีงบประมาณ 2556 ( ภาค 2/55 และ 1/56 )
             - เข้าโปรแกรม ITw ไปที่เมนู 1 - A - 1 - 4 ( ขั้นตอนการดำเนินงาน - รายงาน - รายงานผลการเรียน... - รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน )

             - จะเห็นว่าโปรแกรมกรอกค่าขีดจำกีดล่างของภาค 2/55 กับ 1/56 ไว้ให้แล้ว ให้เราเลือกปีงบประมาณ 2557 แล้วกรอกค่าขีดจำกัดล่างภาค 2/56, 1/57 เอง โดยใช้ข้อมูลที่ http://www.pattanadownload.com/download/g.2/g2.23.rar
              (ค่าขีดจำกัดล่างคือค่า Y ใน Sheet1 ทศนิยมกรอกเพียง 2 ตำแหน่ง ตัดตำแหน่งที่ 3 ทิ้งไป ไม่ต้องปัด  กรอกเสร็จแล้วอย่าลืมคลิกที่ "บันทึกค่าขีดจำกัดล่าง")
             แค่ เพียงเราคลิกที่ "ตัวอย่างก่อนพิมพ์" หรือ "พิมพ์" เท่านั้น โปรแกรมก็จะคำนวณให้เสร็จเรียบร้อยเลย ในชั่วพริบตา ( ถ้าลงคะแนนสอบปลายภาคไว้ครบถ้วนแล้ว โปรแกรมบวกลบคูณหารให้เอง )
             - ในกรณีที่ค่าขีดจำกัดล่างบางภาคเรียนยังไม่ออก ( เช่น ของภาค 1/57 คงจะออกภายในเดือน ต.ค.57 ) ถ้าต้องรีบส่ง SAR ให้ปล่อยว่างภาคเรียนนี้ไว้ก่อน คำนวณเท่าที่มีไปก่อน แต่เมื่อภายหลังได้ค่าขีดจำกัดล่างแล้ว ต้องเข้ามากรอกในโปรแกรม คำนวณใหม่ ปรับแก้ SAR ในส่วนนี้ใหม่


         3. คืนวันเดียวกัน ( 30 ก.ย.) Yangpara Nara ถามในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  ถามอาจารย์เรื่องกรอบโครงสร้างการบริหารงานของ กศน.อำเภอที่ถูกต้อง  พอดีโครงสร้างฯที่ทำและแนบไว้ในแผนปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณนั้น หลายคนที่ทำงานบอกว่ายังไม่ถูกต้อง

         ผมตอบว่า   มีแต่การกำหนด “กรอบอัตรากำลัง” ขรก.ครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ซึ่ง กำหนดเพียงว่า อัตรากำลังแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอำนวยการ กลุ่มส่งเสริมปฏิบัติการ และ กลุ่มภาคีเครือข่ายและกิจการพิเศษ  ( บรรณารักษ์อยู่ในกลุ่มส่งเสริมปฏิบัติการ )  ดูได้ที่

             - จังหวัด-อำเภอเล็กมาก-เล็ก  ( แผนภูมิกรอบทุกขนาดอยู่ในไฟล์แรกนี้ )  http://ahph9thi.gotoknow.org/assets/media/files/000/815/502/original_framework1.PDF

             - อำเภอกลาง-ใหญ่-ใหญ่พิเศษ  http://ahph9thi.gotoknow.org/assets/media/files/000/815/503/original_framework2.PDF

             ส่วน “กรอบโครงสร้างการบริหาร” ที่ว่าแต่ละกลุ่มมีภาระงานและบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง นั้น สามารถปรับโครงสร้างได้ตามบริบทของแต่ละแห่งและปรับตามบทบาทภาระหน้าที่ที่เปลี่ยนแปลงตามนโยบาย

         4. วันที่ 2 ต.ค.57 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่อง การทำสัญญาจ้าง-การค้ำประกัน-การติดอากรแสตมป์ ว่า
            
( สำนักงาน กพ. ตอบว่า ถ้าส่วนราชการทำสัญญาจ้างกรณีไม่ต้องติดอากรแสตมป์ หากให้ปิดอากรแสตมป์ไปแล้ว ส่วนราชการจะต้องจ่ายค่าอากรแสตมป์คืนให้ )

             การจ้างแต่ละประเภท มีระเบียบต่างกันในเรื่องการทำสัญญา-การค้ำประกัน-การติดอากรแสตมป์ ต้องรู้ก่อนว่า การจ้างนั้นเป็นประเภทใด เช่น
             ก.  การจ้างบุคลากรของส่วนราชการ เช่น ครู ศรช., พนักงานราชการ
             ข.  การจ้างเหมาบริการบุคคลภายนอกตามระเบียบพัสดุ เช่น บรรณารักษ์จ้างเหมาบริการ และอื่น ๆ อีกมากมาย

             1)  การจ้างพนักงานราชการ ไม่ต้องมีการค้ำประกัน เพราะมี "วินัย" ควบคุม ลักษณะเดียวกับข้าราชการ/ลูกจ้างประจำที่ไม่ต้องมีการค้ำประกัน
                  - การจ้างครู ศรช. มีการ "ค้ำประกันการกระทำให้เกิดความเสียหาย" โดยจะใช้บุคคล(ตำแหน่ง) หรือหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ได้
                  - การจ้างเหมาบริการตามระเบียบพัสดุ เช่น บรรณารักษ์จ้างเหมาบริการ และอื่น ๆ อีกมากมาย ถ้ามีการทำสัญญาจ้าง ต้องมีหลักประกันสัญญา 5 % ตามระเบียบพัสดุกำหนดให้ใช้หลักทรัพย์เป็น "หลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา" ไม่มีระเบียบให้ใช้บุคคลเป็นหลักประกัน

             2)  การจ้างเหมาบริการตามระเบียบพัสดุ เช่น บรรณารักษ์จ้างเหมาบริการ และอื่น ๆ อีกมากมาย  ถ้าวงเงินเกิน 100,000 บาท ต้องใช้วิธีสอบราคา หรือวิธีพิเศษ ตามแต่เหตุผล   ถ้าใช้วิธีสอบราคาต้องทำสัญญาจ้าง  แต่ถ้าใช้วิธีพิเศษจะทำสัญญาหรือใช้ใบสั่งจ้าง ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้จ้าง ( ถ้าเป็นการจ้างที่อาจเกิดความเสียหาย เช่นจ้างพนักงานขับรถ พนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับการเงิน ควรทำสัญญาเพื่อให้มีหลักประกัน  ถ้าไม่ทำสัญญาและเกิดความเสียหายขึ้น หักเงินประกันไม่ได้และถ้าไม่สามารถเรียกชดใช้ค่าเสียหายได้สำเร็จ  ผู้จ้างต้องรับผิดชอบความเสียหายนั้นเอง )   ถ้าทำสัญญาต้องมีหลักประกันสัญญา ถ้าใช้ใบสั่งจ้างก็ไม่ต้องมีหลักประกันสัญญา แต่ก็ยังต้องติดอากรแสตมป์  สามารถทำสัญญา 12 เดือนเลยเพราะปีนี้คงไม่ได้ปรับเปลี่ยนค่าจ้างอีก

             3)  กรณีที่มีการประกันสัญญา เช่น ครู ศรช. และการจ้างตามระเบียบพัสดุ ต้องระบุเรื่องการประกันนั้นไว้ในตัวสัญญาด้วย การประกันจึงจะมีผล ( ทุกอย่างที่แนบท้ายสัญญาต้องระบุไว้ในตัวสัญญา ) เช่น สัญญาจ้างครู ศรช. ระบุไว้ในตัวสัญญาว่า
                  "ข้อ 10 เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญานี้ ลูกจ้างได้จัดให้มีผู้ค้ำประกันการชดใช้ค่าเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างตามที่ระบุไว้ในข้อ 4. และ ข้อ 9. ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่แนบท้ายสัญญานี้"
                   ( สัญญาพนักงานราชการที่คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกำหนดตามประกาศที่ https://dl.dropbox.com/u/109014048/Contract.pdf ไม่มีข้อนี้  ซึ่งส่วนราชการต่าง ๆ ต้องใช้แบบสัญญาตามที่คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกำหนด  นั่นคือ พนักงานราชการไม่ต้องมีการค้ำประกันสัญญา )

             4)  การจ้างบุคลากรของส่วนราชการ เช่น ครู ศรช., พนักงานราชการ ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์  แต่การจ้างเหมาบริการบุคคลภายนอกตามระเบียบพัสดุ เช่น บรรณารักษ์จ้างเหมาบริการ และอื่น ๆ อีกมากมาย ต้องปิดอากรแสตมป์ในสัญญจ้างหรือใบสั่งจ้าง
                   ( การ “ซื้อ” ตามระเบียบพัสดุ ก็ไม่ต้องติดอากรแสตมป์  มีแต่การจ้างตามระเบียบพัสดุที่ต้องติดอากรแสตมป์ เช่นเรื่องหนังสือเรียน ต้องดูว่าเป็นการซื้อหนังสือเรียน หรือจ้างพิมพ์หนังสือเรียน  บางอำเภอทำสัญญาซื้อหนังสือที่เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอกชนก็ไม่ต้องติดอากรฯ บางอำเภอทำสัญญาจ้างพิมพ์ตามต้นฉบับของที่กำหนดก็ต้องติดอากรแสตมป์ )
                  ถ้าไม่เข้าตาม http://www.rd.go.th/publish/6162.0.html นี้ ไม่ต้องติดอากร  ( การจ้างเหมาบริการตามระเบียบพัสดุ เข้าข้อ 4. จ้างทำของ )

             5)  ในกรณีที่ส่วนราชการทำสัญญาจ้างพนักงานราชการ โดยเรียกให้ปิดอากรแสตมป์ (ซึ่งไม่ต้องปิดอากรแสตมป์) ส่วนราชการจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อเยียวยาและบรรเทาความเสียหาย ให้แก่พนักงานราชการผู้นั้น"   คำตอบจากสำนักงาน กพ. ที่ http://www.ocsc.go.th/ocsc/th/index.php?option=com_kunena&func=view&catid=11&id=976&Itemid=228 คือ
                  "กรณีดังกล่าวไม่ต้องติดอากรแสตมป์ หากดำเนินการไปแล้ว ส่วนราชการจะต้องจ่ายค่าอากรแสตมป์ดังกล่าวคืนให้"

             6)  การติดอากรแสตมป์ ติดเฉพาะการจ้างตามระเบียบพัสดุ โดย
                  - ต้นฉบับสัญญาจ้างหรือใบสั่งจ้าง ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้าง ให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ติดอากรแสตมป์ 1 บาท ( และให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า อากรแสตมป์ )   เช่น จ้างเดือนละ 10,000 บาท ถ้าทำสัญญาจ้างครั้งเดียวตลอดปี 12 เดือน สินจ้างก็คือ 120,000 บาท แต่ถ้าทำสัญญาแค่ 6 เดือน สินจ้างก็คือ 60,000 บาท  ( เช่น ค่าจ้าง 7,940 บาท ทำสัญญา 4 เดือน รวมค่าจ้าง 31,760 บาท ให้ติดอากร 32 บาท เป็นต้น )   ยกเว้นถ้าสินจ้างรวม 200,000 บาทขึ้นไป ให้ชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดอากรแสตม์ป์
                  - คู่ฉบับสัญญาจ้างหรือคู่ฉบับใบสั่งจ้าง  ถ้าต้นฉบับติดอากรแสตมป์ไม่เกิน 5 บาท ให้ติดอากรแสตมป์ที่คู่ฉบับ 1 บาท  ถ้าต้นฉบับติดอากรแสตมป์เกิน 5 บาท ให้ติดอากรแสตมป์ที่คู่ฉบับ 5
บาท

         5. วันที่ 3 ต.ค.57 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องวิธีแก้ปัญหาการรับจ้างทำการบ้านผ่านเว็บไซต์  ( กศน. แจ้ง หน่วยงาน/สถานศึกษา สังกัด กศน.ทุกแห่ง ตั้งแต่ 3 ก.ย. ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/homeexercy.pdf )   ว่า

             1)  ให้การบ้านอย่างเหมาะสม และพิถีพิถันตรวจการบ้าน/รายงาน ว่า เป็นงานที่เกิดจากความรู้ความสามารถของผู้เรียนจริงหรือไม่ ( ครูต้องทราบความรู้ความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน )  อาจให้ใช้การเขียนด้วยลายมือแทนการพิมพ์
             2)  ประชาสัมพันธ์ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ( ประชาชน ผู้ปกครอง ) ทราบถึงผลเสียของการจ้างทำการบ้าน อันส่งผลต่อ ผู้เรียน ครอบครัว สังคม และประเทศชาติในอนาคต


         6. วันที่ 9 ต.ค.57 สุวิจักขณ์ ใสศรัทธาวงษ์ ครู ศรช. กศน.อ.วังสามหมอ ถามผมผ่านเฟซบุ๊ค ว่า  สัญาจ้างครู ศรช. ให้ ครู คศ. 1 ค้ำประกันได้ไหม เป็นข้อกำหนดเหมือนกันหมดไหม หรือแล้วแต่ กศน.นั้นๆ

             ผมตอบว่า   ผู้ค้ำประกันจะต้องเป็น ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู พนักงานเทศบาล พนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ในระดับปฏิบัติการหรือเทียบเท่าระดับปฏิบัติการ ขึ้นไป  ( ดูคำตอบเก่าในข้อ 5 ที่ https://www.gotoknow.org/posts/538893 )  ครู คศ.1 ก็เป็นข้าราชการครูระดับปฏิบัติการ
             แต่บางจังหวัด อาจมีนโยบายกำหนดเป็นอย่างอื่น เช่น ให้ ผอ.อำเภอ เป็นผู้ค้ำประกัน หรือให้คนค้ำประกันคนหนึ่งสามารถค้ำประกันครู ศรช.ได้เพียงคนเดียว เป็นต้น   ผมคิดว่านโยบายการกำหนดเป็นอย่างอื่นนี้ น่าจะกำหนดได้ถ้ามีเหตุผลที่ดี และไม่กำหนดในลักษณะกลั่นแกล้งคนส่วนหนึ่งให้ยาก จนทำไม่ได้

         7. วันเดียวกัน ( 9 ต.ค.) Montian Nunin ถามในกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  ถ้าครู ศรช.มีนักศึกษาไม่ถึง 60 คน ต้องเบิกจ่ายอย่างไร

             ผมตอบว่า   ตอบบ่อยแล้ว  ดูในหนังสือแจ้งที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/moneyteacher571.pdf  ( ดูที่ข้อ 1.3 ในหนังสือฉบับที่ 2 )