แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนุโมทนาบัตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนุโมทนาบัตร แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

1.ขรก.ครู สายงานการสอน ต้องรู้..., 2.เป็นตำแหน่งครู 21 เม.ย.60 ทำวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์เก่าได้ไหม, 3.ซื้ออุปกรณ์-เครื่องหมายลูกเสือได้ไหม, 4.นศ.จบภายใน 1 ภาคเรียนได้ไหม, 5.กพร.กีฬาพื้นบ้าน เบิกค่าอาหารนักกีฬาได้ไหม, 6.ได้รับบริจาคทรัพย์สิน ออกใบอนุโมทนาได้ไหม, 7.ห้ามจบก่อนวัยใช่ไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. ขรก.ครู สายงานการสอน ต้องรู้... ( การพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้มี/เลื่อน เป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ/เชี่ยวชาญ )

             สำนักงาน กศน. ได้ส่งหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ว 20-22/60 เรื่องเกี่ยวกับวิทยฐานะ มาให้ทุกจังหวัด ( ดูได้ที่  https://www.dropbox.com/s/9omswp328v3rckr/V20-22_60.pdf?dl=1 )
             โดยหนังสือ ว 22/60 เป็นเรื่องการพัฒนา ขรก.ครูสายงานการสอน

             แม้ครูเก่าจะยังเสนอขอวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์เก่าได้ ซึ่งไม่ว่าจะทำวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์เก่า ( ว17/52 ) หรือหลักเกณฑ์ใหม่ ( ว21/60 ) ทุกคนก็ต้องผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้ง  โดย ที่ผ่านมาก่อนมีหลักเกณฑ์ใหม่ กศน.เคยจัดการอบรมพัฒนาก่อนแต่งตั้งตาม ว3/54 ให้ประมาณปีละครั้ง แต่.. ปีนี้ กศน.จะไม่จัดอบรมพัฒนาแบบเดิมให้ ขรก.ครูสายงานการสอน ปีต่อไปก็ยังไม่แน่ว่าจะจัดหรือไม่ แต่ครูเข้าอบรมพัฒนาที่หน่วยงานอื่นจัดได้
             และแม้ครูเก่าจะเสนอขอวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์เดิม ก็อบรมพัฒนาตาม ว 22/60 ได้

             ข้อกำหนดการพัฒนาตาม ว 22/60 เช่น
             - ต้องเข้ารับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยให้ประเมินตนเองตามแบบที่ ก.ค.ศ.กำหนด พร้อมทั้งจัดทำแผนการพัฒนาตนเองเป็นรายปีตามแบบที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด
             - พัฒนาตามหลักสูตรที่สถาบันคุรุพัฒนารับรอง แต่ละปีจำนวน 12-20 ชม. โดยภายใน 5 ปีต้องพัฒนา 100 ชม. ( ถ้ามีปีที่พัฒนาไม่ครบ 20 ชม. แต่ไม่น้อยกว่า 12 ชม. ให้นำ ชม.การมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้ฯ :
PLC ส่วนที่เกิน มานับรวมได้ )

             อนึ่ง ว 22/60 กำหนดการดำเนินการในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน สำหรับครูเก่าที่เสนอขอวิทยฐานะ ว่า
             - ถ้าเคยผ่านการอบรมพัฒนาแบบเดิมแล้วไม่เกิน 3 ปี ให้นำมาใช้ขอวิทยฐานะได้ 1 ครั้ง
             - ครูเก่าที่ดำรงตำแหน่งครู/วิทยฐานะมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ทั้งที่เคยผ่านการอบรมพัฒนาแบบเดิม แต่เกิน 3 ปี และที่ไม่เคยผ่านการอบรมพัฒนา สามารถเข้ารับการพัฒนาตาม ว 22/60 นี้โดยให้ผ่านการพัฒนาตามหลักสูตรที่สถาบันคุรุพัฒนารับรอง จำนวนเพียง 20 ชม.ในการขอวิทยฐานะครั้งแรก 1 ครั้ง ( ถ้าขอ 1 ครั้งแล้วไม่ผ่าน การขอครั้งต่อ ๆ ไปจำนวน ชม.จะไม่ใช่เพียง 20 ชม. )

             อนึ่ง กองศูนย์ส่วนกลาง กศน. รวมทั้ง กศน.ภาค พิจารณาจัดทำหลักสูตรการพัฒนา เสนอให้สถาบันคุรุพัฒนารับรอง เพื่อนำมาให้ ขรก.ครูสายงานการสอนของ กศน.สมัครเข้าอบรมพัฒนาตามหลักเกณฑ์ ว22 ซึ่งไม่แน่ว่ากองศูนย์ใดจะจัดบ้าง  แต่ ขรก.ครู กศน.สามารถสมัครเข้าพัฒนาตามหลักสูตรของสังกัดอื่น เช่น สพฐ. ( ที่ผ่านการรับรองของสถาบันคุรุพัฒนา ) ได้ ตาม แนวปฏิบัติการให้บุคลากรไปอบรมที่หน่วยงานอื่นจัด ฉบับปี 60 ( ที่ ศธ 0210.118/5854 ลว.1 พ.ย.60  ดูได้ที่  https://www.dropbox.com/s/x6tjyo5wmar02uo/TrainOther60.pdf?dl=1 )






         2. เย็นวันที่ 11 ม.ค.61 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์ผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  จบ ป.โท ก่อนวันที่ 9 ธันวาคม 2559 บรรจุครูผู้ช่วยวันที่ 20 เมษายน 2558 แต่งตั้งตำแหน่งครู วันที่ 21 เมษายน 2560 ( แต่คำสั่งลงวันที่ 3 สิงหาคม 2560) คุณสมบัติยังสามารถทำ ว 17 ได้หรือเปล่า

             ผมตอบว่า   ได้.. เพราะดำรงตำแหน่งครู 21 เม.ย.60
             ผู้ที่ดำรงตำแหน่งครู ก่อนวันที่ 5 ก.ค.60 และก่อนวันที่ 5 ก.ค.60 นี้คุณสมบัติยังไม่ครบที่จะขอมีวิทยฐานะตาม ว 17/52 สามารถรอให้ถึงวันที่คุณสมบัติครบ แล้วขอตาม ว 17/52 ได้ 1 ครั้ง โดยต้องขอภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คุณสมบัติครบตาม ว 17/52  ( ดูภาพประกอบ )







         3. วันที่ 12 ม.ค.61 มีผู้โทร.จาก กศน.อ.ใน อยุธยา มาถามผมว่า  อุปกรณ์-เครื่องหมายลูกเสือ เช่น ผ้าพันคอ วอคเกิ้ล เชือก เข็มขัด ซื้อได้ไหม

             ผมตอบว่า   ก็คงเหมือนกับชุดหรือเครื่องแบบลูกเสือ ( อุปกรณ์-เครื่องหมาย เป็นส่วนประกอบของชุดหรือเครื่องแบบลูกเสือ )  ซื้อไม่ได้ ไม่มีระเบียบรองรับ

             หลังจากตอบไปแล้ว เพื่อความมั่นใจ ผมได้เรียนถามท่าน อ.สุนีย์ หน่วยตรวจสอบภายใน กศน. ว่าผมตอบถูกต้องไหม  ท่านบอกว่า ถูกต้อง เพราะสำนักงาน กศน.ทำเรื่องหารือกรมบัญชีกลางไปนานแล้ว กรณี สตง.เรียกเงินคืนค่าชุดลูกเสือพร้อมอุปกรณ์ แต่กรมบัญชีกลางยังไม่ตอบ

         4. คืนวันเสาร์ วันเด็กที่ 13 ม.ค.61 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  เด็กเทียบโอนแบบใหม่(ฉบับปรับปรุง2559) เด็กจบได้ภายใน1 ภาคเรียนได้ไหม

             ผมตอบว่า   นศ.จบได้ภายใน 1 ภาคเรียนมานานแล้ว ตั้งแต่หลักสูตร 2544  คือถ้าครบ 4 เงื่อนไขก็จบ เช่น กพช.ครบ 200 ชม. วิชาเลือกบังคับอย่างน้อย 2 วิชา  ( ถ้าเทียบโอนผลการเรียนได้มากจนเหลือวิชาเลือกที่ต้องเรียนเพิ่มไม่ถึง 4-6 นก. ก็ไม่ต้องเรียนวิชาเลือกบังคับ )

             ( การเทียบโอนรายวิชา ห้ามเทียบโอนเกิน 75 % ของจำนวนหน่วยกิตทั้งหมด ซึ่งถ้าเทียบโอนได้มากถึงหรือเกือบถึง 75 % ก็จะเหลือจำนวนหน่วยกิตที่สามารถลงทะเบียนเรียนได้หมดในภาคเรียนเดียว เช่น หน่วยกิตทั้งหมดของระดับประถมคือ 48 หน่วยกิต เทียบโอนได้ไม่เกิน 75 % ของ 48 คือเทียบโอนได้ไม่เกิน 36 หน่วยกิต ถ้าเทียบโอนได้ 31-36 หน่วยกิต ก็จะเหลือ 14-17 หน่วยกิต โดยระดับประถมให้ลงทะเบียนเรียนได้ภาคเรียนละไม่เกิน 14 หน่วยกิต และถ้ามีการเทียบโอนผลการเรียนหรือเคยสอบไม่ผ่านได้เกรด 0 ภาคเรียนสุดท้ายก็ยังสามารถเรียนมากกว่าที่กำหนดได้อีก 3 หน่วยกิต รวมเป็น 17 หน่วยกิต ซึ่งระดับประถมถ้าเทียบโอนในภาคเรียนแรกแล้วเหลือไม่เกิน 17 หน่วยกิต ก็ถือว่าภาคเรียนแรกนั้นเป็นภาคเรียนสุดท้ายด้วย สามารถลงทะเบียนเรียนได้ถึง 17 หน่วยกิต )

             เพียงแต่ปัญหาคือ ใน 1 ภาคเรียน กพช.มักจะไม่ครบ 200 ชม. แต่ นศ.ก็สามารถเสนอขอทำ กพช.แบบทำคนเดียว ให้ครบ 200 ชม.ได้นะ
             ( ดูคำตอบเดิม ในข้อ 6 ที่ 
https://www.gotoknow.org/posts/488007 )

         5. เช้าวันอาทิตย์ที่ 14 ม.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  กิจกรรม กพร. กีฬาพื้นบ้าน เช่น ชักเย่อ วิ่งกระสอบ กินวิบาก ฯลฯ  นักกีฬาเบิกค่าอาหารในวันแข่งขันได้หรือเปล่า

             ผมตอบว่า   เบิกค่าอาหารนักกีฬาพื้นบ้านได้ตามข้อ 1.2 ในตารางที่  https://www.dropbox.com/s/24vx30wq37r7luz/Criteriamoney.pdf?dl=1
             ( ถ้าเป็นการละเล่นพื้นบ้าน เช่น งูกินหาง เป่ากบ จะไม่เข้าข่ายเป็น กีฬาพื้นบ้าน ๆ ต้องใช้กำลังพอสมควร การแข่งมีกติกาวางไว้แน่นอน และเป็นการกระทำที่สลับซับซ้อนมีกลวิธีการเล่น และผู้เล่นซึ่งเรียกว่านักกีฬาต้องได้รับการฝึกฝนมาก่อนพอสมควร ทั้งมีเทคนิคหรือกลวิธีการเล่นต่าง ๆ เพื่อให้ได้ชัยชนะ เช่น แย้ลงรู วิ่งสวมกระสอบ วิ่งเปี้ยว ชักคะเย่อ
             ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน กีฬา หมายถึง กิจกรรมหรือการเล่นเพื่อความสนุกเพลิดเพลินเพื่อความแข็งแรงของร่างกาย หรือเพื่อผ่อนคลายความเคร่งเครียดทางจิต )

             ส่วน กรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ( ดูได้ที่  https://www.dropbox.com/s/f66w9e4c1niy9a0/fameqoalitystudent58.doc?dl=1 ) กำหนดไว้ในข้อ 2.8 กิจกรรมด้านกีฬา และส่งเสริมสุขภาพ ว่า “เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนได้มีโอกาสออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดี สร้างนิสัยความมีน้ำใจเป็นนักกีฬาและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  เป็นการสร้างความรักความสามัคคีในหมู่คณะ ให้รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย และเป็นการสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างนักศึกษา กศน. ครู กศน. บุคลากรทางการศึกษา พนักงานราชการ ข้าราชการพลเรือน ครู และผู้บริหารหน่วยงาน/สถานศึกษา”
             กีฬาพื้นบ้านที่มีลักษณะตามนี้ ก็ถือเป็นกีฬาที่เบิกได้

         6. เย็นวันที่ 15 ม.ค.61 สืบพงษ์ ทับทาบ หัวหน้า กศน.ตำบลทองหลาง อ.ห้วยคต อุทัยธานี ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  กศน.ตำบลที่ทำงานอยู่ ได้รับการสนับสนุนคอมพิวเตอร์จำนวน 2 เครื่อง ราคารวมประมาณ 12,000.- การบริจาคครั้งนี้มาจากบุคคลภายนอก เราสามารถออกใบอนุโมทนาบัตรให้เขาได้หรือไม่ และถ้าออกได้ พอมีรูปแบบไหม

             ผมตอบว่า   ออกประกาศเกียรติคุณบัตรได้ โดยถ้ามูลค่าไม่ถึง 5 ล้านบาท ให้ ผอ.สถานศึกษา ( ผอ.กศน.อำเภอ ) เป็นผู้ตอบขอบคุณหรืออนุโมทนาและออกประกาศเกียรติคุณบัตร และถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ของใหม่ไม่ใช่มือสอง ให้ระบุราคา ( ราคาตลาด ) ต่อท้ายรายการทรัพย์สินในประกาศเกียรติคุณบัตรด้วย ผู้บริจาคจะได้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

             แต่เมื่อออก “หลักฐาน” การรับแบบนี้แล้ว กศน.อำเภอต้องลงทะเบียนพัสดุ และบันทึกลงระบบ GFMIS ด้วยนะ  ( ถ้ารับบริจาคเป็น เงิน กศน.อำเภอก็ต้องออกใบเสร็จรับเงิน และนำเงินเข้าระบบบัญชี เบิกจ่ายตามขั้นตอนระเบียบราชการ )
             ดูระเบียบต่าง ๆ พร้อมรูปแบบประกาศเกียรติคุณบัตร ได้ตามลิ้งค์ของคำตอบเดิมในข้อ
3 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2015/11/bookoffice.html  

         7. ดึกวันที่ 17 ม.ค.61 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  อยากขอทราบรายละเอียดการรับเด็กอายุไม่ 15 ปีเข้าเรียนกศน. แล้วห้ามเด็กจบก่อนวัยใช่หรือไม่ และะมีวี๊การอย่างไร

             ผมตอบว่า   ดูในคำตอบเดิม ๆ เช่นในข้อ 7 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2014/11/youtube.html
            
( วันที่ 18 ม.ค.61 อ.กิตติพงษ์ กลุ่มพัฒนา กศน. ก็ยังยืนยันเหมือนเดิม ว่า จะจบ ประถมต้องอายุ 12 ปี จะจบ ม.ต้นต้องอายุ 15 ปี )





วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

1.จนท.บันทึกข้อมูล วุฒิ ป.ตรี ปรับเงินเดือนเป็นหมื่นห้าไหม, 2.รวมสิทธิของข้าราชการเกษียณ, 3.เราออกใบอนุโมทนาบัตรให้กับผู้บริจาคเงินได้ไหม, 4.กศน.อำเภอต้องเตรียมสมุดตรวจราชการ/ตรวจเยี่ยม/นิเทศ อย่างไร, 5.ใบ รบ. ประทับตราก่อนหรือ ผอ.เซ็นก่อน, 6.นายทะเบียนลาคลอด, 7.การลงทะเบียน/การจบ ของผู้ไม่รู้หนังสือ



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 5 ต.ค.58 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล ที่สัญญาจ้าง จ้างด้วยวุฒิ ป.ตรี. สามารถปรับเงินเดือนเป็น 15,000 บาท ได้หรือเปล่า ผอ ให้แก้สัญญาเป็น ป.ตรี

             ผมตอบว่า   ตามลักษณะขอบเขตของงานจ้าง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล เป็นลักษณะงานที่ กศน.กำหนดให้จ้างวุฒิ ปวช. อัตราค่าจ้าง 11,680 บาท  ถึงแม้ผู้รับจ้างจะจบปริญญาเอกก็อัตราค่าจ้าง 11,680 บาท ( ดูที่วุฒิตามประกาศรับสมัคร ไม่ได้ดูที่วุฒิจริงของผู้สมัคร )

         2. คืนวันที่ 12 ต.ค.58 ผมโพสต์ในเฟซบุ๊ค เรื่อง รวมสิทธิของข้าราชการเกษียณ ว่า
             ถ้าเลือกรับบำเหน็จ สิทธิต่างๆจะระงับไป เช่นค่ารักษาพยาบาล เหลือเพียงสิทธิเดียวคือ การขอพระราชทานเพลิงศพ

             กลุ่ม ผู้ไม่เป็นสมาชิก กบข.
             ก): กรณีรับบำเหน็จ
                  จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นเงินก้อนเดียว [ เงินบำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x อายุราชการ(รวมอายุราชการทวีคูณ) ]
                  สิทธิต่าง ๆ ระงับไป ยกเว้นการขอพระราชทานเพลิงศพ

             ข): กรณีรับบำนาญ
                  จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนทุกเดือน จนกว่าจะเสียชีวิต [ บำนาญรายเดือน = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x อายุราชการเป็นปี (รวมอายุราชการทวีคูณ เศษเกิน 6 เดือนจึงนับเป็น 1 ปี) แล้วหารด้วย 50 ]
                  และยังมีสิทธิได้รับ
                  1)  ค่ารักษาพยาบาลของตนเอง คู่สมรส บิดามารดา บุตรที่อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ และบุตรไร้ความสามารถไม่จำกัดอายุ
                  2)  ค่าตรวจสุขภาพ
                  3)  ค่าการศึกษาบุตร เบิกได้ถึงบุตรอายุ 25 ปีบริบูรณ์
                  4)  บำเหน็จดำรงชีพ ( เงินเพิ่มให้พิเศษ ) = 15 เท่า ของเงินบำนาญ 1 เดือน แต่ไม่เกิน 400,000 บาท โดยจ่ายให้ทันทีเมื่อเกษียณครึ่งหนึ่ง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนที่เหลือขอรับได้เมื่ออายุครบ 65 ปี
                  5)  เงินช่วยพิเศษ เมื่อถึงแก่กรรม = 3 เท่า ของเงินบำนาญ ( มอบให้กับผู้ที่ผู้รับบำนาญแสดงเจตนาไว้ หรือทายาทตามกฎหมาย )
                  6)  เงินบำเหน็จตกทอด เมื่อถึงแก่กรรม เป็นเงินก้อนเดียว = เงินบำนาญ x 30 เท่า – เงินบำเหน็จดำรงชีพที่รับไปแล้ว ( มอบให้กับทายาทตามกฎหมาย ถ้าไม่มีทายาทมอบให้ผู้ที่ผู้รับบำนาญแสดงเจตนาไว้ ถ้าไม่มีทายาทและไม่ได้แสดงเจตนาไว้ เป็นอันยุติบำนาญตกทอด )


             กลุ่ม ผู้เป็นสมาชิก กบข.
             ก): กรณีรับบำเหน็จ
                  จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นเงินก้อนเดียว [ เงินบำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x อายุราชการ (รวมอายุราชการทวีคูณ เศษเดือนเศษวันเป็นจุดทศนิยม) ]
                  สิทธิต่าง ๆ ระงับไป ยกเว้นการขอพระราชทานเพลิงศพ


             ข): กรณีรับบำนาญ
                  จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนทุกเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต [ บำนาญรายเดือน = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x อายุราชการ(รวมอายุราชการทวีคูณ เศษเดือนเศษวันเป็นจุดทศนิยม)รวมไม่เกิน 35 ปี แล้วหารด้วย 50 ] แต่ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
                  และยังได้รับสิทธิต่าง ๆ เหมือนกับบำนาญปกติ
                  นอกจากนี้ สมาชิก กบข.แบบ ก.,ข. ยังได้รับ
                  - เงินสะสม + ผลประโยชน์ของเงินสะสม
                  - เงินประเดิม + ผลประโยชน์ของเงินประเดิม
                  - เงินชดเชย + ผลประโยชน์ของเงินชดเชย
                  - เงินสมทบ + ผลประโยชน์ของเงินสมทบ
                   ( ผู้ที่ลาออกจาก กบข.จะได้เฉพาะเงินสะสม+ผลประโยชน์ของเงินสะสม คืน )

             หมายเหตุ.
             ก. ผู้ที่ได้รับบำเหน็จตกทอด คือผู้ที่ผู้รับบำนาญแสดงเจตนาไว้ หรือทายาทตามกฎหมาย คำว่า ทายาทตามกฎหมาย ได้แก่
                  - บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้รับคนละ 1 ส่วน
                  - สามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้รับ 1 ส่วน
                  - บิดา หรือมารดา หรือทั้งบิดาและมารดา ที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้รับ 1 ส่วน
             ข. เงินอื่น ๆ ที่ทุกกลุ่มจะได้รับ ถ้าสมัครเป็นสมาชิก
                  - เงินฌาปนกิจสงเคราะห์
                  - เงินผลประโยชน์จากหุ้นสหกรณ์
                  - เงินประกันชีวิตและเงินช่วยเหลือจากสหกรณ์
             ค. เวลาราชการทวีคูณ ในช่วงประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร 2 ช่วงล่าสุด รวม 15 เดือน 18 วัน ( ช่วงที่ 1 วันที่ 19 ก.ย.49 – 26 ม.ค.50 = 4 เดือน 11 วัน , ช่วงที่ 2 วันที่ 20 พ.ค.57 – 1 เม.ย.58 = 11 เดือน 7 วัน ) นั้น ได้เวลาราชการทวีคูณเฉพาะทหารตำรวจ ส่วนข้าราชการอื่นไม่ได้ เพราะไม่ได้เสี่ยงภัย



         3. วันที่ 16 ก.ย.58 Bee Sizz ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  กศน.เราสามารถออกใบอนุโมทนาบัตรให้กับผู้บริจาคเงินได้ไหม

             ผมตอบว่า   ได้ ออกเป็น “ประกาศเกียรติคุณบัตร” โดยปฏิบัติตามระเบียบ 2 ฉบับ คือ
             1)  ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการขอบคุณและอนุโมทนา พ.ศ. 2547 ( https://www.dropbox.com/s/di7hnuur7erxzde/thank47.pdf?dl=1 )
             2)  ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่สถานศึกษา พ.ศ.2552 ( https://www.dropbox.com/s/x4ybzt4p419brh7/recivemoney52.pdf?dl=1 )
             เดิม ใบประกาศเกียรติคุณบัตรนี้ ต้องซื้อจากองค์การค้าของคุรุสภา แต่ปัจจุบันสถานศึกษาจัดทำเองได้  ดูตัวอย่างที่ https://www.dropbox.com/s/c0f74x32m5x278z/goodcard.jpg?dl=1

         4. คืนวันที่ 20 ต.ค.58 ผมนำหนังสือแจ้งเกี่ยวกับเรื่อง กศน.อำเภอ ต้องเตรียมสมุดอะไร อย่างไร (สมุดตรวจราชการ/สมุดตรวจเยี่ยม/สมุดนิเทศติดตามผล) ของ สนง.กศน.จ.ขอนแก่น มาเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค : ..




         5. คืนวันที่ 22 ต.ค.58 ผมตอบคำถาม สมปอง เจริญผล ที่ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  การออกหนังสือรับรอง หรือใบ รบ. ผู้บริหารต้องเซ็นต์ก่อน หรือประทับตราสถานศึกษาก่อน

             ผมตอบว่า   ตามระเบียบกำหนดว่า "ติดรูปถ่ายของนักศึกษา ประทับตราประจำสถานศึกษาด้วยหมึกสีแดงชาด ให้บางส่วนติดรูปถ่ายและบางส่วนติดบนส่วนที่ จะ เป็นลายเซ็นของหัวหน้าสถานศึกษา"  จึงสรุปได้ว่า ประทับตราสถานศึกษาก่อน หัวหน้าสถานศึกษาเซ็นทีหลัง

         6. เย็นวันที่ 2 พ.ย.58 อาธิป บูสา ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  ถ้านายทะเบียนลาคลอด ระหว่างนั้นผู้ช่วยนายทะเบียนจะสามารถลงนามแทนนายทะเบียนในหลักฐานต่างๆได้มั้ย เช่น ลงนามในวุฒิการศึกษา หรือวุฒิบัตร

             ผมตอบว่า   ผู้ช่วยนายทะเบียนลงนามไม่ได้ ต้องให้นายทะเบียนลงนาม   ถ้าจำเป็น ผอ.ก็แต่งตั้งผู้ช่วยนายทะเบียน หรือคนอื่นที่มีคุณสมบัติ ให้เป็นนายทะเบียนชั่วคราว

         7. ระยะนี้มีหลายคนถามเรื่องเกี่ยวกับการลงทะเบียน/การจบ ของผู้ไม่รู้หนังสือ เช่น อภิชาต อามีน ขันธชัย โทร.มาถามผมว่าต้องขึ้นทะเบียนผู้ไม่รู้หนังสือในโปรแกรม ITw หรือไม่

             ผมตอบว่า   เรื่องการรู้หนังสือ ไม่ต้องลงในโปรแกรม ITw
             - ให้ดูเรื่อง เอกสารหลักฐานการศึกษา การจบหลักสูตร ใน “หลักสูตรการรู้หนังสือไทย พ.ศ.2557” ดูหลักสูตรนี้ได้ที่  https://www.dropbox.com/s/umvk0fqftjupxh2/LiterCur57.pdf?dl=1
             - ดูหนังสือเรียนการรู้หนังสือ ที่  https://www.dropbox.com/s/4j0sc8ip9c6q17h/g6.22.pdf?dl=1
             -
เรื่องการรู้หนังสือนี้ ดูแบบฟอร์มวุฒิบัตรและเอกสารต่าง ๆ ได้ที่
( วุฒิบัตรอยู่ในหน้า 20 )

             - ฟ้อนต์ ( Font ) สำหรับพิมพ์ตัวอักษรเป็นเส้นประ เพื่อให้ผู้ไม่รู้หนังสือหัดเขียนตามเส้นประ
                ลักษณะของแบบอักษร เป็น “แบบเลือก” ตามโครงสร้างมาตรฐานตัวอักษรไทยของราชบัณฑิต
                ชื่อฟ้อน Layiji_kutlaimuu ( เลย์อิจิ คัดลายมือ )
                ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.krooupdate.com/news/newid-460.html
                เมื่อดาวน์โหลดและแตกไฟล์จนได้ไฟล์ Layiji_kutlaimuu.ttf แล้ว ให้เปิดไฟล์นี้โดยดับเบิ้ลคลิกที่ชื่อไฟล์
                ถ้ามีการถามว่าจะใช้โปรแกรมอะไรเปิดไฟล์ ให้เลือกเปิดด้วยโปรแกรม Windows Font Viewer
                เปิดไฟล์แล้วเลือกที่ Install
                เสร็จแล้ว เมื่อเวลาจะพิมพ์เอกสารอะไร ก็จะมีฟ้อนต์ Layiji kutlaimuu ให้เลือกใช้