แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลูกเสือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลูกเสือ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2566

1.เกณฑ์ข้าราชการครูขอย้าย เหลือ 2 ปีแล้วใช่ไหม, 2.การพิมพ์ตำแหน่งของครูที่รักษาการ ผอ. ลงในใบ รบ. พิมพ์ย่อหรือเต็ม, 3.ใช้เงินอุดหนุนจัดอบรมลูกเสือ ซื้อลำโพงได้ไหม, 4.การจ้างครู ติดอากรแสตมป์หรือตีตราสาร, 5.มีอัตราตำแหน่งรอง ผอ.สถานศึกษา กศน.ไหม, 6.หลักสูตร 2544, 2551 ออกเลขที่ประกาศนียบัตรอย่างไร, 7.จบเปรียญธรรม 5 ประโยค เรียนมหาจุฬาฯจนจบ เขาบอกให้หาวุฒิ ม.6 มาแจ้งจบ

สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันที่ 8 พ.ย.65 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เนื่องด้วยเกณฑ์การย้ายของข้าราชการครู ที่กคศ.กำหนดใหม่ ให้ยกเลิกเกณฑ์4ปี เหลือ2ปี  ครูที่สอบบรรจุ กรณีพิเศษ ของสำนักงานกศน. ปี63 พ้นการพัฒนาอย่างเข้มแล้ว สามารถเขียนย้านในเดือน ม.ค.66 นี้ได้มั้ย

             ผมตอบว่า   ว18/2565 นี้ ครูที่สอบบรรจุกรณีพิเศษ ( สอบคัดเลือกจากบุคลากรภายในสังกัดที่สอนครบ 3 ปี ) ไม่ได้ลดอายุงานเหลือ 2 ปีนะ กลุ่มกรณีนี้ยังเป็นไปตามกำหนดเดิมที่ระบุไว้ในประกาศรับสมัครสอบบรรจุนั้น  แต่ถ้าเป็นสอบบรรจุที่รับบุคลลทั่วไปทั้งบุคลากรภายในและคนทั่วไปสมัครสอบบรรจุได้ จึงลดอายุงานเหลือ 2 ปียื่นขอย้ายได้ เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ให้ขอย้ายตั้งแต่ ม.ค.2566

         2. วันเสาร์ที่ 12 พ.ย.65 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  ในกรณีไม่มีผู้บริหาร และมี ขรก.ครูรักษาการฯ  ในใบ รบ.ตำแหน่งผู้บริหารต้องพิมม์ว่า  ครู  รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอ......หรือใส่คำว่าผู้บริหารสถานศึกษา  (ใส่รักษาการจะยาวมาก)

             ผมตอบว่า   ถ้าจะให้ถูกต้อง พิมพ์ว่า "ครู รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอ....." ( คำว่า "กศน." พิมพ์คำย่อก็ได้ คำเต็มก็ได้ ส่วนวิทยฐานะ เช่นคำว่า ชำนาญการพิเศษ จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ไม่ผิด ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ )
             การพิมพ์ชื่อตำแหน่งในใบ รบ. ด้วยโปรแกรม ITw สามารถพิมพ์ตำแหน่งได้ยาว 2 บรรทัด ตามตัวอย่างใน 2 ภาพประกอบนี้



 

         3. เช้าวันที่ 24 พ.ย.65 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เราจัดกิจกรรมอบรมลูกเสือระดับชั้นbtc.ให้คุณครู แต่เราขาดพวกลำโพง เคลื่อนที่ หรือแบบสะพาย เราสามารถ ซื้อผ่านโครงการได้มั้ย เนื่องจากการเช่า ไม่เหมาะสมกับกิจกรรม การอบรมลูกเสือ มีฐานการเรียนรู้หลายฐาน ถ้าเช่าทุกฐานคงไม่ไหว และมีกิจกรรมเดินทางไกล ซึ่งแบ่งและแยกเดินเป็นหมู่ๆ คงไม่มีใครลากล้อลำโพง หรือเช่ารถลำโพงขับตามได้ เลยมีข้อสงสัยว่าเราสามารถจัดซื้อได้ตามหนังสือ ว119ของคณะกรรมการวินัจฉัย กระทรวงการคลัง /และกรอบการใช้เงินอุดหนุนปี63 ได้มั้ย

             ผมตอบว่า  
             1)  พัสดุที่ไม่มีชื่ออยู่ในรายการครุภัณฑ์ และเมื่อชำรุดเสียหายไม่สามารถซ่อมแซมได้หรือไม่คุ้มค่าในการซ่อมแซม จะไม่ถือเป็นครุภัณฑ์ แต่ เครื่องขยายเสียงและลำโพงมีชื่ออยู่ในรายการครุภัณฑ์ไฟฟ้าและวิทยุ และเมื่อชำรุดเสียหายก็สามารถซ่อมแซมได้เพราะมีร้านรับซ่อมลำโพง ลำโพงจึงเป็นครุภัณฑ์
             2)  หนังสือ ว119 นั้น คือ ซื้อก่อนแล้วทำเรื่องจัดซื้อจัดจ้างตามหลัง ใช้ในกรณีวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท แต่ดูรายการตามตาราง 1-2 ที่แนบหนังสือ ว119 ก็ไม่เห็นมีรายการครุภัณฑ์
             3)  จะใช้เงินอุดหนุนรายหัว จัดอบรมลูกเสือให้ครูใช่ไหม ในหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินอุดหนุน กศน.ปี 63
                  - ข้อ 4 ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็ไม่รวมค่าครุภัณฑ์
                  - ข้อ 12.2 ค่าใช้จ่ายจัดกิจกรรมกีฬา กศน. ก็มีแต่ค่าเช่าอุกรณ์เครื่องเสียง ไม่มีค่าซื้อ
                  - ข้อ 12.3 ค่าใช้จ่ายจัดกิจกรรมลูกเสือ อาสายุวกาชาด ( หมายถึงจัดกิจกรรมให้นักศึกษา ไม่ใช่จัดกิจกรรมให้ครู ) ก็มีแต่ค่าเครื่องแบบ
             4)  ลองเสนอจัดซื้อจัดจ้างไปยัง สนง.กศน.จังหวัดก็ได้ ถ้าจังหวัดอนุมัติ จังหวัดก็จะร่วมรับผิดชอบ

         4. คืนวันที่ 7 ธ.ค.65 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  การจ้างครูต่างประเทศ หนูดูในเพจของอาจารย์บอกว่าติดอากรแสตมป์ แต่ในเพจกฎหมายให้ตีตราสาร หนูรบกวนขอความรู้อาจารย์ค่ะเพื่อจะได้ปฏิบัติได้ถูก

             ผมตอบว่า   "สัญญาจ้าง" เป็น "ตราสาร" ชนิดหนึ่ง
             ส่วนคำว่า "ตีตราสาร หรือ การตราสาร" คือ
ชำระเป็นเงินที่สำนักงานสรรพากร แทนการซื้ออากรสแตมป์มาติด ซึ่งสำนักงานสรรพากรจะ "สลักหลังตราสาร" ( สลักหลังสัญญาจ้าง ) เป็นหลักฐานว่าชำระค่าภาษีอากรแทนการซื้ออากรแสตมป์แล้ว

             กรณีค่าจ้างตลอดระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้าง รวมตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ให้นำสัญญาไปสลักหลังตราสารเพื่อชำระค่าอากรแทนการปิดอากรแสตมป์ ที่สำนักงานสรรพากร

              ( ในเพจผม ไม่ได้กล่าวถึงการจ้างถึง 2 แสนบาท เพราะ กศน.จ้างเดือนละ 15,000 บาท ครั้งละไม่เกิน 12 เดือน รวมไม่ถึง 2 แสนบาท )

         5. เช้าวันที่ 29 ธ.ค.65 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สนง กศน มีอัตรา ต่ำแหน่งไหม ถ้ามี อยู่ในส่วนไหน

             ผมตอบว่า   มีตำแหน่งและอัตราเงินเดือนที่ สถานศึกษาขึ้นตรง เช่น สถาบัน กศน.ภาค, สทก., สธ., ศฝช., ศว.,
              ( เคยมีการกำหนดไว้ในโครงสร้างกรอบอัตรากำลังของ กศน.เขต/อำเภอ ขนาดเล็กถึงใหญ่พิเศษ แต่ยังไม่มีอัตราเงินเดือน)

         6. คืนวันที่ 10 ม.ค.66 ผมตอบคำถามที่มีผู้ถามในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ใบประกาศนียบัตร หลักสูตร 51 ในส่วนของเลขที่ ให้ระบุเป็นลำดับที่ หรือรหัสนักศึกษาค่ะ ในคู่มือบอกให้ระบุเป็นลำดับที่ แต่ในหนังสือ หน้าที่ 181 ให้ระบุเป็นรหัสนักศึกษาหลักสูตร 2531 2530 2533 แล้วหลักสูตร 51 ละค่ะ ออกได้ทั้งที่เป็นเลขลำดับที่ใบประกาศที่จองไว้ในระบบ /รหัสนักศึกษาใช่ไหมค่ะ

             ผมตอบว่า   เลขที่ประกาศนียบัตร

             1) ในหนังสือ(คู่มือการดำเนินงาน) หน้าที่ 181 ให้ออกเลขที่ประกาศนียบัตรสำหรับหลักสูตร 2530 2533 ด้วยเลขรหัสประจำตัวนักศึกษา ซึ่งเป็นไปตาม คำอธิบายการกรอกประกาศนียบัตรท้ายระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการออกประกาศนียบัตร พ.ศ.2524
             2) ต่อมา พ.ศ. 2539 ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการออกประกาศนียบัตร พ.ศ.2539 ได้ยกเลิกระเบียบปี พ.ศ.2524 โดยคำอธิบายการกรอกประกาศนียบัตรท้ายระเบียบปี 2539 กำหนดว่า "เลขที่ ให้เขียนเฉพาะเลขลำดับที่ โดยไม่ต้องใส่เลข 0 นำหน้า และไม่ต้องลง พ.ศ.กำกับ เช่น ๑ ๒ ๓ ..."
             3) ฉะนั้น หลักสูตร 2544 (ประกาศนียบัตรคือ ปพ.2) และหลักสูตร 2551 ( ประกาศนียบัตรคือ กศน.2 ) ที่ถูกต้อง เลขที่ก็เป็นเลขลำดับที่ ๑ ๒ ๓ ...
             4) สำหรับหลักสูตร กศน.2551 ให้ดูในคู่มือการดำเนินงาน หน้า 179 ข้อ 4.8 ระบุว่า "เลขที่ประกาศนียบัตร ... ... ให้ระบุเลข ๑ ใหม่ทุกครั้งเมื่อมีการอนุมัติการสอบ
                 และหน้า 171 เป็นคำอธิบายท้ายระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการออกประกาศนียบัตร พ.ศ.2539 ข้อ 2.4.1 ระบุว่า เขียนหรือพิมพ์เฉพาะเลขลำดับ ไม่ต้องลง พ.ศ.กำกับ)
                 ( การออกเลขที่ประกาศนียบัตรหลักสูตร 2551 ในโปรแกรม ITw คุณสุขุม ศรีวิไลฤทธิ์ ผู้พัฒนาโปรแกรม ITw บอกว่า ให้คีย์เลขที่ประกาศนียบัตรในเมนู 1-5 ( ขั้นตอนการดำเนินงาน - แก้ไขข้อมูลการจบ/ออก )

         7. คืนวันที่ 12 ม.ค.66 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  อาตมาจบเอาประโยค5ไปสมัครเรียนมหาจุฬา ตอนนี้กำลังแจ้งจบ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าแจ้งจบไม่ได้ ต้องไปหาวุฒิม.6มาแจ้งจบ เจ้าหน้าที่บอกว่าทางมหาลัยไม่ได้สอนวิชาสามัญเพิ่มให้ จึงสอบถามว่าเราจะสามารถเทียบโอนวุฒิได้ไหมครับ

             ผมตอบว่า   การเทียบวุฒิทางธรรม กับวุฒิ ม.ปลาย(ม.6) นั้น
             ถ้าเป็น พรบ.การศึกษาพระปริยัติธรรมฉบับใหม่ 2562 แค่เปรียญธรรม 3 ประโยค ก็เทียบเท่า ม.ปลาย(ม.6) แล้ว แต่ต้องเรียนตาม พรบ.ใหม่นี้ คือจะต้องเรียนวิชาสามัญเพิ่มเติม
             เมื่อท่านไม่ได้เรียนตาม พรบ.ใหม่ ท่านต้องเทียบวุฒิแบบเดิมตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการฉบับลงวันที่ 22 ส.ค.2526 ( ตามภาพประกอบ ) คือ ปธ.5 จะเทียบเท่า ม.ปลาย ต้องได้รับแต่งตั้งให้สอนวิชาพระปริยัติธรรมในโรงเรียนพระปริยัติธรรมไม่น้อยกว่า 1 ปี และทำการสอนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 300 ชั่วโมง  และไปขอเทียบเป็นวุฒิ ม.ปลาย ที่ สำนักทดสอบทางการศึกษา อาคาร สพฐ.4 ชั้น 1 กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ  ( ตอนช่วงโควิดระบาดหนักเขาให้ขอเทียบฯทางไปรษณีย์ได้ แต่ตอนนี้คงต้องไปเอง ถ้าจะให้แน่ใจ โทร.ถามที่ 02 288 5789-92 )
             ถ้าท่านไม่เข้าหลักเกณฑ์และ สำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ. ไม่เทียบวุฒิ ม.ปลายให้ ก็ไม่ถือว่าท่านจบ ม.ปลาย ท่านก็ไม่มีวุฒิ ม.6 ไปแจ้งจบครับ


 

วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2564

1.ป้ายชื่อต้องระบุตำแหน่งไหม, 2.การทำลายข้อสอบ, 3.ระเบียบที่ว่า กลุ่มสนใจ-วิชาชีพ ให้สอนไม่เกินวันละ 3, 5 ชม. ยกเลิกหรือยัง, 4.จ้างพิมพ์หนังสือเรียนจำนวนน้อย ราคาสูงกว่าราคาอ้างอิงได้หรือเปล่า, 5.ไม่เคยอบรมลูกเสือแต่ต้องสอนลูกเสือ แต่งเครื่องแบบยังไง, 6.ทำไมเงิน ชพค.สมัยก่อนจ่ายน้อยกว่า แต่ตายได้มากกว่าสมัยนี้, 7.จนท.จังหวัดบอกว่า การจัดกลุ่มสนใจและชั้นเรียน ต้องเขียนโครงการด้วยทุกครั้ง. (ถูกต้องหรือไม่?)

 สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. คืนวันอาทิตย์ที่ 3 ม.ค.64 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  หนูพึ่งสอบพนักงานราชการครูกศน.ตำบลได้ ขอรบกวนสอบถามการแต่งกายชุดกากีที่ถูกระเบียบหน่อยนะคะ
             ป้ายชื่อต้องระบุตำแหน่งไหมคะ

             ผมตอบว่า   ตามประกาศฯข้อ 2.8 ป้ายชื่อให้ระบุชื่อและตำแหน่ง ฉะนั้น ที่ถูกต้อง ต้องระบุตำแหน่งด้วย
             ( แต่บางคนเขาอาจจะยังไม่พอใจตำแหน่งปัจจุบันของตัวเอง จึงอาจไม่ระบุตำแหน่ง และยังบอกคนอื่นว่าไม่ต้องระบุตำแหน่งก็ได้ )
             ดูประกาศฯได้ที่ https://bit.ly/35xPQi3

         2. คืนวันที่ 13 ม.ค.64 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  การทำลายข้อสอบปลายภาค และ n-net เราต้องดำเนินการยังไง

             ผมตอบว่า
             1)  การทำลายข้อสอบ N-NET
                  ในคู่มือการจัดสอบ N-NET ของ สทศ.ฉบับปีการศึกษา 2563 ระบุว่า
                  “3.6  เมื่อเสร็จสิ้นกำรสอบ หัวหน้าสนามสอบต้องรวบรวมกล่องบรรจุซองกระดาษคำตอบกับกล่องบรรจุแบบทดสอบและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอบ ส่งมอบให้กับตัวแทนศูนย์สอบ(ผอ.กศน.อำเภอ) เพื่อนำส่งศูนย์สอบ(กศน.จังหวัด)ทันที
                   4.3  แบบทดสอบ ให้ศูนย์สอบ(กศน.จังหวัด)ดำเนินการทำลายภายใน 30 วัน หลังประกาศผลสอบ แล้วรายงานผลการทาลายแบบทดสอบให้ สทศ. ทราบ ตามแบบ N-NET 12”

                  การทำลายข้อสอบ ให้ดำเนินการตามระเบียบสารบรรณ ส่วนถ้ามีค่าใช้จ่ายในการจ้างทำลายให้จ้างตามระเบียบพัสดุ ( แต่การทำลายในปัจจุบัน จะมีรายได้ ไม่ใช่มีค่าใช้จ่าย ) เช่นเดียวกับการทำลายข้อสอบปลายภาคที่ตอบในข้อ 2)

             2)  การทำลายข้อสอบปลายภาค
                  ทั้งกระดาษคำถามและกระดาษคำตอบ ทั้งข้อสอบที่มาจากส่วนกลางและข้อสอบวิชาเลือกเสรีของจังหวัดเอง ใช้ระเบียบการทำลายหนังสือ ตามระเบียบสารบรรณ
                  ซึ่งตามระเบียบสารบรรณกำหนดเรื่องการทำลายหนังสือให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรม แต่ของ กศน.ระดับอธิบดีกรมคือปลัดกระทรวง และปลัดกระทรวง ศธ.มอบอำนาจเรื่องนี้ให้ ผอ.กศน.จังหวัด ตามคำสั่งมอบอำนาจที่ 531/51 ข้อ 7 ซึ่ง ผอ.กศน.จังหวัดจะมอบอำนาจต่อช่วงอีกไม่ได้ ต้องออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการเอง โดยถ้าจะทำลายหนังสือหรือข้อสอบที่อยู่ที่อำเภอ จังหวัดอาจแต่งตั้งบุคลากรของอำเภอเป็นคณะกรรมการ
                  อนึ่งเรื่องการทำลายข้อสอบนี้ ในคู่มือของกลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ(ชื่อเดิม) ระบุว่าทำลายตามระเบียบพัสดุ ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้อง เพื่อความแน่ใจ วันที่ 2 ต.ค.61 ผมถามอดีตหัวหน้ากลุ่มงานพัสดุ กลุ่มการคลัง กศน. ( เกษียณแล้ว ) ว่า
                  การทำลายข้อสอบปลายภาค ที่สอบเสร็จแล้ว ( กระดาษคำถาม และ กระดาษคำตอบ ) ทำลายตามระเบียบสารบรรณ หรือ ระเบียบพัสดุ
                  ท่านตอบว่า  ทำลายตามระเบียบสารบรรณ ( แต่ในส่วนของ ถ้ามีค่าใช้จ่ายเช่นค่าจ้างทำลาย ให้จ้างตามระเบียบพัสดุ )

                  ในทางปฏิบัติ เคยมีหนังสือแจ้งเมื่อปี 2551 เรื่องการทำลายข้อสอบ ( ชุดคำถาม ) ให้จังหวัดเป็นผู้ทำลาย เมื่อสอบเสร็จต้องขนส่งไปจังหวัด ไม่ได้อยู่ที่อำเภอ โดยอาจทำลายด้วยการเผา หรือให้เอกชนทำการย่อยเป็นเส้น ๆ ให้ไม่สามารถอ่านได้ เมื่อย่อยแล้วก็ ให้ หรือ ขาย เอกชนไป ( แทนที่จะมีค่าใช้จ่าย กลับมีรายได้ถ้าใช้วิธีทำให้ไม่สามารถอ่านได้แล้วขาย ซึ่งปัจจุบันมักใช้วิธีนี้ เอกชนมีเครื่องมือทำลายต่อหน้ากรรมการ ส่วนการเผากระดาษจำนวนมากนั้นไม่ง่ายและการเผาจะเกิดควันเป็นมลภาวะซึ่งอาจผิดกฎหมาย )
             ส่วนกระดาษคำตอบ ก็เป็นอำนาจของจังหวัดเหมือนกัน เพียงแต่เอกสารถ้าอยู่ที่อำเภอ จังหวัดมักจะออกคำสั่งแต่งตั้งคนอำเภอเป็นกรรมการทำลายอยู่ที่อำเภอ
             ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ( ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2560 กำหนดว่า “คณะกรรมการทำลายหนังสือประกอบด้วยประธานและกรรมการอีกอย่างน้อย 2 คน โดย ปกติ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการ”
             ถ้า กศน.อำเภอมีข้าราชการไม่ครบ 3 คน อาจให้ข้าราชการอำเภออื่นร่วมเป็นกรรมการ หรืออาจอนุโลมให้เป็นข้าราชการเฉพาะประธาน ส่วนกรรมการอาจเป็นลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการ

         3. วันที่ 17 ก.พ.63 มี ผอ.กศน.อ. โทร.ถามผมเรื่อง  ระเบียบที่ว่า กลุ่มสนใจ-วิชาชีพ ให้สอนไม่เกินวันละ 3, 5 ชม. ยกเลิกหรือยัง

             ผมตอบว่า   ระเบียบหลักเกณฑ์ที่ว่า “ให้สอนกลุ่มสนใจวันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง, วิชาชีพวันละ 3 ชั่วโมง ถ้าเกินต้องขออนุมัติ แต่ต้องไม่เกินวันละ 5 ชั่วโมง และไม่เกินสัปดาห์ละ 30 ชั่วโมง” นั้น เป็นระเบียบสมัยเก่า ถูกยกเลิกไปแล้ว ยกเลิกโดย ระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษานอกโรงเรียนหลักสูตรระยะสั้น พ.ศ. 2549 ประกาศ ณ วันที่ 27 มี.ค.49 ( ข้อแรก ๆ ของระเบียบปี 49 นี้ ระบุว่าให้ยกเลิกระเบียบสมัยเก่าดังกล่าว ) ซึ่งระเบียบปี 49 ไม่กำหนดจำกัดจำนวนชั่วโมงต่อวันแล้ว
             และปัจจุบัน ระเบียบ สป.ศธ.ว่าด้วยการจัด กศน.หลักสูตรระยะสั้น 2549 นี้ ก็ถูกยกเลิกไปอีกแล้ว ยกเลิกโดย ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาต่อเนื่อง พ.ศ.2554
             ปัจจุบันให้ยึดระเบียบปี 54 นี้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้กำหนดจำกัดจำนวนชั่วโมงต่อวัน จึงอยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารระดับจังหวัด/อำเภอสามารถกำหนดอย่างไรหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้บริหารเห็นว่าเนื้อหาวิชาและวัยผู้เรียนนั้น เรียน 6 ชั่วโมงไม่มาก ก็ 6 ชั่วโมงได้ ไม่มีระเบียบห้ามแล้ว  ถ้าผู้บริหารเห็นว่า เนื้อหาวิชานั้นหนักมาก ผู้เรียนเป็นผู้สูงอายุ ไม่ควรเรียนเกินวันละ 3 ชั่วโมง ก็กำหนดให้เรียนวันละ 3 ชั่วโมงก็ได้  ซึ่งถ้าให้เรียนเกินวันละ 5 ชั่วโมง ก็ย่อมเบิกจ่ายค่าสอนเกินวันละ 5 ชั่วโมงได้
             ทั้งนี้ มีเล่ม “แนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาต่อเนื่อง (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2561)” อยู่ที่  https://www.dropbox.com/s/pk5gscjnx5delb0/manualEdContineu61.pdf?dl=1  และมีไฟล์แบบฟอร์มต่างๆที่ใช้ในการจัด กศ.ต่อเนื่อง อยู่ที่  https://bit.ly/2DghZQ5  
             อนึ่ง ในแนวทางเล่มนี้ กำหนดให้มีการจัดกลุ่มสนใจ ประเภทจัดตามภารกิจ เช่น อำเภอ/จังหวัดเคลื่อนที่/ร่วมกิจกรรมกับหน่วยงานอื่น ผู้สนใจมาสมัครเรียน ณ สถานที่จัดกิจกรรม หลักสูตรไม่เกิน 5 ชั่วโมง  ซึ่งประเภทนี้ ถ้าจัดวันละไม่เกิน 3 ชม. ก็ต้องจัด 2 วัน ไม่สอดคล้องกับลักษณะภารกิจอำเภอ/จังหวัดเคลื่อนที่ ซึ่งเคลื่อนที่ไปเพียงวันเดียว และผู้มาร่วมกิจกรรมแต่ละคนมักจะมางานวันเดียว  นั่นคือ ระเบียบปัจจุบัน ไม่ได้ห้ามสอนกลุ่มสนใจเกินวันละ 3 ชั่วโมง

         4. เช้าวันที่ 4 ก.พ.64 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  ในการสั่งจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนรายวิชาเลือกบังคับ เราสามารถสั่งจ้างพิมพ์ในราคาที่สูงกว่า ราคาอ้างอิงหรือราคากลางที่สำนักฯ กำหนดได้หรือเปล่า. เพราะเราสั่งพิมพ์จำนวนน้อย
             ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราสั่งจ้างพิมพ์ จำนวน 500 เล่ม ราคาเล่มละ 100 บาท ไม่เกินราคาอ้างอิงหรือราคากลาง  แต่ถ้าเราสั่งจ้างพิมพ์ จำนวนน้อย คือ 150 เล่ม ราคาเล่มละ 120 บาท จะเกินราคาอ้างอิงหรือราคากลาง ที่สำนักฯ กำหนดทันที  เราจะดำเนินการสั่งจ้างพิมพ์ได้หรือไม่ อย่างไรบ้าง.. เพราะจะต้องสั่งจ้างพิมพ์ ในราคาที่เกินราคาอ้างอิงหรือราคากลางที่สำนักฯ กำหนดไว้

             ผมตอบว่า
             1)  ตามหลักการแล้ว สำนักงาน กศน.ให้กำหนดราคากลางตามสเป็ค( รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ ) โดย "ไม่เกิน" ราคาอ้างอิงของสำนักงาน กศน.ส่วนกลาง
             2)  การกำหนดราคาอ้างอิงนั้น จะพิจารณาจำนวนเล่มที่จ้างพิมพ์ด้วยอยู่แล้ว เช่นราคาอ้างอิงปี งปม.61 หนังสือเรียนวิชาภาษาไทยระดับประถม
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 500 เล่ม ๆ ละ 103.55 บาท
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 600 เล่ม ๆ ละ 90.45 บาท
                  ...
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ 3,000 เล่มๆละ 41.32 บาท

                  โดยจ้างพิมพ์ถูกกว่าราคาอ้างอิงได้ แต่ไม่ให้แพงกว่า  เช่น
                  - ถ้าจ้างพิมพ์ไม่เกิน 500 เล่ม ( 1-500 เล่ม ) เล่มละ 103.55 บาท
                  - ถ้าจ้างพิมพ์เกิน 500 แต่ไม่เกิน 600 เล่ม ( 501-600 เล่ม ) เล่มละ 90.45 บาท
             ทั้งนี้ ในการกำหนดราคาอ้างอิง ถ้าเห็นว่า การจ้างพิมพ์ต่ำกว่า 500 เล่ม เช่น 150 เล่ม ควรจะราคาแพงกว่าการจ้างพิมพ์ 500 เล่ม ก็จะกำหนดราคาอ้างอิงสำหรับการจ้างพิมพ์ 150 เล่มไว้อีกราคาหนึ่ง ถ้าไม่กำหนดไว้ก็หมายถึง 1-500 เล่ม ใช้ราคาของ 500 เล่ม

 

             5. วันเสาร์ที่ 3 ก.พ.64 มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์เก่าของผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ไม่เคยอบรมทางด้านลูกเสือเลย แต่ต้องลงสอนลูกเสือ ต้องแต่งเครื่องแบบยังไงคะ

             ผมตอบว่า   แต่งเครื่องแบบลูกเสือแบบที่นักเรียนแต่งชุดลูกเสือนั่นแหละ คือชุดลูกเสือสีกากีใส่ผ้าผูกคอสีประจำจังหวัด ใส่วอคเกิ้ลหน้าเสือธรรมดา
             แต่ถ้าจะสอนเพียงบางเนื้อหาที่เรามีความรู้ในเนื้อหานั้น สอนได้โดยไม่ต้องแต่งเครื่องแบบลูกเสือ  แม้แต่ พระสงฆ์ หมอ ชาวไร่ชาวนา รวมทั้งนักเรียนรุ่นพี่ ก็สอนลูกเสือได้โดยไม่ต้องแต่งเครื่องแบบลูกเสือ


 

         6. คืนวันที่ 22 ก.พ.64 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  เงินชพค.ที่จะได้รับประโยชน์เมื่อปี2555 ทำไมยอดเงินล้านกว่าจ่ายแค่สี่ร้อยกว่าบาทแต่สมัยนี้ยอดที่ได้รับแค่เก้าแสนกว่าบาท และจ่ายเเพงกว่า ไม่คงที่

             ผมตอบว่า
             - จำนวนเงินที่สมาชิกจ่ายแต่ละเดือน เป็นไปตาม "จำนวนสมาชิกที่เสียชีวิต"ในแต่ละเดือน รายละ 1 บาท เช่นเดือนใดมีสมาชิกเสียชวิต 500 ราย สมาชิกที่ยังมีชีวิตก็จ่าย 500 บาท
             - จำนวนเงินที่ทายาทผู้เสียชีวิตจะได้รับ เป็นไปตาม "จำนวนสมาชิกที่ยังมีชีวิต"ในเดือนนั้น รายละ 0.96 บาท ( สมาชิกจ่ายรายละ 1 บาท หักไว้เป็นค่าบริหารจัดการเช่นค่าจ้างเจ้าหน้าที่ ชพค.จังหวัด 0.04 บาท อัตราหักไว้ 4% นี้เป็นอัตราต่ำสุดที่กฎหมายกำหนด ถ้าเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ระดับตำบลจะหักไว้เป็นค่าจ้างเจ้าหน้าที่ได้มากถึง 9% )
                เช่น เดือนใดมีจำนวนสมาชิกที่ยังมีชีวิต 1 ล้านคน ทายาทก็จะได้เงิน 960,000 บาท
             - ปัจจุบัน จำนวนสมาชิกลดลงเรื่อยๆ เพราะ สมาชิกเข้าใหม่แต่ละเดือน น้อยกว่าสมาชิกเก่าที่เสียชีวิตในแต่ละเดือน เนื่องจาก ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเก่า สมัครเป็นสมาชิกไปเกือบหมดแล้ว จะมีผู้สมัครใหม่ในแต่ละเดือนก็ต่อเมื่อมีการสอบบรรจุเข้ามาใหม่ ซึ่งยุคหลังรัฐคุมกำเนิดข้าราชการ อัตรามีจำกัด บรรจุใหม่แต่ละปีน้อย ต่างจากสมัยก่อนที่จำนวนสมาชิกมากและอายุยังไม่มากยังไม่ค่อยเสียชีวิต แต่ปัจจุบันจำนวนสมาชิกเก่าที่มีมากนั้นทยอยกันชราและเสียชีวิตในแต่ละเดือนมาก บางเดือนเสียชีวิตถึง 700 ราย
             - ยิ่งมีสมาชิกเสียชีวิตมาก สมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จ่ายเงินมาก แต่ยิ่งมีจำนวนสมาชิกน้อยลง ทายาทของสมาชิกที่เสียชีวิตก็ยิ่งได้เงินน้อยลง ด้วยเหตุนี้จึงมีการพยายามเพิ่มจำนวนสมาชิก เช่น ให้ผู้ที่อายุเกินเกณฑ์สมัครเป็นสมาชิกได้ เป็นต้น
             ( สกสค.ประกาศจำนวนสมาชิกเข้าออกคงเหลือ และชื่อ-สกุล-จังหวัดที่เสียชีวิต ทุกเดือน ทุกคนตรวจสอบทางออนไลน์ก็ได้ )

             7. วันเสาร์ที่ 10 เม.ย.64 มีผู้โพสต์ในเฟซบุ๊ก กลุ่มครูนอกระบบ ว่า  ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการจัดการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างความรู้และความเข้าใจที่ชัดเจนว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่
             ตามคู่มือแนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาต่อเนื่อง(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการดำเนินงาน การศึกษาต่อเนื่องรูปแบบกลุ่มสนใจ และ ชั้นเรียนวิชาชีพ ดังนี้
             1)การศึกษาต่อเนื่อง รูปแบบกลุ่มสนใจ หลักสูตรระยะสั้นไม่เกิน 30 ชั่วโมง  มีผังการดำเนินงานในคู่มือหน้าที่ 7 โดยมีขั้นตอนดังนี้
                -ประชาสัมพันธ์
                -ผู้เรียนรวมกลุ่ม
                -จัดหาหรือจัดทำหลักสูตร และจัดหาวิทยากร
                -ขออนุญาตจัด/แต่งตั้งวิทยากร และจัดหาวัสดุ
                -แจ้งการจัดกิจกรรมต่อสำนักงาน กศน.จังหวัด
                -จัดการเรียนรู้และประเมินผล
                -จัดทำหลักฐานการจบหลักสูตร
                -เบิกค่าใช้จ่ายและรายงานผลการดำเนินงาน
                ครูจะต้องจัดทำเอกสารในการขอจัดการศึกษาต่อเนื่องกลุ่มสนใจ ตามแบบ กศ.ตน.ที่ระบุในคู่มือหน้า 9-12
             2)การศึกษาต่อเนื่อง รูปแบบชั้นเรียนวิชาชีพ หลักสูตร 31 ชั่วโมงขึ้นไป  มีผังการดำเนินงานในคู่มือหน้าที่ 23 โดยมีขั้นตอนดังนี้
                -การสำรวจความต้องการ/ประชาสัมพันธ์/รับสมัครผู้เรียน
                -วิทยากร/การจัดหาหรือจัดทำหลักสูตร
                -แต่งตั้งวิทยากร/ขอจัดตั้งกลุ่ม/จัดหาวัสดุ
                -จัดการเรียนรู้และวัดผลประเมินผล
                -การจบหลักสูตรและการออกหลักฐาน
                -การรายงานผลการดำเนินงาน
                -เบิกค่าใช้จ่าย
                -ติดตามผลการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
                ครูจะต้องจัดทำเอกสารในการขอจัดการศึกษาต่อเนื่องชั้นเรียนวิชาชีพ ตามแบบ กศ.ตน.ที่ระบุในคู่มือหน้า 24-27
             ดังนั้นการดำเนินการจัดการศึกษาต่อเนื่องทั้ง 2 กิจกรรม ไม่ต้องเขียนโครงการผมเข้าใจถูกต้องใช่หรือไม่   เพียงแต่ระบุว่าให้จัดทำแบบขอจัดตั้งกลุ่ม ตามแบบ กศ.ตน ที่ระบุ
             การจัดทำโครงการนั้นจะปรากฏในการดำเนินงานการฝึกอบรมประชาชน ซึ่งใช้กับการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน การจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งต้องเขียนโครงการตามผังขั้นตอนการอบรมประชาชนในคู่มือหน้า 33 โดยใช้แบบ กศ.ตน 23(1) และ กศ.ตน. 23(2)
             จึงเป็นข้อสงสัยว่าการขอจัดกลุ่มการศึกษาต่อเนื่องรูปแบบกลุ่มสนใจ และ ชั้นเรียนวิชาชีพ จะต้องเขียนโครงการด้วยหรือไม่เพราะเจ้าหน้าที่จังหวัดบอกว่าต้องเขียนโครงการด้วยทุกครั้งเช่น ถ้าเปิดหลักสูตรสานตะกร้าพลาสติก 10 ชั่วโมง ต้องมีโครงการสานตะกร้าพลาสติกมาแนบด้วย  เป็นต้น   ขออนุญาตเรียนถามความคิดเห็นจากผู้รู้หรือผู้ปฎิบัติในจังหวัดอื่น ๆ ช่วยแสดงความคิดเห็นและแนะนำด้วย

             ผมตอบว่า   ใช่ครับ ผมเคยโพสต์ในข้อ 5.4 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2016/03/moenet.html  เรื่องการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ว่า ทุกประเภทต้องมีหลักสูตร แบ่งรูปแบบการจัดได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ
             1)  รูปแบบกลุ่มสนใจและชั้นเรียน ( ไม่ต้องทำโครงการ ) ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน.
             2)  รูปแบบอบรมประชาชน ( ต้องทำโครงการ ) เป็นหลักสูตรที่ใช้กระบวนการฝึกอบรมให้กับประชาชน ไม่ต้องลงทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน.

 

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562

1.มาตรการประหยัดงบประมาณฉบับใหม่, 2.คำถามน่าคิด อยากให้ฝ่ายทะเบียน กศน.ขั้นพื้นฐาน และกลุ่มพัฒนา กศน.คิด, 3.ศาลตัดสินว่า จ้างเหมาฯแต่ให้ทำงานลักษณะลูกจ้างชั่วคราว ผิด, 4.วิชาเลือกบังคับ เรียนเกินได้, 5.เรียนวิชาการใช้พลังงานไฟฟ้าฯซ้ำ รหัสวิชาต่างกัน จบได้ไหม, 6.ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ต้องส่งเอกสารหลักฐานไปที่คุรุสภาไหม, 7.มีวุฒิผู้กำกับลูกเสือ วิสามัญ แต่เป็นรองผู้กำกับลูกเสือ สามัญ จะแต่งกายตามวุฒิหรือตามตำแหน่ง


สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้



         1. ออกฉบับใหม่แล้ว มาตรการประหยัดงบประมาณ ใช้แทนฉบับปี 2556 โดยให้ใช้ฉบับใหม่ ตามภาพประกอบโพสต์นี้ ตั้งแต่ 1 ต.ค.62







         2. คืนวันที่ 11 ต.ค.62 มีผู้ถามผมทางอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  สอบถามเรื่อง การออก รบ. และการอนุมัติจบหลักสูตร เนื่องจาก ปัจจุบัน ฉันก็เริ่มงง กับแนวปฏิบัติเรื่องการออก รบ. 100% กับการอนุมัติจบหลักสูตร เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน คือ
             การจะอนุมัติจบหลักสูตร ตามแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษาฯ กศน.3 จะมีข้อมูล เลขระเบียน (เลขนก.) ปรากฎว่า หากนักศึกษาไม่ยื่นเอกสารใบคำร้องของหลักฐานทางการศึกษา งานทะเบียนจะไม่ระบุเลข นก.ในรบ.ให้ เมื่อไม่ระบุให้ก็ไม่สามารถ ส่งแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา ทันตามกำหนดเวลา
             จึงกลายเป็นแนวปฏิบัติว่า หากไม่ยื่นเอกสารคำร้องหลักฐานภายในระยะเวลาที่กำหนด จะไม่อนุมัติจบ ให้ ซึ่งเป็นลักษณะนี้ มา 2ปีได้แล้ว แต่ฉันพึ่งได้เข้ามารับตำแหน่งได้ 2 เทอม และพึ่งจะมาทราบว่า ไม่อนุมัติจบให้ หากนักศึกษาไม่มายื่นเอกสาร เมื่อภาคเรียนที่แล้ว
             และก็มีปัญหาเกิดขึ้นคือ
             นักศึกษาในตำบลที่ฉันรับผิดชอบ รายวิชาหมดอายุ เพราะไม่ได้อนุมัติจบหลักสูตร ในเทอมที่ฉันมาบรรจุ พอดี แต่นักศึกษาคนนี้ เรียนครบหลักสูตร ไปเมื่อหลายเทอมที่แล้ว ไม่มีการลงทะเบียน (ก็ไม่รู้จะลงทะเบียนอะไรให้เขา) จนวิชาหมดอายุ
             ฉันจึงเริ่มตรวจสอบหลักฐานของนักศึกษาทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มใช้แนวปฏิบัตินี้ ทำให้รู้เลยว่า ในภาคเรียนนี้จะมีนักศึกษาที่วิชาหมดอายุอีกหลายคนมาก
             ฉันจึงอยากทราบว่า แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษาฯ กศน.3 จำเป็นต้องมีเลขที่ นก. หรือไม่ ถ้าจำเป็นต้องมี จะต้องทำอย่างไรกับกรณีที่นักศึกษาไม่มายื่นคำร้องของเอกสารจบ ว่าจะสามารถอนุมัติจบได้อย่างไร ฉันเข้าใจว่า การอนุมัติจบ กับ การออบรบ. มันเกี่ยวเนื่องกัน หรือฉันเข้าใจผิด เพราะฉันพึ่งบรรจุ ก็ไม่อยากจะเถียงเจ้าหน้าที่ทะเบียน กับท่าน ผอ.
             เพราะจากที่ลองถามและคุยกันหลายรอบแล้ว (แบบอ้อมๆ ) แนวปฏิบัตินี้เป็นเหมือนการ กระตุ้นให้ ครู ไปตามเอกสารกับนักศึกษาให้ได้ 100% เพื่อออก รบ. 100% และถ้านักศึกษาคนไหนไม่ให้ความร่วมมือซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็จะให้ไปจบในภาคเรียนหน้า และถ้าเทอมหน้าไม่ได้อีก ก็จะถัดไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เกิดปัญหา(หมดอายุ) อย่างที่ฉันกล่าวไป

             ผมตอบว่า
             1) เชื่อหรือไม่ ตามหลักการในระเบียบหลักเกณฑ์นั้น นศ.มีเลขที่ใบ รบ. ตั้งแต่วันสมัครขึ้นทะเบียนรับรหัสประจำตัวนักศึกษา แล้ว!? โดย
                 ในคู่มือการดำเนินงานหลักสูตร กศน.ขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2555 ปกสีเลือดหมู หน้า 166 คำอธิบายการออก รบ.
                 ข้อ 1 กำหนดว่า รบ.ใช้เป็นหลักฐานการเรียนของนักศึกษาทั้ง”เมื่อศึกษาอยู่”หรือออกจากสถานศึกษาแล้ว
                 ข้อ 5.8 การบันทึกผลการเรียนแต่ละภาคเรียนลงใน รบ. ต้องให้เป็นปัจจุบัน “ทุกภาคเรียน”
                 สองข้อนี้ หมายความว่า ให้บันทึกระเบียน ( รบ.) ไว้ตั้งแต่ได้เลขประจำตัวนักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเรียนจบหรือไม่ และให้บันทึกผลการเรียนที่ได้ 1 ขึ้นไป ใน รบ.ฉบับต้นขั้ว ให้เป็นปัจจุบันทุกภาคเรียน
                 ข้อ 2.2 การกรอก รบ.ให้เขียนหรือพิมพ์ ถ้าเขียนก็เขียนทั้งแผ่น ถ้าพิมพ์ก็พิมพ์ทั้งแผ่น แต่ไม่จำเป็นว่าต้นขั้วกับคู่ฉบับจะต้องเขียนทั้งสองแผ่น หรือพิมพ์ทั้งสองแผ่น ต้นขั้วอาจเขียนแต่คู่ฉบับอาจพิมพ์ก็ได้ ต้นขั้วต้องกรอกข้อมูลเพิ่มทุกภาคเรียนคงต้องเขียน ส่วนคู่ฉบับกรอกตอนจบอาจพิมพ์
                 ทำไมเป็นอย่างนี้ ที่เป็นอย่างนี้เพราะถ้าไม่นับโปรแกรม ITw แล้ว หลักสูตร กศน.ขั้นพื้นฐานจะมีระเบียนหรือทะเบียนอย่างเดียวคือ รบ. ฉะนั้นนักศึกษาทุกคนไม่ว่าจะจบหรือไม่ ต้องมีข้อมูลอยู่ในทะเบียน ( ต้นขั้ว รบ.)
                 พวกเราส่วนใหญ่ไม่รู้หลักการตามระเบียบหลักเกณฑ์นี้ ส่วนน้อยรู้แต่ก็ไม่ทำตาม เพราะ จะสิ้นเปลือง รบ.มาก เนื่องจากมีผู้สมัครเรียน กศน.มากมาย แต่เรียนจบถึง 50% ไหม?
             2) ไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ข้อใดระบุว่า ให้อนุมัติผลการจบต่อเมื่อ นศ.มาขอจบ แต่ ข้อ 5.9 ระบุว่า เมื่อ “เรียนครบตามโครงสร้างและเงื่อนไขการจบหลักสูตร” ก็อนุมัติการจบ+ออก รบ.คู่ฉบับ
             3) ไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ข้อใดระบุให้ นศ.ส่งหลักฐานขอจบ แต่ สถานศึกษาต้องตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักฐานให้ถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่วันสมัครขึ้นทะเบียนรับรหัสประจำตัวนักศึกษาแล้ว ไม่ใช่ว่าเรียนไปแล้วมาตรวจสอบหลักฐานพบว่าคุณสมบัติไม่ครบที่จะเรียน
                 ถ้ามีการเปลี่ยนข้อมูลหลังสมัครเช่นเปลี่ยนชื่อ นักศึกษาต้องเป็นฝ่ายแจ้งเอง อาจทำความเข้าใจในช่วงปฐมนิเทศ และ/หรือ พิมพ์ข้อมูลผู้คาดว่าจะจบให้ นศ.ตรวจสอบ
                 จะมีก็แต่รูปถ่าย ถ้าใช้เวลาเรียนเกิน 6 เดือน จะใช้รูปเดิมตอนสมัครเรียนไม่ได้ ต้องใช้รูปปัจจุบันถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน

             วิธีปรับ/แก้
             - ตรวจคุณสมบัติตามหลักฐานต่าง ๆ ให้ถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่ภาคเรียนแรก
             - เมื่อ “เรียนครบตามโครงสร้างและเงื่อนไขการจบหลักสูตร” ก็อนุมัติการจบ+จองเลขที่ รบ.ไว้เลย ( ลงเลขที่ รบ.ในโปรแกรม ITw เมนู 1-1-6 )
                ถ้าเรียนครบตามโครงสร้างและเงื่อนไขการจบหลักสูตรแล้ว ไม่อนุมัติการจบ แต่ปล่อยให้วิชาหมดอายุ จะเป็นความผิดของสถานศึกษา
             - รายงานผู้สำเร็จการศึกษาภายใน 30 วัน นับจากวันอนุมัติการจบหลักสูตร

         3. วันอาทิตย์ที่ 13 ต.ค.62 มี ผอ.กศน.อ. นำเรื่องที่ศาลพิพากษาว่าการจ้างเหมาบริการแต่ให้ทำงานในลักษณะลูกจ้างชั่วคราว ผิด มาถามผมทางไลน์ว่า ครู ศรช.ของ กศน.ก็เข้าข่ายตามคำพิพากษานี้ ใช่ไหม

             ผมตอบว่า   เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่า ผมเคยโพสต์เรื่องนี้เมื่อสองปีก่อน ในข้อ 1 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2017/11/formnfestudent.html
             กรมบัญชีกลางเตือนแล้ว ถ้าเราถูกฟ้องเมื่อไรเราถึงจะแก้ แต่การแก้จะทำให้ทุกฝ่ายเดือดร้อนไปหมด คือ ต้องจ้างเป็นงาน ๆ ไม่จ้างต่อเนื่อง ( ตอนนี้ก็มีบางจังหวัดเริ่มจ้างเป็นงาน ๆ แล้ว เช่นจ้างเหมาตำแหน่งเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล จ้างเฉพาะช่วงบันทึกข้อมูลเท่านั้น เลิกจ้างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลร้องมาที่ผมก็มี )
             ถึงอย่างไรเราก็จ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวไม่ได้ เพราะ กศน.ไม่ได้รับอัตราจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากกรมบัญชีกลางมานานแล้ว ( ปี 62 สพฐ.ยังมีบางตำแหน่งเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ )
             การจ้างคนเก่า แต่ดำเนินการตามระเบียบพัสดุใหม่ ก็อาจถือเป็นจ้างเหมาบริการได้มั้ง เราต้องไม่ทำตามระเบียบพัสดุแค่เป็นพิธีเท่านั้น แต่ทุกขั้นตอนต้องทำตามระเบียบพัสดุจริง ๆ เช่นการตรวจรับงานจ้างในแต่ละช่วง ถ้าจ้างลูกจ้างชั่วคราวจึงจะไม่ต้องทำตามระเบียบพัสดุ

             ต่อมามีผู้ถามผมทางกลุ่มไลน์ “ส.การศึกษาตลอดชีวิต อีก ว่า  แล้วอาจารย์ว่าควรปฏิบัติอย่างไร เพราะเคยอ่านคำตัดสินศาลปกครองแล้ว การจ้างแบบที่เราปฏิบัติคือจ้างตามระเบียบพัสดุ ไม่ถูกต้อง / เคยมีคดีของกระทรวงพานิช
             ผมตอบว่า  ถ้ามีผู้ฟ้องศาลว่าเราจ้างเหมาบริการแต่ให้ทำงานในลักษณะลูกจ้างชั่วคราว โดยเราไม่สมทบเงินประกันสังคมส่วนของนายจ้าง ศาลก็อาจจะว่าเราจ้างผิดเป็นนิติกรรมอำพราง เราก็ต้องแก้ไข
             แต่เราไม่สามารถแก้ไขโดยเปลี่ยนการจ้างเป็นจ้างลูกจ้างชั่วคราวได้ เพราะ กศน.ไม่ได้อัตราลูกจ้างชั่วคราวจากกรมบัญชีกลางมานานแล้ว ( เมื่อก่อนมีเงิน บกศ. แต่แม้เราใช้เงิน บกศ.ของเราเองจ้างลูกจ้างชั่วคราวก็ยังต้องได้รับอนุมัติเลขที่อัตราจากกรมบัญชีกลาง )
             เมื่อเราแก้ไขโดยจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวไม่ได้ เราก็ต้องแก้ไขโดยจ้างให้เหมือนจ้างเหมาบริการมากขึ้น เช่น จ้างครู ศรช.เป็นงาน ๆ อาจจ้างเฉพาะช่วงพบกลุ่มครั้งละ 5 เดือน ปีละ 2 ครั้ง เป็นต้น ซึ่งจะเดือดร้อนกันไปทั่ว
             ( ผู้จะรับจ้างรายใดเสนอราคาจะรับค่าจ้างต่ำกว่าก็จ้างรายนั้น ลักษณะเดียวกับการจ้างพิมพ์หนังสือเรียน ดำเนินการตามระเบียบพัสดุใหม่ทุกภาคเรียนซึ่งไม่จำเป็นต้องจ้างได้รายเดิม )

         4. วันที่ 16 ต.ค.62 มีผู้แจ้งผมในไลน์โอเพนแช็ทกลุ่ม กศน. ว่า  วันนี้มาตรวจไขว้ที่ จว.เกี่ยวกับผู้จบ...แล้วทาง จนท.จว.แจ้งว่า วิชาเลือกบังคับลงได้ไม่เกิน 2 รายวิชา...หากลงเกินไม่นับหน่วยกิต....และไม่จบ...ทำให้เกิดปัญหาเพราะมีหลายอำเภอลงเลือกบังคับ 3 - 4 วิชา...ซึ่งฉันแย้งแล้ว..แต่ จนท.จว.เขาบอกว่าให้ยึดระเบียบที่ให้ลงวืชาเลือกบังคับได้ไม่เกิน 2 วิชา

             ผมตอบว่า
             - ขอดูตัวระเบียบที่ว่า ลงวิชาเลือกบังคับได้“ไม่เกิน” 2 วิชา"
             - ให้จังหวัด โทร.ถามกลุ่มพัฒนา กศน.ด้วย
             ( โปรแกรม ITw จะเซ็ตไว้ตามระเบียบ ถ้าผิดระเบียบโปรแกรมจะไม่ให้จบ )

             ต่อมา ผู้ถาม แจ้งว่า  จนท.จว.โทรถามกองพัฒน์..กองพัฒน์ตอบว่าลงได้และนับ นก.
             ผมตอบว่า  ใช่ ผมไม่เคยเห็นหนังสือแจ้งที่มีคำว่า "ไม่เกิน" เราไม่ควรพูดเติมกันตามอำเภอใจ จะมีปัญหามากกว่าที่คิด วิชาเลือกบังคับเป็นวิชาใหม่ ๆ ที่ทันสมัย มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันใน"ปัจจุบัน" ตรงตามนโยบาย จึงเป็นวิชาที่ควรส่งเสริมให้เรียน
             ( หน่วยกิตวิชาเลือกบังคับส่วนที่เกินก็นับเป็นหน่วยกิตวิชาเลือกเสรี จึงสามารถลดวิชาเลือกเสรีได้ หรือจะไม่ลดวิชาเลือกเสรีก็ได้ เพราะ วิชาเลือกเรียนเกินได้
               แต่อย่าลืมว่า ตารางสอบปลายภาค วิชาเลือกบังคับสอบในเวลาเดียวกันหลายวิชา ถ้า นศ.คนเดียว ลงวิชาเลือกบังคับในภาคเรียนเดียวหลายวิชา อาจมีปัญหาตอนสอบปลายภาค ต้องดูตารางสอบปลายภาคก่อนลงทะเบียน คือคนเดียวถ้าจะลงหลายวิชาก็ต้องทยอยแบ่งลงวิชาเลือกบังคับหลายเทอม )

         5. เย็นวันหยุดชดเชย 14 ต.ค.62 มีผู้ถามผมทางไลน์ ว่า  เจอว่านักศึกษาลงทะเบียน ซ้ำในรายวิชา การใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ในระดับม.ต้น ชื่อวิชาเดียวกันแต่ต่างรหัสกัน คือ รหัส พว 02027 กับรหัส พว 22002สามารถจบหลักสูตรได้หีอไม่ พอดีเด็กจะขบด้วย

             เรื่องนี้  เพื่อความมั่นใจ ผมได้ถาม อ.กิตติพงษ์ กลุ่มพัฒนา กศน. ซึ่ง อ.กิตติงพงษ์ตอบตรงกับที่ผมคิด คือ แม้ 2 วิชานี้รหัสจะต่างกัน ชื่อวิชาก็ต่างกันนิดหน่อย โดย พว22002 ชื่อการใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน 2 (มีเลข 2 ต่อท้าย) แต่เนื้อหาเหมือนกันเกือบทั้งหมด จึงไม่ควรให้เรียนซ้ำ
             อย่างไรก็ตาม ถ้า นศ.เรียนซ้ำไปแล้ว ก็อนุโลมให้จบไปได้
             อ.กิตติพงษ์ฝากบอกครูให้ดูวิชาในแผนการเรียนกันให้ดี อย่าให้มีกรณีที่วิชาลักษณะนี้อยู่ในแผนการเรียนของ นศ.คนเดียวกันอีก

         6. เช้าวันที่ 22 ต.ค.62 มีผู้ถามในไลน์โอเพนแชทกลุ่ม กศน. ว่า  รบกวนอาจารย์เอกชัย ในการต่อใบประกอบวิชาชีพครูโดยใช้ระบบksp school เมื่อกรอกข้อมูลทั้งหมดตลอดจนจ่ายเงินแล้ว กล่าวคือดำเนินการทั้งหมดทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว เอกสารและหลักฐานทั้งหมดต้องส่งไปที่คุรุสภาตามหลังด้วยใหม

             ผมตอบว่า  ไม่ต้องส่งเอกสารหลักฐานตัวจริงไปยังคุรุสภา
             ( ตั้งแต่ 1 ส.ค.62 ให้จัดส่งคำขอทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยสแกนเอกสารหลักฐานอัพโหลดเข้าระบบโปรแกรม Ksp-School )

         7. เย็นวันที่ 22 ต.ค.62 ผมตอบคำถามที่มีผู้ถามต่อท้ายโพสต์เก่าของผมในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า  ท่าผ่านอบรมมีวุฒิ ผู้กำกับลูกเสือวิสามัญR.B.T.C แต่ฉันตอนนี้ร.ร.ให้ฉันเป็นรองผู้กำกับลูกเสือสามัญS.B.T.C การแต่งกายต้องใส่ชุด แบบครูลูกเสือวิสามัญ หรือ ใส่ตามตำแหน่งที่โรงเรียนแต่งตั้งเป็นครูลูกเสือสามัญ

             ผมตอบว่า   แต่งกายตามวุฒิ แต่ติด "เข็มเครื่องหมายตำแหน่งผู้บังคับบัญชาลูกเสือ" ตามตำแหน่งที่เป็นทางการ (ใน ลส.13)
             แต่ตามข้อบังคับคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติว่าด้วยการแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาลูกเสือ พ.ศ.2553 ข้อ 5 (7) (จ) กำหนดว่า "รองผู้กำกับลูกเสือสามัญ มีอายุไม่น้อยกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์และต้องได้รับวุฒิบัตรการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือสามัญขั้นความรู้เบื้องต้น"
             ในเมื่อคุณไม่ได้รับวุฒิบัตรผู้กำกับลูกเสือสามัญ แล้วคุณได้รับตำแหน่งที่เป็นทางการ ( ใน ลส.13 ) เป็นรองผู้กำกับลูกเสือสามัญด้วยหรือ
             ที่ว่า ร.ร.ให้เป็นรองผู้กำกับลูกเสือสามัญ นั้น ถ้าไม่ใช่แต่งตั้งตาม ลส.13 จะติดเข็มตำแหน่งไม่ได้ แม้จะมีวุฒิก็ตาม ( ต้องติดเข็มตาม ลส.13 ถ้ายังไม่มี ลส.13 ก็ยังติดเข็มตำแหน่งใด ๆ ไม่ได้ )