แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รู้หนังสือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รู้หนังสือ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559

1.ปัญหาระหว่างครูอาสาฯกับครู กศน.ตำบล เรื่องผู้ไม่รู้หนังสือ, 2.มาสายกี่ครั้ง-ลงโทษอย่างไร, 3.คะแนนประเมินพนักงานราชการเป็นความลับไหม, 4.กลุ่มสนใจวันละไม่เกิน 3 ชม., 5.ผอ.ย้ายตามคำร้องขอ จะเบิกค่าเช่าซื้อบ้านต่อได้ไหม,.6.ทำความเข้าใจเรื่องการย้ายของผู้บริหาร, 7.การขอหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาต



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เช้าวันที่ 1 ธ.ค.59 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ครู กศน.ตำบล  มีหน้าที่เกี่ยวกับผู่ไม่รู้หนังสือมั้ย เห็นเขาว่าไม่เกี่ยวข้อง  ซึ่งความจริงแล้ว ครูอาสาจะสอนได้ต้องมาจากการสำรวจข้อมูลผู้ไม่รู้หนังสือจากตำบลใช่มั้ย ครูอาสายังลงพื้นที่ได้เหมือนเดิมมั้ย

             ผมตอบว่า   ตามบทบาทหน้าที่ครูอาสาฯที่กำหนดไว้กับ ก.พ.ร.นั้น ครูอาสาฯต้องสอนผู้ไม่รู้หนังสือ 35 คน ( ปีละ 2 รอบการประเมิน รวมปีละ 70 คน ) แต่ก็ไม่ได้แปลว่าครูอาสาฯจะผูกขาดห้ามคนอื่นเกี่ยวข้องกับผู้ไม่รู้หนังสือ ( ท่านเลขาฯคนเก่า ให้ครู กศน.ทุกคนแบ่งกันสอนผู้ไม่รู้หนังสือ ) ฉะนั้น จึงอยู่ที่บริบทและการบริหารจัดการของสถานศึกษาแต่ละแห่ง

             ตามบทบาทหน้าที่ครูอาสาฯ "ต้อง" ลงพื้นที่นะ เฉพาะการสอนผู้ไม่รู้หนังสืออย่างเดียวก็ต้องลงพื้นที่แล้ว ถ้าไม่มีผู้ไม่รู้หนังสือครูอาสาฯก็ต้องสอน กศ.ขั้นพื้นฐานภาคเรียนละ 60 คน ครูอาสาฯบางคนก็เป็นหัวหน้า กศน.ตำบล ถ้าครูอาสาฯดูแล 4 ตำบล จะให้ครูอาสาฯสำรวจผู้ไม่รู้หนังสือเองทั้งใน 4 ตำบล หรือจะให้ครู กศน.ตำบลสำรวจ หรือช่วยกันสำรวจ ก็อยู่ที่การบริหารจัดการของแต่ละอำเภอ ( แต่ “กศน.ตำบล” ต้องมีข้อมูลจุลภาค ซึ่งรวมข้อมูลผู้ไม่รู้หนังสือในตำบลนั้น )
             การลงโปรแกรม ใครเป็นผู้สอนหรือดูแลรับผิดชอบผู้ไม่รู้หนังสือก็ให้ครูคนนั้นเป็นผู้ลงเป็นผลงาน ส่วนครูที่สำรวจผู้ไม่รู้หนังสือแต่ไม่ได้สอนหรือรับผิดชอบก็ไม่ต้องลงในความรับผิดชอบของตน  กรณีครูอาสาฯดูแลมากกว่า 1 ตำบล ให้นำงานของครูอาสาฯมาลงโปรแกรมเป็นบุคลากรของในระดับอำเภอ เช่นเดียวกับ ขรก.ครู  โดยไม่ต้องไปลงในระดับตำบลเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน

         2. วันเสาร์ที่ 3 ธ.ค.59 ผมตอบคำถาม ฟ้าส่งมา ฟ้าส่งมา ที่ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คว่า
             1)  กรณีครู กศน.ตำบล ลาคลอดลูก 90 วัน ใครมีอำนาจอนุญาต
             2)  ระเบียบการมาสายของข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และ พรก. มีมั้ย สายกี่ครั้ง/ลงโทษอย่างไร
             3)  ระเบียบการลาต่างๆ ของลูกจ้างประจำใช้แบบเดียวกันกับข้าราชการทั้งหมดเลยมั้ย

             ผมตอบว่า   กรณีพนักงานราชการลาคลอดใครอนุญาต - กรณีระเบียบการลาของข้าราชการ/ลูกจ้างประจำ/พนักงานราชการ/ลูกจ้างชั่วคราว ใช้คนละฉบับ - และกรณีมาสายเกิน 18 ครั้ง ไม่มีสิทธิเลื่อนขั้น/เลื่อนค่าตอบแทน เหล่านี้ ผมเคยโพสต์ 3 ครั้งแล้ว ครั้งนี้จะขอไม่ตอบซ้ำ ๆ ซาก ๆ อีก

             ส่วนประเด็นมาสายกี่ครั้งลงโทษอย่างไร นอกเหนือจากไม่ได้เลื่อนขั้น/เลื่อนค่าตอบแทนถ้ามาสายเกิน 18 ครั้ง นั้น ถ้าหมายถึงการลงโทษทางวินัย การมาสายเฉย ๆ ยังไม่ถึงกับผิดวินัย ต้องประกอบกับอื่น ๆ ด้วย เช่น มาสายเป็นประจำโดยเคยตักเตือนหรือทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือไว้แล้ว แต่ก็ไม่ปฏิบัติตนให้ดีขึ้น หรือมาสายแล้วเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเช่นทำงานไม่ทัน ก็จะผิดวินัยฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการด้วยความตั้งใจอุตสาหะและเอาใจใส่  สำหรับการลงโทษ ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของพฤติกรรมและความเสียหายที่เกิดขึ้น

         3. คืนวันที่ 6 ธ.ค.59 Suphawan PHolyiam ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ในการประเมินพนักงานราชการ คะแนนที่เราได้เป็นความลับไหม เราสามารถขอดูคะแนนที่เราได้ ได้ไหม

             ผมตอบว่า   ไม่เป็นความลับ แต่ต้องเปิดเผย โดย
             1)  ในแบบประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงานราชการทั่วไป พนักงานราชการต้องลงลายมือชื่อรับทราบผลการประเมิน ซึ่งระบุคะแนนและระดับผลการประเมิน
                  ทั้งนี้ ค.พ.ร. กำหนดหลักการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการว่า "มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม" จะให้ลงชื่อรับทราบโดยปิดบังไม่ให้เห็นระดับผลการประเมินไม่ได้
             2)  บัญชีรายละเอียดแนบท้ายคำสั่งเลื่อนค่าตอบแทน ก็ระบุคะแนนของแต่ละราย ซึ่งต้องให้พนักงานราชการรับทราบคำสั่ง
              ( ประเด็นนี้ เคยตอบแล้ว เช่นในข้อ 7 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2015/02/15y.html )

         4. วันที่ 7 ธ.ค.59 แดง พัฒนสิน กศน.พิชัย ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  การศึกษาต่อเนื่อง รูปแบบกลุ่มสนใจและแบบชั้นเรียนวิชาชีพ สอนเกินวันละ 3 ชั่วโมงได้หรือเปล่า อ่านไม่พบข้อห้าม เกรงจะเบิกค่าวิทยากรผิดพลาด

             ผมตอบว่า   กลุ่มสนใจวันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง  เป็นข้อสั่งการ-นโยบาย  ดูในข้อสั่งการฯโดยเลขาฯ ข้อ 13.1 (1) ที่
             -  https://www.dropbox.com/s/96bdpkol63o6vvl/briefPolicy60.pdf?dl=1
             -  https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10205884682956615

         5. เย็นวันที่ 8 ธ.ค.59 ผอ.กศน.อ. ถามต่อท้ายโพสต์ผมในเฟซบุ๊ค ว่า  หากเช่าซื้อในอำเภอ ก แต่จะขอย้ายไปอำเภอ ข ในต่างจังหวัด แล้วที่เบิกเช่าซื้อไว้จะเบิกในอำเภอ ก ได้ไหม

             ผมตอบว่า   ไม่ได้  ถ้าย้ายไปท้องที่ใหม่ที่ไม่ใช่ท้องที่เดิมที่เคยเบิกค่าเช่าซื้อบ้าน จะเบิกค่าเช่าซื้อบ้านต่อได้เฉพาะกรณีท้องที่ใหม่ก็มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน แต่การย้ายตามคำร้องขอของตนเองนี้ท้องที่ใหม่ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน จึงไม่สามารถเบิกค่าเช่าซื้อบ้านต่อได้

         6. วันที่ 9 ธ.ค.59 ผมได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากผู้ใหญ่ในส่วนกลาง ให้โพสต์ทำความเข้าใจเรื่องการย้าย ดังนี้

             1)  การขอย้ายตามความประสงค์/ความจำนง ของ ขรก.ครู และผู้บริหารสถานศึกษา จะเบิกค่าเช่าบ้านไม่ได้  เป็นไปตาม ว 8 หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  ( ดูหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ 0206.3/ว8 ลงวันที่ 5 ก.ค.49 นี้ได้ที่ https://db.tt/8IFK2giK )
             2)  ส่วนการย้าย ผอ.กศน.จังหวัด/กทม. ไม่ใช่สถานศึกษา ไม่ได้ใช้ ว 8 และมีจำนวนน้อย ส่วนกลางจะพิจารณาให้ย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ โดยไม่ต้องแสดงความประสงค์/ความจำนงขอย้าย
             3)  การพิจารณาย้าย ผอ. ต้องดูขนาดสถานศึกษาด้วย
             4)  ถ้าจะยื่นขอให้ส่วนกลางพิจารณาย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ต้องมีรายละเอียดประกอบให้เข้าเกณฑ์การย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ

         7. วันที่ 15 ธ.ค.59 ฝน ธีรกานต์ ถามในเฟซบุ๊กกลุ่มครูนอกระบบ ว่า  การขอให้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ต้องทำยังไงบ้าง และใช้หลักฐานการยื่นอะไรบ้าง

             มีผู้ช่วยกันตอบ  โดยผมร่วมตอบ ว่า
             หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ นี้ สถานศึกษาเป็นผู้ขอ ( ผอ.ลงนามในหนังสือราชการถึงคุรุสภา )  ขอในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจ้างคนที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู มาเป็นครูสอน กศ.ขั้นพื้นฐาน   หนังสืออนุญาตนี้ใช้สมัครเรียน ป.บัณฑิตได้ แต่ใช้สมัครสอบครูผู้ช่วยไม่ได้  ถ้าหนังสืออนุญาตนี้หมดอายุหรือย้ายสถานศึกษา ก็ต้องขออีกเป็นครั้งที่สอง - สาม ( ขอได้สามครั้งรวมไม่เกิน 6 ปีเท่านั้น ต้องรีบเรียน ป.บัณฑิต หรืออบรม ให้ผ่านก่อนหนังสือจะหมดอายุครั้งที่สาม )
             - ดูแนวปฏิบัติการขอหนังสืออนุญาต ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/teacherOKcri.pdf 
             - ดาวน์โหลดแบบขออนุญาตฯ (คส.09.10) และตัวอย่างหนังสือนำส่งจากสถานศึกษา ที่  http://www.pattani2.go.th/activity/detail_download.php?aid=31
             - ดูตัวอย่างตารางสอน ตอนท้ายข้อ 8 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/507502 
              ( สถานศึกษาต้องส่งเรื่องถึงคุรุสภาก่อนสิ้นสุดสัญญาจ้างไม่น้อยกว่า 4 เดือน  ครูจ้างเหมาบริการก็ต้องขอ )

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

1.ถ้าประเมินฯเทียบระดับฯสูงสุดฯผ่านไม่หมดอีก จะทำอย่างไร, 2.ไม่มีการยกครู ศรช.ขึ้นเป็นพนักงานราชการ, 3.ครูอาสาเกษียณอายุ 60 ปี จะจ้างต่อเป็นตำแหน่งอื่นแบบจ้างเหมาบริการได้ไหม, 4.จ้างเหมาบริการแบบใด แยกทำสัญญารายคนได้โดยไม่ถือว่าแบ่งซิ้อแบ่งจ้าง, 5.นศ.นำใบประกาศนวดแผนไทย 400 ชม.มาขอเทียบโอน ถ้าในหลักสูตรสถานศึกษาไม่มีรายวิชานวดแผนไทย ต้องพัฒนาหลักสูตรขึ้นมาให้เขาเทียบโอนหรือไม่, 6.วุฒิบัตรผู้ผ่านหลักสูตรการรู้หนังสือ, 7.คะแนนปลายภาควิชาเลือกบังคับ ต้องผ่าน 30 %



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้
 

         1. ถ้าผู้เทียบระดับฯสูงสุดฯ ผ่านไม่หมด มีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
             - ถ้าวุฒิเดิมของเขาเป็นวุฒิ ม.ต้น  ให้สมัครและเทียบโอนเข้าเรียนต่อ กศ.ขั้นพื้นฐาน ระดับ ม.ปลาย
             - ถ้าเหลือหลายวิชา  ให้แนะแนวให้เปลี่ยนไปเทียบระดับฯแบบไต่ระดับ  โดยเริ่มต้นประเมินใหม่ต่อจากวุฒิเดิม เช่น วุฒิเดิมเป็น ป.6 ก็เริ่มต้นเทียบระดับ ม.ต้นใหม่
             - ถ้าผู้เทียบระดับฯสูงสุดฯ ยืนยันจะเทียบระดับฯสูงสุดฯต่อ  ก็ให้ลงทะเบียนต่อไปจนครบ 5 ปีของการสะสมผลการประเมิน  ( ค่าลงทะเบียนเทียบระดับฯสูงสุดฯคนละ 750 บาท ถ้าเป็นเทียบระดับฯแบบไต่ระดับ คนละ 3,000 บาท )
             ทั้งนี้ให้เป็นไปตามความสมัครใจ

         2. คืนวันที่ 30 ส.ค.59 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  ตำบลที่ไม่มีครู กศน.ตำบลและตำบลนั้นยังไม่มีตำแหน่ง อย่างนี้คือจะมีตำแหน่งมาให้ใช่ไหม แล้วจะยกครู ศรช.ที่รักษาการหัวหน้า กศน.ตำบลขึ้นเป็นพนักงานราชการเลยไหม หรือว่าให้ตำแหน่งมาแล้วเปิดสอบ

             ผมตอบว่า   ต้องรอจนกว่าจะมีอัตราว่างจากจังหวัดอื่น ถ้าที่ไหนที่ เดิมมีครู กศน.ตำบลเกินกรอบตามที่กำหนด แล้วมีคนลาออก/เสียชีวิต/เลิกจ้าง/เกษียณ จึงจะมีอัตราว่างมาให้แห่งที่ยังไม่มี ถ้าไม่ลาออก/เสียชีวิต/เลิกจ้าง/เกษียณ ก็ยังไม่มีอัตราว่างมาให้

             ไม่มีการยกครู ศรช.ที่รักษาการหัวหน้า กศน.ตำบล ขึ้นเป็นพนักงานราชการเลยหรอก ถ้าได้อัตรามาแล้วจังหวัดนั้นไม่มีครู กศน.ตำบลสอบขึ้นบัญชีค้างอยู่ ก็ต้องเปิดสอบใหม่  การสอบพนักงานราชการ ก.พ.ร.ก็กำหนดบังคับให้ต้องรับสมัครจากบุคคลทั่วไป

         3. วันที่ 12 ก.ย.59 พิศมัย นันท์พงศ์ ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  ครูอาสาเกษียณอายุ 60 ปี สามารถจ้างเหมาบริการตำแหน่งนักวิชาการ โดยใช้เงินอุดหนุน จ้างได้ไหม อายุ 60 ปีจ้างต่อได้ไหม

             เรื่องนี้   กลุ่มงานพัสดุ กลุ่มงานคลัง กศน. บอกว่า ให้ดูคุณสมบัติการจ้างเหมาบริการ ตำแหน่งต่าง ๆ ที่สำนักงาน กศน.กำหนดไว้  ( ดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/EmployMaoDoc.pdf )
             มีบางตำแหน่งที่กำหนดอายุ เช่นตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ (ส่วนภูมิภาค) กำหนดว่า ต้องเป็นเพศชาย อายุ 25 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 60 ปี

             แต่ตำแหน่งส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดอายุไว้ ถ้าไม่ได้กำหนดอายุไว้ก็จ้างได้

             แต่ การจ้างเหมาบริการต้องจ้างให้ตรงกับเงินที่ใช้จ้าง เช่น จะจ้างตำแหน่งบรรณารักษ์ ต้องได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อการจ้างเหมาบริการตำแหน่งบรรณารักษ์โดยเฉพาะ  หรือจะใช้เงินอุดหนุนจ้าง ก็จะจ้างเหมาบริการในตำแหน่งที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน กศ.ขั้นพื้นฐานโดยตรง ไม่ได้ เช่นจ้างในตำแหน่ง จนท.การเงิน บัญชี แม่บ้าน ทำความสะอาด ไม่ได้ เป็นต้น
 

         4. ตามที่เปลี่ยนมอบอำนาจให้ ผอ.สนง.กศน.จังหวัด/กทม. เป็นผู้จ้างเหมาบริการทุกตำแหน่งนั้น เนื่องจากจังหวัดต้องจ้างรวมทั้งจังหวัดพร้อมกันทุกอำเภอจำนวนมากหลายคน เกรงว่าวงเงินจะเกินอำนาจหรือเกินที่จะจ้างโดยวิธีตกลงราคา

             สนง.กศน.แจ้งว่า ถ้าจ้างเหมาบุคคลธรรมดาที่มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์มีความชำนาญเฉพาะตัว โดยเห็นผลงานผู้นั้นมาก่อนแล้ว เช่นการจ้าง บรรณารักษ์ ครู ศรช. ครูผู้สอนคนพิการ ครูผู้สอนเด็กเร่ร่อน ครูประจำกลุ่ม ครู กพด. ครู ปวช. ครูชาวเล  สามารถทำสัญญาจ้างเหมาเป็นรายบุคคลได้โดยไม่ถือว่าเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง

             อนึ่ง ถ้าวงเงินตลอดสัญญาเกินที่จะจ้างด้วยวิธีตกลงราคา ก็ใช้ดุลยพินิจจ้างด้วยวิธีพิเศษหรือวิธีอื่นที่เหมาะสม
             ดูหนังสือแจ้งนี้ ได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/jangmhou.pdf  

 

         5. คืนวันที่ 21 ก.ย.59 อ.สุภาวดี ถามผมทางไลน์ ว่า  การเทียบโอนความรู้ประสบการณ์แบบมีหลักฐาน นศ.เอาใบประกาศนวดแผนไทย 400 ชม.มาขอเทียบโอน  ในโครงสร้างหลักสูตรของสถานศึกษาเราไม่มีรายวิชานวดแผนไทย เราต้องสร้าง/พัฒนาหลักสูตรขึ้นมาใหม่เพื่อเทียบโอนให้เขาหรือไม่

             ผมตอบว่า   ดูว่าในหลักสูตรสถานศึกษามีวิชาที่สอดคล้องกับวิชานวดแผนไทยถึง 60 % ไหม ถ้ามีก็เทียบโอนเป็นวิชานั้นได้

             ตามแนวทางการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ หมอนวดแผนโบราณ ( ดูได้ในคู่มืออบรมครู กศน.ขับเคลื่อนการจัดทำแผนการเรียนรู้รายบุคคล หน้า 189-191 ) กำหนดว่า หมอนวดแผนโบราณ สามารถเทียบโอนได้ในสาระการประกอบอาชีพ วิชาบังคับ 3 วิชา 8 หน่วยกิต และวิชาเลือกอีกหลายวิชา

             วิชาบังคับสามารถเทียบโอนได้เลย ส่วนวิชาเลือกแม้มีหลักสูตรส่วนกลางหรือสถานศึกษาอื่นอยู่แล้ว ก็ต้องมีรายวิชานี้อยู่ในหลักสูตรของสถานศึกษานั้น จึงจะเทียบโอนได้ ถ้าไม่มี ก็แล้วแต่สถานศึกษาว่าจะพัฒนาหรือนำหลักสูตรรายวิชาเข้ามาในหลักสูตรสถานศึกษาหรือไม่ แต่โดยปกติวิชาที่จะพัฒนาหรือนำเข้ามา ควรสอดคล้องกับเอกลักษณ์-อัตลักษณ์ของสถานศึกษานั้นด้วย  ถ้าสถานศึกษา+กรรมการสถานศึกษาไม่เห็นควรจะพัฒนาหรือนำหลักสูตรรายวิชานั้นเข้ามาในหลักสูตรสถานศึกษานั้น ก็เทียบโอนไม่ได้





         6. มีผู้ขอตัวอย่างวุฒิบัตรผู้ผ่านหลักสูตรการรู้หนังสือไทย

             กลุ่มพัฒนา กศน.บอกว่า ให้แต่ละสถานศึกษาออกแบบเอง

             ( เคยเห็นของบางจังหวัดนานแล้ว บางประโยคล้าสมัยแล้ว  ถ้าใครมี ช่วยนำมาเผยแพร่จะขอบคุณมาก )
 

         7. วันที่ 22 ก.ย.59 มีผู้ถามผมทางโทรศัพท์ 1 คน และทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กอีก 1 คน ว่า  วิชาเลือกบังคับ 2 วิชา ต้องผ่านเกณฑ์คะแนนสอบปลายภาค 30 % หรือไม่  โปรแกรม ITw ปรับแก้เกณฑ์นี้หรือยัง

             เรื่องนี้  กลุ่มพัฒนา กศน.บอกว่า ให้ใช้เกณฑ์ปลายภาค 30 % เหมือนวิชาบังคับ ตั้งแต่ภาค 1/59

             ในช่วงที่โปรแกรม ITw ยังปรับปรุงไม่เสร็จ ถ้าจะลงคะแนนปลายภาค 2 วิชานี้ ให้ปรับเกณฑ์ในตารางระบบ เป็นเกณฑ์ปลายภาควิชาเลือก 30 %
             เมื่อลงคะแนนปลายภาค 2 วิชานี้เสร็จแล้ว จะลงคะแนนวิชาเลือกอื่น ให้เปลี่ยนเกณฑ์วิชาเลือกเป็นตามที่สถานศึกษากำหนด ( วิชาที่ลงคะแนนเสร็จไปแล้ว ถึงจะเปลี่ยนเกณฑ์ในตารางระบบ ผลคะแนนก็จะไม่เปลี่ยน )


วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559

1.มีผู้ไม่รู้หนังสือแค่นี้ จะไปหาที่ไหนอีก, 2.ตัวอย่างประกาศจัดตั้งแหล่งเรียนรู้, 3.ใช้เกณฑ์เดิมไปแล้ว อัตราสูงกว่าเกณฑ์ใหม่ จะเบิกได้ไหม ?, 4.การจัดสรรเหรียญตราเครื่องราชฯ, 5.จัดอาชีพ เบิกจ่ายค่าวัสดุกับค่าวิทยากรอย่างไร, 6.ปรับเงินเดือนตามวุฒิที่สูงขึ้น, 7.กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้ใช้งบตามเกณฑ์รายหัวคูณจำนวน นศ.ที่ร่วมโครงการ เท่านั้น



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. เช้ามืดวันที่ 18 ธ.ค.58 ประสิทธิ์ ศรีบุญเรือง ถามผมในหน้าเฟซบุ๊ค ว่า  ครูอาสาสมัครที่สอนผู้ไม่รู้หนังสือ จำนวน 35 คน ใน 2 ไตรมาสต้องมีผู้เรียนจบตามหลักสูตรขั้นต่ำกี่คน หรือว่าต้องจบทั้ง 35 คน

                 ผมตอบว่า   ไม่มีเกณฑ์ว่าผู้เรียนจบ/ผ่านเท่าไร ถ้าใครไม่ผ่านก็พยายามสอนต่อไปในไตรมาส 3-4 จนกว่าจะผ่าน โดยจ่ายค่าสอนหัวละ 500 บาทได้เฉพาะที่สอนแล้วผ่าน คนที่ไม่ยังไม่ผ่านก็ยังไม่นับเป็นผลงาน ถ้าไม่ผ่านจริง ๆ ก็สอนคนอื่นเพิ่มให้รวมผ่านตามเป้า

                 ผู้ถาม ถามต่อ ว่า  ศศช.ของผมมีผู้ไม่รู้หนังสือแค่ 60 คน จะไปหาที่ไหนอีก
                 ผมตอบว่า  ถ้ายังมีเป้าที่ส่วนกลางหรือจังหวัดกำหนด ก็ให้
                 1)  หาหลักฐานว่ามีผู้ไม่รู้หนังสือแค่นี้ เช่น ขอถ่ายเอกสาร จปฐ.ตัวชี้วัดที่ 20 จาก สนง.พัฒนาชุมชน ( ดูตัวอย่างที่  https://db.tt/jatSKClb  จะสรุปไว้ว่าผู้ไม่รู้หนังสืออยู่ที่บ้านเลขที่เท่าไรกี่คน ) นำมาประกอบกับบันทึกรับรองของตนเองว่าสำรวจเองด้วยแล้วไม่มีผู้ไม่รู้หนังสือมากกว่านี้ เสนอ ผอ.กศน.อำเภอพิจารณา
                 2)  เสนอให้ หมู่บ้าน/ตำบล อื่น สำรวจหาผู้ไม่รู้หนังสือเพิ่มเติม เพื่อทดแทนผู้ไม่รู้หนังสือของหมู่บ้าน/ตำบลนี้ ให้ได้ผลงานไม่น้อยกว่าเป้าของอำเภอ ที่ส่วนกลางหรือจังหวัดกำหนด
                 3)  ถ้าทุกหมู่บ้านทุกตำบล ต่างก็มีหลักฐานว่าไม่มีผู้ไม่รู้หนังสือมากกว่านี้ และไม่มีผู้จบตามเป้า ก็ยอมปล่อยให้ ผลการปฏิบัติงานด้านการสอนผู้ไม่รู้หนังสือของ หมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ ไม่ได้ตามเป้าหมายไป โดยครูอาสาฯสอน กศ.ขั้นพื้นฐานแทนให้ครบตามเกณฑ์

 

         2. คืนวันเสาร์ที่ 19 ธ.ค.58 Nannapat Konggate ถามต่อท้ายโพสต์ในหน้าเฟซบุ๊คผม ว่า  มีตัวอย่างประกาศจัดตั้งแหล่งเรียนรู้มั๊ย
                 ผมตอบว่า   ลองดูที่
https://db.tt/4lLXlmJe

         3. ดึกวันที่ 24 ธ.ค.58 Tidtima Dangsakul ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  ถ้าเราเปิดช่างพื้นฐาน เบิกเงินค่าวัสดุตามคู่มือและหนังสือเดิมไปแล้ว อัตราสูงกว่าในคู่มือใหม่ จะเบิกได้มั๊ย

             ผมตอบว่า   ต้องคอยดูต่อไปว่า หลักเกณฑ์ใหม่ในร่างคู่มือใหม่จะกำหนดให้เริ่มใช้เมื่อไร ย้อนหลังหรือไม่ แต่โดยทั่วไปจะไม่ย้อนหลัง ถ้าเบิกตามคู่มือและหลักเกณฑ์เดิมไปแล้ว ก็เบิกได้ เพราะซื้อวัสดุแล้วคืนไม่ได้

             ( กรณี ถ้าหลักเกณฑ์ใหม่มีผลย้อนหลัง และเบิกได้สูงกว่าหลักเกณฑ์เดิม จะเบิกเพิ่มได้ไหม ก็เช่นกัน คือ
               1)  ถึงแม้เกณฑ์ที่ "เบิกได้ไม่เกิน" จะเปลี่ยนไป แต่ยอดงบประมาณรวมของแต่ละกลุ่มก็เท่าเดิม ถ้าเดิมเบิกเต็มตามงบที่ได้ไปแล้ว จะเปลี่ยนเพิ่มอย่างหนึ่งก็ต้องลดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ยอดรวมไม่เกิน
               2)  ถ้าการเรียนการสอนเสร็จไปแล้ว จะซื้อวัสดุเพิ่มเติมย้อนหลังไม่ได้
               3)  ถ้าเดิมยังเบิกไม่เต็มตามงบที่ได้รับ และการเรียนการสอนยังไม่เสร็จ รวมทั้งหลักเกณฑ์ใหม่ใช้ย้อนหลังได้ ก็ยังขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้บริหารระดับอำเภอ/จังหวัด ว่าจะให้เปลี่ยนหรือไม่ )

         4. วันอาทิตย์ที่ 27 ธ.ค.58 ผมเผยแพร่เรื่องการจัดสรรเหรียญตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ( เครื่องราชฯ ปี 57 แจ้งยอกจัดสรรเมื่อ ธ.ค.58 ) ลงในเฟซบุ๊ค ว่า

             แต่ละสังกัด จะได้รับจัดสรรเหรียญตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย ไม่ครบตามจำนวนคนที่ได้รับพระราชทาน
             จึงให้ ผู้ที่ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าได้รับพระราชทาน และประสงค์จะขอรับเหรียญตราเครื่องราชฯ  แสดงความจำนงขอรับเหรียญตรา แล้วให้ สนง.กศน.จังหวัด/กทม. รวบรวมทำหนังสือส่งสำนักงาน กศน.
             โดยสำนักงาน กศน.จะจัดสรรเหรียญตราเครื่องราชฯให้กับผู้แสดงความจำนงขอรับ ที่อายุราชการสูงสุดลงมาตามลำดับ
             เช่น กศน.ได้รับการจ่ายเหรียญตราเครื่องราชฯ ประจำปี 57 มาให้พนักงานราชการ 51 ราย ( ชาย 16 หญิง 35 ) แต่พนักงานราชการที่มีรายชื่อประกาศในราชการกิจจานุเบกษา มีจำนวน 386 ราย ( ชาย 128 หญิง 258 )  ถ้ามีพนักงานราชการแสดงความจำนงขอรับเกิน 51 ราย ก็จะจัดสรรให้ผู้แสดงความจำนงที่อายุราชการสูงสุดลงมาตามลำดับ 16 คนแรก ( ชาย ) และ 35 คนแรก (หญิง ) เป็นต้น
              ( ใครไม่ได้รับจัดสรรเหรียญตรา ให้จัดซื้อ/จัดหาเอง )






         5. วันที่ 7 ม.ค.58 Mintada Buddavon ถามต่อท้ายโพสต์บนไทม์ไลน์เฟซบุ๊คผม ว่า  การเบิกจ่ายค่าวัสดุกับค่าวิทยากรในการจัดอาชีพแบบกลุ่มสนใจ หนึ่งคน...หนึ่งอาชีพ ใช้หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายอย่างไร

             ผมตอบว่า หนึ่งคน...หนึ่งอาชีพ ก็คือ การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ/โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ระเบียบหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายก็เหมือนกัน โดยระเบียบหลักเกณฑ์ที่เป็นทางการในปัจจุบันนี้ การศึกษาต่อเนื่องทุกประเภทเบิกจ่ายได้เท่ากันหมด ไม่ว่าจะจัดแบบไหน คือ
             - ค่าตอบแทนวิทยากร ชั่วโมงละไม่เกิน 200 บาท
             - ค่าวัสดุฝึก เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น เหมาะสม ประหยัด และเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร หลักสูตรละไม่เกิน 2,000 บาท ต่อผู้เรียน 1 คน
              ระเบียบหลักเกณฑ์นี้ใช้คำว่า "ไม่เกิน" จึงต้องถามอำเภอ/จังหวัดด้วยว่า จะกำหนดให้เบิกจ่ายต่ำกว่านี้หรือไม่

         6. คืนวันเดียวกัน ( 7 ม.ค.58 ) นายยงรัก ชูดวงจันทร์ ถามในแฟนเพจเฟซบุ๊คผม ว่า  บรรจุเป็นครูผู้ช่วย กศน. เมื่อวันที่ 20 เม.ย.58 และเรียน จบ ป.โท บริหารการศึกษา เมื่อวันที่ 28 ต.ค.58 ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนยื่นเรื่องขอปรับวุฒิ ถามว่าต้องใช้เวลานานไหมถึงจะเสร็จกระบวนการ และสามารถปรับเงินเดือนได้ประมาณเท่าไหร่

             ผมตอบว่า
             1)  ที่ผ่านมา จังหวัดส่งเรื่องขอปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการครูฯให้ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นตามคุณวุฒิ เมื่อ 25 ก.ย.57 สนง.กศน.ตอบกลับมาเมื่อ 11 ธ.ค.58 ใช้เวลาปีกว่า
             อย่างไรก็ตาม ถ้าถูกต้องตามขั้นตอน เช่น ได้รับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรองสำหรับข้าราชการครู กศน.สูงขึ้น  ยื่นคำขอปรับอัตราเงินเดือนภายใน 60 วันนับจากวันที่ได้รับคุณวุฒิสูงขึ้น  ก็จะได้รับการปรับอัตราเงินเดือนย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ได้รับคุณวุฒิสูงขึ้น  ถ้ายื่นคำขอหลัง 60 วัน จะปรับเงินเดือนย้อนหลังไปถึงวันที่ยื่นคำขอ
              ( ถ้าอยู่ กศน.อำเภอ ก็บันทึกเสนอ ผอ.กศน.อ.เรื่องขอเพิ่มวุฒิการศึกษาในทะเบียนประวัติและขอปรับอัตราเงินเดือนให้ได้รับเงินเดือนสูงขึ้นตามคุณวุฒิ พร้อมแนบปริญญาบัตร ทรานสคริปท์ ที่รับรองสำเนาถูกต้อง จากนั้นทำหนังสือจากอำเภอถึงจังหวัด จังหวัดจะบันทึกคุณวุฒิลงแฟ้มประวัติ กพ.7 แล้วทำหนังสือส่งต่อไปให้ สนง.กศน.ดำเนินการ )

             2)  ปัจจุบัน ( ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.7/ว21 ลงวันที่ 13 ธ.ค.56 ) กำหนดอัตราเงินเดือนตำแหน่งครูผู้ช่วย วุฒิ ป.โททั่วไป 17,690 บาท  ถ้าในวันที่ได้รับคุณวุฒิ ป.โท หรือวันที่ยื่นคำขอ อัตราเงินเดือนถึง 17,690 บาทแล้ว ก็จะไม่สามารถปรับอัตราเงินเดือนให้สูงขึ้นได้ แต่ก็ให้ยื่นคำขอเพิ่มวุฒิการศึกษาในทะเบียนประวัติ ก.พ.7
              ( ช่วงการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ไม่มีสิทธิขอลาศึกษาต่อทั้งภาคปกติ และภาคนอกเวลาโดยใช้เวลาราชการบางส่วน เนื่องจากหากใช้เวลาไปศึกษาจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการเตรียมความพร้อมและ พัฒนาอย่างเข้ม  ต้องเริ่มเรียนมาก่อน หรือเริ่มเรียนหลังการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม หรือเรียนแบบไม่ใช้เวลาราชการเลย )

 

         7. วันที่ 25 ม.ค.59 เสรีชน คนแคมของ ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  กรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่ให้รายหัวมา จัด ปวช.รายหัวละ 530 การเงินแจ้งว่าต้องจัดต่อโครงการคือเป้าหมาย 100 คน ก็เอา 100 คูณ 530...ใช้ได้เท่านั้น แต่ละโครงการไม่เกินนั้น...ถูกไหม....แต่ละภาคเรียนน่าจะนำมาถัวเฉลี่ย ได้...

             ผมตอบว่า   ตามกรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน กำหนดให้ "เบิกจ่ายภายในวงเงินรายหัวผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมในภาคเรียนนั้นๆ" ฉะนั้นจะนำไปถัวกับภาคเรียนอื่นไม่ได้
             ส่วนถ้าจะถัวจ่ายภายในภาคเรียนเดียวกัน ต้องทำแผน/โครงการ ให้มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายเต็มตามจำนวนนักศึกษาทั้งหมด จึงจะเบิกจ่ายเงินที่ได้รับจัดสรรทั้งหมดได้
             โดยอาจมีกิจกรรม/โครงการย่อย มากกว่า 1 โครงการ บางโครงการอาจใช้งบต่ำกว่ารายหัว ( ปวช. 530 บาท ) แต่บางโครงการอาจใช้งบสูงกว่ารายหัว

              ( กศน.จ.พระนครศรีอยุธยา ให้ กศน.อำเภอ ส่งแผนการจัดโครงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ว่าภาคเรียนนี้จะจัดกิจกรรม/โครงการอะไรบ้าง ถ้ารวมเงินทุกกิจกรรม/โครงการ เต็มตามที่ได้รับจัดสรร กลุ่มเป้าหมายรวมทุกโครงการก็ต้องเป็น นศ.ทั้งหมด )
             ลองอ่านคำตอบเก่า ๆ ใน
             - ข้อ 7 ที่  https://www.gotoknow.org/posts/517947
             - ข้อ 6 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2014/11/ep.html