แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วันหยุด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วันหยุด แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

1.หยุดชดเชยวันเดียว, 2.คำถามเรื่องเทียบโอน ที่แสดงถึงการทำผิดระเบียบ, 3.นศ.สอบ N-NET แล้วไม่จบ ลาออกสมัครใหม่ ได้รหัสใหม่ ต้องสอบ N-NET ใหม่ไหม, 4.พา นศ.ไปศึกษาดูงาน ต้องขออนุญาตผู้ปกครองไหม, 5.เป็นโรคประจำตัวเหล่านี้ สมัครสอบราชการได้ไหม, 6.จ้าง ขรก.กศน.แห่งอื่นที่ไม่ใช่ตำแหน่งครู ให้เป็นครูประจำกลุ่มได้ไหม, 7.กศน.ทำสัญญาจ้างครูแค่ 6 เดือน จะขอ/ต่อหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพครูได้หรือ



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. วันอาสาฬหบูชา–วันเข้าพรรษา ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 8-9 ก.ค.60 ให้หยุดชดเชยในวันจันทร์ที่ 10 ก.ค.60 เพียงวันเดือน ตามมติ ครม.ปี 2547 ( ในภาพประกอบโพสต์นี้ ) ซึ่งถือเป็นวันหยุดชดเชยวันอาสาฬหบูชา ส่วนวันเข้าพรรษาไม่หยุดชดเชย




         2. ดึกวันอาทิตย์ที่ 18 มิ.ย.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  เรื่องเทียบโอนของ นศ. หลังจากเด็กมาสมัครเรียนแล้ว บางคนต้องไปตามวุฒิที่ไม่จบจากโรงเรียนเดิมมาทำเรื่องขอเทียบโอนกับเรานานกว่าจะได้ เพราะส่วนมากต้องรอ รร.เปิดจึงจะได้  ขอถามว่า มีระเบียบกำหนดไหมว่า ให้ยื่นกี่วันหลังจากวันสมัครหรือปิดรับสมัคร หรือแล้วแต่อำเภอตกลงกัน

             ผมตอบว่า  คำถามนี้แสดงถึงการดำเนินการที่ผิดระเบียบนะ เพราะตามระเบียบต้องลาออกจากโรงเรียนเดิม ได้ใบระเบียนที่ระบุว่า “ศึกษาต่อที่อื่น” มาก่อน เราจึงจะรับสมัครขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาได้ มิฉะนั้นจะเป็นการเรียนสองแห่งเหลื่อมซ้อนกัน  ( ในใบสมัครเรียนก็มีข้อความรับรองว่า “...ไม่อยู่ในระหว่างการศึกษาในระบบโรงเรียนทุกสังกัด ... หากตรวจสอบพบภายหลัง... ให้คัดชื่อออก และหากตรวจสอบพบภายหลังที่จบหลักสูตรไปแล้ว .. ให้ .. ยกเลิกหลักฐานการศึกษา ...” )
             ส่วนเรื่องการเทียบโอนนั้น แล้วแต่อำเภอจะกำหนด ( เรื่องนี้ผมเคยโพสต์มากกว่า 3 ครั้งแล้ว )  ซึ่งไม่จำเป็นต้องยื่นในภาคเรียนแรกด้วย  ที่กำหนดไว้ในหนังสือแนวทางการเทียบโอนฯ หน้า 4 ว่า
“ควรดำเนินการในภาคเรียนแรกที่นักศึกษาขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา หรือขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานศึกษา” นั้น ก็เพราะ ถ้าไปเทียบโอนในภาคเรียนหลังอาจพบว่ามีบางวิชาเทียบโอนได้โดยไม่ต้องเรียน แต่ให้เรียนไปในภาคเรียนแรกแล้ว  ฉะนั้น ปกติจะให้เทียบโอนก่อนแล้วจึงลงทะเบียนเรียนวิชาที่เหลือ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาลงทะเบียนเรียนวิชาที่เทียบโอนได้  แต่อย่างไรก็ตาม ภาคเรียนอื่น ๆ สถานศึกษาก็สามารถให้เทียบโอนได้





         3. วันที่ 19 มิ.ย.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  กรณี นศ.กศน.หลักสูตรพื้นฐาน 2551 เข้าเรียน ภาคเรียนที่ 1/56 สอบ N-NET ในภาคเรียน 1/59 แต่ไม่จบ และลงทะเบียนเรียนไม่ต่อเนื่อง จึงลาออกแล้วสมัครใหม่ในภาคเรียนที่ 2/59 สถานศึกษาเดิม ในหลักสูตรเดียวกัน โดยเทียบโอนผลการเรียนเดิม แต่ได้รหัส นศ.ใหม่  จะต้องสอบ  N-NET อีกไหม

             เรื่องนี้   ( ผมถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้คำตอบว่า วันที่ลาออก : วันที่ ที่ระบุในใบ รบ.ฉบับที่ลาออก เป็นวันที่หลังวันสอบ N-NET )  ผมจึงตอบว่า  ไม่ต้องสอบ N-NET ใหม่  โดยบันทึกเรื่องการสอบ N-NET ของ นศ.ที่สมัครใหม่ รหัส 592... ... ว่าสอบ N-NET ในภาคเรียนที่ 1/59  ( ถึงแม้จะสอบก่อนที่จะสมัครขึ้นทะเบียนใหม่ ก็ไม่เป็นไร )

             ในกรณีที่ย้ายสถานศึกษา เนื่องจากในใบ รบ.ไม่ได้ระบุว่าสอบ N-NET ในภาคเรียนใด แต่สถานศึกษาแห่งใหม่ต้องระบุในระบบทะเบียนว่าสอบ N-NET ในภาคเรียนใด  ฉะนั้น สถานศึกษาเดิมควรทำหนังสือรับรองอีก 1 ฉบับ แนบใบ รบ. โดยระบุว่าสอบ N-NET ในภาคเรียนใด

         4. เย็นวันที่ 22 มิ.ย.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  ในการที่เราจะพานักศึกษาไปศึกษาดูงานแล้วมีการค้างคืน ต้องมีการทำหนังสือขออนุญาตผู้ปกครองรึเปล่า

             ผมตอบว่า   ตามระเบียบ/มาตรการ การพานักศึกษาไปนอกสถานศึกษา ไม่ว่าจะค้างคืนหรือไม่ค้างคืน ต้องทำหนังสือขออนุญาตทั้งผู้ปกครองและผู้บังคับบัญชา
             ดู ระเบียบ/มาตรการ แบบฟอร์มหนังสือขออนุญาต ได้ที่
            
https://dl.dropboxusercontent.com/u/109014048/PDF/studentGoStady.pdf

         5. วันเดียวกัน ( 26 มิ.ย.60 ) มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  การสมัครสอบราชการ นอกจากโรคที่ต้องห้ามในการรับสมัครสอบแล้ว หากเรามีโรคประจำตัว เช่น โรคเกาต์ เบาหวานและอื่นๆ สามารถสมัครสอบได้หรือเปล่า และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องระบุในการสมัคร หากเราไม่ระบุจะมีผลอย่างไร

             ผมตอบว่า   โรคไม่ติดต่อเหล่านี้ เมื่อไม่ใช่โรคต้องห้ามก็สมัครสอบได้ ไม่ต้องระบุในใบสมัคร
             
( ให้ดูในประกาศรับสมัคร   สำหรับข้าราชการพลเรือน ต้องไม่เป็นโรคต้องห้ามตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยโรค พ.ศ.2553 ซึ่งได้แก่
            
1)  วัณโรคในระยะแพร่กระจายเชื้อ
            
2)  โรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
            
3)  โรคติดยาเสพติดให้โทษ
            
4)  โรคพิษสุราเรื้อรัง
            
5)  โรคติดต่อร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังที่ปรากฏอาการเด่นชัดหรือรุนแรงและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ ที่ ก.พ. กำหนด

             ส่วนข้าราชการครู ต้องไม่เป็นโรคต้องห้ามตาม กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยโรค พ.ศ. 2549 ซึ่งได้แก่
            
1)  โรคเรื้อนในระยะติดต่อหรือในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
            
2)  วัณโรคในระยะติดต่อ
            
3)  โรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
            
4)  โรคติดยาเสพติดให้โทษ
            
5)  โรคพิษสุราเรื้อรัง )

         6. วันที่ 29 มิ.ย.60 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์แฟนเพจเฟซบุ๊คผม ว่า  ในกรณีที่ กศน.เขตจะจ้างครูประจำกลุ่ม เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงาน กศน.(อยู่ศูนย์เทคโน) ไม่ได้เป็นข้าราชการครู สามารถเบิกค่าตอบแทนครูกลุ่มให้ได้ไหม  เดิมเขาเป็นครู ศรช เพิ่งสอบเป็นนักวิชาการได้ เลยจะจ้างเขาเป็นครูกลุ่มต่อ  กศน.เขตจะประชุมครูกลุ่มในวันอาทิตย์หลังสอนเสร็จ และน้องคนที่กล่าวถึงเขามีใบประกอบวิชาชีพครูแล้ว เลยอยากทราบว่าถ้าเป็นข้าราชการสังกัดสำนักงาน กศน.แต่ไม่ใช่ครู เบิกเงินเป็นค่าครูกลุ่มได้ไหม

             ผมตอบว่า   เขาจะมีเวลาให้หรือ.. งานของครูประจำกลุ่มไม่ใช่มีแต่การสอนกับการประชุม จะมีงานอื่น ๆ ก่อนและหลังการสอน ( เช่น การทำแผนเตรียมการสอน การบันทึกหลังการสอน การตรวจงาน ) การจัดทำเอกสารต่าง ๆ ฯลฯ
             กศน.มีนโยบายให้ บุคลากรในสังกัด กศน. ไม่ว่าจะใช่ครูหรือไม่ใช่ครู สอน กศ.ขั้นพื้นฐานได้ เช่น บรรณารักษ์ หรือแม้แต่บุคลากรบน สนง.กศน.จังหวัด ให้สอนเพื่อให้มีสิทธิเรียน ป.บัณฑิต แต่ให้สอนโดยไม่เบิกค่าตอบแทน

         7. ดึกวันที่ 3 ก.ค.60 มีผู้ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ค ว่า  สัญญาจ้างเหมาบริการซึ่งทำครั้งละ 6 เดือน เหลือไม่ถึง 4 เดือนสามารถขอหนังสืออนุญาตปฏิบัติการสอนโดยไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู ได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้ มีแนวทางแก้ไขหรือหลักเกณฑ์อย่างไร

             เรื่องนี้  ท่าน อ.ณภัค ( คุรุสภา ) บอกว่า ต้องเหลืออย่างน้อย 4 เดือน
             ( ฉะนั้น ให้รีบทำเรื่องเสนอขอหรือต่ออายุหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพฯโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ทันทีที่ทำสัญญาจ้างเสร็จ  ใครไม่เชื่อ/ไม่รู้/ไม่จำ ก็ตามใจ  ถ้าตอนนี้เหลือไม่ถึง 4 เดือนแล้วก็คงต้องรอทำสัญญาใหม่ก่อนแล้วจึงรีบขอหรือต่ออายุ )


วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560

1.วันหยุดชดเชย, 2.การย้ายพนักงานราชการ, 3.ยื่นขอวิทยฐานะเชิงประจักษ์ใหม่อีกไม่ได้แล้ว, 4.หนังสือรับรองสิทธิคืออะไร, 5.ผอ.ไม่ให้เบิกค่าไปราชการ-ผอ.ใช้จ่ายเงินไม่มีรายละเอียด, 6.ออกใบวุฒิ ม.ต้น พร้อม ม.ปลาย, 7.อนุมัติจบหลักสูตรวันไหน พร้อมกันทั่วประเทศหรือไม่



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. คืนวันอาทิตย์ที่ 26 มี.ค.60 ผมโพสต์ในเฟซบุ๊กว่า “หยุด 5 วัน ( 13-17 เม.ย.60 )"
             ปรากฏว่าคืนนั้นมีผู้ถามผมทางกลุ่มไลน์ว่า  
“ปฏิทินหยุด 13-16 ชดเชย 17 หรือ”
             ผมตอบว่า  
“วันสงกรานต์จะหยุดราชการประจำปีในวันที่ 13-15 แต่ 15 ตรงกับวันเสาร์ จึงชดเชยวันจันทร์ที่ 17”
             ผู้ถาม ยังถามต่อ ว่า  
“แต่ปฏิทินไม่ขึ้นเป็นวันหยุด ต้องทำเวรใหม่”

             ผมตอบว่า  มีผู้ทำปฏิทินเป็นร้อยราย แตกต่างกัน ( ปฏิทินในไดอารี กศน. ก็ไม่หยุดชดเชยวันที่ 17 )  เราจะถือปฏิบัติตามปฏิทินไม่ได้ ต้องถือปฏิบัติตามมติ ครม.

             สำหรับ “วันหยุดชดเชยวันหยุดราชการประจำปี” ( ไม่นับวันหยุดของรัฐวิสาหกิจหรือธนาคาร ) ในปัจจุบัน ครม.มีมติเมื่อวันที่ 1 พ.ค.44 ว่า
            
“กรณีวันหยุดราชการประจำปีวันใดตรงกับวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ ให้เลื่อนวันหยุดราชการประจำปีวันนั้นไปหยุดในวันทำการถัดไป โดยให้หยุดชดเชยได้ไม่เกิน 1 วัน”
            
( และต่อมา ครม.มีมติในวันที่ 3 ก.พ.47 อีกว่า “เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาประกาศกำหนดให้ งด วันหยุดชดเชยหรือเปลี่ยนวันหยุดชดเชยได้ตามความเหมาะสม” )

         2. เช้าวันที่ 28 มี.ค.60 มีผู้ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  พอจะทราบเรื่องการย้ายสถานที่ปฎิบัติงานของพนักงานราชการมั้ย ที่ทำเรื่องย้ายข้ามอำเภอกลับภูมิลำเนาเทอมที่แล้ว แต่มาวันนี้ มีหนังสือแจ้งสั่งการให้กลับต้นสังกัดเดิมที่ขอย้ายมา ในวันที่ 1 พ.ค.60  จะเกี่ยวกับการเปลี่ยนเลขาใหม่มั้ย โดนเรียกกลับหมดทุกตำแหน่งที่ขอย้ายเลยมั้ย แล้วจะมีโอกาสได้ย้ายกลับภูมิลำเนามั้ย

             ผมตอบว่า   ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนเลขาธิการ กศน.ใหม่  เลขาฯท่านก่อนก็ไม่มีนโยบายให้ย้ายหลังทำสัญญาจ้าง 1 ต.ค.59 แต่เคยมีนโยบายให้ย้ายก่อนนั้น  ผมเคยเห็นระเบียบที่ว่า ทำสัญญาจ้างแล้ว จะให้ไปปฏิบัติราชการนอกพื้นที่ตามสัญญาได้รวมปีละไม่เกิน 4 เดือน ระเบียบเป็นอย่างนี้ แต่ ผอ.จังหวัดบางจังหวัดยังให้ย้ายอยู่
             สำหรับโอกาสที่จะย้ายได้นั้น คงต้องรอดูตอนเปลี่ยนสัญญาใหม่

             หลังจากผมตอบไปแล้ว ผมได้ถามเรื่องนี้กับ กจ.กศน. ได้รับคำตอบว่า
             ที่ท่าน รก.ผอ.กจ. เคยบอกผมว่า “เรื่องการย้ายพนักงานราชการภายในจังหวัด กำลังจะเสนอให้มอบอำนาจให้ ผอ.จังหวัด เป็นผู้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ค.พ.ร. เช่น ให้ไปปฏิบัติราชการนอกพื้นที่ที่กำหนดในสัญญาจ้างได้รวมปีละไม่เกิน 4 เดือน โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการด้วย” นั้น
             ปรากฏว่า เสนอไปแล้ว ท่านปลัดกระทรวงไม่เห็นด้วย ท่านไม่มอบอำนาจ
             การย้ายพนักงานราชการทุกกรณี ( ทั้งภายใน-ภายนอกจังหวัด มีอัตราว่าง มีผู้ลาออก ) ท่านให้เสนอส่วนกลางพิจารณา
             ซึ่งก็จะพิจารณาให้พนักงานราชการไปปฏิบัติหน้าที่นอกพื้นที่ตามสัญญาได้เป็นครั้งคราว ไม่บ่อย รวมปี งปม.ละไม่เกิน 4 เดือน โดยจะระบุช่วงเวลาไป-กลับแต่ละครั้งชัดเจน

             กจ.กศน. จะแจ้งเรื่องนี้มาให้จังหวัดถือปฏิบัติ
             ผมถามต่อว่า  ถ้าจังหวัดให้ย้ายไปก่อนแล้ว จะต้องให้กลับไหม กจ.บอกว่า ถ้าปฏิบัติหน้าที่นอกพื้นที่ตามสัญญาถึง 4 เดือนแล้ว ก็ต้องให้กลับ

         3. เรื่องน่าสนใจจากที่ประชุมบอร์ด ก.ค.ศ. วันที่ 29 มี.ค.60

             1)  การสมัครสอบครูผู้ช่วย สำหรับ 36 สาขาที่ไม่ขาดแคลน ใช้เอกสารการสมัครที่คุรุสภาออกให้เพื่อแสดงว่าสามารถทำการสอนได้ ได้ทั้ง 4 ชนิด คือ
                 
- ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู = มีมาตรฐานครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่กำหนด
                 
- ใบอนุญาตปฏิบัติการสอน = มีมาตรฐานความรู้ครบ 9 มาตรฐาน แต่ยังไม่มีประสบการณ์การสอน
                 
- หนังสือรับรองสิทธิ = ใบรับรองระหว่างรอการอนุมัติหลังยื่นขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
                 
- หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพครูโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ = หนังสือที่ออกให้แก่สถานศึกษา ที่ขออนุญาตให้บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ทำการสอนที่โรงสถานศึกษาตามเหตุจำเป็น

             2)  กรณีบางสาขาที่เรียนจบมา ชื่อไม่ตรงกับสาขาวิชาเอกที่จะสมัคร แต่มีความคล้ายคลึง ให้นับหน่วยกิตของรายวิชาที่ตรงสาขาวิชาเอกที่จะสมัคร ให้ได้ไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต นั้น  ให้นับโดยไม่ต้องดูเกรด ( เดิมกำหนดให้นับเฉพาะวิชาที่ได้เกรดไม่ต่ำกว่า C )

             3)  ยกเลิกการขอวิทยฐานะเชิงประจักษ์ ตาม ว13 ปี 56 ไม่ให้ยื่นขอรายใหม่อีกแล้ว ส่วนรายเก่าที่ยื่นไว้แล้วยังไม่ได้รับการพิจารณา 5,183 คน จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ว13 ต่อไป แต่ใครจะขอถอนไปเปลี่ยนเป็นยื่นแบบใหม่ก็ได้ โดยคาดว่าจะประกาศใช้แบบใหม่ในวันที่ 5 ก.ค.60

         4. วันที่ 29 มี.ค.60 ZyBen ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊คผม ว่า  หนังสือรับรองสิทธิคืออะไร

             ผมตอบว่า   หนังสือรับรองสิทธิ คือ หนังสือที่ออกให้แก่ผู้ที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเดิมต้องรออนุมัติภายใน 60 วัน  ในระหว่างที่ยังไม่ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู คุรุสภาจะออก หนังสือรับรองสิทธิ นี้ ให้ใช้แทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไปก่อน
             ( แต่ปัจจุบันคุรุสภาจะรีบออกใบอนุญาตฯให้ โดยไม่มีการออกหนังสือรับรองสิทธินี้แล้ว )



 


         5. วันที่ 31 มี.ค.60 มีบุคลากร กศน.อำเภอ ค... จังหวัด พ... ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กผม ว่า
             ฉันได้รับอนุญาตให้เดินทางไปราชการเข้าอบรมในจังหวัด 3 วัน เดินทางไปกลับ ระยะทางเที่ยวละ 50 กม. โดยขออนุญาตไปราชการตามขั้นตอน
             และเมื่ออบรมเสร็จ จึงขออนุญาตเบิกค่าเดินทางไปราชการครั้งนี้ แต่ ผอ.ไม่อนุญาตให้เบิก ( ผอ.จะเบิกด้วย แต่ ผอ.ไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตตามขั้นตอน จังหวัดไม่ให้ ผอ.เบิก ผอ.จึงไม่อนุญาตให้ฉันเบิกด้วย )
             อยากปรึกษาว่า  ฉันจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ให้ได้สิทธิดังกล่าว เพราะต้องไปราชการบ่อยครั้ง ไม่เคยได้เบิกเลย

             นอกจากนี้ การดำเนินงานโครงการกิจกรรมต่างๆ ผอ.เอาเงินที่ยืมงบประมาณไปถือเอง และใช้จ่ายโดยไม่มีรายละเอียดล้างเงินยืม โดย ผอ.ไม่ได้เป็นผู้ยืมเงิน ไม่ใช่เจ้าของโครงการ  วิธีการดังกล่าวสมควรหรือไม่  ผู้ยืมเงินต้องรับผิดชอบเมื่อเอกสารหลักฐานการล้างเงินยืมล่าช้า ควรดำเนินการอย่างไร

             ผมตอบว่า
             1)  ผอ.สามารถที่จะไม่ให้เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการได้ ถ้ามีเหตุผล เช่น งบประมาณไม่พอ ค่าใช้จ่ายไม่มากน่าจะเสียสละได้ ช่วงเวลาเดินทางในแต่ละวันไม่ครบตามเกณฑ์ เป็นต้น แต่ก็ควรบอกก่อนว่าจะไม่ให้เบิก โดยเมื่อคุณทำเรื่องขออนุญาตเดินทางไปราชการเสนอถึง ผอ. พร้อมระบุว่าการไปราชการครั้งนี้จะขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการด้วย ถ้า ผอ.จะไม่ให้เบิกก็ต้องคุยกันตั้งแต่ตอนอนุญาตให้ไปราชการ
( ที่คุณบอกเหตุผลที่ ผอ.ไม่ให้เบิกมานั้น คงจะไม่ใช่มั้ง คุณอาจจะคิดคาดเดาไปเองมั้ง )

ในการขออนุญาตเดินทางไปราชการครั้งต่อไป ควรระบุให้ชัดเจนว่าจะขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ และถ้า ผอ.จะไม่ให้เบิกก็ขอคุยกับ ผอ.ให้เข้าใจเหตุผลกัน

             2)  การที่ ผอ.นำเงินโครงการที่บุคลากรเป็นผู้ยืม ไปบริหารจัดการเอง แล้วไม่มีรายละเอียดล้างเงินยืม นั้น  ถ้าจังหวัดทวงหลักฐานล้างเงินยืมมาที่ผู้ยืม ผู้ยืมก็น่าจะเล่าให้จังหวัดฟังว่า ผอ.นำเงินยืมไปบริหารจัดการเองแล้วไม่มีรายละเอียดล้างเงินยืม ให้จังหวัดช่วยแนะนำวิธีแก้ปัญหา

              ( หลังจากที่โพสต์นี้ไป ท่านประเสริฐ หอมดี ซึ่งท่านเป็นทั้งผู้ตรวจราชการกระทรวง ศึกษาธิการภาค และยังทำหน้าที่รองเลขาธิการ กศน.อยู่ บอกว่า
                ข้อ 1) หากดำเนินการขออนุญาตไปราชการถูกต้อง ก็เบิกจ่ายได้ตามระเบียบ
                ข้อ 2) เรื่อง ผอ.นำเงินยืมที่ใช้ชื่อบุคลากรเป็นผู้ยืม ไปถือและใช้จ่ายเอง และยังไม่มีหลักฐานส่งล้างเงินยืมตามเวลา นั้น  ต้องดำเนินการตามระเบียบนะ หากแก้ไขไม่ได้ ให้แจ้งเรื่องไปที่ส่วนกลาง จะแจ้งประสานให้ดำเนินการให้ถูกต้อง )

         6. วันที่ 4 เม.ย.60 มีครูจาก กศน.อ.พรหมพิราม ถามในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กผม ว่า  ในกรณีที่ นศ.มาขอวุฒิ แต่ นศ.มาขอวุฒิครั้งเดียวคือ ม.ต้นพร้อม ม.ปลาย แต่นายทะเบียนเขาบอกว่าต้องให้นายทะเบียนคนเดินเซ็นต์วุฒิ ม.ต้น แต่ ม.ปลายเซ็นต์ได้เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน
             สอบถามขอความกระจ่าง

             ผมตอบว่า   ปกติ ถ้าเพิ่งขอวุฒิ ม.ต้น ในตอนนี้ ทั้งนายทะเบียนและ ผอ.คนปัจจุบันก็เป็นผู้ลงนาม
             แต่.. วุฒิ ม.ต้น จะออกหลังวันสมัครขึ้นทะเบียนเป็น นศ.ม.ปลายไม่ได้
             ทำไมเพิ่งจะมาออก วุฒิ ม.ต้นตอนนี้ ถ้าออกตอนนี้ก็ต้องออกย้อนหลัง คือลงวันที่ไม่หลังวันสมัครขึ้นทะเบียนเป็น นศ.ม.ปลาย  เมื่อออกย้อนหลัง ก็ต้องให้นายทะเบียนและ ผอ.คนเก่าที่ดำรงตำแหน่งในวันออกใบ รบ.ย้อนหลัง เป็นผู้ลงนาม
              ( การออกใบวุฒิย้อนหลัง ไม่ถูกต้อง ถ้านายทะเบียนหรือ ผอ. ย้าย หรือเกษียณ หรือเสียชีวิตไปแล้ว จะทำอย่างไร )

         7. วันเดียวกัน ( 4 เม.ย.) Jum Jim ถามผมในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ว่า  อนุมัติจบหลักสูตรวันไหน พร้อมกันทั่วประเทศหรือเปล่า

            ผมตอบว่า   อาจจะพร้อมกันทั่วประเทศหรือไม่ก็ได้ และในแต่ละภาคเรียนอนุมัติให้จบหลักสูตรได้หลายครั้ง คือแต่ละคนอาจจบไม่พร้อมกัน เช่น คนที่สอบซ่อม สอบ e-Exam อาจจบช้ากว่า   บางคนก็จบตั้งแต่ต้นเทอมเพราะเทอมนี้เหลือแต่ กพช.อย่างเดียว พอทำ กพช.ครบก็จบเลย   วันอนุมัติจบคือวันที่ผ่านเงื่อนไขการจบครบ 4 ข้อ ปกติโปรแกรม ITw จะกำหนดวันจบของ นศ.ส่วนใหญ่ไว้ให้แล้ว แต่ก็เปลี่ยนวันได้ เช่นไม่ได้อนุมัติในวันนั้นเพราะเป็นวันหยุด ผอ.ไม่ได้มาอนุมัติ เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

1.เรื่องน่าสนใจที่หลายคนยังไม่รู้ (ซื้อพัสดุเกินห้าแสน อำเภอเป็นผู้ดำเนินการ-ให้จ้างเหมาบริการไปประชุมอบรมไม่ได้-การประดับธงชาติอาเซียน), 2.วิชาเลือกที่เรียนได้ทุกระดับต้องแยกข้อสอบหรือไม่, 3.การขอเครื่องราชฯของ ขรก.ครู, 4.ให้ครู กศน. หยุดวันศุกร์-เสาร์ แทนการหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ได้หรือ ?, 5.พนักงานราชการขอใช้รถส่วนตัวไปราชการ, 6.จบ มสธ. ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไม่ได้แล้ว, 7.ครู ศรช. ครูสอนคนพิการ เบิกค่าคุมสอบปลายภาคได้ไหม



สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  7  เรื่อง ดังนี้

         1. ระหว่างการอบรม "ยุทธศาสตร์และกระบวนทัศน์การจัดการเรียนการสอนของ กศน.ตำบล"  ของ กศน.พระนครศรีอยุธยา ที่ เฮฟเว่นแควรีสอร์ท กาญจนบุรี 4-6 ก.พ.58  ในช่วงก่อนพักเที่ยงวันที่ 5 ก.พ. คุณดำรงค์ศักดิ์ ว่าวกำเหนิด อดีตเจ้าพนักงานพัสดุ สป.ศธ. มีความเชี่ยวชาญด้านการพัสดุมากที่สุดคนหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันเกษียณแล้วมาเป็นที่ปรึกษาที่ สนง.กศน.จ.พระนครศรีอยุธยา  ได้มาแนะนำเรื่องน่าสนใจในที่ประชุม เช่น

             - การซื้อการจ้างพัสดุของ กศน.อำเภอ/เขต แม้วงเงินจะเกินที่ได้รับมอบอำนาจ 500,000 บาท. กศน.อำเภอ/เขต ก็ยังเป็นผู้ดำเนินการได้ เพียงแต่ในขั้นตอนขออนุมัติหลักการต้องส่งเรื่องต่อไปให้จังหวัดอนุมัติ  จากนั้น ถ้าจังหวัดลงนามตั้งบุคลากรอำเภอเป็นกรรมการและให้ยื่นซองที่อำเภอ  กศน.อำเภอ/เขตก็ดำเนินการต่อ  ถ้าผลการสอบราคาได้ราคาน้อยกว่าวงเงิน โดยไม่เกิน 500,000 บาท กศน.อำเภอ/เขตก็อนุมัติจัดซื้อจัดจ้างเองเลย  แต่ถ้าผลการสอบราคาจะเสนอซื้อ/จ้างในราคาเกิน 500,000 บาท ก็ส่งไปขออนุมัติที่จังหวัดอีกครั้ง

             - การจ้างเหมาบริการ ปกติจะให้ผู้รับจ้างไปประชุมอบรมไม่ได้ ลักษณะเดียวกับการจ้างพิมพ์หนังสือเรียน ไม่ถือว่าผู้รับจ้างเป็นบุคลากรของส่วนราชการ จะให้ผู้รับจ้างพิมพ์หนังสือเรียน ไปประชุมอบรมเรื่องการพิมพ์หนังสือเรียนหรือเรื่องอื่น โดยเบิกค่าเบี้ย เลี้ยงที่พักค่าเดินทางจากส่วนราชการ ไม่ได้  เช่น การจ้างบรรณารักษ์จ้างเหมาบริการ ต้องเลือกจ้างจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถในงานบรรณารักษ์อยู่แล้ว จ้างมาให้ทำงานเลย ไม่ใช่การฝึกงาน จะส่งไปประชุมอบรมเรื่องบรรณารักษ์อีกไม่ได้ จะส่งไปประชุมอบรมเรื่องอื่นก็ไม่ได้ เพราะอยู่นอกเหนือบทบาทหน้าที่ .. แต่.. ถ้ามีเหตุผล เช่น ส่วนกลางกำหนดแนวปฏิบัติมาให้ห้องสมุดทุกแห่งปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน จึงต้องจัดอบรมชี้แจงแนวปฏิบัติ เป็นต้น.. ซึ่ง จ.พระนครศรีอยุธยาก็ทำโครงการให้บรรณารักษ์ไปประชุมอบรมในลักษณะนี้แล้ว กำลังจะจัดประชุมอบรมในไม่ช้านี้
                ผู้รับจ้างเหมาบริการจะเบิกค่าปฏิบัติงานนอกเวลาราชการได้ก็ต่อเมื่อกำหนดในสัญญาจ้างไว้ชัดเจนว่าให้เบิกได้อย่างไร   ( ข้อมูลบางส่วนนี้ผมสอบถามคุณดำรงศักดิ์เพิ่มเติมหลังการแนะนำในที่ประชุม )

             - ธงชาติของทุกประเทศเป็นของสูง เป็นที่เคารพ มีศักดิ์ศรี แสดงถึงความเป็นเอกราช  การชักธงชาติของประเทศอื่นขึ้นสู่ยอดเสานอกอาคาร ในแต่ละประเทศจะมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ  ส่วนในที่อื่น ๆ เช่นสถานศึกษาต่าง ๆ สามารถประดับธงชาติประเทศอื่นเป็นครั้งคราวได้ในระหว่างการประชุมหรือการจัดงานจัดกิจกรรม เช่นในวันอาเซียน 8 สิงหาคมของทุกปี เป็นต้น
                การติดตั้งหรือปักธงอาเซียน ต้องเรียงลำดับธงชาติสมาชิกอาเซียนตามตัวอักษรในภาษาอังกฤษของชื่อประเทศ และต่อด้วยธงอาเซียน ดังนี้
                1)  Brunei Darussalam บรูไน ดารุสซาลาม
                2)  Cambodia กัมพูชา
                3)  Indonesia อินโดนีเซีย
                4)  Lao ลาว
                5)  Malaysia มาเลเซีย
                6)  Myanmar พม่า
                7)  Philippines ฟิลิปปินส์
                8)  Singapore สิงคโปร์
                9)  Thailand ไทย
               10)  Vietnam เวียดนาม
               11)  ธงอาเซียน








         2. วันที่ 6 ก.พ.58 Nana Veo ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  การออกข้อสอบวิชาเลือก ถ้าวิชาที่ใช้รหัสเดียวกัน 3 ระดับ การออกข้อสอบจำเป็นต้องทำชุดเดียวกันแล้วนำไปสอบทั้ง 3 ระดับเลยมั้ย หรือว่าข้อสอบวิชาเดียวกันเช่นรหัส อช02013 ออกไม่เหมือนกัน
                ผมตอบว่า   รหัสเดียวกัน คือวิชาเดียวกัน ทำข้อสอบชุดเดียวกันได้ ดีกว่าสะดวกกว่า ถ้าอยากทำไม่เหมือนกันก็ได้ ไม่ผิด แต่ไม่สะดวก  จะอ้างว่า ม.ปลายเรียนยากกว่านั้น ไม่จริง ก็มันเป็นวิชาเดียวกัน ถึงจะระดับประถมก็ต้องเรียนทั้งเล่ม ( เล่มเดียวกัน )   การออกข้อสอบที่ถูกต้อง ต้องออกให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหลักสูตร จะบอกว่าระดับประถมเรียนในบทแรก ๆ ระดับ ม.ต้น เรียนกลางๆเล่ม ระดับ ม.ปลาย เรียนบทท้ายๆเล่ม ก็แสดงว่าจัดการเรียนการสอนในแต่ละระดับไม่ครบถ้วนตามเนื้อหาหลักสูตร
                คนละอย่างกับวิชาที่เนื้อหาคล้ายกัน แต่รหัสต่างกัน เช่น พค11001 คณิตศาสตร์, พค21001 คณิตศาสตร์, พค31001 คณิตศาสตร์  3 วิชานี้ถึงแม้จะมีเนื้อหาซ้ำกันเกิน 50 % แต่ก็ต่างกันบ้าง  เมื่อรหัสต่างกันก็เป็นคนละวิชากัน ข้อสอบอาจจะเหมือนกันได้เพียงบางข้อ
                วิชาที่รหัสเดียวกัน ถ้าใช้ข้อสอบชุดเดียวกันทั้ง 3 ระดับ เวลาสอบทั้งสามระดับในวิชานี้ ต้องสอบในเวลาเดียวกันนะ

         3. วันเดียวกัน ( 6 ก.พ.) December Mju ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  เคยเป็นพนักงานราชการ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น บ.ช. ประกาศเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ต่อมาสอบได้บรรจุเป็นข้าราชการครูเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่อไปถ้าจะทำการขอ จะขอชั้นอะไร  สอบถามเอาไว้ก่อน

             ผมตอบว่า   ถ้าบรรจุเป็นครูผู้ช่วย ก็เหมือนกับครูผู้ช่วยคนอื่นๆคือ ให้รอให้บรรจุเป็น ขรก.ครูครบ 5 ปีจึงขอ ( เริ่มนับตั้งแต่วันบรรจุเป็นครูผู้ช่วย )  โดยถ้าในวันที่บรรจุครบ 5 ปีนั้น เป็นอันดับ คศ.1 ก็ขอ ต.ม.  ถ้าในวันที่บรรจุครบ 5 ปีนั้น เป็นอันดับ คศ.2 แล้ว ก็ขอ ต.ช.

         4. วันที่ 4 ก.พ.58 มีผู้ถามผมว่า  ให้ครู กศน.หยุดวันศุกร์-เสาร์ แทนการหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ได้หรือไม่

             เรื่องนี้  ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2502 ข้อ 3 กำหนดว่า  “ถ้าส่วนราชการใดจะใช้ระเบียบพิเศษนอกเหนือไปจากที่กล่าว ( ระเบียบที่กล่าว คือ เวลาทำงานตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 16.30 น. หยุดกลางวันเวลา 12.00 น. ถึง 13.00 น. และวันหยุดราชการประจำสัปดาห์คือวันเสาร์ และวันอาทิตย์หยุดราชการเต็มวันทั้ง 2 วัน )  เพื่อความสะดวกให้ทำได้ แต่เมื่อคำนวณเวลาทำงานรวมกันในสัปดาห์หนึ่ง ๆ แล้ว ต้องเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนรวมเวลาราชการในสัปดาห์หนึ่ง ๆ ดังกล่าว ( ไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง ) และสำหรับโรงเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด”
             ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถาน ศึกษา พ.ศ.2547 ข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่า  “สถานศึกษาใดมีความจำเป็นต้องกำหนดเวลาทำงานหรือวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนด และรายงานส่วนราชการต้นสังกัดทราบ ทั้งนี้ ต้องมีเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง” ( ไม่นับรวมเวลาหยุดพักวันละ 1 ชั่วโมง ) ถ้าจะหยุดวันศุกร์เต็มวัน วันอาทิตย์ต้องทำงานเต็มวัน ( 8.30 - 16.30 น.)   ดูระเบียบกระทรวงศึกษาธิการฉบับนี้ได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/1090140…/PDF/stopday.pdf

             จากระเบียบดังกล่าว อนุโลมได้ว่า ถึงแม้หน่วยงาน/สถานศึกษาจะยังหยุดราชการในวันเสาร์อาทิตย์ แต่ก็สามารถให้บุคลากรบางคนหยุดในวันอื่นแทนวันเสาร์อาทิตย์ได้  ซึ่งโดยปกติถ้าหยุดในวันศุกร์เสาร์เต็มวัน วันอาทิตย์ก็ต้องสอนเต็มวัน ถ้าวันอาทิตย์สอนครึ่งวัน วันศุกร์ก็หยุดเพียงครึ่งวัน

         5. เย็นวันที่ 9 ก.พ.58 Sura Phong ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  พนักงานราชการขออนุญาตเดินทางไปราชการโดยรถยนต์ส่วนตัวได้ไหม..มีระเบียบไหม..

             เรื่องนี้  เคยตอบไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งแล้ว เช่นในข้อ 2 ที่ http://nfeph.blogspot.com/2014/06/2-2-2.html ว่า  ได้ แม้ไม่มีข้าราชการไปด้วย  อยู่ที่ผู้มีอำนาจอนุมัติจะพิจารณาอนุมัติตามความจำเป็นและความเหมาะสม  แต่ ผู้มีอำนาจอนุมัติให้ใช้รถส่วนตัว ไม่ใช่ ผอ.กศน.อำเภอ/เขต  โดย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไปราชการและการจัดการประชุมของทางราชการ พ.ศ.2524 ข้อ 11 ( 4 ) กำหนดผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร ให้เป็นอำนาจของอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการ ( ของ กศน. ขณะนี้หมายถึงปลัดกระทรวง ) ซึ่งจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้ผู้ดำรงตำแหน่งใด ๆ เป็นผู้อนุมัติการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักรแทนก็ได้
             ตามคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 270/51
ปลัดกระทรวงมอบอำนาจให้ ผอ.สนง.กศน.จ./กทม. ในข้อ 8 ว่า  “การอนุมัติให้เดินทางไปราชการภายในราชอาณาจักรของตนเอง ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างในสังกัด และบุคคลภายนอก การอนุมัติค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ การใช้รถยนต์ส่วนตัวไปราชการ... ...”
             แต่ ในคำสั่งที่มอบอำนาจให้ ผอ.กศน.อ./ข. ที่ 489/51 ข้อ 9 ระบุดังนี้
             - วรรคหนึ่ง  การอนุมัติไปราชการ ... ของข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา พนักงานราชการ ลูกจ้าง บุคคลภายนอก ... ...
             - วรรคสอง  การอนุมัติไปราชการสำหรับตนเอง ของ ผอ.กศน.อ. ภายในเขตจังหวัดที่สถานศึกษาตั้งอยู่ และจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับจังหวัดนั้น ... ...
             - วรรคสาม  การอนุมัติการใช้รถยนต์ส่วนตัวไปราชการภายในเขตพื้นที่ตาม
วรรคสอง
             สรุปว่า  ผอ.กศน.อ./ข. มีอำนาจอนุมัติการใช้รถยนต์ส่วนตัวได้เฉพาะการไปราชการภายในเขตพื้นที่ของตนเอง  ส่วนข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง อื่น ๆ ถ้าจะขออนุมัติไปราชการ
โดยใช้รถยนต์ส่วนตัวต้องขออนุมัติ ผอ.สนง.กศน.จ./กทม.

         6. เย็นวันที่ 10 ก.พ.58 ผมเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค เรื่องจบ มสธ. ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไม่ได้แล้ว  ว่า
             ยังมีผู้ให้ข้อมูลผิด เป็นระยะ ๆ ว่า เรียน มสธ.สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เช่นเอกหลักสูตรและการสอน จบแล้วขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้  ในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบก็มีผู้ให้ข้อมูลผิดอย่างนี้ ทำให้มีผู้เข้าใจผิดเสียเวลาเสียเงินไปสมัครเรียนโดยหวังใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่ได้ต้องการแค่ความรู้

             เมื่อ 2 ปีก่อน วันที่ 30 พ.ย.55 ผมเขียนให้ข้อมูลในเฟซบุ๊คกลุ่มครูนอกระบบ ว่า เรื่องที่ว่าเรียน มสธ.สาขาวิชาศึกษาศาสตร์จบแล้วขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้นั้น เป็นข้อมูลเก่าเมื่อ 4 ปีก่อน
             ที่ถูกต้องคือ
             - ถ้าเริ่มเรียนหลัง 19 ส.ค.53 ถึงปีการศึกษา 2556 คุรุสภาไม่รับรองแล้ว ต้องใช้วิธีนำใบแสดงผลการเรียนไปยื่นขอเทียบโอน ซึ่งจะเทียบโอนได้ไม่ครบทุกมาตรฐาน
             - ถ้าเริ่มเรียนหลังปีการศึกษา 2556 คุรุสภาไม่รับเทียบโอนแล้ว
             ถ้าถามว่า แล้วจะเรียนทำไม  ตอบว่า ถ้าเรียนจบหลักสูตร สิ่งที่ได้คือ ได้ความรู้ ไปใช้ในด้านการเผยแพร่ให้ความรู้ต่าง ๆ เช่นเป็นวิทยากร หรือการสอนที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ( สอนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การศึกษาขั้นพื้นฐาน )  หรือถ้ายังจะมีการเปิดสอบมาตรฐานวิชาชีพครูอีก ก็นำความรู้ที่เรียนมานี้ไปใช้ในการสอบ ( อาจจะดีกว่าดูหนังสือเตรียมสอบด้วยตนเอง )

             ในขณะนี้ การเรียนเพื่อเป็นเส้นทางให้ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู มีเพียง 2 กรณี คือ
             1)  เรียนปริญญาทางการศึกษาหลักสูตรใหม่ ( หลักสูตร 5 ปี ) ในสถาบันที่คุรุสภารับรอง
             2)  สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นครูอยู่แล้ว แต่ยังไม่มี “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” มีเพียง “หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ” เช่น ครูจ้างสอน ครู ศรช. ใหเรียน ป.บัณฑิต ตามหลักสูตรที่คุรุสภากำหนดและอนุญาตให้สถาบันการศึกษาบางแห่งเปิดสอน

         7. เย็นวันที่ 11 ก.พ.58 ปนันท์ญา ตันทอง กศน.อ.ท่าวังผา ถามในอินบ็อกซ์ผม ว่า  ครู ศรช.และครูสอนคนพิการ เบิกเงินค่าคุมสอบปลายภาคเรียนได้หรือเปล่า

             ผมตอบว่า   ตอบบ่อยแล้ว ครู กศน.ตำบล ครู ศรช. และครูสอนคนพิการ เบิกเงินค่าคุมสอบปลายภาคเรียนได้ ถ้ามีเงินอุดหนุนมากพอและผู้บริหารให้เบิก  ดูคำตอบเก่า ๆ เช่น ในข้อ 5 ที่  http://nfeph.blogspot.com/2014/09/n.html
             ครู ศรช. และ ครูสอนคนพิการเบิกค่าคุมสอบได้ แต่ ปัญหาคือ วันเสาร์-อาทิตย์ ( วันคุมสอบ ) อาจไม่ใช่วันหยุดราชการของครู ศรช.บาง คน  เช่น กศน.อ.บางแห่ง กำหนดให้ครู ศรช.และบรรณารักษ์บางคนทำงานในวันอาทิตย์ถึงพฤหัสฯ หยุดวันศุกร์เสาร์  กรณีนี้วันอาทิตย์จะเป็นวันทำการปกติของเขา  ซึ่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนการสอบ พ.ศ.2549 กำหนดว่าให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบในวันทำการปกติ เบิกค่าดำเนินการสอบในอัตราครึ่งหนึ่ง  และ หลักเกณฑ์ กศน. กำหนดว่า บุคลากรในสังกัด กศน.ถ้าทำงาน เช่น สอนวิชาชีพ สอนเสริม ในเวลาราชการ ไม่ให้เบิกค่าตอบแทน
             ฉะนั้น ถ้าจะให้ครู ศรช.เบิกค่าคุมสอบเต็ม เมื่อพบกลุ่มครั้งสุดท้ายก่อนสอบปลายภาคแล้ว กศน.อ.ต้องปรับเปลี่ยนให้ครู ศรช.มาทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ทุกวันทันที เพื่อให้วันเสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดราชการของเขา